วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

“เซียงไฮ้ ไม่ไกลเกินไปหา”




             


        เศรษฐกิจไทยในปี 2558 นี้ใกล้จะสิ้นสุดรอบปีแล้ว  เครื่องยนต์หลายๆตัวที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนเปลี่ยนแปลงทีมเศรษฐกิจของท่านนายกตู่ดูเหมือนไม่ได้ผล  ปราศจากมนต์ที่จะมาทำให้เศรษฐกิจผงกหัวขึ้นมาได้  เพราะว่าเครื่องยนต์ทุกตัวดับสนิท  เหลือพระเอกอยู่ตัวเดียวคือ  “ท่องเที่ยว”  การส่งออกที่ติดลบจนคาดว่าถึงสิ้นปีน่าจะติดลบประมาณ 4-5%  ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะใครๆก็ติดลบแถมติดลบมากกว่าเพราะใครๆก็มุ่งส่งออก  แล้วถ้าชาติที่เขานำเข้ามีปัญหาเศรษฐกิจพวกเราก็เดี้ยงตามไปด้วยอย่างมิต้องสงสัย      จนท่านนายกตู่ต้องปรับทีมเศรษฐกิจมีรองสมคิดเป็นทีมนำ   มีมาตราการกระตุ้นออกมาเป็นระยะๆซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการให้เครื่องมือ  หรือมาตราการทั้งหลายเดินเครื่องไปก่อนจึงจะเห็นว่ามันได้ผลหรือไม่   โดยความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่าได้ผลพอประมาณ  เรียกว่าดีกว่าทีม ศก.ชุดก่อนที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย   เพราะกลัวว่าเป็นประชานิยม จนไม่กล้าทำอะไรเลย   ทำไมถึงเห็นว่าจะมีผลพอประมาณเพราะว่าไม่ว่าจะกระตุ้นอย่างไรแต่ถ้าคนไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะดีใครจะกล้าลงทุน  เช่น เอาเงินมาให้ผมบอกว่าร้อยละ 4  แต่ว่ากำลังผลิตผมเหลือเฟือถึง 40%  ใครจะกล้าลงทุน  หลายอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย  หรือการลดภาษีแต่ขึ้นอยู่กับ  “ความเชื่อ”  ด้วยครับท่าน
            จั่วไว้ข้างต้นว่า “ท่องเที่ยว” คือพระเอกในปีนี้และคาดว่าปีหน้าด้วย  น่าจะทำเงินได้มากกว่า 2.2  ล้านล้านบาท  จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาไทยในปี 2558 จำนวน  28 ล้านคน  แต่เมื่อมองตัวเลขแล้วเป็นนักท่องเที่ยวจีน  ประมาณ 25 %   จากนักท่องเที่ยวทั้งหมด   พอดีผมได้ไปดูงานที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเรียกว่างาน FESPA 2015  เป็นงานรวมพลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการพิมพ์ทุกประเภท  ทั้งสิ่งทอ  เครื่องหนัง  โฆษณา  พิมพ์บรรจุภัณฑ์  ฯลฯ  งานจัดที่ นิวเซี่ยงไฮ้เอ็กซ์โป  ซึ่งผมเคยไปดูงานที่สถานที่นี้มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน  แต่ยังไม่เคยนำมาเล่าว่า มันยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างโอ้พระเจ้าจ้อรจ์มันยอดมาก   มีกี่ฮอลล์ไม่รู้ลืมนับแต่ลักษณะมันจะเป็นฮอลล์รายรอบเป็นสนามสามเหลี่ยมซึ่งอยู่ตรงกลาง  ใครมาจัดงานก็เช่าจำนวนฮอลล์แล้วแต่ขนาดของการจัดงานนั้นๆ  แต่รวมแล้วน่าจะมีทั้งสิ้น 17 ฮอลล์  แต่ว่าขนาดของฮอลล์หนึ่งฮอลล์นั้นใหญ่กว่าเมืองทองทุกฮอล์รวมกันนะครับ   โดยมีพื้นที่ในการจัดงานรวมทั้ง 17 ฮอลล์คือ  300,000 ตารางเมตร  โดยที่สถานที่จัดงานนี้เป็นภาคเอกชนจีนร่วมทุนกับทางเยรมัน  มีผู้เข้าชมตลอดทั้งปีประมาณ 5 ล้านคน    ลองคิดดูนะครับว่าจะมีเม็ดเงินมาสนับสนุนเศรษฐกิจของจีนเท่าใดจากคน 5 ล้านคน  ซึ่งคนที่มานี้เป็นนักธุรกิจทั้งสิ้นแน่นอนว่ากำลังซื้อย่อมมากว่านักท่องเที่ยวแบบศูนย์เหรียญ 
            และในประเทศจีนมีสถานที่จัดงานแสดงสินค้าในลักษณะนี้อยู่หลายแห่ง   ถ้าขนาดใหญ่ๆที่ผมเคยสัมผัสก็มี สามแห่งแล้ว 2 แห่งในเซียงไฮ้   อีกแห่งในกวางเจา ซึ่งอลังการงานสร้างก็ที่จัดงานกวางเจาเทรดแฟร์นั่นเองครับ  ส่วนอีกแห่งในเซียงไฮ้ก็คือตรงบริเวนที่จัดเอ็กซ์โปเมื่อหลายปีก่อนนั่นเอง  ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเขาสนับสนุนส่งเสริมก็คือ  ทุกแห่งที่เป็นสถานที่จัดงานแบบนี้จะมีรถไฟฟ้ามาหานะเธอ  ทำให้ผู้คนไปมาโดยสะดวก  คนต่างชาติก็สามารถเดินทางมาได้ด้วยความสะดวกรวดเร็วรถไม่ติด   จะเห็นได้ว่านอกจากจีนจะสร้างการท่องเที่ยวแบบทัศนาจรแล้วเขายังส่งเสริมการจัดนิทรรศการที่เป็นรูปธรรม  สามารถดึงต่างชาติมาได้ปีนึงไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน  นี่นับแบบงานนานาชาติ  แล้วงานระดับชาติที่เขาจัดกันทุกมณฑลทุกจังหวัด  คือผมเห็นทุกเมืองใหญ่ๆจะมีสถานที่จัดงานแสดงสินค้า  ซึ่งก็จะมีคนจีนจากเมืองต่างๆมาเยี่ยมชมกันไปมาเพราะเมืองจีนใหญ่มาก สินค้าหลากหลายทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และความชำนาญในการผลิต   อย่างงานกวางเจาเทรดแฟร์ผมมองด้วยตาเป่ล่า   ครึ่งหนึ่งเป็นคนจีนหรืออย่างน้อยก็ 30-40 % เป็นคนจีนที่เดินทางมาแสวงหาซัพพลายเออร์นั่นเอง
            เซี่ยงไฮ้เที่ยวนี้ผมสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงบนถนนคนเดิน   คือถนนนานจิง   ที่ขาดความคึกคักลงไปมากท้งคนจีนและคนต่างชาติเมื่อก่อนจะเดินกันแทบจะชนกันไปมา   เพราะเกือบทุกครั้งผมจะไปพักที่รร.บนถนนนานจิงเพราะสะดวกทั้งการเดินทางและอาหารการกิน  ร้ารวงแถวนั้นพูดภาษาอังกฤษได้ครับ   นอกจากนี้แล้วมีหลายร้านที่หายไปจากถนนนานจิง   ซึ่งก่อนเดินทางอ่านหนังสือพิมพ์มีข่าวว่าค่าเช่าอาคารเพื่อประกอบธุรกิจในเซียงไฮ้แพงมากๆๆๆ    ก็คงจะจริงเพราะร้านที่หายไปไม่ใช่แบบโนเนม  ยกตัวอย่างเช่น    ไนกี้   หลี่นิง  เป็นต้น  แต่ที่เห็นคึกคักคงไม่พ้น  เบลาโน  กะ  จิออดาโน  ซึ่งเป็นร้านเสื้อผ้าแบบสบายๆ ก็เลยถอยเสื้อหนาวมาตัวนึง  700 กว่าบาท  แน่นอนสีสันตามสไตล์ยังแอทฮาร์ทแบบเรา  ให้มันรู้บ้าง ไผ๊เป็นไผ๊...........................

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

“HIT AT THE FIRST TIME “



cr.ภาพจาก www.hungryfatguy.com


                                “ทำอย่างรัยถึงจะเปิดบริสุทธิ์ได้ครับ”   อย่าคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามลามกนะครับ   มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด.....รู้นะว่าคิดรัยอยู่##   คำถามนี้หมายถึงเวลาเริ่มธุรกิจใหม่ๆหรือเรียกว่าช่วงเปิดตัวทำอย่างไรจะได้โดยใจ”ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย”  ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นคนที่ซื้อสินค้าหรือเป็นลุกค้าของคุณเพราะว่าสินค้าแต่ละชนิด  แต่ละแบบ แต่ละยี่ห้อ ก็มี “ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันไป”   ดูอย่างสบู่นะครับทำไมถึงมีมากมายหลายยี่ห้อ หลายกลิ่น  หลายลักษณะ  คำตอบเบื้อต้นคือแต่ละขวดนั้นมันมี”ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย” คนละกลุ่มกันครับ   กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้สินค้า บริการ หรือร้าน หรือกิจการของเรา  เป็นที่จดจำ  ซื้อ  บอกต่อ ปกป้อง และรอคอยของ”ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย”  ได้   มี  3  HIT  ที่เป็นกลยุทธ์หรือแนวทางในการทำตลาด   ที่อยากฝากไว้  คือ                HIT FIRST   ****HIT  OFTEN****AND HIT HARDER    แต่ในกรณีนี้เราจะคุยกันถึงเรื่อง  FIRST HIT  หรือเป็นบริสุทธ์นั่นเอง  ซึ่งต้องทำให้มันเป็นที่จดจำ  ซื้อ  บอกต่อ ปกป้อง และรอคอยสินค้า/บริการจากเรา  ก็มีแนวทางอยู่ 5-6 วิธีที่นำมาใช้กันดังนี้

                1.อภิมหาลด  เรียกว่าสุดๆไปเลยไม่ว่าจะ  50% หรือมากกว่า   หรือ แจก แถม  อันนี้เป็นเบสิคใครๆก็ทำกันซึ่งเป็น P ตัวหนึ่งคือ Promotion  ที่มุ่งไปที่ เซลโปรโมชั่นนั่นเอง  แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังที่อยากจะตั้งข้อสังเกตุไว้คือ 

             1.1 การจัดการเรื่องการหมุนเวียนของลูกค้า (TRAFFIC)   ของโปรโมชั่นนี้  เพราะหากบริหารจัดการไม่ดีแล้วอาจจะเป็นผลลบก็ได้  เช่น ทำให้ลูกค้าเข้ามามากเกินไปจนไม่สามารถให้บริการได้  ผมเคยเจอรถยนต์ยี่ห้อมหาชนยี่ห้อหนึ่งแต่เป็นศูนย์บริการที่เปิดใหม่  โปรโมชั่นโดยการใครนำบัตรเชิญมาร่วมงานเปิดตัวแล้วจะได้ของรางวัลมูลค่าน่าจูงใจให้ไป(เอาของชำร่วย)   แต่ปรากฎว่าคนมาล้นเรียกได้ว่า สามเท่าของความสามารถในการให้บริการ   ของที่จะแจกก็ไม่พอแทนที่จะได้คำชมกลับด่ากันเละเรย   หรือ  ร้านอาหาร/ ร้านสปา    ก็ต้องจัดช่วงเวลาให้เหลื่อมล้ำ  หรือใช้ระบบจองล่วงหน้า  เรียกได้ว่าถ้าสามารถบริหารจัดการให้คนเข้าร้านได้ทั้งวันแล้วก็ดูเหมือนว่าร้านนี้คนแน่น  ต้องมีรัยดีแน่ๆ  นอกจากให้ลูกค้ามาใช้บริการแล้ว(เพราะโปร)  ก็จะทำให้คนที่พบเห็นอาจจะอยากมาเป็นลูกค้าบ้าง   เปรียบเสมือนมีร้านอาหารสองร้านติดกัน    ร้านนึงคนแน่นอีกร้านหงอยๆเราก็คงเลือกเข้าร้านคนแน่นเพราะน่าจะอร่อยหรือรัยซักอย่าง ชิมะ

           1.2ระยะเวลา  ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าระหว่างวันใดถึงวันใด  ยิ่งถ้าสามารถแจกเอกสารแต่ละกลุ่มเป้าหมายให้แตกต่างกันทั้งวัน  เวลา  ก็จะยิ่งช่วยทำให้โปรนั้นๆมีความต่อเนื่องและมีผลตอบรับที่ดีกว่า

         1.3 กำหนดกรอบลูกค้าทางภูมิศาสตร์   ให้เหมาะสมเพราะลูกค้าคงไม่เดินทาง 50 กม.ไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราตามโปรนั้นแน่  ดังนั้นการเลือวิธีการสื่อสาร หรือ ชนิดของสื่อที่เหมาะสมก็เป็นคำตอบของการกำหนดกรอบลูกค้าทางภูมิศาสตร์  เช่นถ้าลูกค้าแถบฝั่งธน  คงไม่จำเป็นต้องลงไทยรัฐ  เอาแค่สื่อที่คนฝั่งธนเห็น หรือ ตรงไปยังคนฝั่งธนเลยก็จะเกิดความคุ้มค่ามากว่า

             1.4  ลด 50% หรือ  ซื้อ 1 แถม 1  อันนี้แตกต่างกันแน่ดูเหมือนว่าคล้ายกันเพราะลดครึ่งราคาเหมือนกัน  แต่ซื้อ 1 แถม 1 เราได้ตังมากกว่า  เราได้ลูกค้าสองคน   ดังนั้นกำไรมากว่าแน่นอน

                2.ดี  เด่น  ดัง   เอาคนเหล่านี้มาร่วมงานหรือพวก เซเล็บ  ดารา  นักร้อง  นักกีฬา  มาร่วมงาน  ถ้าทุนน้อยก็หาระดับรองๆมาก  เพราะคนเหล่านี้เขามแฟนคลับพอสมควร  แถมสื่อสารมวลชนก็จะไปนำเสนอข่าวอีกต่อหนึ่ง 

                3.สร้างการซื้อซ้ำ  REPURCHASE  โดยการแนบคูปอง  ส่วนลด  สมาชิก  สิทธิพิเศษ  เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำจากการเข้าใช้บริการครั้งแรก  

              4.มุมแชร์  ยุคโซเชียลมีเดียแบบนี้ต้องจัดมุมแชร์ครับ  สมัยก่อนเห็นทำเสาหลักกิโลเมตร ก็ทำตามกันไปจนดูเหมือนๆกันไปหมด  จุดถ่ายรูปมุมแชร์นี้จะต้องแปลก  แตกต่าง และโดนใจ  ดูตัวอย่างร้านไอเบอรี่ของคุณโน้ส อุดม  แต้พานิชย์  ซิครั้บร้านไอศครีมไอเบอรี่ในกทม.ไม่เห็นจะมีลูกค้ามากมาย  แต่คนไปเชียงใหม่ทั้งคนไทยและคนจีน(นักท่องเที่ยว)  ต้องไปร้านนี้ เพราะต้องการไปถ่ายรูปกะตัวอะไรก็ไม่รู้สีเหลืองที่เป็นพร้อพประกอบการแสดงเดี่ยวของคุณโน้ส   เพราะการ่แชร์ / เช็คอิน  ช่วยโปรโมทร้านให้เขาไม่รู้ตัวนึกว่าเราสนุกแค่คนเดียวแต่ช่วยขายของให้เขาไม่รู้ตัว

                5.เทคนิคให้ลูกค้าช่วยโปรโมท   อันนี้เพิ่งผ่านมาไม่นานโดนมากคือผมไปดูละคร “วันสละโสดกับโจทย์เก่า”  แน่นอนต้องมีแบคดร้อปให้ถ่ายรูป / เช็คอิน  แต่ละครเรื่องนี้ตอนจบกล่าวขอบคุณแล้วนักแสดงทั้งหมดพร้อมหน้าเวทีและให้ผู้ชมถ่ายรูปอย่างเป็นทางการ   ซึ่งร้อยละสองร้อยถ่ายเสร็จต้องแชร์โดยไม่ต้องเปียเรยครับพี่น้อง    ช่วยเขาโปรโมทโดยไม่รู้ตัว

                6.แจกตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองใช้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอาหาร  เครื่องดื่ม    ส่วนบริการก็ให้ทดลองบริการฟรี  เช่น ฟิตเนส  อาจให้ทดลองใช้บริการกล้าๆหน่อยให้ใช้ฟรีไปเลย 1  เดือน  ลูกค้าคงมาไม่เกิน 10 วัน  แต่กำหนดช่วงเวลาที่คนน้อย หรือ น้อยที่สุด  แต่ถ้าเปิดตัวอย่าไปกลัวกล้าๆหน่อยจัดเต็ม จัดหนัก ให้เป็นที่ฮือฮาในสามคุ้งน้ำเลย  เช่นกันกลับไปดูข้ออื่นๆด้วยนะครับ ว่าทำอย่างไรให้ได้ทั้งกล่องคือลูกค้ารู้จัก  และ เงินคือขายของต่อได้ด้วยจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อมก็ว่ากันไป  @@@@@

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

“เสก จะเสกได้หรือไม่??”



              


              เสก โลโซไอเดียบรรเจิดผุดธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้ชื่อ โลโซ 22” แข่ง เซเว่นอีเลฟเว่นประเดิมสาขาแรกที่ สุขาภิบาล 5 รามอินทรา เล็งจ่อขยายสาขาตั้งเป้าเปิดทั่วประเทศ  “เครดิต : ผู้จัดการ  24 สิงหาคม 2558  ทำให้เป็นที่ฮือฮาอยู่พอสมควรสำหรับ นักร้อคเกอร์ชื่อดังที่มีข่าวกับคู่กรณีที่เป็นภรรยาอยู่อย่างสม่ำเสมอ   และราคาล่าสุดที่เคาะราคามา   เสก โลโซ ก็ได้เปิดขายแฟรนไชส์ร้านมินิมาร์ท โลโซ 22 แล้ว สนนราคาที่ 1,490,000 บาท พร้อมเงินค้ำประกัน 5 แสนบาท โดยบอกว่าใครสนใจก็ให้คอมเม้นท์ติดต่อมาเลย..  เครดิต : “เว็บไซท์กระปุก.คอม 25 กันยายน 2558 “  ผมไม่แน่ใจว่าถ้าซื้อแฟรนซ์ไชส์เซเว่นฯราคาเท่าใด  แต่เมื่อหาข้อมูลดูก็ทราบว่า    แฟรน ไชส์ 7-11 ราคาเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาท ในนี้จะประกอบด้วยวงเงินค้ำประกัน 1 ล้านบาทจะได้รับคืนเมื่อสินสุดสัญญาพร้อมดอกเบี้ย ส่วนอีก 5 แสนบาทเป็นเงินลงทุน - เครดิต: http://www.bangkoktoday.net/7-11-franchise/#sthash.VOCmTMIS.dpuf    โอ้โฮ....เสก  ช่างกล้าหาญมากที่ตั้งราคาเดียวกับเซเว่นภาษาวัยรุ่นว่า “นายแน่มาก”     เท่านั้นยั้งไม่พอยังกล้าหาญออก  โทรศัพท์มือถือ  กับ  เครื่องดื่ม  แบรนด์ “โลโซ” อีกด้วย

                ใครกล้าซื้อแฟรนซ์ไชส์  “โลโซ 22”  บ้างยกมือขึ้น    “เงียบ”  เสก คงนึกเอาเองว่าการทำธุรกิจนั้นคงง่ายเหมือนการแต่งเพลง  คงลืมไปว่าการทำธุรกิจนั้นมีแบรนด์แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ  ไม่มีใครเถียงว่า”เสก” มีแฟนคลับอยู่พอสมควร   แต่แฟนเพลงกับลูกค้าที่จะมาซื้อสินค้านั้นแตกต่างกัน  ต่างกันทั้งทางด้านประชากรศาสตร์  เช่น เพศ วัย รายได้ อายุ  ถามว่าคน 50อัพจะสนใจสินค้าแบรด์ “โลโซ” หรือไม่   แล้วถ้าร้านโลโซ22มีสาขา5 หรือ 10 สาขาเราปลื้มเสกมากอยู่สะพานควายแต่สาขาอยู่หนองแขม  บางบอน  พระราม2  เราจะถ่อไปซื้อหรือไม่  คำตอบคือไม่แน่นอนไม่เหมือนมีคอนเสิรต์โลโซในที่ดังกล่าวเราจะดั้นด้นไปชมคอนเสิรต์อย่างแน่นอน  ชิมิชิมิ  เพราะลักษณะของสินค้าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง     ซึ่งส่วนนี้คือในส่วนที่เราแบ่งลูกค้าตามลักษณะภูมิศาสตร์  ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับช่องทางการจัดจำหน่ายหรือการใช้บริการนั่นเอง  

             อาจจะลืมไปว่าต้นทุนสำหรับธุรกิจค้าปลีกและยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อนั้น  ยังมีอีกส่วนที่สำคัญคือ”การประหยัดจากขนาด                 ECONOMY OF SCALE   วันนี้เซเว่นมีสาขา 8000 สาขาเป็นอย่างน้อย  ดังนั้นต้นทุนในการซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายในร้านสะดวกซื้อย่อมต่างกันอย่างสิ้นเชิง   ค่าขนส่งจากโกดังไปยังร้านค้าปลีก  ต้นทุนค่าบุคลากร  การฝึกอบรม  ฯลฯ  แค่คิดก็ไม่กล้าแล้ว    ขนาดร้านสะดวกซื้อ 108 SHOP ในเครือสหพัฒน์ยังไปไม่ถึงไหน  ขนาดมีสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในมือเป็นร้อยรายการยังไม่สามารถขยายสาขาได้ตามเป้าหมายเรย   ร้านแฟมิลี่มาร์ทจากญี่ปุ่นมาทีหลังยังตามอยู่ต้วมเตี้ยมเลย  เห็นอานุภาพของอีโคโนมีออฟสเกลหรือยัง   แม้จะมีค่าแรกเข้าในการนำสินค้าไปขายในเซเว่นมากพอสมควร  แต่ก็ยังมีผู้ผลิตหลายรายรอเข้าคิวไปเสี่ยงกับเซเว่น  มากกว่าแฟมิลี่มาร์ท   108ช้อป 

              มาดูโทรศัพท์”โลโซ” บ้างขนาดเอไอเอส  ดีแทค  ทรู  ยังไม่กล้าใช้ชื่อตนเองในการทำเฮาส์แบรนด์ของตนเองเลยทั้งที่อยู่ในวงการมือถือและเป็นโอเปอเรเตอร์เอง  แล้ว”เสก” มีจุดเด่นหรือจุดขายในสินค้าไอทีและสื่อสารอย่างไร    แล้วเครื่องดื่ม “โลโซ” ละจะไปถึงไหน   หากนำมาเทียบกับ  “คาราบาว”  ดูเหมือนว่าคล้ายกันคืออาศัยความเป็นแบรนด์ที่มีแฟนคลับแต่ภาพลักษณ์อาจจะต่างกันมากพอสมควร  ที่สำคัญปัจจัยความสำเร็จอีกข้อหนึ่งนอกเหนือจากมี แบรนด์ที่ดี   สินค้ารสชาติถูกใจ ฯลฯ  แล้ว    ปัจจัยอีกข้อหนึ่งคือ  “ช่องทางการจัดจำหน่าย”  เริ่มแรกทีเดียว  คาราบาว  ให้เสริมสุขเป็นผู้จัดจำหน่ายเพราะมีรถส่งสินค้าไปยังตู้แช่ทุกตู้แช่ในประเทศไทย (เพราะส่งเป็บซี่อยู่แล้วในตอนนั้น)   แต่ตอนนี้เสริมสุขเป็นของไทยเบฟแล้วก็เลยไม่ได้จัดจำหน่ายให้ คาราบาว  เพราะมีแรงเยอร์เป็นสินค้าของตนเอง       แล้ว “โลโซ” จะใช้ใครเป็นผู้จัดจำหน่าย  เป็นคำถามที่น่าคิด???  และงบประมาณในการโปรโมทสินค้าเท่าใดวงการนี้ปราบเซียนมาแยะแล้ว  แรงเยอร์ ของไทยเบฟยังไปไม่ถึงไหนเลยครับ  ปัจุบันมี  M150  กระทิงแดง  และ คาราบาวแดง  ทั้งสามรายนี้มีส่วนแบ่งรวมกันเกือบ 90ในอดีตก็จะมีให้เห็นว่าดารานักแสดงออกสินค้าอุปโภคบริโภคแล้วก็มีอุปสรรคต่างๆน่า  ใครเลยจะรู้ว่า “พี่เบิร์ด” ก็มีบะหมี่ “ฟอร์มี”  เรียบร้อยโรงเรียนน้าเบิร์ดไปแล้ว  เห็นได้ชัดเจนถึงความไม่ง่ายเหมือนแต่งเพลงหรือออกคอนเสิรต์ทั่วไทยแน่ๆ   เสก  คงไม่สามารถ  เสก  ธุรกิจได้เหมือนเป่ามนต์ขลังให้ขาร้อกให้  ติดตาม และมาสนับสนุนสินค้า “โลโซ”  เหมือนไปเข้าคิวซื้อบัตรคอนเสิรต์


       

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

“ FASTER & BETTER”





FASTER & BETTER

ดร.พงษ์ศักดิ์  สวัสดิเกียรติ

ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์

กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป

3 กันยายน 2558

                                เคยถามนักศึกษาว่าทุกคนมีเวลาเท่ากันหรือไม่ แน่นอนนักศึกษาทุกคนตอบว่า “ทุกคนมีเวลาเท่ากัน”   ผมเลยถามต่อว่าแล้วทำไมเราเจอบ่อยๆที่หลายคนบ่นว่า  “ไม่มีเวลา”   และ  บางคน “ทำอะไรได้มากกว่าอีกคนหนึ่งในเวลาเท่ากัน”    หลายคน  “ทำอะไรได้หลายๆอย่าง  อย่างมีประสิทธิภาพ”     คำถามเหล่านี้มีคำตอบเพราะว่าตามตรรกะแล้วเรามีเวลาเท่ากันทุกคนไม่ว่าจะเรียนมากเรียนน้อย   จนหรือรวย   เก่งหรือไม่เก่ง ฯลฯ   เพราะในหนึ่งวันก็มียี่สิบสี่ชั่วโมง...............แต่ทำไมบางคนถึงทำงานได้มากกว่า  มีประสิทธิภาพมากกว่า  ทำหน้าที่ได้มากกว่าเรียกได้ว่าเกือบจะเป็น .. “เจเนอรัลเบ๊”   คือรับทำไปเสียทุกอย่างแถมทำได้ดีอีกด้วย  ประมาณว่าคิดอะไรไม่ออกบอกนางไปเลย  นางจะจัดให้แบบจัดเต็ม จัดหนักไปเรยยยยย     แถมทันงาน  ทันใจ   ทันเวลา  และทันสถานการณ์อีกด้วย   ถ้าเราเป็นผู้บริหารมีพนักงานแบบนี้ก็คงปลื้มไม่น้อย   ทีนี้เรามาดูกันว่ามีวิธีอะไรบ้างที่เราจะสามารถพัฒนาตนเองให้มีเวลามากกว่าคนอื่น  ทำงานให้เร็วกว่าคนอื่น และทำงานให้ดีกว่าคนอื่น  ตามชื่อเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ซึ่งก็คงจัดเป็นเทคนิคต่างๆอาจเรียกได้ว่าเป็น บัญญัติ 10 ประการ  เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์นะครับ

                                1.ตื่นเช้า   อันนี้เอามาจากสุภาษิตฝรั่งว่า  EARLY BIRD MUST GET WORM  แปลง่ายๆว่านกที่ตื่นหากินแต่เช้าจะได้หนอน  เพราะว่าหากตื่นสายไปหากินนกตัวอื่นเอาหนอนไปหมดแว้วว   หรืออย่างดูง่ายๆว่าการออกจากบ้านเช้าขึ้นอีกนิดนึง 15 นาที จะทำให้ถึงบริษัทเร็วขึ้น 30 นาที  อันนี้เป็นประสบกาณ์ตรงเพราะผมจะออกจากบ้านก่อน 7.00 น.  ก็ทำให้มีเวลาทำงานมากขึ้น 30 นาที  เพราะไม่ต้องไปติดอยู่บนถนนโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร   นอกจากเล่นไลน์จิงมะ  นอกจากนี้แล้วการทำงานเช้าๆจะมีสมาธิดีกว่าไม่มีสิ่งเร้ามารบกวน ฯลฯ

                                2.มีการวางแผนงานว่าแต่ละวัน  แต่ละสัปดาห์  แต่ละเดือนจะทำอะไรบ้างตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย  เพราะว่าหากเราไม่วางแผนแล้วก็จะเรื่อยๆมาเรียงๆ   พอไม่บริหารจัดการงานอาจมีงานต่างๆมาสุมรุมกันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งทำให้เราดูเหมือนว่าไม่มีเวลา  ซึ่งเป็นเพราะเราขาดการวางแผนงานที่ดีนั่นเอง

                                3.มีการบันทึกสิ่งที่ต้องทำ  ที่ฝรั่งเรียกว่า TO DO LIST  จะทำให้เราไม่ลืมงาน ภารกิจที่ต้องทำในแต่ละช่วงเวลา  เรามีสมาร์โฟนกันช่วยบันทึกแถมปลุกเตือนได้อีกต่างหาก   เรียกว่ามีตัวช่วยเยอะแยะซึ่งจะทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างดี  แต่เรามักไม่ค่อยได้เอามาใช้ในประโยชน์หลัก  มากกว่าความบันเทิงและโลกสังคมออนไลน์  

                                4.อันนี้สำคัญ “เรียงลำดับความสำคัญ”  อะไรควรทำก่อนหลัง   สำคัญเร่งด่วนมาลำดับแรกๆ    ไม่สำคัญไม่เร่งด่วนๆมาตอนท้ายที่เหลือก็คงประมาณการกันได้เอง  แต่ส่วนใหญ่มักไม่เรียงลำดับความสำคัญก็เลยมั่วกันไปหมดทำให้งานขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในที่สุด 

                                5.สามารถทำงานได้หลากหลายเรียกว่าเป็นสารพัดช่าง   ต้องฝึกนิสัยในการเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงาน  ทักษะในการบริหาร  ทักษะในการคิด ฯลฯ  ซึ่งจะทำให้มีความสามารถหลากหลายเรียกได้ว่า  “ผู้จัดการสันดานเสมียน” คือประมานว่าถ้าสามารถทำได้ทุกอย่างก็ฝึกทำให้เป็นเสีย  (แต่อาจไม่ต้องทำเองก็ได้)   แต่ถ้าลูกน้องไม่อยู่ก็สามารถทำได้ นั่นเอง   เช่น ผจก.หลายคนทำพาวเวอร์พอยท์ไม่เป็น  เลขาป่วยงานติดนำเสนอสะดุดจบข่าว....

                                6.ติด/คิดไม่ออก   ให้ข้ามเสียอย่ามัวหมกมุ่นและติดกับดักความคิด  ฝรั่งเรียกว่า TAKE A BREAK  ออกไปจากห้องประชุมบ้าง   ออกจากสำนักงาน  ไปสวนสนุกหรือเล่นเป็นเด็กๆเลยอันนี้พวกครีเอทีฟเขาแนะนำมา  ประมาณว่าบ้าบอให้รู้แล้วรู้รอดไปสมองจะได้โปร่ง   ไม่งั้นก็ติดแหงกนั่งประชุม คิด อยู่จนหัวระเบิด ก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

                                8.มีวินัย  ไม่ใช่ลูกน้องชื่อ”วินัย” นะครับ  หมายถึงว่าความมีวินัยนะครับ  ซึ่งจะช่วยให้การทำงานต่างๆนั้นเป็นระเบียบแบบแผน   มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณนั่นเอง  คือไม่เถรตรงเพราะมีวินัย BY THE BOOK  คือวินัยตามตำรา  แต่เป็นวินัยตามข้อเท็จจริง

                                9.ตัดสินใจเร็ว  ข้อนี้มีทั้งดีและสียในตัวมันเองทั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ข้อมูลครบถ้วนตามสมควร  ไม่ใช้ลูกน้องอ้าปากก็ทราบแล้วตัดสินใจตูมอาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้    แต่ก็ไม่ใช่ให้ลูกน้องอธิบายขยายความตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกเพื่อขออนุมัติสร้างกำแพงโรงงาน     ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นสำคัญหรือหากทำได้ให้ตัดสินใจใน 15 นาที  ก็จะมีเวลาเหลืออีก 45 นาทีเพราะ AROUND THE WORLD  พูดกันท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงแบบการประชุมในรัฐสภาเป็นต้น  แซวซะนีสนุงนะพี่น้อง

                                10.จดบันทึกต่างๆ    ข้อแนะนำคือควรบันทึกด้วยมือ  เพราะจะได้สามารถทบทวนสิ่งที่บันทึกแถมการบันทึกด้วยมือนี้จะทำให้สามารถจดจำได้ดีกว่า   แต่อาจจะใช้สัญลักษณ์ต่างๆหรืออักษรย่อในการแทนความหมายในรูปแบบที่ตนเองถนัดซึ่งสามารถนำไปจับประเด็นและขยายความได้   อันนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวซึ่งแนะนำให้เลียนแบบครับ

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...