วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

“กีฬาพาสินค้ารุ่ง”










  • สำหรับนักการตลาดแล้วคำว่า “การตลาดกีฬา” หรือ SPORT MARKETTING นั้นนับว่ามีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงกีฬานั้นอาจจะมองเพียงแค่เรื่องของการหาผู้สนับสนุนการจัดการแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นการมอง SPORT MARKETING อย่างแคบ เพราะคำจำกัดความนั้นครอบคลุมถึง ด้าน คือ 1.การทำตลาดของสินค้า หรืออุปกรณ์กีฬา เช่น อุปกรณ์กีฬาไนกี้ แกรนด์สปอร์ต 2.การทำตลาดของบริการทางการกีฬา เช่นคาลิฟฟอร์เนียร์ฟิตเนส สนามฟุตบอล หรือสระว่ายน้ำ รวมทั้งสปอร์ตคอมเพล็กซ์เป็นต้น และรวมทั้งบริการทางข้อมูล ข่าวสารต่างๆด้วยเช่น ทีวีกีฬา หนังสือนิตยสารกีฬาต่างๆ 3.การทำตลาดของการจัดการแข่งขันกีฬา EVENT / LEGUE ซึ่งต้องการสปอนเซอร์ และ จำนวนผู้เข้าชมกีฬา 3.การใช้กีฬาเป็นสื่อเพื่อทำตลาดสินค้าอื่นๆ เช่นการที่บริษัทให้งบสนับสนุนทีมกีฬาต่างๆ ช้างเป็นสปอน์เซอร์ให้กับทีมเอเวอร์ตันเป็นต้น

  • เราจะเห็นได้ว่าสำหรับ 3 ข้อแรกนั้นจะเป็นมุมมองจากคนในวงการกีฬาออกไปสู่การตลาด และเป็นการทำตลาดแบบชั้นเดียว คือแสวงหาความต้องการและตอบสนองความต้องการนั้น ส่วนการใช้กีฬาเป็นสื่อเพื่อทำตลาดสินค้าอื่นๆนั้นเป็นมุมมองของนักการตลาดที่อาจจะไม่ได้อยู่ในวงการกีฬาโดยตรง แต่ประสงค์จะใช้กีฬาเป็นสื่อในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้เพราะว่ากีฬานั้นใกล้ชิดกับผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า กีฬาและบันเทิงเป็นสิ่งที่นักการตลาดพยายามเข้ามาใช้เพื่อการเข้าถึงผู้บริโภคอันเป็นผลมากจากปัจจัยหลายๆประการ ในสมัยก่อนนั้นการใช้สื่อสารมวลชนเช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ และวิทยุ ก็เพียงพอต่อการส่งเสริมการตลาดและการเข้าถึงผู้บริโภค หากจัดงบประมาณอย่างเพียงพอแล้วก็จะสามารถสร้างการรับรู้และยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนมีเวลาน้อยลงไม่สามารถบริโภคสื่อต่างที่มีอยู่มากมายได้ สมัยก่อนเรามีทีวีอยู่ 4-5 ช่อง แต่ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ช่องหากรวมทางอินเตอร์เน็ตด้วยแล้วก็คงนับไม่ถ้วนทีเดียว หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก็เช่นเดียวกันมีมากมายให้เลือก ในขณะที่เรามีเวลาเท่าเดิม คือ 24 ชั่วโมง ดังนั้นการแสวงหาว่าผู้บริโภคประกอบกิจกรรมใดๆบ้างในแต่ละวันและสินค้าหรือบริการ หรือตราสินค้า ไปผ่านโสตประสาทสัมผัสรวมทั้งได้มีกิจกรรมต่างๆร่วมกัน นอกจากนี้แล้วยังเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในงบประมาณที่เหมาะสม (คิดต่อหัวแล้วถูกกว่า) และยังสามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนด้วย เพราะว่าสื่อสารมวลชนได้แค่จำนวนผู้รับสารแต่อาจจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรงก็ได้ เช่น เบียร์สิงห์ ซึ่งถูกจำกัดด้วยโฆษณาทางทีวีและสื่อสารมวลชน ก็ได้ปรับยุทธศาสตร์มาเป็นพันธมิตรกับทางสโมสรฟุตบอลอังกฤษในพรีเมียร์ลีกทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เชลซี นับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลแยะ ไม่รู้ว่าใครจะได้ผลสัมฤทธิ์มากกว่ากันกับช้างที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับเอเวอร์ตัน เพราะว่าแมนยูกับเชลซีเป็นที่นิยมและมีแฟนคลับมากกว่าในประเทศไทย น่าจะมีคนทำวิจัยเรื่องนี้ดูว่าการเป็นสปอนเซอร์หลักกับการเป็นพันธมิตรซึ่งสามารถเอาภาพนักกีฬาและโลโก้สโมสรมาใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ กับเป็นสปอนเซอร์หลักมีชื่อสินค้าติดที่หน้าอกเสื้ออันไหนจะให้ผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีกว่ากัน แต่ไม่ว่าวิธีใดสินค้าทั้งสองซึ่งเป็นคู่กัดกันก็ใช้ยุทธวิธีที่เข้าถึงกลุ่มคนดูซึ่งเป็นทั้งแฟนบอลและคอเบียร์ซึ่งมีเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือทับซ้อน
    หากถามว่าน้ำดำเจ้าใดเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลกสองสามครั้งที่ผ่าน บางทางอาจจะตอบว่า “โค้ก” บางทานอาจจะตอบ “เป็บซี่” แต่ที่คำตอบที่ถูกต้องคือ “โค้ก”



  • แต่ทำไมหลายท่านอาจะตอบว่า “เป็บซี่” ทั้งนี้เพราะเป็บซี่มียุทธวิธีที่แยบยลโดยเอากีฬาฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือทางการตลาด (MARKETTING TOOL ) ซึ่งกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีคนนิยมมากที่สุดในโลกทั้งจำนวนผู้เล่น ผู้ชมทั้งในสนามและทางทีวี อีกทั้งยังมีแมทช์การแข่งขันมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยทางเป็บซี่มีดาราฟุตบอลมาเป็นพรีเซนเตอร์โดยเรียกเล่นๆว่า “ทีมเป็บซี่” ในปี 2008 ซึ่งประกอบด้วยนักฟุตบอลสามกลุ่ม คือ นักเตะประเภทดาวรุ่งพุ่งแรง Messi และ Frabregas กลุ่มที่สองคือนักเตะประเภทสุดยอดฝีตีน Ronaldhinyo และ Lampard ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือประเภท ตำนาน Beckham และ Henry
    ลองมองให้ลึกอีกครั้งซิครับจะพบว่าทุกสองปีจะมี EVENT ฟุตบอลใหญ่ๆสองรายการคือ ฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร เรียกว่าเตรียมงานแรกเคลียร์งานเสร็จก็เตรียมงานต่อไปได้เลยงานเข้าต่อๆเนื่องตลอด และภาพยนต์โฆษณาทางทีวีของเป็บซี่เองก็ชัดเจนมากๆว่า “ฟุตบอล ฟุตบอลและ ฟุตบอล” ในขณะที่”โค้ก”เองภาพไม่ชัดเอาเลยโดยเฉพาะ ครั้งล่าสุดที่อัฟริกาใต้ เลยเป็นที่มาของการสำรวจในประเทศไทยว่าการรับรู้ในตรายี่ห้อสินค้าของเป็บซี่ใกล้เคียงกับโค้กมาในขณะที่โค้กใช้งบประมาณไปมากกว่าไม่รู้กี่เท่าตัวจนทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของเป็บซี่ในประเทศไทยมากกว่าโค้กซึ่งมีแค่สามสี่ประเทศในโลกเท่านั้นที่เป็บซี่ชนะโค้ก แน่นอนหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย อ้าว........ลืมไปรษณีย์ไทยไปได้ยังไงเพราะทางไปรษณีย์ไทยอยากให้ฟุตบอลโลกจัดทุกปีเลยเพราะขายไปรณียบัตรทายผลได้แค่ปีเว้นปี(คือบอลโลก กับบอลยูโร) คนอะไรก็ไม่รู้ไม่ลงทุนแค่มีพันธมิตรคือไทยรัฐก็รับทรัพย์ไม่รู้เรื่อง เพราะว่าของรางวัลก็มีสปอรเซอร์จ่ายให้โดยมีไทยรัฐเป็นแกนขอสปอนเซอร์ (ซึ่งใครๆก็เกรงใจ) รวมทั้งต้องการเกาะกระแสบอลโลกกันทั้งนั้น เห็นหรือยังครับว่า กีฬาพาสินค้ารุ่งได้จริงๆครับพี่น้อง.............................

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

“ทำให้ดูดีแต่บางทีก็ไม่โดน”


ในการบริหารธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการตลาดแล้วสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การรู้จักลูกค้าที่เราเรียกว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (TARGET CUSTOMER) ซึ่งตำราทุกเล่มก็เขียนหมือนกันคือจะต้องสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ผ่านการโฆษณา หรือกิจกรรมการตลาดต่างๆให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ซึมซับและรับรู้ว่าสิ้นค้านั้นๆจะตอบสนองความต้องการหลัก เช่น ซื้อนาฬิกาก็คือการบอกเวลา ซื้อเบียร์รถยนต์ก็เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง แต่ความต้องการรองๆลงมาเช่น ความหรูหรา ใช้แล้วดูดีมีระดับ ใช้แล้วเป็นพวกเดียวกัน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้การสื่อสารทางการตลาดเข้ามาบูรณาการ หรือใช้ตัวพรีเซนเตอร์มาสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย แน่นอนครับในกระบวนการเลือกพรีเซนต์เตอร์ก็ต้องให้ตรงกับภาพลักษณ์ของสินค้า และสิ่งที่ปรารถนาให้ผู้บริโภครู้สึกได้ เช่น เราคงไม่สามารถเชื่อถือในภาพลักษณ์สินค้ารถยนต์เบนซ์ได้ดีหากใช้คุณเท่ง เถิดเทิง เพราะไม่ตรงกับภาพลักษณ์ของสินค้า แต่อาจจะมีคนแย้งว่าแล้วทำไม่ตุ๊กกี้ถึงเป็นพรีเซนต์เตอร์ให้กับรถกระบะโตโยต้าได้ คำตอบก็คือว่ารถยนต์กระบะโตโยต้านั้น MATURE แล้วเป็นที่รู้จักและยอมรับเพียงแต่ต้องการสร้างการจดจำในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน และมีตัวเบรกคือคุณป๋อ ณัฐวุฒิที่ดูดีมีระดับมาสร้างความสมดุลได้นั่นเอง อ้าว.....แล้วทำไมเท่ง เถิดเทิง ถึงไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับปูนตราดอกบัวได้ละครับ แน่นอนความสนุกสนานและเพลงที่จดจำได้ง่ายๆนั้นทำให้คนจำโฆษณาได้ และอย่าลืมว่าคนที่มีอิทธิพลกับการตัดสินใจซื้อปูนนั้น ช่างปูน หรือผู้รับเหมาก่อสร้างนับได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ ลองนึกดูนะครับหากทางช่างบอกว่าปูนดอกบัวฉาบแล้วดี แข็งแรงทนทาน และราคายังถูกกว่าปูนตราเสือ ถ้าทั้งหลังนี้เปลี่ยนยี่ห้อปูนก็จะทำให้ประหยัดได้ถึง 30000 บาทละก็ เจ้าของบ้านก็เขวได้เหมือนกันนะครับ แต่ก็ใช่ว่าการทำให้ดูดีมีระดับจะถูกต้องเสมอไปนะครับ เพราะว่าหากเรานำ ณิชคุณ (ทำไมเค้าดังก็ไม่รู้สาวๆกรี๊ดสลบกันทั้งนั้น คนหล่อทำอะไรไม่น่าเกลียดมั๊ง ) มาโฆษณาเบียร์ช้างอะไรจะเกิดขึ้น “มันไม่โดน” เพราะคนดื่มช้างก็จะบอกว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของเค้า ของเค้าของแท้ต้องพี่แอ๊ดคาราบาวต่างหากแต่ช่วงหลังนี่โฆษณา “เบียร์ไทยทำเอง” “คนไทยหรือเปล่า “ ของพี่แอ๊ดหายไปจนไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของยอดขายของช้างที่โดนค่ายสิงห์เบียดกลับมาเป็นแชมป์ได้อีกหรือไม่ เพราะเห็นว่าเอาเพลงของคุณบอย โกสิยพงษ์มาทำหนังโฆษณา และใช้วิลลี่มาเป็นพรีเซนเตอร์ซึ่งอาจจะไม่โดนเพราะเพลงพี่แอ๊ดแกง่ายๆติดดินไม่ต้องแปลความที่สำคัญ “โดน” ทุกคำทุกเม็ด ขนาดกีตาร์แกยังทุ่มใส่ได้เพื่อแสดงว่าแม้แต่กีตาร์แกยังติดดินเลยครับพี่น้อง ชิมิชิมิ ในหัวข้ออบรมพนักงานขายทั้งหลายก็จะมีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า จะต้องมีการแต่งกายที่ดีบุคคลิกดีเป็นต้นซึ่งมิได้หมายความว่าจะต้องใส่สูทผูกไทค์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น หากเป็นพนักงานขายแบตเตอรี่ที่ต้องติดต่อร้านค้าย่อยทั้งหลายที่กระจายอยู่ทุกถนน หากแต่งแบบนั้นคงไม่โดนใจเจ้าของร้านแบตเตอรี่เป็นแน่แท้ แต่ก็ต้องแต่งกายให้สุภาพดูดีเหมาะกับสภาพแวดล้อม นานมาแล้วแชมพูยี่ห้อแฟซ่าซึ่งขายดีมากเป็นอันดับสองรองจากซันซิลทั้งๆที่ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆยอดขายน้อยมาก ทั้งนี้เพราะตลาดส่วนใหญ่ของแฟซ่าอยู่ในชนบทซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยซึ่ง แต่หากรวมตลาดแชมพูพรีเมี่ยมก็จะมีตลาดไม่มากนักเพราะนับวันตลาดแชมพูพรีเมียมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามกำลังซื้อและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนไทย มาวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้วแฟซ่าให้คุณแซมยุรนันท์มาเป็นพรีเซนเตอร์ปรากฏว่ายอดขายไม่กระเตื้องเลยทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายเพื่อเจาะตลาดคนในเมืองแต่มันไม่โดนใจผู้บริโภค แถมยังอาจจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในชนบทอีกด้วย เพราะแซมดูเป็นคนที่หรูหรา ไม่ติดดิน ไม่ตรงกับวิถีชีวิตชนบท งั้นหากเอาพี่แอ๊ดมาเป็นพรีเซนเตอร์แฟซ่าละครับคงไม่เวิรค์เพราะดูแล้วพี่แอ๊ดแกไม่ค่อยได้สระผมนะครับที่สำคัญทุ่มแชมพูใส่คนดูมันไม่ได้อารมณ์ครับพี่น้อง 555+ ี้็เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง แต่ความต้องการรองๆลงมาเช่น ความหรูหรา ใช้แหกห

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

“ใครจ่าย ??? “


เมื่อคืนเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาดถึง 8.3 ริกเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นทำให้เกิด “สึนามิ” ที่มีความรุนแรงมากก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งชิวิตและทรัพย์สิน ถึงแม้ว่าคนที่เสียชีวิตจะไม่มากเหมือนกับคราวที่เกิดในประเทศไทยและบริเวณใกล้เคียงที่มีคนเสียชีวิตรวมถึง 220,000 คน หากเรามองย้อนไปดูว่า 10 ปีเศษที่ผ่านมาเรามีโศกนาฎกรรมใหญ่เกิดขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะสึนามีและแผ่นดินไหว เช่นในเฮติ คนตายถึง 220,570 คน ที่เสฉวน 8 หมื่นคนเศษ ทีปากีสถาน 8 หมื่นคนเศษ ที่อิหร่านสองครั้ง รวมแล้ว 7 หมื่นคนเศษ เราจะเห็นได้ว่าทุกๆปีจะมีเหตุให้ต้องเศร้าเสียใจกันและเหตุการณ์ต่างๆก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆทั้งยอดผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหาย อนาคตโลกแตกคงไม่ไกลเกินกว่าความเป็นจริงเสียเท่าไหร่ ผมเคยคุยกับนักศึกษาว่าให้ดูภาพยนตร์ที่มีเหตุการณ์ต่างๆไว้ว่าในอนาคตช้าหรือเร็วเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในโลก ตอนเป็นเด็กก็หลายสิบปีแล้วมีภาพยนตร์เรื่องโลกแตก (EARTH QUAKE) สมัยนั้น(นานมากแล้ว) เทคนิคสุดยอดดูแล้วตื่นเต้นสุดๆแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงไม่กี่สิบปีให้หลัง พายุหิมะถล่มนิวยอร์คในภาพยนตร์ สัตว์กลายพันธุ์เป็นอสูรกาย (ตัดต่อดีเอ็นเอ) ดาวหางพุ่งเข้าชนโลก น้ำท่วมโลก ฯลฯ เชื่อได้ว่าอนาคตจะเป็นไปได้อย่างแน่นอนคำถามมีอยู่ว่า ช้าหรือเร็วเท่านั้นนั่นเอง
เกริ่นมาเสียนานก็อยากเข้าเรื่องว่าเหตุต่างๆในโลกล้วนแต่มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเราก็สามารถควบคุม แก้ไข หรือ บรรเทาให้ความเสียหายน้อยลงได้เช่น สึนามีในญี่ปุ่นครั้งนี้เนื่องจากมีการเตรียมพร้อม ทั้งอุปกรณ์ตรวจจับ การฝึกซ้อม การเตือนภัย ฯลฯทำให้เสียชีวิตน้อยมาก แล้วคำถามที่ว่า “ใครจ่าย” ก็ต้องตอบว่า มนุษย์และสังคม เป็นคนจ่ายกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติหากเราไม่ดูแลและรักษาธรรมชาติ ลูกหลานเราในอนาคตก็ต้องเป็นคนจ่าย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ 101 ที่เคยเรียนมาว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่ได้จ่ายแล้วใครเป็นคนจ่ายเท่านั้น เราเห็นโปรโมชั่นต่างๆไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรรที่ปัจจุบันนี้โปรโมชั่นกันว่า ดอกเบี้ย 0% หนึ่งปี หรืออยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ ถามว่า “ฟรีจริงหรือ” คำตอบคือ “ไม่” แล้วใครจ่ายละครับผู้บริโภคนั่นแหละเป็นคนจ่ายเพราะโครงการได้บวกต้นทุนของฟรีเหล่านี้ไว้ในต้นทุนของสินค้าแล้วก่อนจะตั้งราคาขาย ธนาคารคงไม่มีใครให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือต้องผ่อนเป็นเวลาถึงหนึ่งปีแน่ ดังนั้นเจ้าของโครงการจึงเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยหรือผ่อนให้เราหนึ่งปีแทน “ด้วยเงินของเราเองที่รวมอยู่ในต้นทุนสินค้าก่อนที่จะตั้งราคาขายนั่นเอง” บางคนอาจจะแย้งว่าค่ายโทรศัพท์มือถือไงที่มีของฟรีให้ถึงหกเดือนเช่นเล่นเน็ทฟรี แต่เขาคาดหวังว่าเราจะเป็นลูกค้าต่อไปในอนาคตนั้นเองความหมายคือเราก็ต้องจ่ายในอนาคตนั่นเองอีกอย่างหนึ่งในธุรกิจบริการแล้ว “ไม่ใช้มันหายไป” คือไม่ว่าจะมีคุณมาใช้บริการในช่วงนั้นหรือไม่สัญญานเน็ทก็มีอยู่แล้วดังนั้นต้นทุนของผู้ให้บริการไม่มีจึงสามารถมาทำเป็นโปรโมชั่นได้โดยไม่คิดค่าบริการแต่จะได้จากค่าบริการทางด้านอื่นๆแทนเช่นการโทร การส่งเอสเอ็มเอส ฯลฯ ดังนั้น “โอกาสในการได้ลูกค้า”จึงเป็นคนจ่ายค่าบริการนี้แทนนั่นเอง หันมาดูโครงการของรัฐบาลกันบ้างที่มีค่าไฟฟรี 90 หน่วยแรกถามว่าสุดท้ายแล้วฟรีจริงหรือไม่คำตอบคือไม่เพราะ “ใครเป็นคนจ่ายแทนต่างหาก” ในกรณีนี้ยังไม่สรุปว่าจะเป็นเอกชนคนที่ใช้ไฟเกิน 90 หน่วย หรือว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ที่จะต้องแบกรับภาระตรงนี้ทำให้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยเป็นธรรมเพราะเราก็ได้จ่ายภาษีไปแล้วทั้งทางตรงหรือทางอ้อม(ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และจะเป็นภาระต่อต้นทุนสินค้าจนทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้าก็จะไปมีผลต่อคนที่มีรายได้น้อยอยู่ดีในที่สุด หรือการศึกษาฟรี 15 ปีที่มีการแจกชุดนักเรียนหนังสือฯลฯ ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ควรแจกให้กับทุกคนก็ได้ซึ่งคาดว่ามีคนถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถช่วยตัวเองได้ ควรนำเงินงบประมาณมาแจกให้กับคนจนจริงหรือพัฒนาโรงเรียนให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันจะดีกว่าหรือไม่ แล้วถามว่าฟรีจริงหรือไม่ “ใครเป็นคนจ่ายแทนต่างหาก” เพราะเป็นงบประมารของรัฐที่เก็บมาจากภาษีอากรของเราดังนั้นพวกเรานั่นเองที่เป็นคนจ่าย หากครึ่งหนึ่งของงบประมาณนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ (เพราะมีผู้ปกครองที่สามารถช่วยตัวเองได้) ก็สามารถนำมาพัฒนาโครงการอื่นๆได้ “นั่นเท่ากับว่าโครงการอื่นๆเป็นคนจ่ายงบประมาณนี้นั่นเอง”
คำกล่าที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” นั่นเอง อาจมีคนแย้งว่ามีสิบางครั้งเราไปเที่ยวแล้วเกี่ยวผู้หญิงมาได้ ดูเหมือนได้ฟรี แต่ว่าจริงๆแล้วคุณต้องจ่าย “ค่าความเสียง” จากการถูกร้องเรียนว่าข่มขืน ถูกจับ(ให้เลี้ยงดู) หรือถูกยิง (จากแฟนของหญิงคนนั้น) ติดโรค (ทางเพศสัมพันธ์) ฯลฯ ดังนั้นค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ใช่ตัวเงินก็ได้แต่เป็น “ค่าความเสี่ยง” นั่นเอง เชื่อหรือยังว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่ “จ่าย” ด้วยอะไรเท่านั้นเอง

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

“ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง”



ผมเขียนบทความนี้ในวันแห่งความรัก “วันวาเลนไทน์” ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นวัฒนธรรมทางตะวันตกที่เข้าสู่ประเทศไทย ที่เป็นสังคมเปิดและยอมรับวัฒนธรรมต่างๆจนบางครั้งอาจจะดูเหมือนว่าขาดสติในการเปิดรับเสียด้วยซ้ำไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าการค้าขายเนื่องในวันวาเลนไทน์มีมูลค่าถึง 1,120 ล้านบาทเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้ารวมทั้งประเทศก็น่าจะถึง 2,000 ล้านบาทเพิ่มจากปีก่อนถึง 6.7 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขแม้จะไม่มากมายเท่ากับเทศกาลตรุษจีนหรือสงกรานต์ แต่ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีอย่างมีนัยสำคัญเพราะว่าเติบโตตลอดไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีเลวอย่างไร แต่กับเทศกาลสงกรานต์กับตรุษจีนนั้นขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังไม่มีใครทำการวิจัยว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแต่ผมเชื่อได้ว่าเป็นเพราะ “ความรัก” มันเป็นสิ่งที่เป็น “นามธรรม” และถ้าเราเชื่อหรือศรัทธาแล้วเรายอมทำหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ หรือแม้แต่กระทั่งยอมทำทุกอย่างก็ว่าได้เพื่อคนที่เรา “รัก “ หรือ หากให้รุนแรงหรือยกระดับไปมากกว่านั้นก็คือ “ความศรัทธา”
แม้แต่ในวงการเมืองเองก็ตามเราจะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายไม่ว่าสีใดจะมี “สาวก” ที่เหนียวแน่นไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดๆก็จะเป็นขาประจำตลอด คนเหล่านี้มาเพราะความศรัทธาซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของตัวบุคคล หรืออุดมการณ์ หรือสถานการณ์ที่หยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการระดมพล ในทางศาสนาเองก็เช่นกันการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ก็จะนำพามาซึ่งเหตุปัจจัยต่างๆแล้ววันหนึ่งศาสดาที่เราเคารพศรัทธาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ก็เกิดการฟ้องร้อง อาจจะเรียกที่ดินคืน ขอเงินคืน ฯลฯ เราก็เห็นกันมาอยู่เสมอๆๆ “ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง” ก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ ทำไม”น้ำหมักป้าเช็ง” ถึงขายได้เป็นอย่างที่เรียกว่าเทน้ำ(หมัก)เทเท่าเลยคำตอบเดียวคือ “ศรัทธา” คนเราลองเชื่อซะอย่างที่เหลือไม่ต้องพูดถึง แต่ความเชื่อเป็นอะไรที่สร้างง่ายและก็เลือนหายไปง่ายด้วยเช่นกันส่วนศรัทธานั้นสร้างยากก็ลบล้างยากเฉกเช่นเดียวกันนั่นเอง จะเรียกได้ว่า “ศรัทธา คือ แบรนด์” ก็ว่าได้เพราะว่าแบรนด์คือชื่อเสียงและความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า ตรายี่ห้อ ผู้บริหาร องค์กร ฯลฯ ที่สามารถสัมผัสได้ทางโสตสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดังนั้นหน้าที่นักการตลาดจึงต้องพยายามสร้าง “ศรัทธา” ให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ได้
ลองดูสุภาพสตรีซิครับยอมเสียเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายหมื่น หรือเป็นแสนบาทนั้นมีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะครับต้องมี “ศรัทธา”ด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้เธอดูดีมีระดับและสามารถเชิดหน้าชูตาในหมู่เพื่อนฝูง(เพราะอยู่ในระดับเดียวกัน)ได้ การซื้อครีมกระปุกละหลายหมื่นเพราะศรัทธาในคุณภาพ ตราสินค้า และ ที่สำคัญศรัทธาว่าจะทำให้เธอสวยและดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริง (ผมไม่ใช้คำว่าไม่แก่ เพราะความแก่เป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้) ซึ่งเป็นไปได้นั่นเอง เราคงเห็นว่าเครื่องรางของขลังทั้งหลายนั้นมูลค่าในการผลิตคงไมกี่สตางค์แต่ทำไมพระผงแต่ละวัดแต่ละอาจารย์จึงมีมูลค่าแตกต่างกันหลายพันลี้ ทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตไม่แตกต่างกันเลย แน่นอนที่สุดการได้พระอาจารย์ที่มาปลุกเสกหรืออิทธิฤทธิ์ของเครื่องรางต่างหากที่ทำให้มูลค่าพระผงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้า “ศรัทธา” ให้เกิดขึ้น ดู “เอเอสทีวี” เป็นตัวอย่างซิครับมีทั้งเว็บไซท์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และ มีทีวีเป็นของตนเอง ทำให้มีแฟนพันธุ์แท้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะเป็นหัวข้ออะไรก็จะมีแฟนๆออกมาขานรับกันจำนวนหนึ่ง เพราะบริโภคข่าวสารของเอเอสทีวีกันอย่างสม่ำเสมอ นี่ก็เป็นวิธีการสร้าง”ศรัทธา” แบบหนึ่งโดยการใช้การสื่อสารการตลาดจนทำให้สินค้าของเอเอสทีวี ซึ่งเป็นสินค้าจริงเช่น ข้าวสาร เสื้อ ปลากระป๋อง กาแฟ น้ำข้าวกล้องงอก วิตามิน อาหารเสริม เครื่องเขียน ปู๋ย ถุงขยะ ฯลฯ เรียกได้ว่ามีครบทุกหมวดประมานว่าสากกะเบือยันเรือรบเลยครับ สินค้าเหล่านี้อยู่ได้ก็เพราะ “ศรัทธา” นั่นเอง
นักการตลาดทั้งหลายมีหน้าที่สร้าง “ศรัทธา”ให้เกิดในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะในการสร้างไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ตัวสินค้าเองจะต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ว่าทำไมเขาจะต้องซื้อสินค้าของเรา ?? สินค้าเราจะให้คุณค่าอะไรเพื่อให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายไป มีราคาที่เหมาะสม มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารการตลาดที่ครบเครื่องแบบบูรณาการ ที่ต้อง เข้าใจ เข้าถึง เข้าถี่ เข้าทุกที่ที่เธอ(ลูกค้าเป้าหมาย)ไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

“ASEAN COMMUNITY อีก 10 ปีก็สายเสียแล้ว”


คงมีคนไทยน้อยคนที่จะรู้ว่าในปี 2020 (2563) ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนจะเข้าสู่โหมด ประชาคมอาเซียน (ASEAN COMMUNITY) ซึ่งมีระยะเวลาเหลืออีกแค่ 10 ปีเท่านั้นเอง เห็นมีแต่ข่าวตอนเช้ามากๆซึ่งก็คงมีคนดูจำนวนไม่มากมีสารคดีว่าด้วยเรื่องประชาคมอาเซียน (เป็นรายการที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นคนบรรยาย) ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะชาวบ้านตาสีตาสา และเอสเอ็มอีทั้งหลายแทบไม่มีใครทราบเรื่องนี้เลย หรือถึงแม้ทราบเรื่องก็มักมีคำถามต่อว่า “แล้วงัย? “ ซึ่งผมว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอมอีซึ่งมีข้อมูล ข่าวสาร มีข้อเท็จจริง ฯลฯ แต่ก็หยุดแค่มี “มัน” เท่านั้นไม่สมารถตอบคำถามต่อไปได้ว่า “แล้วงัย ? หรือ SO WHAT ???? “ หรือไม่สามารถคิดต่อไปได้ว่า มันจะมีผลกระทบอะไร หรือว่า เราจะทำอะไรต่อไปหรืออย่างไรกับ ข้อมูล ข่าวสาร และ ข้อเท็จจริงต่างๆที่เรามี เร็วๆนี้ผมเองได้มีโอกาสไปร่วมเป็นทีปรึกษาคลัสเตอร์ทุ่งกุลา ซึ่งเป็นการส่งเสริมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้สหกรณ์การเกษตรในทุ่งกุลาร้องไห้(ทำไมต้องร้องไห้ก็ไม่รู้) ให้รวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ฯ ก็ได้มีโอกาสไปอบรม แนะนำ และพาออกพบลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะขายสินค้าข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลกทั้งๆที่มีความเข้าใจในสินค้าของตนเองเป็นอย่างดี แต่มักจะไม่สามารถต่อยอดความคิดนำข้อมูลมาขยายผลเพื่อเป็นแนวปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่อยากจะไปโทษระบบการศึกษาว่าสอนให้แต่คนท่องจำไม่ได้สอนให้คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ รู้สึกว่าวนไปวนมาปัญหาในบ้านเมืองของเราก็วนๆกันอยู่อย่างนี้ เหมือนเรื่องการเมืองมีการเลือกตั้ง คอรัปชั่น ปฏิวัติ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้ง กลับมาที่เดิมอีกวนอยู่อย่างนี้ มา 80 ปีพอดี อ้าวไหงมาลงเรื่องการเมืองก็ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอาเซียน
วกกลับมาเรื่องประชาคมอาเซียนต่อก็แล้วกันนะครับว่าในส่วนของประชามคมอาเซียนนั้นแบ่งแนวทางความร่วมมือเป็นสามส่วนใหญ่ๆดังนี้
1.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน(ASEAN SECURITY COMMUNITY - ASC) ซึ่งชื่อก็คงบ่งบอกแล้วนะครับว่าจะเป็นความร่วมมือในด้านความมั่นคง และทำให้ภูมิภาคมีความสงบและสันติสุข รวมทั้งการก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และความมั่นคงทางทะเล
2.ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SOCIO-CULTURE COMMUNITY – ASCC) ก็มีเป้าหมายให้ชาติสมาชิกปละประชาคมมีสังคมที่สงบ อบอุ่น และเอื้ออาทร พัฒนาทางการศึกษา สังคม สร้างงาน การควบคุมโรคติดต่อต่างๆ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและความร่วมมือของนักคิด และศิลปินในภูมิภาค
3.ประชามคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY – AEC) จะเป็นความร่วมมือทางด้านการค้าการลงทุน ให้เป็นตลาดการค้าเสรีจริงๆมุ่งเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิต ความร่วมมือทางด้านการเงิน เศรษกิจมหภาค การประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมร่วมกัน การเกษตร พลังงาน ยกระดับการศึกษาและพัฒนาฝีมือแรงงาน
ซึ่งที่สำคัญไปกว่านั้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้เป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC “ นั้นถูกเร่งรัดให้ดำเนินการเร็วขึ้นกว่า “ประชาคมอาเซียน “ โดยจะมีผลเร็วขึ้นถึง 5 ปี คือในปี 2558 นี้หรือนับจากนี้แค่ 5 ปีเท่านั้นเองที่เราจะเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” โดยเริ่มที่สินค้าจำนวน 11 หมวดได้แก่ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม่ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม / ยานยนต์ / อีเลคทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ / การบริการทางสุขภาพ / การท่องเที่ยว / การขนส่งทางอากาศ โดยจะมีการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การบริการ การลงทุน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน คำถามคือ.......แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับความร่วมมือดังกล่าว ข้อแรกคือจำนวนผู้บริโภคของเราจะเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านกว่าคนในประเทศไทยเป็น 600 กว่าล้านคน แปลว่าความต้องการสินค้าของเราจะมากขึ้น (ถ้าเราสามารถแข่งขันได้ทั้งด้านคุณภาพ และราคา รวมทั้งรูปแบบที่เหมาะสมกับความต้องการและวัฒนธรรมของลูกค้า) พอดีเหลือไปเห็นข่าวที่ว่า อีกสิบปีจีน-อินเดีย (ซึ่งทำความตกลงเสรีการค้ากับอาเซียน) จะผงาดกุมอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยจีนจะมีขนาดเศษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ถึง 73.5 ล้านล้านดอลล่าร์ ที่สำคัญ อินโดนีเซีย จะผงาดมามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกมีขนาดเศรษฐกิจถึง 9.3 ล้านล้านดอลล่าร์ ฯลฯ ซึ่งอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประชามอาเซียน เห็นโอกาสหรือยังครับว่ามันรอเราอยู่ไม่ไกลเลยแค่ 5-10 ปีข้างหน้านี้เอง เราคงต้องปรับตัวทั้งในด้านการผลิตที่ให้ได้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ภาษาและการสื่อสาร รวมทั้งการศึกษาและผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านให้ดีๆ ศึกษาวัฒนธรรม ความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้าให้ดีเพราะว่าอินโดนีเซีย บรูไน และ มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม มีวัฒนธรรมความเชื่อแตกต่างจากเราพอสมควรหากเราจะเจาะเข้าไปขายสินค้าแล้วจะต้องมีข้อกำหนด เงื่อนไข และความเชื่ออย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เพราะนี่ก็เหลือเวลาอีกแค่ห้าปีเท่านั้นหลับๆตื่นแค่ 1,600 วันเองนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกันนี่ก็เห็นว่าทางสมาคมฟอกย้อมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันสิ่งทอจะจัดทริปเดินทางไปพม่าเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุนเพราะว่าค่าแรงบ้านเราสูงไปแล้วในปัจจุบัน เพราะนักการเมืองพยายามเอาใจผู้ใช้แรงงานโดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างสูงเพราะใกล้โหมดเลือกตั้ง ไม่เห็นว่าจะมาสนับสนุนส่งเสริมภาคธุรกิจซักเท่าไหร่ นี่ก็ออกมาตรการให้คนใช้ไฟไม่ถึง 90 หน่วยใช้ไฟฟรีตลอดชีวิต แต่หารู้ไม่จะมาปรับขึ้นราคาค่าไฟเอากับภาคธุรกิจ หรือกับประชาชนทั่วไปที่ใช้ไฟมาก อันนี้ก็ยังไม่สรุปแต่ของฟรีไม่มีในโลกครับพี่น้องเพราะต้องไปหามาชดเชยไม่จากภาคธุรกิจก็ต้องคนใช้ไฟมาก หรือสุดท้ายก็จากภาษีของพวกเรานี่แหละครับซึ่งก็จะทำให้งบประมาณในการพัฒนาด้านอื่นๆลดน้อยลงไปเป็นสัจจะธรรมครับตามหลักเศรษฐศาสตร์ ของฟรีไม่มีในโลกเพียงแต่ใครเป็นคนจ่ายเท่านั้นเองครับ ก็เห็นแต่ทุกพรรคทุกรัฐบาลก็พยายามเอาใจผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะประดิษฐ์คำว่าอะไร ทั้งประชานิยม หรือประชาภิวัฒน์ แต่อย่าให้ประเทศวิบัติเป็นพอ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยมีใครตอบผมได้ทำไมเวลาประชุมอาเซียนหรือเอเปคต้องยืนแล้วเอามือจับไข้วกันด้วยหว่า อ้าวไหงมาลงที่การเมืองจนได้ซิเอ้า.................

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ใหญ่ได้เปรียบ”


บทความนี้เขียนในเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีอีกไม่กี่วันก็จะผ่านเข้าสู่ปีใหม่แล้ว วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียนี่กระไร (สำนวนยี่เกไปหน่อย) นั่นคงเป็นความรู้สึกซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพราะว่าข้อเท็จจริง(ความจริงน่าจะเป็นข้อจริงมากกว่า) เวลามันเท่าเดิมคือวันละ 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม แต่ใจเราต่างหากที่คิดไปเองว่ามันเร็วจัง มันช้าจัง ขึ้นอยู่กับสิ่งปรุงแต่ง(ตามพระท่านว่า) แต่ภาษาเราๆเรียกมันว่าสภาพแวดล้อม ท่านที่ทำธุรกิจส่งออกปีหน้าก็คงเป็นปีที่อาจจะแสนสาหัสเพราะว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2552 ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกลับไปที่สามสิบกลางๆอีกอย่างแน่แท้ นอกจากนี้แล้วภาวะสินค้าปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยอันอาจจะมีมาจากสองสาเหตุ คือวัตถุดิบขาดแคลนทั้งโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจให้มั่นขาดแคลนเพื่อปรับราคา และต้นทุนปรับสูงขึ้นจึงต้องปรับราคาสูงขึ้น ก็อยากให้ผู้บริโภคสุดท้ายคือเราๆท่านๆทั้งหลายเตรียมรับกับสถานการณ์ไว้ให้ดีและตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
ในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจแล้วก็มีหลากหลายและหนึ่งในความหลากหลายนั้นก็คือการทำ ขยายตัวไปข้างหลัง (Backward Integration) หมายถึงการขยายธุรกิจย้อนกลับไปเป็นผู้จัดหา ผู้ผลิต หรือผู้จัดจำหน่ายกลับมาให้ธุรกิจปัจจุบันของตน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยให้เกิดการครอบคลุมธุรกิจได้ครบวงจร ซึ่งหมายถึงว่าขนาดของธุรกิจจะต้องมีความได้เปรียบคือมีขนาดที่ใหญ่พอที่จะขยายตัวไปข้างหลัง เช่น บริษัทผลิตสับปะรดกระป๋องไซโกที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ภายในโรงงานจะมีการผลิตกระป๋องซึ่งใช้สำหรับบรรจุสับปะรดและมีจำนวนการใช้งานอย่างมหาศาล ทำให้ได้ต้นทุนกระป๋องที่ถูกลงเพราะว่าผลิตเองแถมยังไม่ต้องเสียค่าขนส่งอีกด้วย เพราะว่าพอผลิตเสร็จก็ส่งเข้าไลน์นำสัปปะรดมาใส่และเติมน้ำเชื่อม ปิดฝา ฆ่าเชื้อได้ทันที นี่คงเป็นอานิสงค์ของ “ใหญ่ได้เปรียบ” หันกลับมาดูธุรกิจของ “ค่าย ซีพี” บ้างครับ ถ้าไม่นับธุรกิจน้ำมันแล้วผมเชื่อว่ากลุ่มซีพีมีขนาดของธุรกิจใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพราะเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ลูกพันธุ์ รับซื้อ แปรรูป แช่แข็ง ปรุงสุก ปรุงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีเกือบ 6,000 ส่าขา ร้านซีพีเฟรชมาร์ทที่ปี2554จะโตอย่างก้าวกระโดด มีรถไก่ย่างห้าดาว แถมล่าสุดมีข้าว ก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวกุ้งห้าดาว ข้าวมันไก่ห้าดาว เรียกว่าอะไรจะครบวงจรเสียขนาดนั้น ที่สำคัญยังมี “สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษามีการสอนทั้งหลักสูตระยะสั้นซึ่งก็มีหลักสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ ARM (Advance Ratail Management ) ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการค้าปลีกที่หลากหลายที่สำคัญ ปรัชญาค้าขายแบบตะวันออกและการบริหารงานแบบเซเว่นอีกด้วย และยังมีหลักสูตรในระดับปริญญาทั้งตรี และ โท ที่สำคัญที่สุดวิธีการเรียนการสอนเป็นแบบให้นักศึกษาได้ขบคิดปัญหามากกว่าการป้อนข้อมูลให้จำ เรียกได้ว่าสอดแทรกวัฒนธรรม และปรัชญาของซีพีไว้ตั้งแต่ละอ่อนซึ่งก็เชื่อได้ว่าสำหรับนักศึกษาที่คิดเป็นทำเป็นและมีความสามารถสูงแล้วทางซีพีคงจะได้เลือกไว้เป็นพนักงานก่อน เรียกได้ว่าสามารถสังเกตและรวบรวมข้อมูลไว้ตั้งแต่เข้าเรียนได้เลยครับ หรืออย่าง “แกรมมี่” ก็มี สถาบันดนตรีมีฟ้า นอกจากได้กำไรจากผลประโยชน์ทางธุรกิจเพราะว่าชื่อแกรมมีมีมนต์ขลังต่อ การร้องเต้นเล่นละครแล้วยังได้ส่องมองศิลปินไปในตัวอีกด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ “วิทยาลัยดุสิตธานี” ชื่อก็บอกแล้วว่าเชียวชาญทางด้านการโรงแรมก็อยู่ในลักษณะเดียวกันได้ทั้งประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วยังได้มีโอกาสเฟ้นหาบุคลากรที่มีคุณภาพ (ขอย้ำ)ตามปรัชญาและวัฒนธรรมขององค์กรได้อีกด้วย นี่ก็คงเป็นประโยชน์จาก “ใหญ่ได้เปรียบ” นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ku,ph.d 69 ขอนลอย

ติดต่อกลับหน่อยดิ

มี "เล่าเท่าที่เห็นเล่ม 4 "จามอบให้งะ

พงษ์ศักดิ

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...