วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“ทำไมใครๆ ? ก็เข้าร้าน (นี้) “

“ทำไมใครๆ ?  ก็เข้าร้าน (นี้) “
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหาร และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป
20  มิถุนายน 2555

                การทำมาค้าขายนับวันจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่มาจากเศรษฐกิจโลกทั้ง อเมริกา และยุโรป ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกและประเทศไทย  หรือจะเป็นเพราะปัญหาพลังงานที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น  หรือปัญหาค่าแรง  ปัญหาสิ่งแวดล้อม(ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทำให้ต้นทุนสิ้นค้าสูงขึ้น)   ฯลฯ  ยิ่งมามีปัญหาเรื่อความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ยิ่งทำให้การค้าขายยิ่งลำบากขึ้นไป  แม้ว่าการพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะเติบโตถึง 5 % ก็ตาม  แต่ความไม่มั่นใจที่แสดงออกทางดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่า 47.7 จุด ต่ำกว่าครึ่งคือ 100 จุด   ก็คงเป็นคำตอบได้ดีถึงโอกาสที่ จีดีพี จะโตไม่ถึง  5 %   แต่อย่างที่ใครๆเขาก็ว่ากันว่า  “ชีวิตต้องก้าวเดิน”  หรือ ที่ฝรังว่าไว้ว่า “THE SHOW MUST GO ON  เราเองก็ต้องก้าวเดินต่อไปเช่นกัน
                เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2555  ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น  กับคณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร   และแน่นอนภูเขาไฟฟูจิย่อมเป็นสถานที่ที่จะต้องไปผมเคยเดินทางไปภูเขาไฟฟูจิครั้งสุดท้ายเมื่อปี  2543  พอลงจากรถบัสก็มีชาวญี่ปุ่นมาแจกการ์ดเล็กใบหนึ่งแล้วก็บอกว่า กระดิ่ง ครับกระดิ่ง  พูดภาษาไทยเสียด้วยแปลความได้ว่า  ให้ไปรับกระดิ่งฟรีโดยเอาการ์ดนี้ไปแลกที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้นั่นเอง   แน่นอนของฟรีมีหรือที่มนุษย์ผู้ซึ่งมีความโลภอยู่เป็นทุนในตัวมีหรือว่าใครจะไม่เอา  เพราะกระดิ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมอันหนึ่งของคนญี่ปุ่นที่ไปไหนต้องกรุ๊งกริ๊งตลอดเลย  ท่านที่เคยไปญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นว่าทุกร้านที่ขายของที่ระลึกจะมี   กระดิ่งในสารพัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ  ที่ห้อยโทรศัพท์  กระดิ่งแขวนกระเป๋า  ประตู  ฯลฯ   แน่นอนเราก็นึกว่าจะต้องเป็นกระดิ่งที่สวยงาม  คิ๊กคุตามสไตล์ญี่ปุ่น  เดินเข้าร้านกันทุกคนเลยขอบอก   แล้วทุกคนก็หงายเก๋งเพราะว่าเป็นกระดิ่งถูกๆไม่มีดีซายน์แถมมีเชือกเล็กๆสีแดงผูกไว้
อย่าเรียกว่าเชือกเลยเรียกว่าด้ายแดงประมาณว่าเป็นไหมญี่ปุ่นนั่นเอง (ไม่รู้คนรุ่นใหม่รู้จักหรือเปล่า)  มูลค่าไม่น่าเกินสามบาทขาดตัว    
                พอเดินเข้าร้านไปชักคุ้นๆ  รวมทั้งตัวมาสค๊อตที่อยู่หน้าร้านรู้สึกได้ว่าเคยมาและเคยถูกกลยุทธ์นี้เมื่อ 12 ปีที่แล้วน๊า   กลับมาดูรูปเก่าๆก็อ๋อหรอเลยเพราะเราโดนหลอกให้เข้าร้านเป็นครั้งที่ 2  ด้วยกลยุทธ์แบบเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลย  แสดงว่าเป็นกลยุทธ์อมตะมหานิรันดร์กาล(ที่ยังได้ผลชะงัดอยู่)   แน่นอนครับคนที่เข้าไปในร้านนั้นซื้อของเพิ่มกันทุกคนเลย  มากบ้างน้อยบ้างตามกิเลสและขนาดของกระเป๋าตังกันแค่นั้น  เพราะเราคงทราบดีกันว่าสินค้าญี่ปุ่นนั้น  น่ารัก  น่าซื้อ  ก็เลยถามตัวเองว่าแล้วอะไรทำให้   “ใครๆ ก็เข้าร้าน”
                ที่สำคัญคือ   แมกเน็ต MAGNET  ซึ่งก็หมายถึงแรงดึงดูดให้เข้าเร้า  ในกรณีนี้ก็คือของขวัญของชำร่วยที่นำมาล่อใจให้เข้าร้านนั้น  ทั้งๆที่มีร้านอีกหลายร้านที่ขายของในลักษณะเดียวกันแต่คนเงียบเหมือนกับไม่ได้เปิดร้านเลย  ในขณะที่ร้านที่แจกกระดิ่งคนเต็มร้านไปหมด    นอกจากนี้แล้วยังมีแม่เหล็กตัวอื่นๆอีกที่เราเห็นๆกันเช่น   ราคา  ตัวอย่างก็คือ โลตัส กับ บิ๊กซี ที่แย่งกันลดราคาและโปรโมชั่นจนสับสนไปหมดว่าไปร้านไหนที่ถูกกว่าแน่ๆ     หรือการจัดกิจกรรมในร้านเช่น  จัดประกวดเชียร์ลีดเดอร์ที่ช่วยชุบชีวิตฟิวเจอร์ปาร์ค  หรือเดอะมอล์จัดประมงน้อมเกล้าทุกปี    ซึ่งกิจกรรมนั้นแรกๆต้องจัดประมาณว่า  ใหม่  ใหญ่  ดัง  และ โดน  พอคนติดแล้วก็สามารถจัดได้ทุกปีลงปฏิทินไว้ได้เลย    ซึ่งใหม่หมายถึงเป็นกิจกรรมใหม่  เพราะตอนที่ฟิวเจอร์ปารค์จัดเชียร์ลีดเดอร์ครั้งแรกๆนั้น  เชียรลีดเดอร์ยังไม่ค่อยนิยมในประเทศไทยของเราเท่าไหร่   ใหม่คงหมายถึงว่าอาจจะเก่าที่อื่นมาใหม่ที่นี้  หรือ ในอุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีคนทำก็ได้นะครับ    ส่วนใหญ่ นั้นหมายถึง  อาจจะมีคนใหญ่คนโต ยศตำแหน่งสูง   หรือมีที่สุดในโลก  ที่สุดในประเทศไทยมาในงาน มาโชว์ ฯลฯ    และดังกับโดนนั้นก็จะเป็นในลักษณะ  มีคนดังมาร่วมในงานที่เราเรียกกันว่า “ซีเล็บ” ซึ่งเห็นได้บ่อยๆสำหรับสินค้าราคาแพง หรือประมาณว่าเลิศหรู  ดูดี  มีชาติตระกูลอะไรพรรณนั้น     โดนนั้นหมายถึงโดยใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพราะกิจกรรมนั้น  สินค้านั้น ตรงหรือสอดคล้องกับความต้องการของเขานั่นเอง  เช่น รถยนต์มินิคูเปอร์  มีกี่คนในประเทศไทยที่มีตังและต้องชอบรถประเภทนี้ด้วย  แต่สินค้ามันโดนใจจนอดไว้ไม่อยู่จนต้องไปร่วมกิจกรรมงัย

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“คุ้มหรือไม่คุ้ม”

“คุ้มหรือไม่คุ้ม” 22 พฤษภาคม 2555

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป


                      ผมเขียนบทความนี้ในวันรุ่งขึ้นที่บอร์ดการบินไทยปลดดีดี หรือผู้จัดการใหญ่สุดของการบินไทย ด้วยข้อหาอะไรก็แล้วแต่นั่นคงเป็นเรื่องภายในระหว่างบอร์ดกับดีดี แล้วก็มีข่าวว่าดีดีคนนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้ในสองปี ผมจำได้ว่าตอนที่หุ้นการบินไทยประกาศขายหุ้นเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์คนไทยเราแห่กันไปจองเหมือนกับยุคตื่นทอง ถ้าจำไม่ผิดราคาตอนเสนอขายอยู่ที่ 60 บาทแต่พอเข้าตลาดขาดทุนกันเป็นแถวทำให้เราเห็นสัจธรรมว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เข้าไปเปิดข้อมูลงบการเงินในเว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์ดูก็จะพบข้อมูลดังนี้



                       ปี 2551       2552         2553          2554 (หน่วย: ล้านบาท)
รายได้            202,605      163,874    184,270     194,525
กำไร               -21,379       +7,343    +15,349      -10,196

              รวมสี่ปีจะพบว่ามียอดสะสมผลประกอบการที่ -8,883 ล้านบาท ถ้าหารด้วยสี่ปี ก็ตกลงว่าขาดทุนปีละ -2,220.75 ล้านบาท (ซึ่งตามหลักการบัญชีคิดแบบนี้ไม่ได้ ) ราคาหุ้นเมื่อวาน 21 พฤษภาคม 2555 ราคา 22.80 บาท เทียบจากตอนเข้าตลาดที่ 60 บาท ถ้านับเป็นผลประกอบการบริษัทธรรมดาก็คิดว่าน่าเป็นห่วงว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร อันนี้ไม่แปลกครับเพราะเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆว่าสายการบินแห่งชาติหลายๆประเทศก็ต้องประสบภาวะการขาดทุนสะสมเป็นเวลานา ไม่ว่าจะเป็นสวิสแอร์ แจแปนแอร์ไลน์ ซึ่งมาตราฐานการป้องกันคอรัปชั่นดีกว่าบ้านเราหลายกระบุงยังอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องไปเทียบกับฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ ซึ่งมาตรฐานการคอรัปชั่นคงสูสีกับบ้านเรา แต่พอกลับมาดูโลว์คอสแอร์ไลน์( LOW COST AIRLINE) ซึ่งเจ้าของคงอยากให้เรียกว่าบัดเจ็ทแอร์ไลน์ (BUDGET AIRLINE )มากกว่า เพราะชื่อแรกมันดูไม่มีชาติตระกูลยังไงชอบกล เราจะพบว่ามีแต่กำไร กำไร และกำไร ทั้งๆที่ขายตั๋วราคาถูกมากแน่นอนว่าความสะดวกสบายและการบริการมันไม่เท่าสายการบินทั่วไป แต่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์หลักของการใช้บริการสายการบินได้ “คือการพาเราเดินทางไปยังจุดหมายที่ต้องการ” แต่ความสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเป็นบริการเสริม (ที่เราต้องจ่ายตัง) ก็เลยอยากรู้ว่าจริงๆแล้วสายการบินเหล่านี้ผลประกอบการเป็นอย่างไร ก็มีพอให้เทียบเคียงเพราะพอดีว่าอีกไม่กี่วันบริษัทเอเชียเอวิเอชั่นจำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยในสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” โดยถืออยู่ 51% จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เลยลองเข้าไปดูงบการเงินของ ไทยแอร์เอเชียซึ่งมีงบให้ดูแค่สองปี งบการเงินมีดังนี้


                          ปี 2553                2554 (หน่วย : ล้านบาท)
รายได้               12,098                 16,157
กำไร                  2,011                    2,020

                 ซึ่งไปค้นหาข้อมูลต่างๆเราจะพบว่า ยอดผู้โดยสารประมาณ 7 ล้านคนและมียอดรายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วโดยสารเพิ่มจากเดิม คนละ 100 บาท เพิ่มเป็นคนละ 300 บาท เมื่อคูณกับผู้โดยสาร 7 ล้านคน ก็จะได้ 2,100 ล้านบาท ตัวเลขนี้ก็จะใกล้เคียงกับยอดกำไร ที่ 2,020 ล้านบาท แปลว่าอะไรมันอาจจะหมายถึงว่าสายการบินไทยแอร์เอเชียขายตั๋วให้คุ้มกับต้นทุนในการบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แล้วพยายามขายสินค้า บริการอื่นๆ เพื่อให้เป็นผลกำไรถ้าขายของหรือบริการได้มากขึ้นก็เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกำไรสุทธิเลยทีเดียว (ซึ่งแอร์คงได้ค่าคอมไม่มากก็น้อย) นอกจากนั้นแล้วการบริหารต้นทุนในการบินนั้นสำคัญยิ่ง ได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ นอ.ธนภัทร งามปลั่ง ก็พบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เดียวเลย เรื่องแรกก็คือการใช้เครื่องบินทั้งฝูงเป็นรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันคือ แอร์บัส 320 ไม่ใช่แค่เฉพาะไทยแอร์เอเชีย ยังรวมไปถึงแอร์เอเชีย และอินโดนีเซียแอร์เอเชีย รวมแล้วไม่รู้กี่เครื่อง แน่นอนการที่มีเครื่องรุ่นเดียวกันตอนซื้อก็มีอำนาจต่อรองราคา ต้นทุนการซ่อมบำรุง อะไหล่ ฯลฯก็จะถูกกว่าการมีเครื่องบินที่หลากหลาย แต่การบินไทยทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำเพราะอะไรก็คงเดากันได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยเพราะการบินไทยมีเส้นทางการบินที่หลากหลาย ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะไกล ก็คงต้องใช้เครื่องบินที่หลากหลายเหมาะสมกับระยะทางการบิน แต่โลว์คอสจะบินในระยะสั้นไม่เกิน สองสามชั่วโมงซึ่งเติมน้ำมันครั้งเดียวบินไปกลับได้เลย ซึ่งการบินไทยก็ไม่จำเป็นต้องหลากหลายขนาดนับรุ่นกันไม่ครบแบบเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วทราบมาว่าเครื่องบินล๊อตใหม่ที่กำลังจะเข้าประจำการนั้นเบาะที่นั่งน้ำหนักจะลดลงไปที่นั่งละ 5 กิโลกรับ ประมาณ 200 ที่นั่ง ก็ทำให้น้ำหนักเครื่องลดลงไปประมาณ 1,000 ก.ก. ซึ่งจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้อีกยิ่งในยุคน้ำมันแพงแล้วละก็เห็นน้ำเห็นเนื้อเลยหละครับ
      
                     และที่เราเห็นว่ามีการโปรโมชั่น 99 บาทบ้าง 199 บาทบ้าง มีจริงครับแต่ว่าในแต่ละเที่ยวบินนั้นเข้าคำนวณแล้วว่าถ้ามีผู้โดยสาร X เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนการบินเป็นเท่าไหร่ ก็นำมาหารเฉลี่ยเป็นค่าตั๋ว (อันนี้คิดแบบตรรกะเองนะครับ) สมมุติว่า 500,000 บาท หารด้วย 200 ที่นั่ง ก็ตกที่นั่งละ 2500 แต่ก็จะนำมาขายราคา 99 บาทส่วนหนึ่ง 199 บาท ส่วนหนึ่ง และราคาต่างๆกันไป แต่เมื่อรวมแล้วได้ 500,000 บาท ทำให้บินแต่ละครั้งไม่ขาดทุน แล้วมาหาผลกำไรจากการขายสินค้า และบริการต่างๆ เช่น อาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ค่าโหลดกระเป๋า ฯลฯ จนทำให้รายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วตกคนละ 300 บาท 7 ล้านคน ก็ใกล้เคียงกับผลกำไรที่ 2 พันล้านบาทที่กล่าวข้างต้น แต่ไม่ว่าจะขายตั๋วราคาเท่าไหร่จนถึงราคาสูงสุดของแต่ละเที่ยวบินแล้วก็ยังราคาถูกกว่าสายการบินปกติอยู่จนทำให้เกิดแรงจูงใจในการใช้บริการ



          นี่เห็นมีโปรโมชั่นใหม่อีกแล้วแต่ต้องเดินทางปีหน้าเป็นต้นไปตั้งแต่ 4 มกราคม -22 พฤษภาคม 2556 ราคาตั๋วเริ่มต้น 0 บาท จำนวน 1 ล้านใบ ของฟรีมีที่ไหน 555 มี่ที่นี่ครับแต่ว่ามีกี่ที่นั่งที่ราคา 0 บาทไม่บอก สุดท้ายจากสมมุติฐานว่า จากจำนวนผู้โดยสาร 7 ล้านคนเฉลี่ยแล้วตกประมาณเดือนละ 5.8 แสนคน จากมกราถึงพฤษภาปีหน้ารวมเวลา 5 เดือน(เว้น 1-3 มกราเพราะผู้โดยสารเต็มอยู่แล้ว สุดยอด....) คำนวณแบบง่ายๆว่าน่าจะมีผู้โดยสาร 2.9 ล้านคน สมมุติว่ามีคนจองซัก 10% ก็เท่ากับ 2.9 แสนคน คิดง่ายๆว่า 3 แสนคน ถ้าราคาค่าโดยสารเฉลี่ยคนละ 1500 บาท ก็จะได้เงินสดมาก่อนล่วงหน้า 450 ล้านบาท แต่ตามโปรโมชั่นบอกว่ามี 1 ล้านใบเอาแค่ว่าถ้ามีคนจอง 5 แสนใบ คนละ 1500 บาท ก็จะได้เงิน 750 ล้านมานั่งนับเล่นเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ตัวเลขเหล่านี้เป็นการสมมุตินะครับเพราะข้อเท็จจริงคงไม่มีใครมาบอก แต่ให้ท่านได้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการบริหารให้เกิดผลกำไร ไม่ใช่ว่าบริหารไปวันๆเรื่อยๆเหนื่อยก็พักเหมือนสายการบินไทย ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พยายามเป็นสายการบินสีเขียวหรือเปล่า เพราะเมื่อเดือนก่อนไปใช้บริการทีวีส่วนตัวไม่มีให้ดูไม่ว่ากัน แต่ภาพยนต์บนจอใหญ่ทั้งเที่ยวไปเที่ยวกลับ เป็นสีเขียวหมดเลยครับเหมือนดูหนังที่ถ่ายในความมืดแล้วจอเขียวนึกออกมั๊ยครับพี่น้อง สอบถามพนักงานว่าจอภาพมันเสื่อมแล้วไม่มีอะไหล่โอ๊ยจะบ้าตาย “สายการบินแห่งชาติ” มิน่าปีที่แล้วถึงขาดทุนไปหมื่นล้านบาท ในขณะที่ไทยแอร์เอเชียกำไรสองพันกว่าล้าน โดยที่รายได้น้อยกว่าถึง 10 เท่าเศษ คงตอบได้แล้วนะครับว่าใครคุ้มหรือไม่คุ้ม...............

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ดูไบที่ไปมา

ผมเคยเขียนแตะถึงดูไบครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมกราคม ปี 2552 ตอนนั้นการท่องเที่ยวดูไบเพิ่งเริ่มบูม เพราะวิสัยทัศน์ของดูไบนั้นตอบโจทย์ว่าจะเป็น WORLD PLAYGROUND ENTERTAINMENT แถมตอนนี้อดีตผู้นำของเราก็ไปพำนักแบบกึ่งถาวรอยู่ในดูไบเสียด้วย เลยทำให้คนไทยรู้จักดูไบมากยิ่งขึ้น พอดีช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสพาบุพการี และ ครอบครัวไปเที่ยวดูไบ ซึ่งหลายๆคนถามก่อนไปว่าไม่ร้อนแย่หรือ เพราะเรายึดติดว่าเมืองทะเลทรายต้องร้อน ร้อน และร้อน ใครเลยจะเชื่อว่า กลางทะเลทรายผมถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าเพราะว่าทรายมันเข้ารองเท้า ทั้งที่ทัวร์บอกให้เอารองเท้าแตะไปด้วยแต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยไม่ได้เอาไป แถมตอนกลางคืนซักประมาณหนึ่งทุ่มได้พอเริ่มรับประทานอาหารท่านอาจจะไม่เชื่อว่าทรายนั้นเย็นพอสมควรทีเดียว ทั้งๆที่ยังไม่ดึกนี่ถ้าหากดึกไม่ทราบว่าอุณหภูมิจะเป็นเท่าไหร่ เพราะเดินทางกลับมานอนในเมือง ก็เรียกได้ว่าเข็มขัดสั้นคือหมายถึงคาดไม่ถึงนะครับพี่น้อง ผู้บริหารดูไบทราบดีว่าน้ำมันมีวันหมดไม่วันใดก็วันหนึ่ง (บางคนคาดว่า 100 ปี ) ไม่นานเลยครับแค่สองหรือสามชั่วอายุคนเท่านั้นเอง แล้วประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ปลูกอะไรก็ไม่ได้จะอยู่ได้อย่างไรหากขาดน้ำมัน วิสัยทัศน์ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับอีมิเรสต์ จึงต้องการนำเงินรายได้ที่มีอยู่มาสร้างสิ่งที่จะเป็นจุดขายของประเทศ เพื่อคนรุ่นต่อไปแต่ว่าด้วยการลงทุนที่มากเกินตัวไปทำให้มีปัญหาในการชำระหนึ้ ขนาดมีเงินจากการขายน้ำมันวันหนึ่งไม่รู้กี่พันหรือกี่หมื่นล้านบาทนะครับลองคิดดูเล่นถ้าขุดน้ำมันมาขายได้ 1 ล้านบาเรล ก็ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ 3,000 ล้านบาท ถ้า 5 ล้านบาเรลก็ 15,000 ล้านบาท อะไรจะมากประมาณนั้นกับพลเมืองท้องถิ่นแค่ 1.5 ล้านคน การสร้างสิ่งต่างๆไม่ว่าจะตึกสูงที่สุดในโลก 160 ชั้น 828 เมตร ศูนย์การค้าที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก พร้อมกับลานเล่นสกีเล่นได้จริงๆด้วย ดูเอานะครับเพราะเล่นไม่เป็นเกาะขอบกระจกดูน้ำลายห้อยเลย โรงแรมแอตเลนติสที่ใหญ่โตมโหราฬแถมมี่ที่พักผ่อนหย่อนใจสวนน้ำให้เล่นอยู่ในบริเวณเดียวกัน ก็คล้ายกับสวนสยามบ้านเราแต่อเมสซิ่งกว่าเพราะเวลาดิ่งลงมาจากสไลเดอร์แล้วจะผ่านอุโมงค์ที่ผ่านลอดอความเรียมอีก แถมสถานที่ตั้งของโรงแรมก็คือยอดของเดอะปาล์มที่ถมทะเลทำเป็น บ้านพักตากอากาศ ที่คนดังทั้งหลายรวมทั้งนายกดูไบของเราก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่ก็สร้างไว้แต่ถ้าในมุมมองของนักเศรษฐศาสตรือาจไม่คุ้ม เช่น สนามแข่งฟอร์มูล่าวัน แต่ก็ถือได้ว่าเรียกแขกได้พอสมควรที่เดียว รวมทั้งการแสดงน้ำพุเต้นระบำที่สวยงานประทับใจ พอดีเดินผ่านร้านอาหารร้าหนึ่งรู้สึกว่าจะชื่อ DEAN & DELUCA ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสามของห้าง DUBAI MALL มีเทอเรสตั้งโต๊ะอาหารได้ประมาณ 20-30 ที่นั่ง ที่มุมของห้องอาหารนั้นมองลงไปดูน้ำพุเต้นระบำ MUSIC FOUNTAIN ที่เปิดแสดงวันละ 4-5 รอบ แค่รอบละ 3 นาที (น้อยไปหน่อย) เลยเดินเข้าไปถามเขาว่ามีที่นั่งริมหน้าต่างตรงที่การแสดงหรือไม่ ซึ่งตอนแรกไม่ทราบว่ามีมุมเทอเรสออกไปพอดีกับมุมสวยๆ เลยทราบว่ามีบริการตรงเทอเรสแต่ต้องสั่งอาหารอย่างต่ำท่านละ 70 เหรียญดูไปก็ประมาณ 700 บาท ปกติก็ต้องกินอาหารอยู่แล้วเลยเลือกบริหารร้านนี้เลย สุดยอดมุมและบรรยากาศยามเย็นเลยครับสวยงามประทับใจทุกๆท่านจริงๆ แถมอาหารที่บริการก็เรียกได้ว่าเป็นแบบฟิวชั่น ประมาณว่ามีนักออกแบบและตกแต่งอาหารเลยละตามชื่อร้านซึ่งเข้าใจเอาว่าเป็นคนสองคนที่เป็นเจ้าของและดีไซน์ แบบและอาหารรวมทั้งมีซุปเปอร์เล็กๆอยุ่ในร้านขายสิ่งละอันพันละน้อยพร้อมทั้งหนังสือแนะนำการทำอาหารแน่นอนชื่อหนังสือว่า DEAN & DELUCA อีกอย่างหนึ่งที่เคยเล่าให้ฟังว่ามีน้ำเปล่าขวดละ 1,000 บาทขายนั้นชื่อ H2O วันนั้นได้เจอตัวจริงเสียงจริงขวดจริงจึงขอลูบเล่นเป็นบุญมือ น้ำเปล่าอะไรจะประมาณนั้นแพงชะมัดยาดเลย สรุปว่าเขาขายขวดเพราะที่ขวดมีสวารอฟสกี้ติดอยู่เลยแพงเป็นพิเศษ ไปซื้อบัตรเข้าอควาเรียมเขามีขายตั้งแต่ราคา 70,85,100 เหรียญ โดยมีแต่ละราคาก็ได้เข้าชมสถานที่ที่เพิ่มขึ้นพร้อมทั้งคูปองซื้อของที่ระลึกของดูไบอควาเรียม และคนที่ซื่อ 75 ไม่ค่อยมีครับเพราะเพิ่มอีกนิดเดียว ก็ได้ชม LOST WORLD ฯลฯ เพิ่มขึ้น ถ้าซื้อบัตร 100 เหรียญ ก็จะได้นั่งเรื่องท้องกระจกชมรอบควาเรียมอีก เวลาสั้นแม้ไม่มีอะไรมากแต่ไม่เคยดู ไม่เคยเล่น ไม่เคยเห็น ก็ยอมจ่ายเพิ่มอีกคนละ 15 หรือ 20 เหรียญตามลำดับ พร้อมกับต้องเพิ่มตังซื้อของที่ระลึกอีกเพราะมีคูปอง คนละ 20 เหรียญดูไบอยู่แล้ว เรียกได้ว่าขายรวมเป็นแพคเกจ ลูกค้าเลยซื้อสิ่งที่ขายพ่วงมาโดยตั้งใจให้เขาหลอกเพราะคิดว่าได้กำไรมากกว่าแต่แท้จริงแล้วอควาเรียมได้กำไรเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะมีคนดูเพิ่มหรือไม่เพิ่ม(จากการซื้อแพคเกจ) บริการเขาก็มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนก็มีอยู่แล้ว เรียกได้ว่าอความเรียมมีแต่ได้กับได้ครับผม ก่อนจากดูไบที่สนาบบินร้านค้าปลอดอากรเขาน่าเดิน น่าซื้อ อะไรที่เขาขายถูกมันถูกจริงน้ำหอมบางยี่ห้อถูกว่าบ้านเราถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (ทั้งที่เรามีบัตรลด 15 เปอร์เซ็นต์แล้วนะ) มีเรื่องเดียวที่ต้องตำหนิอย่างแรงและเป็นความภาคภูมิใจของ ตรวจคนเข้าเมืองของเราที่มี ตม.ดูไบห่วยแตกกว่าบ้านเรา ต้องมีการสแกน แถมแถวก็เป็นแบบแถวใครแถวมัน เห็นหางแถวมี 6 หางเราก็ต่อกันไปยาวเหยียดแต่ทำไมแถวเราขยับแล้วหยุดยาว แล้วขยับแล้วหยุดยาวสลับกันไป สุดท้ายถึงบางอ้อแถวนี้เขาสำหรับสุภาพสตรีแต่ประชาชนดันทำเป็นสองแถว คละกันไปมากว่าจะเคลียร์กันได้ก็เล่นเอาวัยรุ่นเซ้งไปเลยใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง สแกนม่านตาเสร็จก็ไปต่อแถวเข้าประทับตราเข้าเมืองอีก เหมือนเดิมเป็นแถวใครแถวมันใครโชคดีตม.ทำงานเร็วก็โชคดีไปใครเจอปัญหาก็หยุดยาวไปรวมแล้วใช้เวลาในขั้นตอนนี้ รวมกันเกือบสามชั่วโมง ทำให้ ตม.ไทยดีใจที่มีบริการที่แย่กว่าสุดๆ แต่ในที่สุด ตม.ไทยก็ดวงตาเห็นธรรมเป็นแถวเดี่ยวคดเคี้ยวแบบงูแล้วกว่าจะเห็นธรรมเราก็กรรมเพราะต้องใช้บริการตม.ไทยเดือนละหนึ่งครั้งรอเข้าไปโยม ช้าๆได้พร้าเล่มงาม..............

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

“ใครคุมสื่อ?”

"ใครคุมสื่อ?"

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พิสิษฐ์กรุ๊ป
4 เมษายน 2555

เห็นจั่วหัวเป็นคำถามว่า “ใครคุมสื่อ?” ผมได้หมายถึงคำถามที่ว่า ใครมีหน้าที่ในการคุมสื่อแต่ผมหมายถึงว่า ใครคุมสื่อได้ก็จะกำหนดทิศทางในการรับข่าวสารที่เป็นไปตามนโยบาย หรือ กลยุทธ์ของหน่วยงาน หรือ องค์กรนั้นๆได้ จากปัจจุบันที่เราเห็นและต้องยอมรับความจริงกันว่ามีสื่อทั้งสื่อแท้ สื่อเทียม ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสื่อเทียมในทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว สื่อเทียมในทางการตลาด การบริหารธุรกิจ ก็มีให้เห็นกันอยู่ตลอดเวลา ยังไม่มีการนับอย่างเป็นทางการว่าจำนวนช่องทีวีในประเทศไทยมีทั้งหมดกี่ช่อง แต่จากการประมาณการกันน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 500 ช่อง เพราะทรูวิชั่นอย่างเดียวก็เกือบร้อยช่องแล้วครับ รวมเคเบิลทีวี และทีวีอินเตอรเน็ตเข้าไปน่าจะมากกว่า 500 เป็นแน่
ถ้ามามองสื่อการเมืองที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็ต้อง เอเอสทีวีของค่ายพันธมิตรฯ ทีวีคนเสื้อแดง นี่มีบลูสกายทีวีของประชาธิปัตย์เพิ่มเข้ามากอีก สู้กันตรงๆมีสื่อกันตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมเหมือนเมื่อก่อน แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนที่เสพสื่อที่ชัดๆอย่างสื่อการเมืองนั้นก็เป็นพวกฮาร์ดคอร์ของคนที่มีทัศนคติทางการเมืองแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติมากนัก ไม่มีผลต่อคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามหรือคนที่ไม่เลือกข้าง(แบบจริงๆ ไม่ใช่ไม่เลือกข้างแต่ปาก ) แต่จะมีผลต่อคนที่มีความโน้มเอียงไปทางสายนั้นๆอยู่บ้างหากฟังนานๆเข้าก็จะคล้อยตาม และหลงเชื่อไปในทีสุดนั่นเองเหมือนกับคำสุภาษิตโบราณที่ว่า “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน” นับประสาอะไรกับคนเราที่ฟังความอยู่ข้างเดียวโดยขาดวิจารณญาณและการวิเคราะห์ เรียกได้ว่าฟังอะไรมาเชื่อหมด หลงหมด รักหมด ดังนั้นการให้ความรู้และการฝึกฝนในเรื่องทักษะการฟังและคิดวิเคราะห์นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับสังคมไทยในอีกยี่สิบปีข้างหน้า คือหมายความว่าคนรุ่นเก่าในปัจจุบันคงฝึกไม่ได้แล้วเรียกได้ว่าแก่จนดัดยาก คงต้องฝึกคนรุ่นใหม่รุ่นที่จะเข้าอนุบาลไปเลยหรือตั้งแต่พูดจำความได้ เพราะบางครั้งกว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้วเหมือนกับหนังสือแปลเล่มหนึ่งในอดีตที่เคยกล่าวถึงพัฒนาการของเด็กว่า “กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” หากท่านสนใจลองไปหาอ่านดูก็ได้นะครับ
ผ่านสื่อการเมืองเรื่องปวดหัวของสังคมไทยไปดีกว่าเพราะพอเริ่มกระบวนการปรองดองก็เริ่มสงครามปรองดอง (แล้วจะปรองดองได้หรือเปล่านี่) มาดูสิครับว่าในช่องทีวีเหล่านั้นมีช่องสื่อเทียมอยู่มากมายโดยเน้นแต่การขายของ ทั้งแบบขายตรงโดยไม่อ้อมค้อมหรือขายแบบแอบแฝงทำเป็นเชิญ คุณหมอ ผู้เชียวชาญ อาจารย์ บุคคลที่มีชื่อเสียง ฯลฯ มาร่วมสนทนาในรายการแล้วแฝงเรื่องการขายสินค้า หรือ ประชาสัมพันธ์สินค้าไปเลยก็มีให้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบทแล้วการมีผู้ที่เป็นที่เชื่อถือของสังคมมาให้ข้อมูลแล้วจะยิ่งเชื่อถือ และหลงผิดได้โดยง่าย เห็นชัดๆก็พวกขายของประมาณว่า ทีแอบแฝงเรื่องความเชื่อ หรือว่า พวกสุขภาพบำบัด ฯลฯ น้ำป้าเช็ง เป็นตัวอย่างที่คลาสสิคมากๆ ต้นทุนในการทำทีวีของป้าแกไม่กี่สตางค์แต่ฉายวนทั้งวันทั้งคืน คนดูไปดูมาเชื่อไม่เชื่อก็อาจจะลองละครับพี่น้อง หรือแม้แต่ว่าในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีโฆษณาแฝงทั้งแฝงแบบไม่น่าเกลียด เช่นการ PLACEMANT คือการที่นำสินค้าไปวางไว้เฉยๆ ในรายการต่างๆ หรือในละครประเภท ซิทคอม ลองดูช่วงเวลาข่าว หรือ รายการสนทนาวาไรตี้ประไร จะมีสินค้า หรือ ถ้วยกาแฟ ฯลฯ วางอยู่ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับรายการ หรือเนื้อหาแต่เพียงอย่างใดทั้งสิ้น แล้วพวกละครซิทคอม ประเภท บางรักซอย 9 บ้านนี้มีรัก ฯลฯ พวกนี้จะเป็นเรื่องง่ายๆชาวบ้านๆ และต้องมีร้านขายของชำอยุ่ด้วยเพราะจะได้วางสินค้าไว้ได้มากๆชิ้น มากๆค่าย (แน่นอนก็จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย) ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ TIE IN อันนี้จะเพิ่มดีกรีในการนำเสนอเข้าไปอีกเพราะตัวละครในเรื่องจะเอ่ยชื่อ หรือ มีการกล่าวถึง (ในแง่ดี) หรือ มีการหยิบจับ มีการใช้สินค้านั้นๆด้วย เรียกได้ว่า “เนียน” เพราะยิ่งเนียนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นคุณต่อสินค้ารายนั้นอย่างยิ่ง เช่น นานแล้วมีภาพยนตร์เรื่อง “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (ซีซันเชนจ์)” มีค่ายธนาคารกรุงศรีเป็นตัวนำ ในเรื่อง พระเอกนางเอก วัยรุ่นใช้บัตรเดบิตของธนาคาร งานประชุมในเรื่องก็มีป้ายแบคดร๊อป ของธนาคารกรุงศรี เรียกได้ว่า “สีเหลือง” เต็มจอ เต็มเรื่องเลยครับ

แต่ถ้าอยากคุมได้แบบเบ็ดเสร็จก็ต้องมีรายการเป็นของตนเองไปเลยเรียกได้ว่าเป็นคนผลิตรายการเอง ซึ่งหมายถึงเป็นเจ้าของรายการส่วนการผลิตจริงๆก็ต้องจ้างมืออาชีพหรือพิธีกร ทำให้สามารถคุม กำหนดทิศทางและข้อมูลข่าวสารได้อย่างที่ตนเองต้องการดีกว่าไปเป็นสปอนเซอร์เฉยๆ เช่นรายการ “เอสเอ็มอีตีแตก” ของค่ายกสิกรไทยเป็นต้น ก็เรียกได้ว่าเขียวกันไปทั้งรายการเลยครับ แล้วเดี๋ยวนี้หากต้องการให้สินค้าตัวเองเกิดถ้ามีแต่การโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต้องอาศัยการคุมสื่อให้ได้ด้วย ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเจ้าของสินค้าส่วนบุคคลประมาณว่า ผม ผิว สิว ขาว ไปซื้อเวลาทางทีวีช่องหนึ่งแล้วจ้างบริษัทผลิตละครซิทคอมขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการ ทั้งโฆษณาตรง โฆษณาแฝงทั้งแบบแฝงธรรมดา แฝงเนียนๆ แถมดีไม่ดีถ้าขายโฆษณาเพิ่มทั้งในส่วนเวลาโฆษณาจริง และ รับสินค้าที่ไม่ขัดแย้งกันมาโฆษณาแฝงในรายการถ้ายายได้มากๆ กำไรอีกต่างหากเรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย เห็นหรือยังครับว่า “ใครคุมสื่อได้ก็คุมทิศทางไปตามความต้องการของตนได้” W

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

“โอกาสของการขยายตัวของธุรกิจไทย ในทศวรรษหน้า”



ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดีไม่กี่ประเทศในโลกที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก เอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง ภูมิอากาศที่สบาย มีมรดกทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สามารถเป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้ ฯลฯ เรียกว่าดีไปหมดแต่ว่าประเทศเรายังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างทัดเทียบอารยะประเทศทั้งหลายได้ก็เนื่องด้วยคนไทยเรากันเอง มากกกว่า พอดีผมไปสัมมนาและได้เห็นตัวเลขชุดหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเอามาขยายความเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ว่าประเทศเรามีแต่อุปสรรค เพราะถ้าท่านเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วจะพบว่าประเทศไทยของเรามีแต่โอกาสทั้งสิ้น
อัตราส่วน จีดีพี ไทย ต่อโลก 0.45%
อัตราส่วนการส่งออก ไทย ต่อโลก 1.1 %
อัตราส่วนประชากรไทย ต่อโลก ประมาณ 1.%
ถ้าคิดแบบบัญญัติไตรยางศ์ก็แสดงว่าจีดีพีไทยจะโตได้อีก 0.55 % แต่ถ้าคนไทยบริโภคเหมือนกับสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนประชากร 4.5 % ของโลก แต่บริโภค ถึง 25% ของ จีดีพีโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้บริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา จนลืม “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงเรานะครับ เป็นแต่เพียงตัวเลขต่างๆเหล่านี้มันจะช่วยบอกถึง “โอกาส” ของประเทศไทย หรือ ญี่ปุ่น ประชากร 1.9 % ของโลก แต่บริโภคถึง 8.47% ของจีดีพี ไม่ต้องพูดถึงประเทศจีน ที่ตอนนี้จีดีพีเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จีนมีประชากรถึง 20 % ของโลกแต่บริโภคเพียง 8.17 % ลองดูตารางข้างล่างก็จะเห็นว่าอนาคตเราควรค้าขายกับประเทศใดครับพี่น้อง


สหรัฐอเมริกา ประชากร 603 ล้านคน คิดเป็น 4.5% จีดีพี 14.40 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น25%
ญี่ปุ่น ประชากร127 ล้านคน คิดเป็น 1.9% จีดีพี 5.08 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น8.47%
จีน ประชากร 1,350 ล้านคน คิดเห็น 20% จีดีพี 4.90 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น 8.17%
อินเดีย ประชากร 1,150 ล้านคน คิดเป็น 17% จีดีพี 1.60 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น2.67%
อาเซียน ประชากร 580 ล้านคน คิดเป็น 9% จีดีพี 1.60 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น 2.67%

แสดงว่า จีน อินเดีย และ อาเซียน มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจในอัตราก้าวหน้า หากมองเฉพาะประเด็นสัดส่วนประชากรของโลก เมื่อเทียบกับจีดีพีโลก




ถ้าหากมาดูเฉพาะอาเซียนเจาะเป็นรายประเทศแล้วตามตารางนี้ ก็จะเห็นโอกาสว่าอยู่ที่ประเทศ อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม เพราะว่า อินโดนีเซียมีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลกแต่จีดีพีน้อยมากแถมยังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่ยังไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างเพียงพอ พม่าก็เช่นกันแม้ประชากรไม่มากแต่ว่าทรัพยากรล้นเหลือแถมไม่นานมานี้เปิดประเทศมากขึ้นจนหลายคนกลัวว่าแรงงานพม่าจะขาดแคลนในประเทศไทยเพราะถ้าหากพม่าพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีคนก็ไม่ต้องดิ้นรนไปทำงานนอกประเทศ และหากดำเนินการทางการเมืองในเรื่องชนกลุ่มน้อยได้อย่างเรียบร้อยแล้วรับรองว่าพม่าติดจรวดแน่นอน แล้วเวียดนามมีอุปนิสัยที่ขยันขันแข่งหนักเอาเบาสู้ และแนวทางค้าขายคล้ายคนจีนทำให้บ้านเมืองเขาจะพัฒนาเร็วเช่นเดียวกันครับถ้าไม่มีสงครามเมื่อสามสิบปีก่อนป่านนี้นำไทยไปหลายช่วงตัวเลยครับ


Brunei ประชากร 0.396 ล้านคน จีดีพี 12,317 ล้านเหรียญ
Cambodia ประชากร 14.47 ล้านคน จีดีพี 8,662 ล้านเหรียญ
Indonesia ประชากร 224.90ล้านคน จีดีพี 431,717 ล้านเหรียญ
Lao ประชากร 5.60ล้านคน จีดีพี 4,128 ล้านเหรียญ

Malaysia ประชากร 27.17 ล้านคน จีดีพี 186,960 ล้านเหรียญ
Myanmar ประชากร 58.60 ล้านคน จีดีพี 12,632 ล้านเหรียญ
Philippines ประชากร 88.87 ล้านคน จีดีพี 146,894 ล้านเหรียญ
Singapore ประชากร 4.58 ล้านคน จีดีพี 161,546 ล้านเหรียญ
Thailand ประชากร 65.69 ล้านคน จีดีพี 245,701 ล้านเหรียญ
Viet Nam ประชากร 85.20 ล้านคน จีดีพี 71,292 ล้านเหรียญ

อย่าให้ลูกค้าลองใช้สินค้าของคู่แข่ง


“อย่าให้ลูกค้าลองใช้สินค้าของคู่แข่ง”
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
12 มีนาคม 2555

“ความรักมันไม่ยากตอนแสวงหา (แต่บางคนก็หาไม่เจอ) แต่ยากตอนรักษา “ ประโยคนี้ไม่รู้ว่าโกเล็งพูดไว้หรือใครซักคนได้เคยพูดไว้ ถ้าอ่านผ่านๆก็เหมือนว่าจะไม่มีอะไรแต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้วมันแฝงด้วยปรัชญามากมาย ถ้านำมาเปรียบเทียบกับแนวคิดทางการตลาดแล้วมีงานวิจัยสนับสนุนว่า “ต้นทุนในการแสวงหาลูกค้าใหม่ คิดเป็น 6 เท่าของการรักษาลูกค้าเดิม” และลูกค้าที่ไม่พอใจในสินค้าและบริการจะบอกต่อคนข้างเคียงอีก 10 คน แต่สำหรับคนไทยแล้วอาจจะมากกว่านั้นเพราะเป็นตระกูลเดียวกับยุ้ย ญาติเยอะนั่นเอง แถมโลกไซเบอร์ทำให้ข้อมูลข่าวสารมันแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โพสไปทีนึงถ้าถูกใจกดไลค์กันกระจายทั่วเฟสบุ๊ค หรือ ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือไม่อย่างไรแต่ก็สร้างการรับรู้ไปตามจำนวนคนที่รับข่าวสารนั้นแล้ว ดังนั้นแล้วเราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจจนลองไปใช้สินค้าของคู่แข่ง ถ้าหากว่าลองแล้วติดใจอะไรจะเกิดขึ้น แน่นอนที่สุดหากสินค้าหรือบริการนั้นทดแทนกันได้ในราคาที่เหมาะสมลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปใช้อย่างถาวรนั่นเอง
ผมซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมาเครื่องหนึ่ง (แต่คนใช้ STUPID ) มูลค่าสองหมื่นได้แต่น่าจะใช้แค่ห้าพัน เพราะฟังชั่นการใช้งานประมาณล้านแปดอย่างได้แต่ใช้แค่นิดเดียวเอง แต่ก็ต้องซื้อเพื่อให้เหมาะกับยุคสมัยและหน้าตา (อิอิ) รู้สึกว่าจะไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงเท่าไหร่ ซื้อมา 18 พฤษภาคม 2554 ใช้งานไม่นานก็รู้สึกว่ามีปัญหา เครื่องร้อน ถ่านหมดเร็วมาก ฯลฯ ก็นำเข้าศูนย์เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2554 หนึ่งสัปดาห์ให้หลังก็แจ้งมาว่าต้องรออะไหล่จากเมืองนอกก็ไม่ว่ากัน (ศรีรอได้) 25 พฤศจิกายน 2554 โทรมาบอกว่าจะเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่เลย (ดีใจแทบตาย) เรารีบหาเอกสารการซื้อเครื่องส่งไปให้ 12 ธันวาคม 2554 ครบหนึ่งเดือนที่ซ่อมครบ 16 วันที่แจ้งว่าจะเปลี่ยนเครื่องให้ โทรไปทวงแจ้งว่าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่จะติดต่อมา ไม่เป็นรัยของใหม่รอได้ ขอเบอร์สำนักงานใหญ่ก็บอกว่าไม่มี (ได้ยังไงหว่า) จนสุดท้ายต้องขู่ว่าจะไปฟ้องคุณอาณัติ จ่างตระกูล ผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเรารู้จัก ซึ่งจริงแล้วเรารู้จักเขาแต่เขาคงไม่รู้จักเราหรอก555 เท่านั้นแหละพี่น้องที่รักนัดมารับวันรุ่งขึ้นเลยครับ เลยได้ไปรับเครื่องใหม่เมื่อ 15 ธันวาคม 2554 สรุป 1 เดือนกับ 2 วัน พร้อมกับคำขู่จึงจะได้มือถือกลับมาใช้งาน แล้วช่วงนั้นทำไงครับเดี้ยงเลยก็เลยไปซื้อมือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนเหมือนกัน แต่ราคาหมื่นต้นๆ ใช้งานได้เหมือนกันเปี๊ยบเพราะเป็นแอนดรอยเหมือนกันเวอร์ชั่นเดียวกัน คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคุณอาณัติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ที่กล่าวถึงข้างต้นนะเป็น ผจก.ใหญ่ของซัมซุงเค้าเรียกว่าขายดีมากไปจนบริการมีปัญหาเลย อ้อไหนๆก็ไหนๆแล้วศูนย์บริการที่ฟอร์จูนห้องเท่าแมวดิ้นตายลูกค้าไปนั่งรอ ยืนรอ นอนรอกันเป็นโขยง น่าจะปรับปรุงได้แล้วครับท่าน อย่าให้ลูกค้าหายไปเพราะบริกากรไม่ดีเลยครับ มีตัวเลขงานวิจัยว่า 91 % ของลูกค้าที่ไม่ได้รับการดูแลข้อร้องเรียนจะจากไปโดยไม่กลับมาอีก และ มากกว่า 65% ของลูกค้าที่ไม่กลับมาเพราะขาดการดูแลเอาใจใส่มากกว่าความไม่พอใจในสินค้า จึงอยากฝากไปยังผู้บริหารทั้งหลายว่าอย่าพึงพอใจกับยอดขายและส่วนแบ่งตลาดแต่เพียงอย่างเดียว กลับมาดูระบบการบริการและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยเพราะลูกค้าหาไม่ยากตอนแสวงหา แต่การรักษาและดูแลให้เป็นลูกค้าตลอดไปรวมทั้งช่วยบอกต่อสินค้าของเราเพื่อความยังยืนของกิจการและตราสินค้าก็สำคัญไม่ใช่น้อยเช่นกัน.....................@@@@@

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปัญหามีไว้ให้แก้


“ปัญหามีไว้ให้แก้”
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป
11 กุมภาพันธ์ 2555

ผมเขียนบทความนี้ก่อนวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึง เซนต์วาเลนไทน์ ไม่ใช่วันแห่งความรักเพราะว่าวันแห่งความรักควรจะมีทุกวัน และทุกปีที่ก่อนวันวาเลนไทน์ก็จะมีหน่วยงานต่างๆทั้งรัฐเอกชน ออกผลสำรวจว่าจะมีวัยรุ่นเสียตัวเท่านั้นเท่านี้ สถานที่เสียตัวที่ไหน ฯลฯ แถมหน่วยงานรัฐยังแจกถุงยางฟรีอีก เอาเข้าไปประเทศนี้มีคนสองแบบ คือ แบบที่ว่าเอาแต่บ่นว่าปัญหาโน่นนั่นนี้แต่ไม่ได้นำเสนอวิธีแก้ไขโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่จะต้องทำหน้าที่แก้ไข กับแบบว่าแก้ไขปัญหาแบบไม่แก้ปัญหาคือว่าขอให้ได้ทำอะไรบางอย่างที่(ดูเหมือน) แก้ไขปัญหา ทั้งๆที่จริงแล้วยิ่งจะไปทำให้เกิดปัญหามากขึ้นเสียอีกลองดูซิครับว่าถ้าวัยรุ่นเค้ามีป๊อบปี้เลิฟบ้างตามประสา (ทุกคนคงเคยผ่านวัยรุ่นและมีความรู้สึกอย่างนี้มาบ้างแล้ว) ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติตามวัย แต่กลับไปนำเสนอว่าเสียตัววันวาเลนไทน์เป็นจำนวนมาก อย่าลืมนะครับสังคมเราเป็นอุปทานหมู่อยู่ยิ่งบริโภคข่าวสารแล้วไม่ตรองนี่ยิ่งไปกันใหญ่ ดีไม่ดีอาจจะนำไปปฎิบัติเสียเลยจะได้เหมือนกับคนส่วนใหญ่ เรียกว่าทำตามคนส่วนใหญ่ (แล้วไม่ผิด??)
ผมเพิ่งเดินทางไปโฮจิมินปกติก็จะมีบัตรเอเปคมีช่องทางพิเศษในการตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่เดือดร้อนอะไรมาก แต่พอดีบัตรหมดอายุอยู่ในระหว่างต่ออายุบัตรเลยต้องเข้าช่องทางปกติซึ่งขณะนี้ที่ขาออกกำลังปรับปรุงอาคารทำให้ต้องแออัดและต่อแถวยาวมากๆ ปัญหามันอยู่ตรงที่ทำไมไม่ทำแถวเป็นแบบแถวเดียวคดเคี้ยวเป็นงูเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขากัน นึกออกหรือไม่ครับหากใครไปเจอนักเดินทางที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตรวจก็จะต้องรอนานเป็นพิเศษ แถมถ้าไปเจอเจ้าหน้าที่มือใหม่หัดขับหรือประมาณว่าช้าๆได้พร้าเล่มงามละก็แถวไม่ไปไหนเลยยิ่งหงุดหงิดไปใหญ่ในขณะที่แถวข้างๆเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่ว่าถ้าเป็นแถวเดี่ยวแล้วยังไง??มันจะเคลื่อนตลอดเวลาสมมุติว่ามี 10 ช่องตรวจ หรือยิ่งมีมากช่องตรวจแถวก็จะขยับเร็วขึ้นๆ มันเหมือนกับว่าเวลาที่รอนั้นมันน้อยลงเพราะมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผมว่าผู้บริหารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต้องเคยเดินทางไปดูงานมาแล้วมากมายหลายประเทศทำไมแค่นี้คิดไม่ได้ก็ไม่รู้นะครับ เสียเวลา เสียเงินทองไปดูงานเปล่าๆ หรือหากยังไม่เข้าใจไปที่เมเจอร์สาขาไหนก็ได้ครับตรงที่เขาขายตั๋วดูหนังนะแล้วนำมาปรับปรุงหน่วยงานของท่านเสีย
แล้วเรามีวิธีการแก้ไขปัญหากี่แบบละครับรอสักครู่จะได้เรียนให้ท่านทราบ เดี๋ยวจะหาว่าผมเอาแต่ปัญหามาบ่นให้ท่านทราบแต่ไม่เสนอแนวทางแก้ไขเหมือนนักการเมือง ดีแต่บ่น ดีแต่พูด ดีแต่วิจารณ์ ไม่เสนอแนวทาง วิธีการ และ ปฏิบัติให้ดูไม่ได้ วิธีการในการแก้ไขปัญหามี 6 วิธีดังนี้ครับ
1.แก้ตามความเคยชิน เรียกว่าเคยทำอย่างไรมาก็ทำอย่างนั้น บางเรื่องก็ไม่ผิดครับหากองค์ประกอบของปัญหามันเหมือนเดิม สภาพแวดล้อมเหมือนเดิม ง่ายๆเช่นรถติดมากไปประชุมไม่ทัน โดดลงจากรถแท็กซี่แล้วเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไป
2.แก้โดยอาศัยประสบการณ์ คือว่าถ้าใครมีประสบการณ์มากๆ และหากนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของปัญหา ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นควรต้องแสวงหาประสบการณ์ ทั้งจากการ ดู ฟัง แต่ต้องคิด และลองทำดูด้วยถึงจะดี ไม่จำเป็นต้องเป็นแต่เพียงประสบการณ์จากการทำแต่เพียงอย่างเดียว ผมมักจะพูดให้กับนักศึกษาฟังอยู่บ่อยครั้งว่าอย่าสักแต่เรียนให้เพียรหาประสบการณ์ ฝึกคิดเขียน อย่างเพียรแต่ท่องจำแต่ทำไม่เป็น
3.แก้โดยการเลียนแบบผู้อื่น ไม่ผิดหรอกครับที่จะแก้ตามแบบของคนอื่นที่เชื่อได้ว่าจะแก้ไขปัญหาได้ ก็ดูเรื่องต่อแถวที่ตรวจคนเข้าเมืองข้างต้นครับ ลอกแบบเขามาเลยไม่เห็นจะยากอะไร
4.แก้ตามอารมณ์ และความพอใจของตนเอง หรือตามวิจารณญาณของตนเอง แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดีถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วยว่าจะมีผลอะไร เช่น หากเป็นเจ้าของโรงงานแล้วเอาแต่ใจตนเองไม่ฟังลูกน้องก็ได้แต่พระเดชไม่มีพระคุณ เร็วๆนี้ผมได้รับการติดต่อจากผู้บริหารท่านหนึ่งให้ช่วยไปอบรมและพัฒนาพนักงาน ให้รักองค์กรและช่วยทำงานเพราะว่าช่วงนี้รับงานมาล้นมือแต่ว่าสั่งให้พนักงานทำล่วงเวลาโดยจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนดแต่ก็ไม่มีพนักงานยอมทำ ผมบอกไปว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการสร้างไม่ใช่ให้ผมไปอบรม สองสามครั้งแล้วพนักงานจะรักและทุ่มเทให้องค์กรนะครับ ที่สำคัญผมบอกไปว่าเรื่องอย่างนี้ต้องซื้อด้วยใจ ไม่ใช่ซื้อด้วยเงินเพราะเงินไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง แต่ในบางสถานการณ์ก็จำเป็นต้องใช้แนวทางในการแก้ไขปัญหาแบบนี้ เช่นในทางทหารอาจจะต้องพิจารณาสั่งการเพราะเวลาตัดสินใจมีน้อย ไม่อาจจะมาร่วมประชุมกันและหาข้อสรุปว่าจะสั่งบุกหรือถอย หรือจะไปทางซ้ายหรือขวาดี
5.แก้ตามคำแนะนำของคนอื่น หากเรื่องนั้นๆมีผู้รู้หรือมีประสบการณ์ให้คำแนะนำที่เราคิดว่าเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหา ก็ไม่แปลกที่เราจะนำไปปฎิบัติแต่ก็ต้องใช้การพิจารณาให้รอบคอบด้วยหรือนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของปัญหาของเรา ไม่ใช่ทำตามคำแนะนำนั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา
6.แก้ตามข้อสรุปของส่วนรวม วิธีนี้เชื่อได้ว่าน่าจะดีที่สุดเพราะเป็นข้อสรุปของคนหลายคน หลากหลายความคิด ประสบการณ์ องค์ความรู้ มีเกมส์อยู่เกมส์หนึ่งซึ่งแบ่งผู้เล่นเป็นกลุ่มๆกี่คนก็แล้วแต่ แล้วสมมุติสถานการณ์ว่าติดเกาะ มีอุปกรณ์ประมาณ 20 ชิ้นให้แต่ละคนระบุว่าชิ้นได้สำคัญที่สุดต่อการดำรงชีพในการติดเกาะ(เป็นเวลานานๆ) เรียงลำดับมาจนถึงความสำคัญน้อยที่สุด เสร็จแล้วให้ทำเป็นกลุ่มร่วมกันหารือและสรุปแบบเดียวกับทำเป็นรายบุคคล แล้วนำมาเทียบเคียงกับคำเฉลยซึ่งเป็นคำตอบของนักเดินป่า นักสำรวจ ฯลฯซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่าคำตอบที่เป็นของกลุ่มนั้นจะได้คะแนนมากกว่า ทำกี่ครั้งๆก็จะเป็นเช่นนี้ เห็นหรือไม่ครับแม้ว่าทุกคนไม่เคยติดเกาะ ไม่เคยเป็นนักสำรวจ นักเดินป่า ไม่มีประสบการณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่พอมาสุมหัวร่วมกันคิดกลับทำได้ดีกว่าทำคนเดียว
ผมมีโอกาสไปเรียนที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในหลักสูตร สวปอ.มส. ในรุ่นที่ 3 ได้มีโอกาสสนทนากับนายทหารท่านหนึ่ง ขออนุญาตเรียกว่าท่านผู้การเพราะเหตุที่จะเล่านี้เกิดตอนท่านเป็นผู้การเรือรบ ในระหว่างกลับจากการฝึกครั้งหนึ่งท่านแอบไปได้ยินมาว่าลูกน้องของท่านซึ่งมีภรรยาคลอดลูกแต่หากเดินเรือด้วยความเร็วที่ผู้การกำหนดจะทำให้ถึงท่าเรื่อช้าและไม่ทันต่อรถยนต์กลับภูมิลำเนาไปพบหน้าลูกเมีย ถ้าเป็นผู้การคนอื่นๆก็คงไม่กระไรแต่ท่านผู้การท่านนี้สั่งเพิ่มความเร็วเรือเพื่อให้ถึงเร็วและให้ทันรถเมล์ที่ลูกน้องจะได้เดินทางไปพบลูกเมียได้เร็วขึ้น (แค่ 1 วัน) แบบนี้คงไม่ต้องไปฝึกอบรมลูกน้องให้ช่วยกันทำงาน หรือมีใจให้องค์กร เหมือนกับผู้บริหารโรงงานที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราท่านผู้การได้ใจลูกน้องไปเต็มร้อย “ แก้ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา” นี่ก็ใกล้หน้าน้ำเข้ามาอีกแล้วเห็นแต่ละนิคมอุตสาหกรรมพากันสร้างเขื่อนกำแพงกั้นน้ำโดยลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่น้อย แต่ลองนึกเล่นๆนะครับว่าถ้าหากมวลน้ำมากเท่าปีที่แล้ว หรือมากกว่าปีที่แล้วแน่นอนนิคมอุตสาหกรรมไม่จมน้ำแต่ แต่...... แต่....... มวลน้ำจะไปไหนจะท่วมบ้านเรือนผู้คนอื่นที่อยู่รอบๆนิคมฯมากกว่าเดิมหรือไม่ และ ถ้าน้ำล้อมรอบคนงานจะมาผลิตได้อย่างไร ?? วัตถุดิบจะมาถึงโรงงานได้อย่างไร?? ผลิตเสร็จแล้วจะส่งให้กับลูกค้าได้อย่างไร ?? อ้อ....แล้วจะผลิตได้หรือไม่เพราะว่าไฟฟ้าไม่มี ?? เพราะวิธีแก้นี้เป็นแค่เพียงป้องกันความเสียหายที่น้องน้ำจะมาทำลายเครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้า ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วอะไรคือวิธีการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง......... ง่ายๆแค่ทำตามที่ในหลวงทรงรับสั่งแนะนำ.........แต่ไม่มีใครทำเลยทั้งๆที่ท่านได้รับสั่งไว้เป็นสิบๆปีแล้ว..........กรรมจริงๆประเทศไทย.!!!!!!!

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...