วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เวียดนาม ...ยามนี้

 


เวียดนาม  ...ยามนี้

9  สิงหาคม 2568

               ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร ?????

สำหรับผมขอตอบว่า   “เวียดนาม   เวียดนาม  และ เวียดนาม”  ทั้งนี้หากดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพีนั้นก็พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ในภาะวะที่เศรษฐกิจ  ผันผวน  ตกต่ำ  เวียดนามก็ยังเติบโตได้  ดังภาพประกอบ


                  ในขณะที่ประเทศไทยของรานั้นสิบปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.64% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น (ค่าศักยภาพเดิมอยู่ที่ประมาณ 3% - 4%)  (อ้างอิง:สภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ)  เราคงไม่ต้องไปพูดถึงสินค้าส่งออกของเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   สำหรับในบทความนี้ผมจะขอวิเคราะห์เฉพาะในส่วน  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักนะครับ   เพราะเมื่อดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนาม จะพบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้

 

 

 

 

 

ตารางแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม (ปี 2550 - 2568)

ปี พ.ศ. (ค.ศ.)

จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)

อัตราการเปลี่ยนแปลง / เหตุการณ์สำคัญ

2550 (2007)

4,171,564

เติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากเวียดนามเข้า WTO

2560 (2017)

12,922,151

เติบโตแบบก้าวกระโดด (+29.1%) ยอดนิยมคือดานังและฮอยอัน

2562 (2019)

18,008,591

สถิติสูงสุดเดิม (Pre-COVID) ก่อนเกิดโรคระบาด

2566 (2023)

12,602,434

ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

2567 (2024)

17,583,901

ฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19

2568 (2025)

21,168,291

ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)

 

                   ที่บอกว่าน่าตกใจเพราะว่าประเทศไทยนับแต่มี อสท.องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว  จนปรับมาเป็น ททท.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมีนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี  2562  หรือก่อนเหตุการณ์ระบาดของโควิด  เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 39.8 ล้านคน (สร้างรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท)  (ที่มา: www.mots.go.th)  ในขณะที่เวียดนามมีนักท่องเทียวในปีเดียวกันนั้น 18.0 ล้าน หรือไม่ถึงครึ่หนึ่งของไทย

                   แต่หลังจากกลับมาเปิดประเทศโดยเทียบ ปี  2568 กับปี 2562  ปรากฏว่าเวียดนามมีนักท่องเที่ยว 21.166 ล้านคน  ทุบสถิติสูงสุดของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 67%  เมื่อเทียบกับก่อนโควิด  

                   ในขณะที่ประเทศไทยเราแม้จะฟื้นตัวหลังจากเปิดประเทศก็มีหลายเหตุการ์ณทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว   ยังไม่สามารถกลับมาได้เท่ากับก่อนโควิด  โดยในปี 2568 มีนักท่องเทียวเพียง  32.97 ล้านคนเทียบกับปี  2562 ที่มีสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยว ถึง 39.8 ล้านคน  ยังลดลง 17.83%  ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเวียดนาม   ก็พบหลายๆคำตอบดังนี้

                   1. การลงทุนใน "Man-made Attraction"  เวียนามไม่ได้แค่สถานที่เที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายเท่านั้น   ยังมีที่เที่ยวที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน  แต่เก่งมากในการสร้าง "จุดขายใหม่" ที่ตอบโจทย์ยุคโซเชียลมีเดียตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สะพานมือยักษ์ (Golden Bridge) บนบานาฮิลล์ (Ba Na Hills) ที่กลายเป็นไวรัลระดับโลกและดึงดูดคนให้อยากมาถ่ายรูป  รวมถึงการปั้นเมืองฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ให้กลายเป็นเกาะตากอากาศระดับหรูหรา

                   2. นโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้างขึ้นรัฐบาลเวียดนามปรับตัวเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวในภูมิภาค:ขยายระบบ e-Visa ให้ครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก และขยายระยะเวลาพำนักจาก 30 วันเป็น 90 วัน   เอื้อต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) และกลุ่ม Digital Nomad  ซึ่งเมืองไทยก็ทำอยู่แล้ว

                   3. ความคุ้มค่าเงิน (Value for Money)  ค่าโรงแรมในเวียดนามสามารถจับต้องได้  และมีทุกระดับราคา   โดยทีมีสิ่งอำนวยความสะดวก  ความสะอาด และความปลอดภัยเหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป  ทำให้บริษัททัวร์ทั้งหลายสามารถจัดไปเที่ยวเวีดยนามในราคาแค่ หมื่นนิดๆ  และบางช่วงโปรแรงๆ 9 พันกว่าบาทยังมีเรย  ถูกกว่าไปเที่ยวภูเก็ต หรือเชียงใหม่เสียอีก  ทำให้ได้กลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ และ บุคคลทั่วไปที่ยังไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นลูกค้า   

                   4. การเติบโตขอองสายการบินราคาประหยัด (Low-cost Carriers) การเติบโตของสายการบินเจ้าถิ่นอย่าง VietJet Air  ,Thai Air Asia  รวมถึงสายการบินนานาชาติอื่นๆ ได้เปลี่ยนเกมการเดินทาง:มีการเปิดบินตรง (Direct Flight) เชื่อมเมืองรองของเวียดนาม (ดานัง, ญาจาง, ฟูโกว๊ก)  ทำให้สะดวกในการเดินทาง  นี่ผมก็ยังคิดเรยว่าจะต้องไปเที่ยว ฟูก๊วก  ซักครั้งหนึ่ง

                   5. ความหลากหลายของภูมิประเทศและวัฒนธรรมเวียดนาม  หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเวียดนามมีหิมะ   ก็ที่ซาปางั้ยครับผมได้มีโอกาสไปเมื่อหลายปีก่อนนั้นตอนขึ้นเคเบิลคาร์   ก่อนไปก็คิดว่าจะปลอดภัยมั้ย  บลาๆๆ   แต่พอเห็นยี่ห้อเคเบิลคาร์ก็สบายใจผมจำไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร  แต่จำได้แค่ว่าในยุโรป  ในสวิส  ก็ใช้ยี่ห้อนี้แหละครับ   ประเทศไทยมีเคเบิลคาร์หรือยังครับเพราะคัยกันมา  40 ปีกระมังว่า  ภูกกระดึง  ควรมีเคเบิลคาร์หรือไม  หรือแม้แต่ Bangkok  Tower ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ของประเทศยังไม่มีเรยครับ    นอกจากนี้แล้วเวียนามมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาว ทำให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ในทริปเดียวหรือมาซ้ำได้หลายครั้ง:

                   สายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: ฮานอย, ฮอยอัน, เว้

                   สายธรรมชาติและพักผ่อน: ซาปา (นาขั้นบันไดและอากาศหนาว), ล่องเรือที่ฮาลองเบย์, ชายหาดที่ดานังและญาจาง

                   ................ไปเที่ยวเวียดนามกันมั้ยอ่า ...................

                  

 

 

 

 

แก่..... แต่...เก๋า...

 


แก่..... แต่...เก๋า...

28 กรกฏาคม 2568

ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันของสังคมแล้วว่าหลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยนั้นเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์   คือมีคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ  เพราะประชากรในยุคเบบี้บูมเมอร์นั้น   ประเทศไทยมีประชากรเกิดปีละ 1 ล้านคนเศษ  แต่พอช่วง 2540 ลดเหลือ 8 แสนเศษ  จนมาเมื่อปี 2564  เกิดแค่  5.4 แสน ตาย  6.3 แสน ทำให้ประชากรติดลบเป็นครั้งแรก และติดลบเรื่อยมาจนถึง 2567  ประชากรไทยลดลงไปแล้ว  2.7 แสนคน   และหากมาดูสัดส่วนประชากไทยนั้นก็พบว่ามีสัดส่วนดังต่อไปนี้

วัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี): 9.12 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 14%)วั

ยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี): 41.40 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 63%)

วัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป): 14.96 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 23%)

(อ้างอิง :สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  ม.มหิดล)

แน่นอนว่าทั้งจำนวนและสัดส่วนผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แล้วธุรกิจจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างไร  ซึ่งก็มีงานวิจัย “Daring Palette”บริษัท สปา-ฮาคูโฮโด จำกัด  ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจดังนี้   (อ้างอิง : Marketing OPP)

ปัจจุบันปัจจัยที่ส่งผลต่อ Subconscious หรือจิตใต้สำนึกที่ส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักคือ

1. สถานการณ์เศรษฐกิจไม่แน่นอน

2. สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน

3. ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ส่งผลกับวิถีชีวิต การวางแผน และการตัดสินใจต่างๆ

4. โรคภัยต่างๆ

5. การพัฒนาของเทคโนโลยี AI

การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของเหล่าผู้สูงวัย

1.    ด้านทัศนคติและค่านิยม  ที่เปลี่ยนแปลงไป  จากการที่มุ่งทำงานเพื่อเงินทอง  เพื่อความสบายในตอนเกษียน  เป็นการมุ่งหมายเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี   มีความสุข  ความสัมพันธ์ที่ดี มีเวลาว่าง มีสังคม  มากกว่าความสำเร็จทางด้านอาชีพและเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว  สร้างความสมดุลย์ระหว่างงาน  เงิน  อาชีพ และ สังคม

2.    ด้านพฤติกรรมการบริโภค  แม้จะไม่ใช้สายเทคโนอย่างแท้จริง  แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งสถานการณ์บีบบังคับจากช่วงโควิด19  หรือการบริการภาครัฐที่ออนไลน์มากขึ้น  แม้กระทั้งความช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆของรัฐก็ออนไลน์เป็นหลัก  ทำให้ต้องปรับตัวในการเข้าถึง  เข้าใจ  และ ใช้เทคโนโลยี่ได้เพิ่มมากว่าผู้สูงวัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมาก  ใช้ LINE, Facebook, YouTube เป็นช่องทางหลัก  ใส่ใจในสุจขภาพและการดูแลตนเองตลอดจนการออกกำลังกาย  การเลือกินอาหาร  การตรวจสุขภาพ  การเรียนรู้ในการรักณาสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสินค้า wellness   ผลิตภัณฑ์การเงินไม่ว่านจะเป็นประกัน, เงินออม, กองทุนที่มั่นคง  (จนเป็นเหตุให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ)

3.    การเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก  ทั้งจากการระบาดของโรคภัยต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งโควิด-19  ทำให้คุ้นชินกับการซื้อออนไลน์ การประชุมผ่านวิดีโอ การใช้ e-wallet

ในช่วงสิบปีเศษที่ผ่านมานี้  เราประสบภาวะเศรษฐกิจผันผวน สงครามไม่ว่าจะยูเคน อิหร่าน  แม่ไม่ส่งผลโดยตรงต่อไทย  แต่ก็ส่งผลโดยอ้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามในอิหร่านและตะวันออกกลาง  ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายโดยเฉพาะสิ่งที่ฟุ่มเฟือย  แบรนด์เนม  และสิ่งของไม่จำเป็นทั้งหลาย  แต่ยังพร้อมลงทุนในสิ่งที่มีคุณค่าและคุณภาพ

ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มนี้จะมีจำนวนถึง 20 กว่าเปอร์เซนต์ของประชากร  แถมมีกำลังซื้อมากพอสมควรเพราะส่วนหนึ่งเป็นผู้ไม่มีภาระทั้งทางการงานและทางการเงิน   ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเข้าถึง   กลุ่มผู้สูงวัย  แบบ  แก่ ...แต่ยัง...เก๋า.... จึงมีแนวทางดังนี้

1. การสื่อสารและการตลาด

เน้นความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ  ข้อความควรตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และมีหลักฐานอ้างอิงใช้ช่องทางที่พวกเขาเข้าถึงง่าย  Facebook, LINE, YouTube มากกว่า Instagram หรือ TikTok ซึ่งเหมาะกับเจน วาย และ ซี      อีเมลและเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย  คอนเทนต์ที่สร้างความไว้วางใจ   เช่น รีวิวจริง คำรับรองจากผู้ใช้ ผลวิจัยหรือข้อมูลเชิงสถิติ

2. ผลิตภัณฑ์และบริการ

สินค้าด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต  เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ออกกำลังกาย บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  การปรับบริการให้ใช้งานง่ายเช่น ตัวอักษรใหญ่ ระบบจ่ายเงินที่ไม่ซับซ้อน บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ควบคู่กับออนไลน์  บริการเสริมที่ให้ความอุ่นใจ   เช่น ประกันขยายความคุ้มครอง บริการหลังการขาย การดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล

3. การสร้างประสบการณ์

จัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม  เช่น เวิร์กช็อปสุขภาพ กิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อครอบครัว

Storytelling ที่เชื่อมโยงกับคุณค่า  เช่น ความมั่นคง ครอบครัว การใช้ชีวิตที่มีความหมาย

4.กลยุทธ์ราคาและความคุ้มค่า

              ราคาไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนกลุ่มนี้   ให้นำเสนอ แพ็กเกจ Bundle เช่น ทัวร์พร้อมประกันสุขภาพ ประกันการเดินทาง   เน้น คุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด คุณภาพและความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่กลุ่มผู้สูงวัยให้ความสำคัญมากกว่า

 

 

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อยู่ให้รอด....ตลอดไป !!

 


                              ใครๆก็บอกว่า “ปีนี้เศรษฐกิจแย่  วิกฤต  บลาๆๆ “   แต่ผมคิดว่า  “ปีนี้เศรษฐกิจยังดีอยู่   เพราะปีหน้า (2570)  แย่ยิ่งกว่านี้ “    เรียกได้ว่า    ปีนี้เผาหลอก  ปีหน้าเผาจริง   คำพูดนี้ดูเหมือนตลกร้ายแต่ว่าน่าจะเป็นความจริงเพราะผมเคยตั้งข้อสังเกตุเล่นๆไว้ว่า   ภาวะวิกฤตมันจะมาทุกๆ 10  ปี  ลองดูนะครับ

               2540  วิกฤตต้มยำกุ้ง

               2550  วิกฤตแฮมเบเกอร์

               2560  วิกฤตโควิด

               2570  วิกฤต...... (สงครามอ่าว)  ขอตั้งชื่อไว้ก่อน

               แล้วในภาวะวิกฤตก็จะมีบริษัทห้างร้านทั้งหลายล้มหายตายจากพวกเราไป  สถิติสำคัญของการปิดกิจการในไทย ปี 2568ระดับบริษัท (ภาพรวมธุรกิจทั้งหมด): ปิดกิจการรวม 22,783 ราย  (ที่มา:ฐานเศรษฐกิจ)    ปี 2569 ก็คงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน  โดยมีข้อสังเกตุว่า  ในขณะที่โรงงานขนาดเล็กปิดตัว กลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่กลับขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น   โดยผลกระทบหลักจะเกิดกับ SME

ดังนั้นผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอดและสร้างโอกาสใหม่ ๆ นี่คือ 10 แนวทางการปรับตัวที่สำคัญ

1. การบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow is King)

ในยามวิกฤต "เงินสด" สำคัญกว่ากำไรในบัญชี ควรจัดทำประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน   

Lean Management: ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-value added) ออกอย่างเด็ดขาด

Inventory Control: ลดการสต็อกสินค้าที่ระบายช้า (Dead Stock) เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด แม้จะต้องยอมกำไรน้อยลงบ้าง  SME มักไม่ได้ค่อยดูรายละเอียดตรงนี้ดูแต่ผลกำไรขาดทุนเป็นสำคัญ  แต่หากลงไปดูที่สินค้าคงคลัง  อาจจะมีสินค้าที่  ล้น  ล้า   ร่วง  คือมีเกินความจำเป็น  ล้าสมัย  และ ไม่มีใครใช้แล้ว  ก็ควรจะเร่งระบายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่แม้กระทั่งชั่งกิโลขายถ้าจำเป็น 

 Debt Restructuring: เจรจากับสถาบันการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ หากเริ่มเห็นสัญญาณกระแสเงินสดตึงตัว การปรับโครงสร้างหนี้ในขณะที่ยังมีเครดิตดีอยู่จะทำได้ง่ายกว่า   รวมทั้งลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเร่งเก็บเงินจากลูกหนี้การค้าให้เร็วขึ้นหรือขายเป็นเงินสดซึ่งอันนี้ยากที่สุดเพราะติดขัดกันไปทั้งระบบ  

2. การปรับโมเดลธุรกิจ (Business Model Pivot)

หากรายได้ทางเดิมหยุดชะงัก ต้องกล้าที่จะเปลี่ยน เช่น เปลี่ยนจากการขายหน้าร้านเป็นออนไลน์เต็มตัว หรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจาก B2B เป็น B2C เพื่อกระจายความเสี่ยง

Multiple Revenue Streams: ไม่พึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว หรือลูกค้ากลุ่มเดียว

Value-Based Pricing: แทนที่จะแข่งสงครามราคาท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น ให้เน้นการสร้าง Value Added เช่น การบริการที่เหนือกว่า หรือการแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Niche Market) เพื่อรักษาระดับกำไร (Margin)

Digital Transformation: ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยลดภาระงานคน (Automation) เช่น ระบบ CRM ในการรักษาฐานลูกค้าเดิม ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ 5-10 เท่า

Sustainability as a Branding: นำเรื่องการประหยัดพลังงานและการรักษ์โลก (เช่น มาตรฐาน Bluesign ในอุตสาหกรรมเคมี ) มาเป็นจุดขาย เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันยินดีจ่ายแพงกว่าให้กับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบ

3. การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ (Lean Management)

ทบทวนกระบวนการทำงานเพื่อลดการสูญเสีย (Waste) ทั้งในด้านเวลา แรงงาน และวัตถุดิบ โดยนำเทคโนโลยีหรือระบบ Automation ง่าย ๆ เข้ามาช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน

Logistics Optimization: หากมีระบบขนส่งเอง ต้องใช้เทคโนโลยี Route Optimization เพื่อวางแผนเส้นทางที่สั้นและประหยัดน้ำมันที่สุด หรือพิจารณาใช้ Outsource (3PL) ที่มี Economy of Scale สูงกว่า

Alternative Energy: สำหรับสถานประกอบการหรือโรงงานผลิต การลงทุนใน Solar Rooftop ในปัจจุบันมีจุดคุ้มทุน (Payback Period) ที่สั้นลงมาก โดยโรงงานผมได้ดำเนินการและแล้วเสร็จมาสองปีเศษ ทั้ง  โรงงาน  คลังสินค้า และ สำนักงานใหญ่  ยิ่งรัฐบาลสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและมีแพ็กเกจสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) จากธนาคารรองรับ

Energy Audit: ตรวจสอบรอยรั่วไหลของพลังงานในกระบวนการผลิต เช่น ระบบทำความเย็นหรือเครื่องจักรเก่าที่กินไฟเกินจำเป็น

4. การรักษาฐานลูกค้าเดิม (Customer Retention)

การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิม 5-10 เท่า SME ควรเน้นการสร้างความสัมพันธ์ (CRM) มอบสิทธิพิเศษ หรือบริการที่ตอบโจทย์ความกังวลของลูกค้าในจังหวะวิกฤต

Multiple Revenue Streams: ไม่พึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว หรือลูกค้ากลุ่มเดียว

CRM Platform / Technology  ปัจจุบันต้นทุนในการบริหารความสัมพันธ์กับลุกค้า  มีเครื่องมือและเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมกับธุรกิจทุกขนาด  ทำให้เราทราบพฤติกรรมลูกค้าตลอดจนแบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มๆ  เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันตามลำดับความสำคัญ   อันจะเป็นการให้คุณค่ากับลูกค้าที่จะทำให้เป็นลูกค้าตลอดไป

               5. การใช้ Digital Transformation

ไม่ใช่แค่การมี Facebook Page แต่รวมถึงการใช้ดาต้า (Data) มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การใช้ระบบ Cloud เพื่อทำงานได้ทุกที่ และการใช้แพลตฟอร์ม E-commerce เพื่อขยายช่องทางการขาย

6. การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience)

อย่าพึ่งพาสัพพลายเออร์รายเดียว ควรมีแหล่งวัตถุดิบสำรองและเจรจาเงื่อนไขการชำระเงินใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงการบริหารสต็อกสินค้าให้มีความคล่องตัวสูง (Just-in-Time)   สำหรับผมแล้ววัตถุดิบจะมีซัพพลายเออร์  2-4 ราย เพื่อสำรองในกรณีที่อีกรายหนึ่งส่งของไม่ได้  ดังนั้นแม้เมื่อสอบราคาจากสี่ราย  บางครั้งผมก็จะแบ่งการสั่ง   โดยสั่งจากรายที่ที่เสนอราคามาเป็นลำดับสองบ้างในปริมาณที่เหมะสมทั้งนี้ราคาต้องไม่แพงเวอร์จนมีนัยะสำคัญทั้งนี้ก็โดยต่อรองราคามาให้ราคาใกล้เคียงกับรายที่เสนอราคามาต่ำสุด  และที่สำคัญแม้เป็นซัพพลายเออร์ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์และสร้างประสบการณ์ที่ดีเช่นเดียวกับลูกค้าด้วย

7. การพัฒนาทักษะบุคลากร (Upskilling & Reskilling)

ในวิกฤต พนักงานหนึ่งคนอาจต้องทำได้หลายหน้าที่ (Multi-skill) การฝึกอบรมให้พนักงานเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นด้วยจำนวนคนเท่าเดิม

8. การแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partnership)

"ฉายเดี่ยวรอดลำบาก" การจับมือกับธุรกิจข้างเคียงเพื่อทำโปรโมชั่นร่วมกัน (Co-promotion) หรือแชร์ทรัพยากรร่วมกัน (เช่น คลังสินค้าหรือการขนส่ง) จะช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล

Strategic Alliance: จับมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อแชร์ทรัพยากร (Shared Resources) เช่น การแชร์คลังสินค้า หรือการจัดซื้อรวม (Group Purchasing) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

9. การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ

ติดตามข่าวสารเรื่องมาตรการซอฟต์โลน (Soft Loan) การพักชำระหนี้ หรือโครงการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่าง สสว. หรือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่อง

10. การสร้างความยืดหยุ่นและสุขภาพจิตของผู้นำ (Resilience & Mindset)

ผู้นำต้องมีสติและคิดบวกอย่างมีหลักการ (Realistic Optimism) กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และสื่อสารกับทีมงานอย่างจริงใจเพื่อให้ทุกคนพร้อมสู้ไปด้วยกัน

 

 

 

เวียดนาม ...ยามนี้

  เวียดนาม   ...ยามนี้ 9   สิงหาคม 2568                ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร ????? สำหรับผมขอต...