วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

B2C By 4 C

 


B2C By  4  C  

12 กันยายน 2568


สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง  4 คิงส์  ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือไม่   ก็พบคำตอบว่า เป็น 4 C  ดีกว่า   สำหรับเอสเอ็มอีแล้วมีสองแนวทางในการขายสินค้า  คือ  B2B ( Business to Business)  คือการทำธุรกิจระหว่างธุรกิจด้วยกัน   คือผู้ซื้อสินค้าเรานั้นไม่ใช่ผู้บริโภค  คือไม่ได้ซื้อสินค้าไป กิน ดื่ม ใส่ ใช้  ฯลฯ  แต่ซื้อไปเพื่อเอาไปขายต่อ  เอาไปเป็นวัตถุดิบในการผลิต  หรือ เป็นวัสดุสิ้นเปลื้อง  หรืออยู่ในกระบวนการผลิต เป็นต้น   แต่  B2C (Business-to-Customer) คือ การทำธุรกิจระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคโดยตรง โดยลูกค้าของธุรกิจ B2C คือ "บุคคลทั่วไป" หรือ "ผู้บริโภค" ที่ซื้อไปเพื่อใช้งานเอง  ไม่ว่าจะ กิน ดื่ม ใส่  ใช้  ฯลฯ   เป็นการซื้อไปเพื่อใช้สอยส่วนตัว, เพื่อความพึงพอใจ หรือเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล  ดังนั้นกระบวนการตัดสินใจจะรวดเร็วและไม่ซับซ้อน มักตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์หรือแรงกระตุ้นเป็นสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภคค่อนข้างสั้นและเน้นการซื้อขายเป็นครั้งๆ ไป พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปซื้อจากคู่แข่งได้ถ้าไม่พอใจใน สินค้า บริการ ภาพลักษณ์  ฯลฯ  เรียกได้ว่าพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้มูลค่าการซื้อแต่ละครั้งมีมูลค่าไม่สูงมาก แต่มีปริมาณการซื้อขายจำนวนครั้งมาก หรือ ถี่แค่ไหนขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าเป็นสำคัญ

การตลาดจึงต้องเน้นการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย, การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก, การโฆษณาที่สร้างอารมณ์ร่วม, และการใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย  เน้นการเข้าถึงและโน้มน้าวใจผู้บริโภครายบุคคลโดยตรง และเร่งการตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว นี่คือหลักกลยุทธ์สำคัญในการทำการตลาดแบบ B2C: ซี่งก็ขอแนะนำกลยุทธ์ในการดำเนินการที่เรียกว่า   4C  คือ   Chanal    Community    Communication    Connectivity   โดยมีแนวทางการดำเนินการดังต่อไปนี้

1. สร้างความผูกพันทางอารมณ์และคุณค่าที่โดดเด่น (Emotional & Value-Driven Marketing)   การตัดสินใจซื้อของลูกค้า B2C มักได้รับอิทธิพลจากอารมณ์และแรงกระตุ้น ดังนั้นการตลาดจึงต้องสร้างความรู้สึกร่วมและทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นตอบโจทย์ความต้องการหรือเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของพวกเขา

เน้นคุณค่ามากกว่าคุณสมบัติ   แทนที่จะบอกว่า "กล้องนี้มีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล" ควรเน้นว่า "กล้องนี้จะช่วยให้คุณเก็บภาพช่วงเวลาที่น่าจดจำกับครอบครัวได้คมชัดทุกรายละเอียด" เพราะจะสร้างอารมณ์ร่วมในการอยากได้สินค้านั้น

ใช้เรื่องราว (Storytelling)  เล่าเรื่องราวของแบรนด์, ที่มาของผลิตภัณฑ์, หรือเรื่องราวของลูกค้าที่ได้รับประโยชน์จากสินค้า เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์  “ศรีจันทร์”

สร้างแบรนด์ที่น่าจดจำ ออกแบบโลโก้, สี, และสโลแกนที่ดึงดูดและสะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน  เช่นอาหาร มักจะใช้สีแดง เหลือง  โทนแบบแมคโดนัลเป็นต้น

2. ใช้สื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ (Social Media & Influencer Marketing)

ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหัวใจสำคัญของการตลาด B2C เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลามากที่สุด และมีศักยภาพในการสร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้แบรนด์อย่างมหาศาล

สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและแชร์ได้ คอนเทนต์ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น รูปภาพ, วิดีโอสั้น, โพล, หรือการไลฟ์สด ที่กระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมและแชร์ต่อ

เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายสามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่ม Micro-Influencer ที่มีฐานแฟนคลับเฉพาะกลุ่ม  ซึ่งอาจจะไม่ใช่ดาดังระดับประเทศซึ่งมีค่าตัวแพงมาก  แต่อาจจะดึงดูดลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ไม่มากพอ  เท่ากับจ้างอินฟลูเฉพาะกลุ่มซึ่งตรงกับคุณลักษณะของสินค้า  เช่น  เจนนี  กับ ไก่ทอดหาดใหญ่  ฮาโรย  เป็นต้น   

ทำแคมเปญให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม  จัดกิจกรรมที่ให้ลูกค้าสร้างคอนเทนต์เอง (User-Generated Content) เช่น การประกวดภาพถ่ายพร้อมติดแฮชแท็กของแบรนด์  การมีกิจกรรมในเทศกาลสำคัญๆ  ที่มีลูกค้าเป้าหมายไปร่วมจำนวนมากเช่น สงกรานต์    กรุงเทพมาราธอน

3. กระตุ้นการตัดสินใจซื้อด้วยโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษ (Promotions & Special Offers)   แต่ก็ต้องระมัดระวังการออกแคมเปญให้ดี  เคยมีกรณีศึกษาของสตาร์บัคส์เกาหลีใต้ใช้ AI ในการสร้างแคมเปญโปรโมทแก้ว โดยตั้งชื่อแคมเปญว่า "Tank Day" แต่กลับกลายเป็นว่าแคมเปญนี้ตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยในเมืองกวางจู (18 พฤษภาคม) และก่อนหน้านี้ยังเคยมีแคมเปญ "Mini Tank Day" ที่ไปตรงกับวันครบรอบโศกนาฏกรรมเรือเซวอล  ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและซีอีโอต้องลาออก  หลายสาขาต้องปิดตัวลงอย่างถาวร

 ลูกค้า B2C ชื่นชอบข้อเสนอที่คุ้มค่าและเร่งการตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว  เพราะส่วนใหญ่แล้วตัดสินใจจากอารมณ์ร่วมเป็นสำคัญ  จะสังเกตุได้จากโปรแรง 11.11  จนเดี๋ยวนี้ทุกเดือนจะมีโปรเลขคู่นี้ออกมาทุกเดือน 

ใช้โปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา  เช่น "ลดราคา 50% เฉพาะ 24 ชั่วโมงแรก" หรือ "ซื้อ 1 แถม 1" เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วน (Sense of Urgency)

โปรแกรมสะสมคะแนน/สิทธิพิเศษ สร้างความภักดีของลูกค้าด้วยระบบสมาชิก, ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ หรือของขวัญในโอกาสพิเศษ

สร้างความคาดหวัง  ประกาศโปรโมชั่นล่วงหน้า เช่น "เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ Flash Sale ครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า!"

4. ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience - CX)

ประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการซื้อขายหรือที่เราอาจจะเรียกว่า Customer Journey  ที่ทุก Contact Point ของลูกค้า  ตั้งแต่การค้นหาสินค้า  การติดต่อสอบถาม  การส่งของ การติดตั้ง  การบริการหลังการขาย  ฯลฯ  คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ

เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย  การซื้อสินค้าต้องสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกสินค้าไปจนถึงการชำระเงิน  และต้องไร้รอยต่อเช่นในเฟสบุ๊ค  ให้มีลิ้งค์ต่อไปยังไลน์ได้เลย  ไม่ใช่ว่าต้องจำไอดีไลน์แล้วไปเพิ่มเพื่อในไลน์ก่อน   เป็นต้นดูได้จากไลน์ของธนาคารกสิกรไทย   สำหรับลูกค้าวิสด้อมจะมีโปรให้ตรวจร่างกายฟรีปีละ 1 ครั้ง ก็เพียงแต่กดเลือกโปรนี้  จะลิ้งค์ไปยังการโรงพยาบาล  โปรแกรมตรวจที่เลือก  และ นัดหมายได้แบบไร้ร่อยต่อเลย

บริการลูกค้าที่เป็นเลิศ  ตอบคำถามและแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นมิตร ทั้งก่อน, ระหว่าง, และหลังการขาย

การตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตรงกับความสนใจและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละราย เช่น "สินค้าที่คุณอาจชอบ" หรือ "โค้ดส่วนลดพิเศษสำหรับคุณ"  ซึ่งปัจจุบันนี้มีโปรแกรม แอป  ที่ระบบหลังบ้านเก็บข้อมูลลูกค้าได้ในหลายๆมิติ  ทำให้รู้ความต้องการ  ความถี่  กำลังซื้อ  ไลฟ์สไตล์ ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี  เพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ สินค้าเพิ่มที่ตรงกับลูกค้า

5. สร้างความน่าเชื่อถือผ่านรีวิวและคำบอกเล่าจากลูกค้า (Social Proof)

ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมักเชื่อถือคำแนะนำจากคนอื่นๆ มากกว่าการโฆษณาจากแบรนด์โดยตรง  เพราะมันเรียล  มันเป็นข้อเท็จจริง 

รวบรวมรีวิวจากลูกค้า  แสดงรีวิวสินค้า, คะแนนความพึงพอใจ, และรูปภาพจากผู้ใช้จริงบนเว็บไซต์หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย  ถ้าเป็นยุคเก่าก็คือการมีรูปคนเด่น คนดัง  มาทานอาหารในร้านแล้วทางร้านถ่ายภาพใส่กรอบติดไว้ทั่วร้าน  ยิ่งมีมากยิ่งน่าเชื่อถือแต่ปัจจุบันนี้รีวิวในโลกออนไลน์มันไปไกลว่ามากมาย

            ขอคำรับรองจากลูกค้า (Testimonials) นำเสนอเรื่องราวความประทับใจของลูกค้าที่ประสบความสำเร็จจากการใช้สินค้าของคุณ

ร่วมมือกับบล็อกเกอร์หรือผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้ที่มีความน่าเชื่อถือในวงการ (Authority) ช่วยรีวิวหรือพูดถึงผลิตภัณฑ์ของคุณ  เช่นอาจจะเป็นวิชาชีพเฉพาะเช่นแพทย์  เภสัช  เทรนเนอร์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา  เป็นต้น

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เวียดนาม ...ยามนี้

 


เวียดนาม  ...ยามนี้

9  สิงหาคม 2568

               ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร ?????

สำหรับผมขอตอบว่า   “เวียดนาม   เวียดนาม  และ เวียดนาม”  ทั้งนี้หากดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพีนั้นก็พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ในภาะวะที่เศรษฐกิจ  ผันผวน  ตกต่ำ  เวียดนามก็ยังเติบโตได้  ดังภาพประกอบ


                  ในขณะที่ประเทศไทยของรานั้นสิบปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.64% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น (ค่าศักยภาพเดิมอยู่ที่ประมาณ 3% - 4%)  (อ้างอิง:สภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ)  เราคงไม่ต้องไปพูดถึงสินค้าส่งออกของเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   สำหรับในบทความนี้ผมจะขอวิเคราะห์เฉพาะในส่วน  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักนะครับ   เพราะเมื่อดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนาม จะพบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้

 

 

 

 

 

ตารางแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม (ปี 2550 - 2568)

ปี พ.ศ. (ค.ศ.)

จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)

อัตราการเปลี่ยนแปลง / เหตุการณ์สำคัญ

2550 (2007)

4,171,564

เติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากเวียดนามเข้า WTO

2560 (2017)

12,922,151

เติบโตแบบก้าวกระโดด (+29.1%) ยอดนิยมคือดานังและฮอยอัน

2562 (2019)

18,008,591

สถิติสูงสุดเดิม (Pre-COVID) ก่อนเกิดโรคระบาด

2566 (2023)

12,602,434

ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

2567 (2024)

17,583,901

ฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19

2568 (2025)

21,168,291

ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)

 

                   ที่บอกว่าน่าตกใจเพราะว่าประเทศไทยนับแต่มี อสท.องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว  จนปรับมาเป็น ททท.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมีนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี  2562  หรือก่อนเหตุการณ์ระบาดของโควิด  เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 39.8 ล้านคน (สร้างรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท)  (ที่มา: www.mots.go.th)  ในขณะที่เวียดนามมีนักท่องเทียวในปีเดียวกันนั้น 18.0 ล้าน หรือไม่ถึงครึ่หนึ่งของไทย

                   แต่หลังจากกลับมาเปิดประเทศโดยเทียบ ปี  2568 กับปี 2562  ปรากฏว่าเวียดนามมีนักท่องเที่ยว 21.166 ล้านคน  ทุบสถิติสูงสุดของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 67%  เมื่อเทียบกับก่อนโควิด  

                   ในขณะที่ประเทศไทยเราแม้จะฟื้นตัวหลังจากเปิดประเทศก็มีหลายเหตุการ์ณทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว   ยังไม่สามารถกลับมาได้เท่ากับก่อนโควิด  โดยในปี 2568 มีนักท่องเทียวเพียง  32.97 ล้านคนเทียบกับปี  2562 ที่มีสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยว ถึง 39.8 ล้านคน  ยังลดลง 17.83%  ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเวียดนาม   ก็พบหลายๆคำตอบดังนี้

                   1. การลงทุนใน "Man-made Attraction"  เวียนามไม่ได้แค่สถานที่เที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายเท่านั้น   ยังมีที่เที่ยวที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน  แต่เก่งมากในการสร้าง "จุดขายใหม่" ที่ตอบโจทย์ยุคโซเชียลมีเดียตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สะพานมือยักษ์ (Golden Bridge) บนบานาฮิลล์ (Ba Na Hills) ที่กลายเป็นไวรัลระดับโลกและดึงดูดคนให้อยากมาถ่ายรูป  รวมถึงการปั้นเมืองฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ให้กลายเป็นเกาะตากอากาศระดับหรูหรา

                   2. นโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้างขึ้นรัฐบาลเวียดนามปรับตัวเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวในภูมิภาค:ขยายระบบ e-Visa ให้ครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก และขยายระยะเวลาพำนักจาก 30 วันเป็น 90 วัน   เอื้อต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) และกลุ่ม Digital Nomad  ซึ่งเมืองไทยก็ทำอยู่แล้ว

                   3. ความคุ้มค่าเงิน (Value for Money)  ค่าโรงแรมในเวียดนามสามารถจับต้องได้  และมีทุกระดับราคา   โดยทีมีสิ่งอำนวยความสะดวก  ความสะอาด และความปลอดภัยเหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป  ทำให้บริษัททัวร์ทั้งหลายสามารถจัดไปเที่ยวเวีดยนามในราคาแค่ หมื่นนิดๆ  และบางช่วงโปรแรงๆ 9 พันกว่าบาทยังมีเรย  ถูกกว่าไปเที่ยวภูเก็ต หรือเชียงใหม่เสียอีก  ทำให้ได้กลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ และ บุคคลทั่วไปที่ยังไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นลูกค้า   

                   4. การเติบโตขอองสายการบินราคาประหยัด (Low-cost Carriers) การเติบโตของสายการบินเจ้าถิ่นอย่าง VietJet Air  ,Thai Air Asia  รวมถึงสายการบินนานาชาติอื่นๆ ได้เปลี่ยนเกมการเดินทาง:มีการเปิดบินตรง (Direct Flight) เชื่อมเมืองรองของเวียดนาม (ดานัง, ญาจาง, ฟูโกว๊ก)  ทำให้สะดวกในการเดินทาง  นี่ผมก็ยังคิดเรยว่าจะต้องไปเที่ยว ฟูก๊วก  ซักครั้งหนึ่ง

                   5. ความหลากหลายของภูมิประเทศและวัฒนธรรมเวียดนาม  หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเวียดนามมีหิมะ   ก็ที่ซาปางั้ยครับผมได้มีโอกาสไปเมื่อหลายปีก่อนนั้นตอนขึ้นเคเบิลคาร์   ก่อนไปก็คิดว่าจะปลอดภัยมั้ย  บลาๆๆ   แต่พอเห็นยี่ห้อเคเบิลคาร์ก็สบายใจผมจำไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร  แต่จำได้แค่ว่าในยุโรป  ในสวิส  ก็ใช้ยี่ห้อนี้แหละครับ   ประเทศไทยมีเคเบิลคาร์หรือยังครับเพราะคัยกันมา  40 ปีกระมังว่า  ภูกกระดึง  ควรมีเคเบิลคาร์หรือไม  หรือแม้แต่ Bangkok  Tower ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ของประเทศยังไม่มีเรยครับ    นอกจากนี้แล้วเวียนามมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาว ทำให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ในทริปเดียวหรือมาซ้ำได้หลายครั้ง:

                   สายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: ฮานอย, ฮอยอัน, เว้

                   สายธรรมชาติและพักผ่อน: ซาปา (นาขั้นบันไดและอากาศหนาว), ล่องเรือที่ฮาลองเบย์, ชายหาดที่ดานังและญาจาง

                   ................ไปเที่ยวเวียดนามกันมั้ยอ่า ...................

                  

 

 

 

 

แก่..... แต่...เก๋า...

 


แก่..... แต่...เก๋า...

28 กรกฏาคม 2568

ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันของสังคมแล้วว่าหลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยนั้นเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์   คือมีคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ  เพราะประชากรในยุคเบบี้บูมเมอร์นั้น   ประเทศไทยมีประชากรเกิดปีละ 1 ล้านคนเศษ  แต่พอช่วง 2540 ลดเหลือ 8 แสนเศษ  จนมาเมื่อปี 2564  เกิดแค่  5.4 แสน ตาย  6.3 แสน ทำให้ประชากรติดลบเป็นครั้งแรก และติดลบเรื่อยมาจนถึง 2567  ประชากรไทยลดลงไปแล้ว  2.7 แสนคน   และหากมาดูสัดส่วนประชากไทยนั้นก็พบว่ามีสัดส่วนดังต่อไปนี้

วัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี): 9.12 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 14%)วั

ยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี): 41.40 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 63%)

วัยผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป): 14.96 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 23%)

(อ้างอิง :สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  ม.มหิดล)

แน่นอนว่าทั้งจำนวนและสัดส่วนผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แล้วธุรกิจจะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างไร  ซึ่งก็มีงานวิจัย “Daring Palette”บริษัท สปา-ฮาคูโฮโด จำกัด  ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจดังนี้   (อ้างอิง : Marketing OPP)

ปัจจุบันปัจจัยที่ส่งผลต่อ Subconscious หรือจิตใต้สำนึกที่ส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักคือ

1. สถานการณ์เศรษฐกิจไม่แน่นอน

2. สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน

3. ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ส่งผลกับวิถีชีวิต การวางแผน และการตัดสินใจต่างๆ

4. โรคภัยต่างๆ

5. การพัฒนาของเทคโนโลยี AI

การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของเหล่าผู้สูงวัย

1.    ด้านทัศนคติและค่านิยม  ที่เปลี่ยนแปลงไป  จากการที่มุ่งทำงานเพื่อเงินทอง  เพื่อความสบายในตอนเกษียน  เป็นการมุ่งหมายเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี   มีความสุข  ความสัมพันธ์ที่ดี มีเวลาว่าง มีสังคม  มากกว่าความสำเร็จทางด้านอาชีพและเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว  สร้างความสมดุลย์ระหว่างงาน  เงิน  อาชีพ และ สังคม

2.    ด้านพฤติกรรมการบริโภค  แม้จะไม่ใช้สายเทคโนอย่างแท้จริง  แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งสถานการณ์บีบบังคับจากช่วงโควิด19  หรือการบริการภาครัฐที่ออนไลน์มากขึ้น  แม้กระทั้งความช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆของรัฐก็ออนไลน์เป็นหลัก  ทำให้ต้องปรับตัวในการเข้าถึง  เข้าใจ  และ ใช้เทคโนโลยี่ได้เพิ่มมากว่าผู้สูงวัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมาก  ใช้ LINE, Facebook, YouTube เป็นช่องทางหลัก  ใส่ใจในสุจขภาพและการดูแลตนเองตลอดจนการออกกำลังกาย  การเลือกินอาหาร  การตรวจสุขภาพ  การเรียนรู้ในการรักณาสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสินค้า wellness   ผลิตภัณฑ์การเงินไม่ว่านจะเป็นประกัน, เงินออม, กองทุนที่มั่นคง  (จนเป็นเหตุให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ)

3.    การเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก  ทั้งจากการระบาดของโรคภัยต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งโควิด-19  ทำให้คุ้นชินกับการซื้อออนไลน์ การประชุมผ่านวิดีโอ การใช้ e-wallet

ในช่วงสิบปีเศษที่ผ่านมานี้  เราประสบภาวะเศรษฐกิจผันผวน สงครามไม่ว่าจะยูเคน อิหร่าน  แม่ไม่ส่งผลโดยตรงต่อไทย  แต่ก็ส่งผลโดยอ้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามในอิหร่านและตะวันออกกลาง  ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายโดยเฉพาะสิ่งที่ฟุ่มเฟือย  แบรนด์เนม  และสิ่งของไม่จำเป็นทั้งหลาย  แต่ยังพร้อมลงทุนในสิ่งที่มีคุณค่าและคุณภาพ

ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มนี้จะมีจำนวนถึง 20 กว่าเปอร์เซนต์ของประชากร  แถมมีกำลังซื้อมากพอสมควรเพราะส่วนหนึ่งเป็นผู้ไม่มีภาระทั้งทางการงานและทางการเงิน   ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเข้าถึง   กลุ่มผู้สูงวัย  แบบ  แก่ ...แต่ยัง...เก๋า.... จึงมีแนวทางดังนี้

1. การสื่อสารและการตลาด

เน้นความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ  ข้อความควรตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และมีหลักฐานอ้างอิงใช้ช่องทางที่พวกเขาเข้าถึงง่าย  Facebook, LINE, YouTube มากกว่า Instagram หรือ TikTok ซึ่งเหมาะกับเจน วาย และ ซี      อีเมลและเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย  คอนเทนต์ที่สร้างความไว้วางใจ   เช่น รีวิวจริง คำรับรองจากผู้ใช้ ผลวิจัยหรือข้อมูลเชิงสถิติ

2. ผลิตภัณฑ์และบริการ

สินค้าด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต  เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ออกกำลังกาย บริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  การปรับบริการให้ใช้งานง่ายเช่น ตัวอักษรใหญ่ ระบบจ่ายเงินที่ไม่ซับซ้อน บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ควบคู่กับออนไลน์  บริการเสริมที่ให้ความอุ่นใจ   เช่น ประกันขยายความคุ้มครอง บริการหลังการขาย การดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล

3. การสร้างประสบการณ์

จัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม  เช่น เวิร์กช็อปสุขภาพ กิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อครอบครัว

Storytelling ที่เชื่อมโยงกับคุณค่า  เช่น ความมั่นคง ครอบครัว การใช้ชีวิตที่มีความหมาย

4.กลยุทธ์ราคาและความคุ้มค่า

              ราคาไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนกลุ่มนี้   ให้นำเสนอ แพ็กเกจ Bundle เช่น ทัวร์พร้อมประกันสุขภาพ ประกันการเดินทาง   เน้น คุ้มค่า ไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด คุณภาพและความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่กลุ่มผู้สูงวัยให้ความสำคัญมากกว่า

 

 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...