วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

“ ตุรกี มีระเบิด”



                   ห่างหายจากการเขียนบทความไปหลายวันแล้วช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางไปเยือนต่างประเทศ 3 ประเทศ  คือ “ตุรกี   อินโดนีเซีย  และ มาเลชเซีย  ที่บังเอิญเป็นประเทศที่นับถือศาสนามุสลิมเป็นหลักก็เลยจะขอเขียนแบบเหมาๆรวมสามประเทศ ที่นับถือศาสนามุสลิมเป็นหลักเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายๆประการ    ปัจจุบันประชากรของโลกมีอยู่ ประมาณ  7,125 ล้านคน (วิกิพีเดีย)    โดยนับถือศาสนาอิสลามประมาณ 1,300 ล้านคน คิดเป็น 18% เศษ   แต่จากการประมาณการจากอัตราการเติบโตของผู้นับถือศาสนาต่างๆแล้วคาดการณ์ว่าในปี  2593 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า  ผู้นับถือศาสนาอิสลามจะมีอยู่ถึง  2,760 ล้านคนหรือคิดเป็นถึง  29.7%  (http://www.oknation.net/blog/health2you/2015/04/13/entry-1)  ทั้งนี้อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ   นี่คือแนวโน้มของประชากรของโลก   ซึ่งประเทศที่ผมเดินทางไปในเดือนมีนาคมทั้งสามประเทศเป็นมุสลิมทั้งสิ้น  เชื่อได้ว่าโลกในอีก  ยี่สิบปีข้างหน้ามุสลิมจะครองโลกใครคิดจะทำสินค้าขายคงต้องลองศึกษาวิถีชีวิตของชาวมุสลิมไว้ก็คงจะดีไม่น้อย
                   ต้นเดือนเดือนทางไป “ตุรกี”  เพื่อไปร่วมดูงานแสดงสินค้า  เคมีภัณฑ์และสีย้อมสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ   เดินทาไปเพื่อดูโอกาสและจำนวนผู้เข้าร่วมชมงานว่าสมควรหรือไม่ในอนาคตที่จะไปเปิดบู้ทแสดงสินค้าเพราะว่าที่บริษัทส่งออกสินค้าสีพิมพ์ผ้าไปยังหลายประเทศใน เอเชีย  แต่ยังไม่ตลาดในตุรกี (ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก)  รวมทั้งตลาดในอิหร่าน  อดีตสหภาพโซเวียต  และ อัฟริกา รวมทั้งยุโรป   จึงจะหาลู่ทางในการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าวข้างต้น   การเดินทางครั้งนี้เดินทางด้วยสายการบินเทอร์คิชแอร์ไลน์   ซึ่งเต็ม  เต็ม  เต็ม   โดยที่ผมมีโอกาสเดินทางด้วยสายการบินนี้สามครั้งรวมครั้งนี้   เดินทางเปลี่ยนเครื่อง 1 ครั้ง  และ เดินทางไปอิสตันบุล 2 ครั้งทุกครั้งเต็มตลอด   ก็เลยให้เป็นคำถามว่าแล้วทำไมการบินไทยไม่บินไปอิสตันบุล   แต่ดันเปิดเส้นทางบินที่บินแล้วขาดทุนที่ในภายหลังงดเที่ยวบินขาดทุนไปหลายเที่ยวบิน  ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัวก็ทำให้ขาดทุนมาหลายปีจนต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ สองสามปีที่ผ่านมา    (ยังมีอีกจุดหนึ่งคือ  เวียนนา สายนี้ก็เต็มตลอดแต่การบินไทยไม่บิน  สงสัยกลัวกำไร)    เดินทางกลางคืนไม่น่าเชื่อว่าแม้ในชั้นอีโคโนมี่ก็ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำแจกเป็นกระเป๋าเล็กๆ  แต่อินเทรนเป็นลายแบทแมนซุปเปอร์แมนภาพยนต์ที่จะเข้าฉายในเร็วๆนี้   แน่นอนของในกระเป๋ามีแค่แปรงสีฟัน  ผ้าปิดตา  และถุงเท้า  ซึ่งมิอาจเทียบเท่าชั้นบิสิเนสคลาสที่ของเพียบและแบรนด์เนม     แต่มันบ่งบอกถึงความใส่ใจในผู้โดยสารว่ามีความจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้นเพราะเดินทางกลางคืนเข้าต้องแปรงฟันก่อนทานอาหารเข้าบนเครื่อง  ชิมิ ชิมิ.........  การบินไทย  แม้เดินทางกลางคืนในบางเส้นทาง เธอยังไม่แจกเรยแม้จะนั่งบิสิเนสคลาสที่เจอมากับตัวเองก็คือ  สายกรุงเทพ  โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา  เพราะว่าเดินทางถึงที่โคลัมโบเวลาเที่ยงคืน  คงคิดว่าไม่จำเป็นมั้ง.............ต้องเหลียวมองคู่แข่งแล้วว่าทำอะไรกันบ้าง   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องราคาค่าโดยสารที่การบินไทยแพงสุดๆนั่นเอง  แม้ระยะนี้พยายามปรับราคาลงมามากแต่ก็ยังแพงกว่าคู่แข่งขันอยู่ดี    ดังนั้นต้องไปแสวงหาว่าถ้าผู้โดยสารจ่ายแพงขึ้นจะเพิ่มคุณค่าให้กับผู้โดยสารได้อย่างไร   อันนึ้คิดหนักและต้องถามจากผู้โดยสารไม่ใช่นึกเองเออเองว่าไม่ต้องแจก  ไม่ต้องมีก็ได้   ............@@@@
                        ผมไปตุรกีมาสี่ครั้งสองครั้งแรกจำไม่ได้แล้วว่าปีใดแต่เกิน 20 ปี   ตอนนั้นมีขายสินค้าไปยังตุรกีบ้างก็แวะไปเยี่ยมลูกค้าและศึกษาตลาด    ครั้งที่สองที่ไปเขากำลังขุดอุโมงค์ทำรถไฟใต้ดินกันเริ่มต้นแถวบริเวณที่เรียกว่า “ทัคซิมสแควร์”  ประมาณบ้านเราก็  อนุสาวรีย์ชัยหรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั่นแหล    ปีนี้ไปปรากฏว่ามีรถไฟใต้ดินบนดินระบบขนส่งมวลชนที่เรียกได้ว่าเกือบสมบูรณ์แบบ  ถ้าจำไม่ผิด  7 สายจากสนามบินสามารถเดินทางเข้าเมืองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว   ต่างจากแอร์พอร์ทลิ้งคบ้านเราแม้จะมีแต่ไม่เคยเดินตรงเวลา  ขัดข้องบ่อย  แถมล่าสุดรถหยุดกลางทางจนคนเป็นลมไปหลายคนเพราะขาดอากาศ    แต่อย่างไรก็ตามตุรกีเป็นประเทศที่อยู่ทั้งฝั่งยุโรปและเอเชียโดยมีช่องแคบบอสฟอรัสกั้นกลาง  ก็เลยทำให้บริเวณสถานี้ หรือแม้แต่ทักซิมสแควร์เองซึ่งน่าจะได้รับการดูแลให้สวยงามสะอาด ฯลฯ ก็กลับสกปรก  บางจุดสร้างเหมือนไม่เสร็จ  หรือการดูแลซ่อมบำรุงรักษา ขาดๆเกินๆไปไม่เจริญหูเจริญตาเหมือนในยุโรป  ใครนึกไม่ออกก็นึกว่าคล้ายกับเมืองจีนที่ดูเหมือนสร้างได้ยิ่งใหญ่อลังการ์    แต่พอถึงจุดหนึ่งขาดการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงให้สวยงามสมค่ากับที่ลงทุนไป     อีกประการหนึ่งระบบการประชาสัมพันธ์หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน  ป้ายบอกทางเข้าออก  ฯลฯ ไม่เนียนเหมือนสิงค์โปร   ถ้าใครไปสิงค์โปรมีเอกสารอ่านอังกฤษออกรับรองเดินทางในสิงค์โปรฉลุยบอกได้เลยว่าขึ้นประตูไหนต่อรถสายอะไร  ฯลฯ  ซึ่งในตุรกีมีเหมือนไม่มีบัตรอีเลคโทรนิคสามารถขึ้นรถขนส่งมวลชนได้ทุกประเภทแต่ข้อมูลการต่อรถต่างๆ  งง ครับพี่น้อง
                   ครั้งที่สามไปในฐานะนักท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์  ซึ่งเด็กๆเราเคยเรียนความรุ่งเรืองของอาณาจักรอานาโตเลีย   ก็ที่ตุรกีนี้แหละครับมีสิ่งให้น่าท่องเที่ยวมากมาๆ  จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  พร้อมกับผู้อพยพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   และสุดท้ายก็คือจำนวนระเบิดที่เพิ่มขึ้นอย่าต่อเนื่องก่อนเดินทางสองวันมีระเบิดลงที่  เมืองอัการาที่เป็นเมืองหลวง  ผมกลับมาได้ 7 วัน ระเบิดลงที่ จตุรัสทักซิม ที่ผมไปมา......ทำให้รู้สึกเสียวๆยังไงชอบกล....แถมยิ่งมีระเบิดลูกใหญ่ลงที่  บรัสเซล  แถมในสนามบินนานาชาติด้วย  ทำให้รู้สึกว่าต้องรีบเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปให้มากๆเพราะอนาคตยุโรปคงไม่ปลอดภัยแน่    ปารีส   บรัสเซล  และแม้แต่ 911  ในอเมริกา  คงเป็นสัญญาณบอกเราได้เป็นอย่างดีว่า   “ชีวิตสั้นนัก “.....................อยากทำอะไรก็รีบเถอะโยม...........!!!!!!!!

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“นกแอร์ แก้สถานการณ์”






ใครเลยจะนึกว่าวันแห่งความรักวาเลนไทน์ที่ผ่านมา 14 กุมภาพันธ์ 2559 จะเป็นวันฝันร้ายของ   สายการบิน”นกแอร์”  ซึ่งนับได้ว่าเป็นสายการบินที่ก่อตั้งมาแค่ 11 ปี คือตั้งมาปี 2547  ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองในหมวดสายการบินโลว์คอสตามหลังไทยแอร์เอเชียมาติดๆ     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีการยกเลิกเที่ยวบินถึง13 เที่ยวบินสายการบินนกแอร์ประกาศยกเลิก 9 เที่ยวบินอย่างกะทัน อ้างเกิดจากปัญหาด้านเทคนิค(เว็บไซท์ ไทยพีบีเอส)    ปกติเราก็มักจะคุ้นเคยกับการดีเลย์เที่ยวบินของสายการบินนกแอร์เป็นประจำ   ครั้งหนึ่งผมได้นัดเพื่อมัธยมปลาสามเสนวิทยาลัยเดินทางไปสังสรรค์กันที่ต่างจังหวัดและมีเพื่อนคนหนึ่งกับภรรยาอยู่ที่ขอนแก่น   แจ้งว่าจะมาถึงตอนเช้าและให้เพื่อนที่อยู่สระบุรีเดินทางแวะรับที่ดอนเมืองเพื่อไปราชบุรีพร้อมกับรถคันอื่นๆ   ผมเองคุ้นเคยกับสายการบินนกแอร์พอสมควรก็แจ้งเพื่อนว่าให้เดินทางมาก่อน 1 คืน เพื่อความแน่ใจว่าไม่พลาดการสังสรรค์   แล้วเหตุก็เกิดจนได้สายการบินดีเลย์จนต้องปรับแผนการเดินทางครั้งนั้นจนวุ่นวายไปหมด
                                ผมเข้าเว็บไซท์ของนกแอร์ก็รายละเอียดต่างๆดังนี้  จำนวนไฟท์  455 เที่ยวบิน (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557) เว็บ    ฝูงบิน (Fleet) ของบริษัท ทั้งหมด 18 ลำ ประกอบด้วย:โบอิ้ง 737-800 - 16 ลำเครื่องบินเอทีอาร์ 72-500 - 2 ลำ   มีผู้โดยสารในปี 2554-2557  เติบโตจาก 3.1 ล้านคน  เป็น 7.62 ล้านคน เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวภายใน  4 ปีเท่านั้น  เช่นเดียวกันยอดขายเพิ่มจาก 5.7 พันล้านบาท  เป็น 11.2 พันล้านบาท เท่าตัวอีกเช่นกัน  จำนวนไฟลท์บินปีละ  28,746 เที่ยวเป็น  56,553 เที่ยวบิน  ทุกอย่างเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวนึงภายใน 4 ปี    เรียกได้ว่ามีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและพัฒนาการบริการไปได้อย่างรวดเร็ว  อาจจะยกเว้นเรื่องการดีเลย์ที่รู้สึกว่าใครๆก็คุ้นชินมากกว่าสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ดีเลย์น้อยกว่า
                                ปัญหาที่เกิดขึ้นเราคไม่ทราบข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุมาจากเหตุใดกันแน่  ฟังทั้งสองฝ่ายคือกัปตันที่ถูกให้ออกและซีอีโอของนกแอร์ต่างก็ออกมาให้ข้อมูลที่ต่างคนต่างพูดยากที่จะตัดสินได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด   ปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้แต่..................การแก้ปัญหาสำคัญกว่า  .............. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจบริการที่มีความอ่อนไหวในเรื่องความรู้สึกของลูกค้า   และการบริหารจัดการกับความขับข้องใจและแก้ไขปัญหา  หรือลดอารมณ์อันขุ่นมัวของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เป็นสิ่งที่   “สำคัญกว่า”  ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตุอันผิดพลาดดังนี้
                พลาดที่ 1.  กว่าซีอีโอ  จะเดินทางมาที่ดอนเมืองนั้นก็ล่วงเลยเวลาที่จะมาขอโทษและชี้แจ้งไปแล้ว   ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดผมเชื่อว่าด้วยเทคโนโลยี  มือถือ  วีดีโอลิ้งค์ ฯลฯ  ก็สามารถเข้ามาพูดคุยและให้คำมั่นสัญญาใดๆกับลูกค้าผู้ขุ่นมัวได้มากกว่าให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง
                พลาดที่ 2.  เจ้าหน้าที่เพียงแต่ให้ข้อมูลว่า “เครื่องขัดข้อง”  และไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกว่าจะบริหารจัดการอย่างไร   ลูกค้าไม่ได้ต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ต้องการทราบว่า “ จะแก้ไขอย่างไร”
                พลาดที่ 3. ท่านรัฐมนตรีออมสินต้องมารับหน้ากับลูกค้าที่ดอนเมืองโดยปราศจาก ผู้บริหารระดับสูงแม้ซีอีโอกำลังเดินทางจากต่างจังหวัดมาก็ตาม  น่าจะมีระดับรองๆลงมามาร่วมดำเนินการแก้ไข
                พลาดที่ 4. มีผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร (ผู้หญิง)   ผมขอนำคำชี้แจ้งของ ผอ.ท่านนั้นว่าดังนี้
“นกแอร์ รับผิดชอบหมด”    ซึ่งไม่บอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไรเมื่อใด ฯลฯ    จนมีผู้โดยสารถามว่า “ธุรกิจเสียรับผิดชอบมั๊ย  ถามว่ารับผิดชอบอย่างไร”    เงิบไปสามตลบแล้วก็เงียบ    ตอบไม่ได้ ไม่ตอบ.......!!!!!!
จนมีผู้โดยสาร     บอกว่า ไม่อยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ต้องการว่าจะทำอย่างไร “
                พลาดที่ 5. ทั้งที่ได้ดำเนินการบางประการไปแล้วเช่นจัดน้ำ  อาหาร  นำผู้โดยสารบางท่านเดินทางไปกับสายการบินอื่น   แต่ไม่ได้นำข้อมูลมาแจ้งให้ทราบเลย 
                พลาดที่ 6. ทำไมไม่เปิดห้อง หรือนำผู้โดยสารไปนั่งพัก ในห้องไม่ใช่ในท่าอากาศยาน  อาจจะเป็นโรงแรมอามารีก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่น้อย   และจัดอาหารเครื่องดื่มหรือห้องพักสำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัด

                แก้ไขอย่างไร      ถ้าบอกว่าทุกท่านที่ไม่สามารถเดินทางได้เกิน 3 ชม.  นกแอร์แจกบัตรเดินทางครั้งหน้าฟรี  ภายใน 6 เดือน “    รับรองจบสวยแน่ๆ   55555555555555555555555555555555555555555555555555555555555

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“เวียดนามตามไทยติด (มั้ย) ?? ”





                ผมไปเวียดนามครั้งแรกเมื่อปี   1996 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว                 แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลยจนมาถึงปี   2003 หรือเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา               ได้มีโอกาสกลับไปเวียดนามอีกครั้งหนึ่งและหลังจากนั้นก็เดินทางไปเวียดนามทุกปี  เพราะมีลูกค้าซึ่งนำสินค้าสีพิมพ์ผ้าของผมไปขาย  ผมได้เป็นพัฒนาการของเวียดนามโดยเฉพาะโฮจิมินท์ตลอดระยะเวลา   13 ปี  และปี 2015 ผมได้เดินทางไปฮานอย   ยอมรับว่าน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้เวียดนามจะตามไทยทันหรือไม่  อาจไม่ใช่ในช่วงอายุผมแต่เชื่อได้ว่าช่วงอายุของลูกคงได้เห็นเวียดนามตามไทยทันแน่
                เอเยนต์ผมในเวียดนามครั้งแรกที่มาพบผมและขอเป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าผมในเวียดนามถามผมว่า “พิกเมนท์ (ชื่อกลุ่มสินค้า) เอาไปทำอะไร?”    ก็อึ่งกิมกี่เพราะคุณจะขายสินค้าผมแต่คุณยังไม่รู้เลยว่าสินค้านั้นเอาไปทำอะไร  แต่ด้วยความที่ผมก็ยังไม่มีใครเป็นคู่ค้าในเวียดนามก็เลยตามรับไป  แบบ มั่ว ๆ งง ๆ  ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาแค่ 2 ปีเขาสามารถมียอดซื้อถึงประมาณ 70,000 เหรียญสหรัฐ ตกปีละประมาณ 2 ล้านบาทเศษ  มาปีที่แล้วมียอดขายถึง  160,000 เหรียญสหรัฐ  คิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 ล้านบาท  นี่คงเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและอดทนประกอบกับความเพรียพยายามจากยอดขาย 0 บาทเป็น 6 ล้านบาท 

                บางคนอาจคิดค้านอยู่ในใจว่าเวียดนามไม่มีทางตามเราทัน  แต่ผมขอถามกลับว่าทำไมเราตามมาเลเซียทัน  นำฟิลิปปินส์  และอินโดนิเซีย  และที่สำคัญทำไมเกาหลีถึงแซงเราไปได้ตอนประมาณปี 1970 ประเทศไทยต้องจัดกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ครั้งที่ 6   แทนเกาหลีใต้เนื่องจากเขาไม่มีเงินจัดการแข่งขัน  แต่มาวันนี้เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคและฟุตบอลโลกไปแล้ว  อย่าคิดว่าคู่แข่งขันไม่มีทางตามเราทันหรือชนะเรา  ถ้าคิดอย่างนี้เราก็จะตกอยู่ในความประมาท  เกือบทุกครั้งในเวลากลางคืนขณะเดินทางกลับที่พักผมเห็นเยาวชนเวียดนามเดินทางไปเรียนหลักสูตร  หรือเรียนพิเศษต่าง ๆ สอบถามจากเอเยนต์ก็ทราบว่าเยาวชนเวียดนามจะเรียนหลักสูตรอะไรบางอย่างในเวลากลางคืนเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้  เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต  ผมเคยยกตัวอย่างว่าประเทศที่ผ่านสงครามประชาชนจะถูกกดดันจากสภาพแวดล้อมทำให้มีความมุมานะอดทน  ตัวอย่างเช่น  เยรมัน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  และเวียดนามที่ตามเรามาติด ๆ

                การเจริญเติบโตทางเศษฐกิจของเวียดนามเป็นไปอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอโดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมเอกชนทำให้สามารถขับเคลื่อนเศษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ปีที่ผ่านมา GDP / PER CAPITA  เวียดนาม อยู่ที่  2,321 ส่วนของไทยอยู่ที่  5,426 $   หรือประมานครึ่งหนึ่งของไทย    วันนี้เวียดนามกำลังทำรถไฟใต้ดินสายแรกในโฮจิมินท์   นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ  ค่ายอมตะก็ไปเปิดนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง  อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เติบโตอย่างเก้ากระโดดคือ  อิเล็คโทรนิกส์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  โทรศัพท์มือถือ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ซัมซุง 

              กลับมาดูประเทศไทยของเราตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาก็วนเวียนอยู่กับปัญหาทางการเมือง  ที่นับวันจะหาทางลงไม่เจอ  ตอนนี้ลามมาถึงปัญหาทางศาสนาก็ยิ่งทำให้หดหู่ใจ  หันไปอีกทางหนึ่งก็พบแต่  ”ลูกเทพ”  ซึ่งจริง ๆ แล้วก็แค่เป็นกระแสที่ผ่านมาแล้วก็คงจะผ่านเลยไปแต่ทำไมสายการบินถึงจุดประเด็นขายบัตรโดยสารลูกเทพ  ไม่รู้ซีอีโอคิดได้อย่างไร จนทำให้ธุรกิจน้อย – ใหญ่ เกาะกระแสไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร  โรงเรียนสอนภาษา  แถมด้วยศัลยกรรมเสริมความงาม  ฯลฯ  แล้วทำไมเวียดนามจะตามไทยไม่ทัน......หุ...หุ @@@@

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

“คิดเหมือนเดิม เพิ่มเติมที่การกระทำ”



ช่วงปลายปี พ.ศ. 2558  ที่ผ่านมามีแคมเปญในเรื่อง ช๊อปปิ้งช่วยชาติโดยผู้ที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  สามารถนำยอดซื้อที่ไม่เกิน 15,000 บาท ไปคำนวณเพื่อหักภาษีส่วนบุคคลได้  จากข่าวของโฆษกรัฐบาลที่กล่าวว่ามีผู้อยู่ในระบบฐานภาษีสองล้านคน และประมาณว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ครึ่งหนึ่ง คือ หนึ่งล้านคน  ก็จะทำให้เกิดการซื้อขายเป็นจำนวนเงิน  15,000  ล้านบาท  (หากเงินนี้หมุน 4 รอบ ก็จะทำให้เกิดมูลค่า 60,000 ล้านบาท)  ซึ่งเป็นคำตอบที่น่าสนใจแต่ผมขอตั้งข้อสังเกตุดังนี้ 
1.       ยอดเงิน 15,000  บาท  มิได้ทำไปหักภาษี 15,000 บาท เหมือนที่ประชาชนเข้าใจหรือเหมือนที่ห้างร้านต่าง ๆ โฆษณาประชาสัมพันธ์  ทั้งนี้หากดูตามตารางข้างล่างก็จะนำไปลดภาษีได้ 750 – 5,250 บาท ตามฐานรายได้ที่นำมาคำนวณเพื่อหารายได้สุทธินั่นเอง

2.      ผู้ซื้อสินค้า 15,000 บาทนั้นต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%   เป็นจำนวนเงิน 1,050 บาท  ดังนั้นคนที่ได้รับภาษีคืนแค่ 750 บาท จึงถือว่าขาดทุนเพราะจ่ายภาษีไปถึง 1,050 บาท  ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นคนส่วนใหญ่ที่เสียภาษีอยู่และมีเป็นจำนวนมาก (รายได้อยู่ระหว่าง 30,000 – 40,000 บาท)  ยกเว้นว่าจะเป็นการซื้อสินค้าที่จำเป็น  หรือสินค้าที่วางแผนซื้ออยู่แล้วก็รีบมาซื้อในช่วงโปรโมชั่นดังกล่าว  ตัวอย่างเช่นลูกสาวผมต้องซื้อ ทีวี ตู้เย็น  ซึ่งจริง ๆ แล้วคิดว่าจะซื้อเดือนมกราคม 2559  ก็รีบซื้อและใช้ประโยชน์จากโครงการนี้  นั่นหมายความว่าไม่ได้เพิ่มดีมานด์  เพราะเป็นการนำดีมานด์ในอนาคตมาใช้ก่อนนั่นเอง
3.      สำหรับคนที่มีรายได้สูงก็อาจจะได้ประโยชน์เต็ม ๆ คือจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,050 บาท ได้ใบลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 5,250 บาท (ดูตามตารางประกอบ)  โดยการซื้อล่วงหน้าคล้ายกับลูกสาวผมที่กล่าวในข้อ 2 หรือซื้อสินค้าอุปโภค  บริโภค  จากซุปเปอร์มาร์เก็ต ไว้ใช้ใน 3 เดือนข้างหน้า  หรือซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่าง ๆ ล่วงหน้านั้นเอง
4.      นั่นหมายความว่าแทนที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายก็เป็นแต่เพียงนำค่าใช้จ่ายล่วงหน้ามาจ่ายในช่วงโครงการนี้เท่านั้นเสียเป็นส่วนใหญ่  ยกเว้น!!!  สินค้าบริการเพราะว่าบริการซื้อเก็บไว้ไม่ได้คือจ่ายเงินแล้วรับการบริการเลย (เพราะการซื้อคูปองล่วงหน้าไม่สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้)  ขยายความได้ว่ายอดเงินกี่หมื่นล้านก็แล้วแต่มันไม่ใช้ดีมานด์ที่แท้จริงนั่นเอง คงมีบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจบริการและร้านอาหารที่เชื่อได้ว่าเป็นดีมานด์ที่สร้างขึ้น 
5.      จะดีกว่าหรือไม่ ........ถ้า.......เปลี่ยนเป็น .........การซื้อสินค้าโอทอป  สหกรณ์การเกษตร  กลุ่มแม่บ้าน  กลุ่มเกษตรกร  ซึ่งเป็นบุคคลที่ขาดกำลังซื้อมากที่สุด  รัฐบาลอาจจะอ้างว่ากลุ่มเหล่านั้นไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลเพิ่ม  แก้ง่ายนิดเดียวใช้ ม.44 (ขนาดยึดรถคนดื่มสุราแล้วขับยังทำได้)  โดยให้กระทรวงพานิชย์ตั้งโต๊ะประทับตราหรือออกเอกสารเพื่อนำไปลดหย่อนงานโอทอปที่เมืองทองซึ่งจัดในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี  หรือถ้าจะให้มันระเบิดเถิดเทิงก็จัดโอทอปวีคมันทุกจังหวัดทั่วไทย  เม็ดเงินจะหมุนไปยังคนจนได้ดีที่สุดซึ่งเขาเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาซื้อสินค้าต่าง ๆ นั่นเอง  การกระทำในลักษณะนี้เงินจะตรงไปถึงชาวบ้านโดยตรงแต่ที่ทำอยู่ปัจจุบันนั้นเงินจะไปตกกับบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทต่างชาติ  เช่น  น่าจะมีคนสำรวจว่าไปซื้อโทรศัพท์มือถือ  เครื่องใช้ไฟฟ้า  สินค้าฟุ่มเฟือย  ซึ่งเงินหล่านี้ก็จะไปตกกับต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่   เอ.....ลุงตู่ โดนพ่อค้ารายใหญ่...หลอกเอา อะป่าว....คริๆๆๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิใช่ว่าโครงการนี้ไม่ดีแต่จะดียิ่งขึ้นถ้าผลมันเกิดกับคนในชนบท  หรือคนมีรายได้น้อยมากกว่าในเมือง  หรือคนมีรายได้มาก  หรือห้างร้านขนาดใหญ่  นั่นเอง..........ก็แค่...........

คิดเหมือนเดิม เพิ่มเติมที่การกระทำ

น่าตั้งให้ผมเป็นรัฐมนตรี  ชิมิ...ชิมะ...!!!!!  ลุงตุ่....


B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...