วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

“อาลีบาบา มาแว้ว”





อาลีบาบา มาแว้ว
ดร.พงษ์ศักดิ์  สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ้ป

                   ถ้าถามคนทั่วไปว่า อาลีบาบา นึกถึงอะไรจะมีคำตอบอยู่ สองคำตอบ    1. ไม่รู้  2.นิยายอาหรับราตรี 1001    แต่ถ้าถามคนในเมืองจีนที่มี่อยู่ 1,393,783,836   คน  คิดเป็น 19.24%  ขอบประชากรโลก     ส่วนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของจีนนั้นหากเปรียบเทียบกับ    จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 2.095 พันล้านคน หรือ 30.2 % ของประชากรทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือน มีนาคม 2554) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่าง ๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ เอเชีย โดยคิดเป็น 44.0 % ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด และประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 384 ล้านคน  ซึ่งคนจีน 384 ล้านคนนี้มีน้อยคนมากที่จะไม่รู้จัก  อาลีบาบา   เพราะเป็นเว็บที่มีคนใช้บริการเป็นจำนวนมาก   คนจีนบางคนเคยบอกด็วยซ้ำว่าทุกคนน่าจะเคยใช้บริการของอาลีบาบา กันทุกคนแล้ว     
                   ขอขยามความธุรกิจของอาลีบาบาเผื่อท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน   อาลีบาบา เป็นธุรกิจที่เป็นเว็บสำหรับธุรกิจเป็นหลัก  โดยมีเว็บ ชื่อ “ALIBABA.COM” ดำเนินธุรกิจ B2B คือเป็นธุรกิจสำหรับหาคู่ค้าทั้งขายและซื้อสินค้าสำหรับองค์กรธุรกิจ   ผมเองก็เป็นผู้ใช้งานมาตั้งแต่อาลีบาบายังไม่ดังเท่าใด   ซึ่งเดิมนั้นสำหรับหาสินค้าในเมืองจีนเท่านั้นแต่ปัจจุบันก็ขยายตัวมีสินค้าทุกประเภทและทุกประเทศทั่วโลก    นอกจากนี้แล้วยังมีเว็บชื่อ TAOBAO.com” เว็บนี้สำหรับ C2C  คือเป็นประมาณว่าเป็นผู้ค้าบุคคลมาเปิดร้านซื้อขายสินค้ากัน  ผู้บริโภคก็ไปเซิชหาสินค้าหาซื้อได้ตามสะดวก  และเว็บสุดท้าย “TMALL.COM” เป็นธุรกิจแบบ B2C  คือให้ธุรกิจขนาดเล็กมาเปิดเว็บขายสินค้าให้กับผู้บริโภคทั่วไป  ซึ่ง2เว็บหลังนี้เจริญเติบโตตามจำนวนประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซื้อของออนไลน์มากขึ้น    ซึ่งรายละเอียดคงหาอ่านจากหลายๆแหล่งข้อมูล   แต่อยากจะขอบอกว่าถ้าเคยใช้บริการแล้วจะติดใจมากผมเพียงแค่เคยเข้าไปใช้บริการเว็บ อาลีบาบา  หลังจากนั้นมีผู้ค้ารายใหม่ๆเข้ามาและมีสินค้ากับทีผมเคยแสวงหาไว้มันจะส่งมาแจ้งให้ทราบโดยตลอดเรยนับว่าทุ่นเวลาสำหรับการหาแหล่งซัพพลายวัตถุดิบหรื่อเครื่องจักร   ในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งที่จะเสนอขายสินค้าของเราได้อีกทางหนึ่งด้วย
                   แต่เมื่ออาลีบาบาเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกานี่ซิน่าสนใจกว่า  เพราะมูลค่าที่เสนอขายคือ  25,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา  คิดเป็นเงินไทย  800,000 ล้าน.....ต้องอุทานว่า อุต๊ะ  มากว่า อเมซอน  มากว่าเฟสบุค  ตอนเข้าตลาดเสียอีก  แถมราคาหุ้นเมื่อซื้อขายก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปิดที่ 93.89 เหรียญ/หุ้น  จากราคาเปิด 68 เหรียญ  ทำให้มูลค่าหุ้นทั้งหมดของอาลีบาบา ในวันปิดตลาดวันแรกคือ 231,400 ล้านเหรียญ  คิดเป็นเงินไทย  7.4 ล้านล้าน  บาท  หรือประมาณ งบประมาณรัฐบาลไทย  3  ปี  (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง  งบประมาณประเทศไทย 3 ปี)   ทำให้แจ๊คหม่าซึ่งเป็นซีอีโอรวยไม่รู้เรื่องเรยเพราะเขาใช้เวลาตั้งแต่ปี  2538 เพียง 19 ปีเท่านนั้นเพราะเขาเห็นโอกาสทางธุรกิจซึ่งในขณะนั้นประเทศจีนยังมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพียงอยู่หยิบมือเดียว  และในปี 2542 มีคนงานเพียง 18 คน แต่ในปัจจุบันมีถึง  20,000 คน  อะไรจะประมาณนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษโดยยอมลงทุนปั่นจักรยานไปยังโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยว    และอาสาเป็นไกด์พาเที่ยวฟรีเพื่อให้ได้มีโอกาสฝึกพูดภาษาอังกฤษ   ที่สำคัญไปกว่านั้นในวันเวลาก่อนที่หุ้นจะเข้าตลาดซึ่งตอนนั้นผมอยู่ที่เซียงไฮ้พอดี   มีทีวีช่อง CNBC ไปสัมภาษณ์ซึ่งผมประทับใจเขาอยู่สองประเด็น  (ส่วนประเด็นที่เหลือฟังไม่รู้เรื่องมั้ง  5555 )  คือ
                   ผู้ดำเนินรายการถามว่ามีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจอย่างไร  แจคหม่า  บอกว่า เขาเรียงลำดับความสำคัญบุคคลที่เกี่ยวพันกับบริษัทดังนี้      ลูกค้า    ต่อด้วยพนักงาน   และสุดท้ายคือผู้ถือหุ้น     สรุปโดยรวมว่าเมื่อสองกลุ่มแรกรักและภักดีต่อองค์กรแล้วผู้ถื้อหุ้นก็ได้ประโยชน์เอง   โดยจะต้องทุกวถีทางที่จะสนอบตอบความต้องการของลูกค้านั้นเอง   ก็เป็นหลักการตลาด 101  ที่ทุกคนเข้าใจหมด เพราะเรียนมาเล่มเดียวกันแต่ต่างกันที่การนำหลักไปแปรเป็นแนวปฏิบัติ
                   ส่วนประเด็นที่สองผู้ดำเนินรายการถามว่ามีใครเป็นไอดอลหรือว่าแรงบันดาลใจหรือไม่   ไม่น่าเชื่อว่าแจคหม่า  ตอบว่า   ฟอเรสกัมป์  ซึ่งก็คือชื่อตัวละครในภาพยนต์เรื่อง  “DUMP AND DUMBER”  ซึ่งเป็นคนทึ่มๆอะไรประมาณนี้แต่ก็ประสบความสำเร็จ   แจคหม่า บอกว่า  WHO ARE WHAT YOU ARE    ผมอนุมานเอาว่าคุณเป็นใครไม่สำคัญเท่าคุณเป็นตัวคุณเอง  ก็ประสบความสำเร็จได้....................เหมือนผม.....แต่ก็อยากจะบอกน้อง แจ้คว่าแม้พี่นี้จะหน้าตาหล่อเหล่ากว่าน้องมากมายแต่คงมีความสามารถไม่เท่าน้องแน่นอน........

                    ...... หัวคิดนาย หล่อมาก หวะ........

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“ข่าวสารขยะ เศษสวะข้อมูล”



                        เทคโนโลยี่ข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างทันที  ทันเวลา  และแพร่กระจายข่าวสารอย่างรวดเร็ว   ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้านอยู่ในตัวมันเอง   ถ้าเรานำมาใช้ในทิศทางที่เหมาะสม ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานตีความว่าเหมาะสม  เช่น กลุ่มการเมืองมีทีวีของตนเอง ก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำให้กลุ่มนั้นมันเหมาะสม  แต่มันกลับไปทำร้ายสังคมเพราะเป็น HATE SPEECH    นี่เห็นว่า คสช.อนุญาติให้กลุ่มการเมืองทั้งสามกลุ่มถ่ายทอดรายการได้แล้วแต่อยู่ในกรอบที่ คสช.ควบคุม   ก็ยังไม่รู้ว่าจะ เอาอยู่หรือไม่ 
                        หรือเมื่อเร็วๆนี้มีข่าวอีกสองข่าวที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วคือ  พระจันทร์สองดวง  และ รถไฟฟ้าชนกันอะไรประมานนี้   เราเปลี่ยนจากไทยมุงมาเป็นไทยกระจาย(ข่าว)กันโดยไม่ได้ไตร่ตรองคือแค่ COPY  and PASTE  มันง่ายดีไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่การแพร่กระจายนั้นอาจจะทำให้ประชาชนแตกตื่นกันเกินเหตุหรือไม่อันนี้ก็ต้องหยุดพิจารณาดู   เหหตุการณ์หนึ่งที่ประเทศน่าจะอินเดียคนเหยียบกันตายบนสะพานไปหลายสิบคนเพราะว่าไม่รู้ว่ามีเหตุอะไร   เพียงแต่มีคนแตกตื่นกันก็วิ่งหนีกันอย่างขาดสติทั้งๆที่มีปัญญา    ผมก็เลยอยากเขียนบทความนี้ในเรื่องที่ว่า  ข่าวสารขยะ  เศษสวะข้อมูล 
                        ท่านเคยนับหรือไม่ครับว่าในแต่ละวันท่านได้รับข้อมูลในไลน์กลุ่มกี่ข้อมูล   ของผมลองนับดูเมื่อว่าน  3,200 ข้อมูลโดยประมาณ   บางคนอาจจะว่าโม้นับได้อย่างไรง่ายๆครับ  แค่ทุกครั้งที่กดเข้าในแอปก็ดูว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านเท่าใดแล้วก็รวบรวมไว้  เมื่อวานวันอาทิตย์อาจจะน้อยหน่อยดู 10 ครั้ง ครั้งละ 200-300 ข้อมูลรวบรวมได้ 3,200 ข้อมูล    แล้วลองประเมินดูว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สักกี่ข้อมูลก็ประมาณว่า  30 ข้อมูล  (ไม่นับสติกเกอร์ GOOD MORNING   รูปวันนี้วันพระ  รูปสวยๆ ฯลฯ )  ที่เหลือก็เป็นข้อมูลที่ก้อปกันไปมา   บางคนเป็นสมาชิกอยู่ 8 บอร์ดก็ส่งข้อมูลเดียวกันนี้ไปยังทุกบอร์ดซึ่งผมก็ดันเป็นสมาชิกอยู่ด้วยก็เลยต้องรับข้อมูลไปทั้งหมดเต็มๆ   ทั้งที่เป็นข้อมูลในมุมหนึ่งก็อาจจะดีมีประโยชน์แต่อยากถามว่าเราได้ไตร่ตรองมาว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่   มาจากสื่อหลักหรือเปล่า(เพราะสื่อหลักต้องตรวจสอบ แต่บางครั้งก็มีพลาด) หรือก้อปมาจากกลุ่มอื่นๆ   เหมือรถไฟฟ้าชนกัน  กับ พระจันทร์สองดวง
                หรือแม้แต่การกล่าวหากันทางการค้า   ทำลายคู่แข่ง  หรือไม่พอใจร้านค้านั้นหรือพนักงานบริการร้าน   ก็นำมาบ่นตำหนิ  แต่งเติมข้อมูล  หรือเต้าข้อมูลเลยเพราะความเกลียดชัง  เช่น ข่าวอาหารในร้านสะดวกซื้อ   ข่าวเชื้อหวัดนกในฟาร์มไก่แห่งหนึ่ง 
หรือข่าวเรื่องสกุลเงิน  ระเบียบเงินของโลก( อาจมีมูลอยู่บ้าง)  แต่ก็ต้องไตร่ตรองให้ดี  พอผมถามไปว่าได้มาจากคนที่ลงชื่อในท้ายข่าวนั้นหรือไม่    ต่างก็ตอบกันเป็นเสียงเดียวว่ารับมาอีกต่อ  (เอ....แล้วใครเป็นคนแรกเอ่ย??)    และชื่อในตอนท้ายของข่าวนั้นเป็นคนๆนั้นเขียนจริงหรือปล่าวก็ไม่มีใครรู้จริง  ชิมิ  ชิมิ
                        ข้อมูลหลายอย่างก็มีประโยช์แต่ก็ยังงงๆอยู่กับความน่าเชื่อถือเช่น  สูตรการรักษาโรคต่างๆ   จนบางครั้งหมอ หรือ สมาคมวิชาชีพต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง  หรือว่าเป็นข้อคิดคติธรรม  พุทธธรรม ต่างๆอันนี้ดีมีประโยชน์แน่นอน  แต่อยากถามว่าคนส่งนั้นได้ปฏิบัติ  หรือคิดที่จะปฏิบัติหรือไม่   มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนส่งวิธีเลิกเหล้ามาให้ในไลน์ส่วนตัวของผม   ซึ่งเขาคงไม่ได้สังเกตุว่าผมนะเลิกแอลกอฮอลล์ทุกชนิดมาตั้งแต่ 2550 แล้ว   ที่สำคัญไปกว่านั้นเขาผู้ส่งนั้นก็ยังดื่มเป็นกิจวัตรประจำวันจะเรียกว่ามาก็คงได้  อิอิ..........ก็คิดว่าเป็นความปรารถนาดีของผู้ส่ง  หรือเขารักเราไม่อยากให้เราเป็นแบบเขาก็สบายใจไปนินิ   
                        แต่ในเวลาเดียวกันเทคโนโลยี่นี้ก็ช่วยทำให้ผมสามารสร้างเครือข่ายสามเสนวิทยาลัยได้   เพราะการใช้อีเมล์  และ ไลน์  เฟสบุค ในการประสานงานเครื่อข่ายสามเสนวิทยาลัย  โดยแต่ละรุ่นจะมีตัวแทนรุ่นละ 5 คน  ทางสมาคมนักเรียนเก่าสามเสนวิทยาลัยก็ใช้วิธีส่งข้อมูลที่ต้องการประชาสัมพันธ์ไปยังตัวแทนทุกรุ่นให้ไปสื่อสารต่อในรุ่นของตัวเอง   ก็นับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง   หรือว่าเพื่อนเก่าๆที่ไม่ได้เคยพบเจอกันมา 30 กว่าปี  ก็สามารถค้นพบและทักทายแม้จะอยู่กันคนละซีกโลก  หรือคนละจังหวัดทำให้เราได้ใกล้ชิดขึ้น 
                        แล้วเราจะบริหารจัดการข่าวสารอย่างไร   โดยเฉพาะที่เป็นข้อมูลขอบอกว่ายาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆ   ที่เพื่อนๆก้อปปี้มากรุณาไปโพสไว้ใน สมุดโนท ของกลุ่มได้หรือไม่ ???   เพราะว่าหากผมไม่ได้สนใจข้อมูลนี้จะได้ไม่ต้องลากลงมายาวมากกกกกกกกก     เราคงต้องเลือกรับข้อมูลข่าวสารให้เหมาะสมกับตนเอง  ที่สำคัญอย่าไปอินกับข่าสารมากเกินไปนอกจากมีปัญญาแล้วต้องมีสติกับมันด้วย  เพราะเมื่อก่อนเคยสอนกันว่า   อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น  เดี๋ยวนี้เห็นๆก็ยังเชื่อไม่ได้จริงๆ เพราะเทคโนโลยีการตัดต่อ  การสร้าง  ฯลฯ เหมือนยิ่งกว่าของจริงเสียอีก    วางมันลงบ้างครับข้อมูลข่าวสารนั้นๆอาจจะทำให้เราหมกมุ่น  ลุ่มหลง  รัก  เกลียดชัง  และขาดสติได้ในที่สุด  ก็ขอให้เราใช้เทคโนโลยี่ในทางสร้างสรรค์และเลือกที่จะไลค์  เลือกที่จะแชร์  อย่างมีสตินะครับ
                        แต่ยังไงใครจ้างให้ผมเลิกเล่นไลน์.......................ไม่มีทาง  
  อิอิ..................................................@@@@

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“ไอเดียสร้างสรรค์ แบ่งปันเงินในกระเป๋าคุณ”





                       


เดือนนี้ขยันเป็นพิเศษเพราะเขียนบทความตั้งแต่วันเริ่มต้นของเดือน 1 กรกฏาคม 2557  วันนี้เป็นหยุดของธนาคารครึ่งปี  (ไม่รู้หยุดทำไมนิ)  นั่นเท่ากับว่าเหลืออีกครึ่งปีในการปรับกลยุทธ์หากผลการประเมินในครึ่งปีแรกไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์   180 วันไม่ใช่เวลาที่ยาวนานเลยเผลอนีสเดียวนี่ก็ผ่านมาครึ่งปีและเหลืออีกแค่ครึ่งเท่านั้นเองก็จะได้เข้าสู่  AEC  อย่างเป็นทางการ  แม้จะปรับเปลี่ยนจากวันที่ 1 มกราคม 2558  เป็น 31 ธันวันคม 2558  ทำไมไม่เปลี่ยนให้เป็น 1 มกราคม 2559 ให้สิ้นเรื่องก็ไม่รู้เพราะการเริ่มต้นศักราชใหม่เริ่มต้นสังคม  ชุมชนเออีเซีใหม่น่าจะเป็นฤกษ์ดีกว่า     ซึ่งผมขออนุมานเอาว่าเพื่อไม่ให้เสียหน้าคนกำหนดครั้งแรก คือยังอยู่ในปี 2015 กระมัง     ไปบรรยายให้เอสเอ็มอีทั้งหลายฟังหลายครั้งมักจะเจอคำถามประมานว่าจะบุกตลาดเออีซีอย่างไรดีจากพวกที่เห็นว่าเออีซีคือโอกาส    ส่วนพวกที่เห็นเป็นอุปสรรคก็มักจะตั้งคำถามว่าจะรับมืออย่างไรดี  เป็นคำถามที่คลาสสิคมากๆ  ตอบง่ายๆแต่ทำยาก  คือ    แตกต่างอย่างสร้างสรรค์และว้าวววววว    สร้างแบรนด์(คำตอบสุดฮิต แต่เอสเอ็มมักคิดว่าตนเองทำไม่ได้เพราะไม่มีเงิน    สุดท้ายก็กลยุทธการตลาดที่ตอบโจทย์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ว้าววววว   มาอีกแระไอ้ ว้าวววว  นี่มันคนสัตว์หรือสิ่งของกันแน่ !!!!!!!

                   ลองเริ่มที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ก่อนก็แล้วกันเพราะเป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีทำได้ง่ายที่สุด   ก็คงต้องให้คำจำกัดความว่า  แตกต่าง  สร้างสรรค์  หรือ นวตกรรม อะไรกันก่อนเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า   แตกต่างในที่นี้คงชัดเจนในตัวของมันเองซึ่งทำง่ายม๊วกๆ  แค่ปกติท้อฟฟี่มะพร้าวใส่ถุงพลาสติกเราเอามาใส่กระป๋องแบบน้ำอัดลมก็ต่างแล้ว แต่โดนป่าวนี่อีกเรื่องนึงเพราะมันต้องตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายได้ด้วย  ถ้าซื้อไปกินเองคงแพงไปเพราะต้องจ่ายค่ากระป๋องด้วย  แต่ถ้าตำแหน่งของสินค้าเป็นของฝากละก็อีกเรื่องหนึ่ง...........
                                สร้างสรรค์  กับ นวตกรรม หลายท่านอาจจะคิดว่ามันเหมือนกันกันหรือเป็นอันเดียวกัน  ก็ขอขยายความสักนีสนุงนะครับว่า   สร้างสรรค์  คือคิดต่าง มีประโยชน์   แต่ว่านวตกรรม  คือทำสิ่งต่างๆด้วยวิธีใหม่  เปลี่ยนแปลงความคิด  ทั้งการผลิต  การบริการ กระบวนการ ตัวสินค้าเอง  รูปลักษณ์  ประโยชน์ใช้สอย  ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่   4  ประการ  คือ  1.ต้องใหม่  อาจจะใหม่ในโลกไม่มีคนทำมากก่อน  ชัดๆก็เฟสบุคที่เราติดกันงอมแงมนี่งัย   หรืออาจจะเก่าที่อื่นแต่มาใหม่ในอุตสาหกรรมของเรา / สินค้าของเรา   เช่นธนาคารหรือร้านอาหารฟาสฟู้ดแบบที่ DRIVE TRUE  ซึ่งมันมีมาก่อนในอุตสาหกรรมภาพยนต์    2.ต้องสร้างสรรค์  ไม่ลอกเลียน  แต่พัฒนาต่อยอดต่อจิ๊กซอว์ได้  พัฒนาจาก  CC….CD…..DVD  ซะงั้น  โดยพัฒนาจาก  COPY & COPY  เป็น  COPY & DEVELOPMENT    ไปเป็น  DESIGN VIA DEVELOPMENT  นั่นเอง   3. มีประโยชน์  ทั้งนี้ขอเพิ่มเติมว่าต้องไม่ผิดศีลธรรม  จริยธรรม  วัฒนธรรม ประเพณี  และ ฎหมาย  ด้วยนะครับ  (เพิ่มเติมเอง อุต๊ะ)   4.พัฒนาการ  คือก่อให้เกิดพัฒนาการ   ทั้งการผลิต การบริการ การบริหารจัดการ ตลอดจนกระบวนยุทธ์ 
                                ตัวอย่างเช่น   วันนี้มือถือซัมซุงแซงหน้าแอปเปิ้ลไปแล้วด้วยส่วนแบ่ง  30 %  ในขณะนี่แอปเปิ้ลครองตลาดแค่ 19 %   ในตลาดสมาร์โฟนแต่สติวพิดยูสเซอร์หรือเปล่าก็ไม่รู้ซื้อมา 23,000 บาท ฟูลออฟชั่น  แต่ใช้แค่ประมาณ 7,000 บาท เปรียบเทียบประมาณว่าเครื่อง  7-8 พันก็ทำงานที่เราใช้ประจำได้เหมือนกันนะ  ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบเบื้องหลังความสำเร็จก็คือการสร้างสรรค์นวตกรรม   แล้วซัมซุงรู้ได้อย่างไรเพราะสินค้านี้ขายไปทั่วโลก  ทุกชาติ  ศาสนา ฯลฯ    เขาลงทุนครับส่งคน 4,700 คนไปอยู่ใน 80 ประเทศทั่วโลกเป็นเวลา 1 ปี  ไม่ได้ไปชิวๆนะไปอยู่แบบวิถีของคนในชาตินั้น ๆ  ชุมชนนั้นๆ  กลุ่มสังคมนั้นๆ  เพื่อเรียนรู้พฤติกรรม  ความเชื่อ  ความชอบ ทัศนคติ  วิธีคิด  ฯลฯ  โดยใช้เงินทั้งสิ้น 470 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินไทยแค่ 15,260 ล้านบาท ว้าวววว   ซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่หนึ่งของกระบวนการสร้างนวตกรรม  คือ  INVENT  คิดค้น สำรวจ วิจัย  เอสเอ็มอีไม่มีกะตังแต่เจ้าของลุยเอง  ก็ต้องอาศัย  การสังเกตุ  จดจำ  ใส่ใจ  เรียนรู้ จากรอบตัวไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ  จากสารคดีทีวีหนังสือ ฯลฯ
                                ขั้นตอนต่อมาคือ DEVELOPMENT  ก็คือการนำข้อมูลนั้นมาพัฒนา  ทดสอบ ปรับปรุง ทำต้นแบบ   ซึ่งเรามักจะเห็นช่าวบ่อยๆว่าคนจบประถมคิดประดิษฐ์โน่นนั่นนี่ได้แม้ไม่ได้จบวิศวกรรมมา  เพราะเขามีความคิดสร้างสรรค์และไม่ยอมแค่หยุดคิดแต่นำมาพัฒนา  ประดิษฐ์  ปฎิบัตินั่นเอง
                                แล้วนำสิ่งที่พัฒนานั้นมา  IMPLEMENT  คือการทดสอบ  ทดลองใช้งานจริง  ถ้าทำได้ทดลองใช้งานจริงๆกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  เพื่อจะได้ทราบว่าชอบไม่ชอบ  อยากให้ปรับปรุงอะไร  หรือเพิ่มเติมหรือปรับปรุงวิธีใช้งานให้เหมาะสม  อย่าพลาดเหมือนซัลซิลหลายปีก่อนมากๆ  ออกซัลซิลที่ทำให้ผมดำอุแม่จ้ามันดำจริงๆนอกจากผมดำแล้ว ทั้งมือ เล็บ  ตัว และมองลงไปที่พื้นน้ำดำมาก  เรียกว่าดำไปหมดเลย  ไม่น่าพลาดจริงๆๆ
                                และสุดท้ายนี่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็นที่ลือเลื่องกระเดื่องแดนดินหรือไม่   PROMOTION  คือการเผยแพร่  จำหน่าย  หรืออาจจะแจกจ่ายก็ได้  อย่าทำให้เหมือนกับสินค้าดีแต่ไม่มียอดขายก็จะเป็นการเสียของไปในที่สุด.................แล้วจะบ่นกะตัวเองว่า  อุ๊ตะ  อุ๊ตะ........................######
                  

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“ญี่ปุ่นอีกสักครั้ง”



ญี่ปุ่นอีกสักครั้ง




                ชีวิตต้องก้าวเดิน  หรือ ถ้าภาษาฝรั่งเค้าบอกว่า “LIFE MUST GO ON “  ก็คงคำที่จะใช้คอยปลอบใจเวลาที่มีอุปสรรคต่างๆเข้ามาในชีวิต  ในธุรกิจ  เพราะชีวิตต้องก้าวต่อไปไม่ว่าจะดีหรือร้ายตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่หรือธุรกิจยังคงดำรงอยู่   แต่หากชีวิตดับสูญหรือธุรกิจล้มละลายทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดยกเว้นหนี้ที่ต้องสะสางจากธุรกิจ   รู้สึกหดหู่ยังไงก็ไม่รู้ที่เกริ่นนำข้อเขียนในวันนี้เพราะว่าตลอดเวลาเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมาสถานการณ์บ้านเมืองมีแต่ความแตกแยก  แย่งชิงอำนาจ  และในที่สุดก็เกิดรัฐประหารจนได้หมือกับที่หลายคนคาดว่าไม่น่าเกิด  หลายคนอยากให้เกิด  และหลายคนต่อต้านการเกิดรัฐประหาร   แต่ชีวิตต้องก้าวเดินครับพี่น้องจนคุณ หนุ่มเมืองจันทร์  เคยเขียนไว้ว่าปัญหามีสองประเภทคือแบบที่แก้ได้ (ก็แก้ปัญหานั้นเสีย)  แบบที่แก้ไม่ได้ (ก็ไม่ต้องแก้  คิดได้เมื่อใดค่อยแก้)  แค่นี้ทุกข์ก็จะไม่อยู่กับเราแล้วผมเลยหนีไปญี่ปุ่นอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ในรอบสองปี  หรืออาจจะมีครั้งที่สี่ปีนี้อีกก็ไม่รู้
                บางคนเคยกล่าวไว้ว่า ญี่ปุ่น ไปเที่ยวได้ทุกเมือง  ถ้ามองในมุมที่ว่าทุกเมืองมันเป็นของใหม่สำหรับคนไทยอันนี้ก็เห็นด้วย เพราะมันแปลกใหม่มีอะไรให้น่าศึกษาเยี่ยมชม   แต่ถ้าบอกว่าแต่ละเมืองมันสุดๆไม่ไปจะตายมั๊ยก็ขอบอกว่าไม่ครับ  (นี่มองในฐานะคนที่เดินทางเป็นอาจินนะครับ )  แต่สิ่งหนึ่งที่ญี่ปุ่นมีคือการรักษา  และพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อนำสิ่งนั้นๆมาเป็นจุดขายของแต่ละเมืองแต่ละจังหวัด  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศกันเองซึ่งมีประชากรมากกว่าเรา 1 เท่าตัวคือ 127 ล้านคน  และนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะการงดเว้นวีซ่าให้ไทย และอีกหลายๆประเทศ   ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างล้นหลามผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น  ทั้งนี้เพราะด้วยเหตุผลหลายประการ   ค่าทัวร์ที่ราคาไม่แพงมากผมลองมาเทียบกับที่ผมไปญี่ปุ่นนานมากแล้วตั้งแต่สมัยลูกยังเรียนประถม   จำคร่าวๆได้ว่าตกประมาณ 40,000 บาท  20ปีผ่านไปค่าทัวร์ 50,000 กว่าบาท เรียกได้ว่าแทบไม่ขยับเลยแต่รายได้เรามากขึ้น  แม้แต่คนทำงานใหม่ก็สามารถไปเที่ยวได้เรียกว่าประมาณ 2-3 เท่าเงินเดือน (ประมาณเอาโบนัสไปเที่ยวได้)  แต่สมัยก่อน 10 กว่าเท่าเงินเดือนหรือเกือบทั้งปีเลยทำให้มีคนมีโอกาสไปญี่ปุ่นน้อยมากๆ     ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นเงินเฟ้อไม่มากเลยจิบๆดูง่ายแค่น้ำอัดลมเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วกับ ตอนนี้ก็ประมาณนี้ราคาเรียกได้ว่าเป็นราคาเดียวกันเลย วนนี้น้ำอัดลม 1.5 ลิตร ประมาณ 45 บาทเท่านั้นเองไม่น่าเชื่อ ???? (ในห้างอีออน)
            เสื้อผ้า  แน่นอนทุกคนรู้จัก ยูนิโคล่  ก็ราคาสูสีกะบ้านเรา  แถมมีทุกยี่ห้อในโลกไม่ว่าจะเป็น ซ่าร่า  เอชแอนด์เอ็ม  จิออร์ดาโน่  ฯลฯ    เครื่องใช้ไม้สอยต่าง  ก็ราคาพอประมาณอาจจะแพงกว่าบ้านเราเล็กน้อย  แต่เมื่อเทียบกับรายได้แล้วทำให้เขาอยู่ได้อย่างสบายๆ      นั่นเป็นเรื่องของสินค้าเพื่อความเป็นอยู่หรือสินค้าเพื่อบริโภค 
..................แต่...แต่....หากเป็นสินค้าบริการแล้วละก็หนังคนละม้วนเลยครับ   ไม่ว่าจะเป็นค่าตัดผม  ค่านวด(อโรมา)   ค่าสนามกอล์ฟ ฯลฯ  แพงจนจับไม่ลงจนเราเห็นคนญี่ปุ่นหอบหิ้วถุงกอล์ฟมาตีในบ้านเรา  ในอินโดนีเซีย ฯลฯ  ค่าเครื่องบิน  ค่าโรงแรม และ อื่นๆ  รวมแล้วพอๆกับตีในบ้านเขาเลยครับในกรณ๊ที่ตีประมาณ 3 วันนะครับ
                สิ่งที่เห็นและน่าจดจำในญี่ปุ่นและเป็นวัฒนธรรมที่งดงามคือ   วินัย  วินัย  1989 ผมไปญี่ปุ่นครั้งแรกห้าทุ่มกว่าๆเดินขึ้นจากสถานีรถไฟจะข้ามถนนแคบๆ   ไม่มีรถทั้งซ้ายขวาหน้าหลังแต่ว่าไฟคนเดินข้ามเป็นไฟแดง    มีคนญี่ปุ่นยืนรอไฟแดงไม่ยอมข้ามพี่ไทยอย่างผมก็เลยต้องรอกลัวเค้าถามว่าคุณมาจากไหนนะครับ   25 ปี่ผ่านไป   เช้าวันหนึ่งลองเดินสำรวจตลาดรอบเช้าประมาณ 7 โมงกว่าได้เดินไปสี่แยกเหตุการณ์เดียวเกิดขึ้นเลยครับ   สี่แยกทุกด้านไม่มีรถซักคันแต่นักเรียนญี่ปุ่นจอดจักรยานเพื่อรอข้ามถนนครับ  คนหนุ่มสาวยืนรอไม่มีแหกกฎครับ  ไม่เชื่อดูรูปได้ครับเดี๋ยวจะหาว่าโม้  อิอะ...........

                เข้าพักในเกือบทุกโรงแรมจะพบตะกร้าเล็กๆใส่ของกิน  อย่างละชิ้นสองชิ้นให้กินฟรีแต่......มีป้ายเขียนไว้ว่าหากอร่อย(คิดเอาเอง)  ซื้อหาได้ที่ร้านค้าซึ่งตั้งอยู่ในล้อบบี้ของโรงแรมที่โรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวอย่จะมีร้านค้าไม่ใช่แค่ 3คูณ3เมตรเล็กนะครับ   เรียกได้ขนาดร้านเซเว่านเลยที่ดียวมีทั้งของในท้องถิ่น  ของที่นำไปให้ชิมในห้องพัก  ของใช้เช่นสบู่  ที่ขัดเท้า ฯลฯที่ใช้ในที่อาบน้ำแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าออนเซน   และที่จับใจคนไทยคือมีมุม คิทแคทชาเขียว  เพราะรร.นี้ทัวร์ไทยไปกันเยอะมากไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนใน รร.นั่นแหลครับพร้อมกับตัวอัษรไทยบรรยายสรรพคุณ   อากงอามาเดินผ่านไม่รู้อะไรซื้อไปฝากลูกฝากหลานกันคนละกล่องใหญ่ๆเลยครับ  เห็นหรือยังครับว่าคนญี่ปุ่นนั้นเค้ามีจิตวิญญาณของนักการตลาด  นักขายอยูในสายเลือดตามปรัชญา ของฟรีไม่มีในโลก  (เพียงแต่ใครจ่าย  และจ่ายด้วยอะไร) 
            และไฮไลท์ของทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ของผมคือ  แจแปนแอล์ป  คือภูเขานำเข็งที่อยู่ระหว่าถนนสวยงามจนลืมไม่ลง  ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรมากก็แค่หิมะตกทับถมกันสูงลิ่วถ้าไม่ตักออกมันก็คงเป็นแค่ภูเขาหิมะ   แต่พอตักออกตลอดแนวถนนทำให้เห็นเป็นกำแพงหิมะยาวสุดสายตาตลอดถนน  ซึ่งท่านคงหาดูได้จากนิตยสารต่างๆ.................แต่ที่ฝุดๆเห็นจะเป็นป้ายต้อนรับพี่ไทย  พี่จีน พี่เกาหลี  เป็นภาษาท้องของประเทศนั้นๆนี่ซิโดนเรย   เหมือนที่โอกินาวาลงจากเครื่องบินที่สนามบินมีป้ายต้อนรับคนไทย


                    กำลังจะจบบทความพอดีนึกถึงข่าวคนไทยแย่งบัตรชมภาพยนต์ฟรีมูลค่า 100 กว่าบาทแบบที่เรียกได้ว่าต้องแย่งให้ได้ไม่งั้นจะตายซะงั้น    ลองมาย้อนเทียบกับคนญี่ปุ่นขนาดโดนซีนามิลำบากยากเข็ญแต่ก็เข้าคิวเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ทุรนทุรายจะตายเหมือนขาดบัตรภาพยนต์ฟรี    นี่กระมังที่เรียกว่า รู้จักแต่สิทธิ์   ขาดความตระหนักในหน้าที่  และความมีวินัย       แต่อย่างไร ชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป  ...........................@@@

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

“SEASONAL MARKETING “



“SEASONAL MARKETING “
23  พฤษภาคม 2557
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ  ม.เกษตรศาสตร์



            และแล้วการปฏิวัติรัฐประหารก็เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกจนได้เมื่อวานนี้ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นครั้งที่ 19 ในรอบ 82 ปี นับแต่ปี 2475  แต่คำถามว่าสมควรหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตอบแต่ว่าในเวทีโลกซึ่งครั้งนี้สหรัฐอเมริกา  ออกแถลงการณ์ที่ตรงไปตรงมาอย่างไม่น่าเชื่อ  ซึ่งบางท่านก็อาจจะว่า สหรัฐไม่ใช่พ่อ  ก็ถูก  เพราะก็เคยมีนายกอีกฝั่งหนึ่งก็เคยบอกว่า ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ     ส่วนลูกหลานไทยก็บอกได้คำเดียวว่า  ไทยแลนด์โอนลี่    เลยคิดว่าช่วงนี้เป็นเทศกาลปฏิวัติ    พอดีน้องคนนึงที่ทำงานบ่นในไลน์ว่าดีใจจุงเบยที่ปิดทีวีด้วย  เพราะคนจะหันมาซื้อดีวีดี (ของแท้) ที่น้องเค้าขายอยู่เป็นรายได้เสริม   เพราะผู้คนคงเซ็งจุงเบยที่ต้องกลับบ้านเร็วเพราะติดเคอร์ฟิวแถมถึงบ้านยังไม่มีรายการทีวีดูอีก   แม้มี 100 กว่างช่อง  ทั้งเคเบิล  ดิจิตอล  ดาวเทียม  ฯลฯ   อย่างนั้นคนจะต้องซื้อหนังชุด  ดีวีดี ฯลฯ ไปดูที่บ้านแน่นอน     นี่ซิ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส  ดังนั้นสมควรเปิดสาขา ช่องทางการขายเพิ่มขึ้นชั่วคราวโดยพลัน   แถมแช่งให้ปิดทีวีซักเดือนอีกด้วยโอ้ยยยอยากดู  AXN  CNBC  BBC  DIVA   ฯลฯ  ครับพี่น้อง
            การตลาดแบบนี้เค้าเรียกว่า การตลาดตามฤดูการ “SEASONAL  MARKETING” เพราะยอดขายมันจะมาตามฤดูกาลนั่นเอง   พอพูดถึงฤดูกาลฝรั่งเคยถามผมว่าประเทศไทยมีกี่ฤดูผมบอกว่ามี   3 ฤดู  คือ ร้อน ร้อนมาก  และร้อนที่สุด  อึ้งกิมกี่ไปเรย   ซึ่งฤดูกาลแบบนี้เป็นฤดูกาลตามสภาพภูมิกาอากาศ   แน่นอนว่าถ้ามีแต่ร้อนแบบบ้านเราคนขายเสื้อผ้าก็คงงั้นๆ   เพราะชุดเดียวเสียวได้ทุกฤดูกาลนั่นเอง   แต่ถ้าประเทศที่มี  ร้อนฝุดๆ   หนาวม๊วก   และฝนหนัก  แถมมีหิมะด้วย  โอ้ยขายเสื้อผ้ากัน 4 ฤดูกาลเลยชิมิ  หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นทำไมตอนนี้มีคนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมากๆขอบอก    หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ต้องมีวีซ่า  ก็ถูกแต่ไม่หมดเพราะที่สำคัญอีกสองประการคือ   ค่าทัวร์ถูกลงอันเป็นผลมาจากค่าเครื่องบินถูกลง(โลว์คอสแอร์ไลน์) หรือคงที่แต่คนรายได้มากกว่าเมื่อสิบปีที่ผ่านมา    และอีกประการคือ  ญี่ปุ่น  เที่ยวได้ทุกฤดูกาล   หน้าหนาวเพิ่งผ่านไปคนไปญี่ปุ่นไปฮอกไกโด  ไปดูเทศกาลหิมะ (หาอ่านได้จากเรื่อง โอฮาโยฮอกไกโดที่ผมเขียนไว้แล้ว)    นี่กำลังเย็นสบายไปดูกำแพงน้ำแข็งกัน  ดูทุ่งลาเวนเดอร์  ดูโน่นนั่นนี่โอ้ยดูได้ทั้งปี   ปีที่แล้วผมไปญี่ปุ่นสองครั้ง ฮอกไกโด  กับ โอกินาวา  พรุ่งนี้ ( 24 พค 57 )  จะไปนาโงย่า  อีกอิอิ   เห็นยังว่า  ต้องทำให้ฤดูไม่เป็นฤดู  คือต้องพยายามขายให้ได้ทุกเวลานั่นเอง      บรรหารบุรี เอ้ย สุพรรณบุรีก็เป็นตัวอย่างที่ดีเที่ยวได้ทุกฤดูกาล  ทุกเทศกาลสำราญบานแจ่มใส หุหุ.....................
           

            งั้นก็ขอสรุปประเด็นเด็ด   เด็ดยอดขาย  กระจายทุกเทศกาล ก็แล้วกันดังนี้
                        1.หาโอกาสจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง  หนาวก็ไปได้  ร้อยสบายๆ   ฝนเหรอไม่มีคนเที่ยวระยอง  รร.ก็จัดอบรมสัมนาซิเพราะมีสถานที่อยู่แล้ว  แค่เชิญวิทยากรระดับที่คนอยากฟังไป  หรือทำตลาดดีๆ เพราะมีโรงงาน ธุรกิจอยู่เยอะ  ต้นทุนการจัดฝึกอบรมเราก็น้อยกว่าบริษัททั่วไป  รร.อาจมีธุรกิจใหม่เป็นการถาวรไปเลยก็ได้
                        2.หาโอกาสจากเทศกาล  วันหยุด   ไม่มีเทศกาลก็จัดให้มีเทศกาลซิ  เช่น  หุ่นฟางนกที่ชัยนาท    เทศกาลมีอยู่แล้วตรุษจีน แต่บรรหารบุรีจัดแบบว่าใครๆก็อยากมาจนนครสวรรค์ต้องทบทวนเรย
                        3.หากโอกาสที่เหมาะสมจัดเทศกาลของตนเอง  ตอนปี 2000 มีตำนานว่าเมืองหนึ่งในเปรูจะธรณีสูบอะไรประมาณนี้   ร้านอาหารร้านหนึ่งจึงจัดเทศกาลขายดินเนอร์พิเศษฟาดกำไรไปหลายตังอยู่      หรือง่ายๆก็ทุกวันก่อตั้งห้างสรรพสินค้า  วันเกิดซ้อสามก็ได้
                        4.แต่ต้องระวังหากสภาพแวดล้อมเปลี่ยน   เกิดฮอกไกโดปีนี้หิมะไม่ตก   หรือตกน้อย  จะทำอย่างไร  หรือมีพายุหิมะไปเรยแบบสุดๆ    ก็ตัวใครตัวมันครับ
                        5.ต้องมีแผนการและวิธีการที่เหมาะสม   เรียกว่ามีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรเรย   รวมทั้งการประเมินผลด้วยเช่น  บางธนาคารอุตสาห์ทำมาสค้อตครบรอบการก่อตั้งธนาคาร  ทำสติกเกอร์ในแอพลายน์  แต่ก็ทำแค่นั้นมันก็ได้แค่นั้นตอนนี้ไม่มีใครจำมาสค๊อตตัวนั้นได้เลย  จิงๆๆๆ   มันต้องมีแผนต่อยอดใช้การลงทุนนั้นให้คุ้มค่า
                        6.ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด  รวมทั้งสื่อใหม่ๆ  โซเชียลมีเดียที่ทรงพลังทั้งถูกตัง  ถูกตัว  แค่ทำให้ถูกต้อง  ก็ถูกใจเจ้าของบริษัทแล้วววว
                        7.อุปกรณ์  เครื่องมือ  อาจจะนำมารียูสใช้ในปีถัดไปได้อีก  อย่าทิ้งขว้างแถมเป็นขยะรกโลกอีก
                        8.สร้างเอกลักษณ์    อัตลักษณ์  ของงาน   ของเทศกาล  เป็นของตนเอง   นครพนมมีไหลเรือไฟ   สุรินทร์มีงานช้าง   ด่านซ้าย เลยมีผีตาโขน  อุบลแห่เทียนเข้าพรรษา  ภูเก็ตมีรีกัตต้า(แข่งเรือใบ) สุโขทัยมีลอยกระทง     จังหวัดอื่นๆ  ต้องหาเทศกาลมาขายแล้วแต่ต้องให้โดนใจด้วยนะครับ
                        9.เวลามีจำกัด  ต้องเร่งสร้างยอดขาย  เตรียมพร้อม  วันว.เวลา น.  จัดเต็ม   หากผิดพลาดต้องรอปีหน้านะครับ
                        10.หาพันธมิตร(ทางธุรกิจ) นะครับ  ช่วยกันออกตัง  ช่วยกันโปรโมท   ลดทุนเพิ่มคนลูกค้า
            สิงคโปร์อีกประเทศที่ได้เคยยกตัวอย่างไว้หลายคราว  ไทยแลนด์แดนแห่งสยามเมืองยิ้มได้พยายามโดย ททท.   ว่า  เมืองไทยเที่ยวได้ทุกเดือน  เมืองไทยไม่ไปไม่รู้(ว่ามีงี้ด้วยเหรอ)      ประมานนี้   นี่ก็น่าจะโปรโมทเทศกาล  เขตทหารห้ามเข้า  โดยมีโปรโมชั่น  ถ่ายรูปกับทหารและรถถังฟรีที่เดียวในสามโลก  ที่ปฏิวัติแล้วประชาชนเฉยๆแต่นักท่องเที่ยวหดหมดเพราะลองนึกดูว่าถ้ามีปฏิวัติในประเทศ...XXX  เราจะกล้าไปเที่ยวหรือไม่???   ใครบอกที................หนูไม่รู้     รู้แต่ว่าเมือคืนโชคดีไม่ได้ดูข่าวออกมาจากคาราโอเกะติดเคอร์ฟิวเลยหาเรื่องไม่กลับบ้านเรย....................ไชโย..............$$$$$

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...