เวียดนาม ...ยามนี้
9
สิงหาคม 2568
ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร
?????
สำหรับผมขอตอบว่า “เวียดนาม
เวียดนาม และ เวียดนาม”
ทั้งนี้หากดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพีนั้นก็พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ในภาะวะที่เศรษฐกิจ ผันผวน
ตกต่ำ เวียดนามก็ยังเติบโตได้ ดังภาพประกอบ
ในขณะที่ประเทศไทยของรานั้นสิบปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ
2.64% ต่อปี
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น
(ค่าศักยภาพเดิมอยู่ที่ประมาณ 3% - 4%)
(อ้างอิง:สภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ) เราคงไม่ต้องไปพูดถึงสินค้าส่งออกของเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในบทความนี้ผมจะขอวิเคราะห์เฉพาะในส่วน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักนะครับ
เพราะเมื่อดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนาม
จะพบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้
|
ตารางแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม (ปี 2550 - 2568) |
||
|
ปี พ.ศ. (ค.ศ.) |
จำนวนนักท่องเที่ยว (คน) |
อัตราการเปลี่ยนแปลง / เหตุการณ์สำคัญ |
|
2550 (2007) |
4,171,564 |
เติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากเวียดนามเข้า
WTO |
|
2560 (2017) |
12,922,151 |
เติบโตแบบก้าวกระโดด (+29.1%) ยอดนิยมคือดานังและฮอยอัน |
|
2562 (2019) |
18,008,591 |
สถิติสูงสุดเดิม (Pre-COVID) ก่อนเกิดโรคระบาด |
|
2566 (2023) |
12,602,434 |
ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ |
|
2567 (2024) |
17,583,901 |
ฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 |
|
2568 (2025) |
21,168,291 |
ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) |
ที่บอกว่าน่าตกใจเพราะว่าประเทศไทยนับแต่มี
อสท.องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว
จนปรับมาเป็น ททท.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมีนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2562
หรือก่อนเหตุการณ์ระบาดของโควิด เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง
39.8 ล้านคน (สร้างรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท)
(ที่มา:
www.mots.go.th)
ในขณะที่เวียดนามมีนักท่องเทียวในปีเดียวกันนั้น 18.0 ล้าน
หรือไม่ถึงครึ่หนึ่งของไทย
แต่หลังจากกลับมาเปิดประเทศโดยเทียบ
ปี 2568 กับปี 2562 ปรากฏว่าเวียดนามมีนักท่องเที่ยว 21.166
ล้านคน
ทุบสถิติสูงสุดของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด
ในขณะที่ประเทศไทยเราแม้จะฟื้นตัวหลังจากเปิดประเทศก็มีหลายเหตุการ์ณทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว ยังไม่สามารถกลับมาได้เท่ากับก่อนโควิด โดยในปี 2568 มีนักท่องเทียวเพียง 32.97 ล้านคนเทียบกับปี 2562
ที่มีสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยว ถึง 39.8 ล้านคน ยังลดลง 17.83%
ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเวียดนาม ก็พบหลายๆคำตอบดังนี้
1.
การลงทุนใน "Man-made Attraction" เวียนามไม่ได้แค่สถานที่เที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายเท่านั้น
ยังมีที่เที่ยวที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน แต่เก่งมากในการสร้าง "จุดขายใหม่"
ที่ตอบโจทย์ยุคโซเชียลมีเดียตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สะพานมือยักษ์ (Golden
Bridge) บนบานาฮิลล์ (Ba Na Hills) ที่กลายเป็นไวรัลระดับโลกและดึงดูดคนให้อยากมาถ่ายรูป
รวมถึงการปั้นเมืองฟูโกว๊ก (Phu
Quoc) ให้กลายเป็นเกาะตากอากาศระดับหรูหรา
2.
นโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้างขึ้นรัฐบาลเวียดนามปรับตัวเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวในภูมิภาค:ขยายระบบ
e-Visa ให้ครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก และขยายระยะเวลาพำนักจาก 30 วันเป็น 90 วัน เอื้อต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการพำนักระยะยาว
(Long-stay) และกลุ่ม Digital Nomad ซึ่งเมืองไทยก็ทำอยู่แล้ว
3.
ความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) ค่าโรงแรมในเวียดนามสามารถจับต้องได้ และมีทุกระดับราคา โดยทีมีสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะอาด และความปลอดภัยเหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป
ทำให้บริษัททัวร์ทั้งหลายสามารถจัดไปเที่ยวเวีดยนามในราคาแค่
หมื่นนิดๆ และบางช่วงโปรแรงๆ 9
พันกว่าบาทยังมีเรย ถูกกว่าไปเที่ยวภูเก็ต
หรือเชียงใหม่เสียอีก
ทำให้ได้กลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ และ
บุคคลทั่วไปที่ยังไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นลูกค้า
4.
การเติบโตขอองสายการบินราคาประหยัด (Low-cost Carriers) การเติบโตของสายการบินเจ้าถิ่นอย่าง
VietJet Air ,Thai
Air Asia รวมถึงสายการบินนานาชาติอื่นๆ
ได้เปลี่ยนเกมการเดินทาง:มีการเปิดบินตรง (Direct Flight) เชื่อมเมืองรองของเวียดนาม
(ดานัง, ญาจาง, ฟูโกว๊ก) ทำให้สะดวกในการเดินทาง นี่ผมก็ยังคิดเรยว่าจะต้องไปเที่ยว ฟูก๊วก ซักครั้งหนึ่ง
5.
ความหลากหลายของภูมิประเทศและวัฒนธรรมเวียดนาม
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเวียดนามมีหิมะ
ก็ที่ซาปางั้ยครับผมได้มีโอกาสไปเมื่อหลายปีก่อนนั้นตอนขึ้นเคเบิลคาร์ ก่อนไปก็คิดว่าจะปลอดภัยมั้ย บลาๆๆ
แต่พอเห็นยี่ห้อเคเบิลคาร์ก็สบายใจผมจำไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร แต่จำได้แค่ว่าในยุโรป ในสวิส
ก็ใช้ยี่ห้อนี้แหละครับ
ประเทศไทยมีเคเบิลคาร์หรือยังครับเพราะคัยกันมา 40 ปีกระมังว่า ภูกกระดึง
ควรมีเคเบิลคาร์หรือไม หรือแม้แต่ Bangkok Tower ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง
ของประเทศยังไม่มีเรยครับ
นอกจากนี้แล้วเวียนามมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาว
ทำให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ในทริปเดียวหรือมาซ้ำได้หลายครั้ง:
สายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์:
ฮานอย, ฮอยอัน, เว้
สายธรรมชาติและพักผ่อน:
ซาปา (นาขั้นบันไดและอากาศหนาว), ล่องเรือที่ฮาลองเบย์, ชายหาดที่ดานังและญาจาง
................ไปเที่ยวเวียดนามกันมั้ยอ่า
...................

