วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

“ปัจจัยเดียว.....จะเลี้ยวมาลงทุนมั๊ย”






                  ข่าวคราวว่าประเทศไทยอันดับเลื่อนขึ้นแบบก้าวกระโดด  จากการที่ธนาคารโลก หรือ World Bank เปิดเผยผลสำรวจการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2018   ซึ่งประเทศไทยดีขึ้น20 อันดับ โดยเลื่อนขึ้นจากอันดับ 46 ในปีที่แล้วมาเป็นอันดับ 26 ในปีนี้  โดยได้คะแนน 77.44    ก็เป็นปลื้มกันไปทั้งบาง......การจัดอันดับหลายๆครั้งก็เป็นการสำรวจความคิดเห็น   แต่ในครั้งนี้เป็นการมาตรวจสอบในหลายๆมิติ  ของการประกอบธุรกิจในประเทศไทย  ซึ่งองค์ประกอบในการตรวจสอบก็มีถึง  10  ตัวชี้วัด  ผมคงไม่ลงในรายละเอียดว่าแต่ละตัวชี้วัดมีอะไรบ้าง     ซึ่งหลายตัวชี้วัดเราดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด  บางตัวก็แย่ลงก็มี  แต่เมื่อรวมคะแนนทั้ง 10 ตัวชี้วัดเราดีขึ้น  ถึง 20  ลำดับ..................ก็เป็นที่น่ายินดี...แต่.....แต่......
            แต่................ในการจะตัดสินใจเพื่อประกอบธุรกิจ  หรือ ลงทุนแล้วนั้น  ความยากง่ายหรือความสะดวกในการประกอบธุรกิจ  คงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้ตัดสินใจมาลงทุน  ....เป็นแน่...เพราะว่า  ลองมาดูอันดับประเทศต่างๆ   เอาที่ใกล้ตัวเรา   เวียดนาม อันดับ 68 / คะแนน 67.93   อินโดนีเซีย  อันดับ 72 / คะแนน 66.47  ที่สำคัญ  จีน  78 / คะแนน 65.29  
            แล้ว...............ทำไม  คนไปลงทุนเวียดนามมากกว่า  โดยใน  Q 1 ปี 2517  ที่ผ่านมา มีเงินลงทุน FDI คือต่างชาติไปลงทุนโดยตรง  2,890 พันล้านเหรียญ ในขณะที่ประเทศไทย  2,537 พันล้านเหรียญ  (ที่มา: https://www.ceicdata.com/en/blog/asean-foreign-investment )  ทั้งๆที่อันดับของประเทศไทย  ดีกว่าเวียดนามถึง  42 อันดับ  หรืออินโดนีเซียก็มีการลงทุนโดยตรง ถึง  2,586 พันล้านเหรียญ  มากกว่าไทยอีกเช่นเดียวกัน
            ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนดำเนินธุรกิจ  ต้องมีปัจจัยอื่นๆเป็นองค์ประกอบอยู่อีกหลายประการ  ดังต่อไปนี้
      1.ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ  คงเป็นปัจจัยเล็กๆ  ปัจจัยหนึ่ง  เพราะว่าหากมีปัจจัยอื่นๆ  สนับสนุนให้ลงทุนความยากขนาดไหนก็คงวิ่งไปลงทุนเหมือนกัน
2.ความเสี่ยง + ความมั่นคง    ทางการเมือง /  ค่าเงิน  /  ทางการทหาร /  ภัยธรรมชาติ / อัตราดอกเบี้ย   เช่นประเทศในอัฟริกาคงไม่ค่อยมีใครอยากไปลงทุนเสียเท่าใด   ทั้งๆที่มีทรัพยากร  มีแรงงานราคาถูก  ฯลฯ
3.ความต้องการของตลาด  ขนาด  การเข้าถึง  ช่องทางการจัดจำหน่าย   เช่นในประเทศจีนมีขนาดตลาดที่ใหญ่มากๆ  ก็ย่อมเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการไปลงทุน  แม้ว่าจะมีความยุ่งยาก  และมีความเสี่ยงอยู่สูงก็ตาม
4.สิทธิพิเศษต่างๆ   ในประเทศ  /  สิทธิจากการส่งออก    การสนับสนุนเงินทุน  + อัตราภาษี    การเข้าถึงแหล่งเงินลงทุน
5.สาธารณูปโภค  ปัจจัยสนับสนุน   น้ำไฟ ถนน การขนส่ง  สนามบิน ท่าเรือ ฯลฯ บางคนว่าเมียนมาร์จะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย  แต่ความคิดเห็นผมว่าอีกนานมากๆๆๆๆ   เพราะเขาไม่ได้พัฒนามา 30-40 ปี  ถนนหนทาง สาธารณูปโภค  การคมนาคม  กฎระเบียบต่างๆ  ไม่เป็นสากล  คงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีในการพัฒนา  แต่ที่น่ากลัวคือ  เวียดนาม กับ อินโดนีเซีย   ครับพี่น้อง..
6. ต้นทุน  แรงงาน  ปัจจัยการผลิต  แหล่งวัตถุดิบ  อัตราภาษี  (รวมถึง ภาษี  ส่วนบุคคล)  เช่นในสิงค์โปร์ เอาภาษีมาเป็นตัวจูงใจให้ไปลงทุนเป็นต้น    ไทยเราแรงงานขาดแคลนแถมไม่ถูกด้วย  ก็ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปพอสมควร
6.อื่นๆ  เช่น    สายสัมพันธ์   การมีคู่ค่า  ผู้ร่วมลงทุน  ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมีส่วนการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่ง..................
 คงต้องประมวลปัจจัยทั้ง 6 มาแล้วตัดสินใจไปหรือไม่ไป.............แล้วไปไหนดี.....
เหมือนกับพอเวลาเห็นสาว  ....ถ้าเธอสวยเราจะเหลียวมอง....แต่พอคุยด้วย....ปากเห็น ฝุดๆ.....ก็บ๊ายบายตัวใครตัวมันเลือกกันเอาเองนะครับ  พี่น้อง.....................

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จาก.........“จิตอาสา...สู่............จิตสำนึก”


                        ช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เราะจะเห็นได้ว่ามีจิตอาสามากมายที่อุทิศตนเพื่อมาช่วยงานส่วนรวมเป็นจำนวนมาก   โครงการจิตอาสาครั้งนี้น่าจะเป็นการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาที่มีจำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะหน่วยงานภาครัฐได้มีการสรุปตัวเลขออกมาแล้วว่า ยอดรวมผู้สมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทุกประเภท  มีจำนวนทั้งสิ้น 4,006,825 คน (CR :: https://www.posttoday.com/analysis/report/521825 )   ตีตัวเลขกลมก็คือ 4 ล้านคนที่ได้ลงทะเบียนเพื่อมาช่วยเหรืองานพระราชพิธีดังกล่าว   อันนี้ไม่รวมถึงจิตอาสาอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียน  ไม่ว่าจะเป็นพ่อครัวแม่ครัว  มอเตอร์ไซค์รับจ้าง  ฯลฯ    รวมแล้วน่าจะถึง 10 ล้านคน..............
                นับว่าเป็นภาพที่งดงามในสังคมไทยอันยากที่จะหาได้ในสังคมอื่นๆ  ในการรวมตัวของประชากรเกือบสิบเปอร์เซนต์ของทั้งประเทศร่วมมาทำงานเพื่อสาธารณะ  โดยมีจุดรวมใจของชาวไทยทั้งหลายคือ “พ่อหลวง”  ของพวกเรา  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันพระราชพิธีดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย ระบุ มีผู้ถวายดอกไม้จันทน์ใน 76 จังหวัด และ 802 อำเภอ รวม 16,188,175 คน ส่วนกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,896,734 คน รวมมีผู้เข้าร่วมพิธี 19,084,909 คน  ( CR ::  http://www.bugaboo.tv/watch/347256  )    ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4-5 ชั่วโมงบางคนเป็น 10 ชั่วโมง  เพื่อขอให้มีเวลาแค่ 10 วินาที ในการถวายดอกไม้จันทน์แก่   “พ่อหลวง”  ของเราทั้งหลาย   ผมเองไม่เคยไปนั่ง  ยืน  รอ  อะไรนานๆมาก่อนแต่ครั้งนี้เพื่อ “พ่อหลวง”  เรายอมทำทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย  โดยเข้าคิวรอตั้งแต่ 11.30  ได้ถวายเวลา 18.30 น.  7 ชั่วโมงเต็ม  ทั้งยืน  นั่งพื้น เพราะเมื่อยมากๆ  และนั่งเก้าอี้ซึ่งมีจำกัดเฉพาะแถวหน้าประมาณ 40 แถว  ตอนเลื่อนมาอยู่แถวหน้าบริเวณพิธี  ที่ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะแต่ก็ยังนับว่าดีกว่าอีกหลายๆที่  เพราะว่าอยู่ในอาคารติดแอร์เพราะหากไม่แล้วตากแดด  หรือยืนต่อแถว 3-4 ชั่วโมงก็คงไม่ไหวแล้ว   ในงานนี้ได้พบจิตอาสามากมายคอยดูแล  ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจัดแถว  แจกอาหารเครื่องดื่ม  เก็บขยะ  ฯลฯ 
                “จิตอาสา”  ในครั้งนี้จะทรงพลังที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต  หากได้มีการแปรเปลี่ยนเป็น  “จิตสำนึก”  ซึ่งในความหมาย ความหมายจาก พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน  คือ  ภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยกาย.  นั่นป็นการแปลตามตัวอักษรจากราชบัณฑิตยสถาน  แต่หากถามชาวบ้าน ร้านตลาด คนเดินถนน  คนสามัญ  ก็คงได้ความาหมายที่แตกต่างกันออกไป    แต่ถ้าถามผมน่าจะหมายถึง “การประพฤติตามกรอบแห่งความเหมาะสม  และ  ดีงาม  โดยปราศจากข้อบังคับใด อย่างไม่ลังเลและชักช้า    ก็เลยฝันและฝากต่อไปด้วยว่าจากนี้ไป    เราจะทำตามคำพ่อสอน”  อย่างจริงๆกันเสียทีหนึ่ง
                อ้าว..............ก่อนจบ  มีดราม่าเกิดขึ้นในสังคมไทย  มีนายแบบคนหนึ่งโพสภาพตนเองกับกิจกรรมที่ดูดีมีระดับ  พร้อมกับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “   หรือ เรียกง่ายๆว่าบัตรคนจนนั่นเอง   เมื่อคืนวันที่ 30  ตุลาคม 2560  นายแบบคนดังกล่าวได้ไปออกรายการ “ทุบโต๊ะข่าว”  ทางช่องทีวีอัมรินทร์   ตอบคำถามพิธีกรว่า   ภาพต่างๆที่เห็นในเฟสบุ้คของตนเองว่า  กาแฟ  อาหาร  นาฬกา  รถยนต์  เสื้อผ้าหน้าผม  และการเดินทางไปต่างประเทศนั้น   เพื่อน....................ออกตังให้ทั้งสิ้น  ตนเองมีรายได้สอง  สาม  สี่  พันบาทต่อเดือน................... จากการประกอบอาชีพ “รับรีวิว” สินค้า  ..............อะไรชีวิตจะดี๊ดีอย่างนี้.........มีกัลยาณมิตรคอยหล่อเลี้ยงจุนเจือ.......  คำถามคือ “ มีไอโฟน  แม้เป็น ไอโฟน 6  แต่ตอนซื้อมันราคา 3 หมื่นกว่านะครับ “     สรุปว่า  มีจิตสำนึกหรือไม่  อายุ 29  หน้าตาดี มีระดับ เกาะกัลยาณมิตร   ................น้องจ๋า  มาทำงานบริษัทพี่มะ   เป็นแม่บ้านก็ได้  ให้  10,000 ต่อเดือน ..........ฮัลโหลๆ  ....สนใจหลังไมค์มาโลด...................

วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

“ไปบอลติค แล้วปิ๊กบ้าน”



                 


                        พูดถึงประเทสในกลุ่มบอลติคแล้วหลายๆคนคงตั้งคำถามว่า  “มันอยู่ส่วนใดของโลกนี้”    พอดีได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวในประเทศในกลุ่มบอลติค  ซึ่งประกอบไปต้วย  เอสโตเนีย  ลัธเวีย และ ลิธัวเนีย  ซึ่งทั้งสามประเทศนี้เป็นประเทศที่เคยอยู่ในปกคครองของรัสเซียมาก่อน  ตั้งอยู่ในคาบสมุดทรบอลติคถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงฟินแล้นด์   ทั้งสามประเทศนี้อยู่ทางทิศใต้ของฟินแล้นด์ครับผม     ประเทศเหล่านี้ได้รับเอกราชปกครองตนเองแบบสาธารณรัฐระหว่าง ค.ศ. 1918-1940 ต่อมารวมเข้าเป็น 3 ใน 15 สาธารณรัฐของสหภาพโซเวียต และเมื่อสหภาพโซเวียตมีอิทธิพลลดลงใน ค.ศ. 1991 ทั้งสามประเทศก็แยกออกไปปกครองตนเอง    นั่นหมายความว่าทั้งสามประเทศนี้เพิ่งเป็นเอกราชเมื่อ 26 ปีที่ผ่านมานี่เอง   มีประชากรรวมกันค่า 6.1 ล้านคนเท่านั้นเอง   แต่ว่าจีดีพีต่อหัวสูงถึง 17,000 USD  ( ไทยเราประมาณ 6,250 USD  ก็ประมาณว่ามีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยเราประมาณ 3 เท่า    ทั้งสามประเทศนี้อยู่ในสหภาพยุโรปทำให้มีการใช้สกุลเงิน “อียู”  แถมยังอยู่ในกลุ่ม “ชังเก้นท์”  ซึ่งสามารถขอวีซ่าแล้วเดินทางท่อเงที่ยวได้ถึง 25 ประเทศในสหภาพยุโรป ( เฉพาะที่อยู่ในชังเกนท์ )  รวมทั้ง สวิสเซอร์แลนด์  นอร์เวย์ และ ไอซ์แลนด์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป
                เที่ยวนี้ไปขอวีซ่าที่สถานฑูตเยรมัน   โชคดีที่ขอแบบเข้าออกได้หลายครั้งและทางเยรมันให้วีซ่าถึง 2 ปี  นั่นหมายถึงว่าภายในสองปีนี้ผมเดินทางยังประเทศในกลุ่มชังเก้นท์ไม่ต้องทำวีซ่าใหม่แล้ว     ...............มันคือการเพิ่มโอกาสนในการเดินทางของผู้ที่ได้วีซ่า   เพราะผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของยุโรปจะเติบโตได้ก็ต้องมีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ    เพราะจากเดิมขอวีซ่าเข้าออกแบบหลายครั้งมักจะไม่ค่อยได้  หรือได้ก็แค่ช่วงสามเดือน.............เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่น  พองดเว้นวีซ่าให้  ไทย   มาเลเซีย และอีกหลายๆประเทศ  จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกสามสี่เท่าตัว  แถมยิ่งมีสายการบินต้นทุนต่ำบริการทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่แพงเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง....... ดังสโลแกนของแอร์เอเชียว่า  “ใครๆก็บินได้” 
                ไปเที่ยวนี้ใช้บริการของสายการบินฟินแอร์ของประเทศฟินแลนด์   เป็นเครื่องบินใหม่   โบอิ้ง 787 ดรีมไลน์เนอร์  เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องบินโดยสารที่ประหยัดเชื้อเพลิงที่สุด และเป็นเครื่องบินโดยสารสำคัญแบบแรกของโลกที่ใช้วัสดุผสมในการก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ บริโภคเชื้อเพลิงน้อยกว่าโบอิง 767 ที่มีขนาดเท่ากันถึง 20%  ซึ่งการบินไทยก็เพิ่งจะรับมอบลำล่าสุดไปเมื่อ  กันยายน 2560 ที่ผ่านมา................ความรู้สึกเมื่อเดินเข้าไปในเครื่องคือสบาย  เบาะกว้าง  ระยะระหว่างเบาะไม่แคบจนเกินไป    ที่นั่งแบบ 3-3-3  ทำให้สะดวกสบายมากๆ   ต้องรอดูว่าการบินไทย จัดที่นั่งอย่างไรรวมทั้งระยะและขนาดเบาะด้วย    ทางฟินแอร์จัดระบบบันเทิงบนเครื่องบินแบบจัดเต็มครับ  จอทีวีส่วนตัว  (ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นมาตราฐานของสายการบินทั่วไปแล้ว )   แต่ที่ต่างคือมีภาพยนต์หลายประเทศแถมภาพยนต์ฝรั่งมีเสียงภาษาไทยซะหลายเรื่อง  ทำให้ตลอดเวลา 9 ชม.กว่าๆ ไม่ต้องตะแคงหูฟังเสียงซาวน์แทรค  ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือมีระบบกล้องที่ถ่ายภาพสดๆจากเครื่องบิน  โดยกล้องนี้ติดที่ด้านบนของหาง  ทำให้เห็นตัวเครื่องบินแบบเต็มลำสดๆตอนเครื่องร่อนลงด้วยนะเอ้อ......  ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบ.......
 แต่เมื่อมีข่าวว่าสิงค์โปรแอร์ไลน์เมื่อตอนที่ประธานาธิบดีสิงค์โปรไปเยือนสหรัฐอเมริกา ตอนกลางเดือนตุลาคม 2560    เอาออเดอร์ไปให้ประธานาธิบดีทรัมป์ 19 ลำ  อุแม่เจ้า........  ในขณะที่ไทยเราฝูงบินทั้งหมดของการบินไทยมีแค่   80 ลำ  เป็น 787 ดรีมไลน์เนอร์ แค่ 8  ลำ  .......เครื่องบินเก่าๆ ก็มีค่าใช้จ่ายสูง......ดังนั้นใครถือหุ้นการบินไทยอยู่คงรู้นะว่าจะทำอย่างไร  แถมสำนักข่าวฝรั่งแห่งหนึ่ง   (จำไม่ได้ว่าสำนักไหน)  รายงานข่าวว่า “หุ้นการบินไทยเป็นหุ้นขยะ”  คือไม่มีอนาคตนั่นเอง ดังนั้นใครจะถือ ใครจะทิ้ง ใครจะช้อนก็ตามแต่อัธยาศัยนะครับ 
                กลับมาคุยเรื่อง “บอลติค” ต่อ  ทั้งสามประเทศ    แม้ว่าจะอยู่ในคาบสมุทรเดียวกันมีพรมแตนต่อเนื่องกันแต่ว่า  “ภาษา”  กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ผมลองสอบถามไกด์ทั้งสามาประเทศ  ในคำที่ต้องใช้บ่อยๆเช่น “สวัสดี   / ขอบคุณ”  ทั้งสามประเทศนั้น พูดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและสื่อสารกันได้เข้าใจประมาณ 5 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง  เพราะภาษาต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง    ซึ่งอันนี้ก็รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อด้วย  แต่ก็มีคนรุ่นเก่าๆในสมัยที่ยังอยู่ในปกครองของรัสเซียจะสามารถพูดภาษารัสเซียได้  เพราะมีการเรียนการสอนภาษารัสเซียในโรงเรียน  แต่อีก 20-30   ปีก็คงหมดคนรุ่นนี้ไป    ปัจจุบันที่รายได้ต่อหัวของประชากรในสามประเทศนี้สูง  ก็เนื่องด้วยเศรษฐกิจเติบโตด้วยธุรกิจ ไอที   ซอฟแวร์    ซึ่งแทบไม่มีใครรู้ว่า  “สไกป์”  ก่อกำเนินในเอสโตเนีย  เพราะมีพื้นฐานทางเทคโนโลยี่ที่เรียนรู้มาในสมัยที่ยังอยู่ในปกครองของโซเวีย    ไม่ใช่ระบบการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค   ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ลุงตู่    อยากให้ไทยเป็น  “ไทยแลนด์ 4.0 นั่นเอง”  ........ แค่ฝันก็มีความสุขแล้วครับ ................ปิ๊กบ้านเด้อ....!!!!!!!!

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

“ระเบียบปฏิบัติ มาตราฐานหรืออุปสรรค”



                




          ชื่อเรื่องวันนี้ดูเหมือนมันเป็นราชการไปหน่อย  แถมยืดยาวอีกต่างหาก    ในกระบวนการดำเนินการทั้งทางธุรกิจและราชการ หรือหน่วยงานต่างๆนั้น  ย่อมต้องมีระเบียบปฎิบิต (PROCEDUER)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบคุณภาพ ISO นั้นมีการเคร่งครัดในเรื่องเหล่านี้  ทั้งให้เขียนเป็นคู่มือเพื่อที่ว่าใครไปใครมาก็จะได้เป็นระบบและปฎิบัติแบบเดียวกันนั่นเอง  ซึ่งในมุมมองหนึ่งมันเป็นเรื่องดีที่ทำให้เกิดเป็นมาตราฐานในการปฏิบัติงาน   โดยปฏิบัติไปตามขั้นตอนต่างๆตามลำดับ 1...2...3 ...นั่นเอง   ซึ่งก็ดูเหมือนกับว่ามันดีแล้วไม่ควรจะต้องมีอะไรที่จะต้องไปศึกษาหรือปรับปรุงแต่อย่างใด

                ช้าก่อน........ประสกทั้งหลาย......ท่านแน่ใจหรือว่า ระเบียบปฏิบัตินั้นดีแล้ว  ชอบแล้ว  ถูกแล้ว  ถามว่าใครเป็นคนเขียนระเบียบปฏิบัตินั้น......   ก็มักจะบอกว่า  “ผู้จัดการคนก่อน”   “ผอ.คนก่อน”  “พี่คนที่ทำไอเอสโอ”  อะไรประมานนี้    อ้าว....แล้วฟันธงได้อย่างไรว่ามันดีแล้ว ชอบแล้ว ถูกต้องแล้ว   เคยฟัง คุณตัน  อิชิตัน  กล่าวไว้ในงานสัมมนางานหนึ่ง ว่าเขาเจอหนักงานขนของขึ้นรถเพื่อไปส่งลูกค้า   แกถามลูกน้องว่าทำไมจัดเรียงสินค้าแบบนี้  แน่นอน  “ก็ลูกพี่คนก่อนๆ งั้ยครับเถ้าแก่”  แต่พอดูให้ลึกแล้วพบว่ามีการจัดเรียงอีกแบบหนึ่งทำให้สามารถบรรจุสินค้าได้มากขึ้น ถึง  10 เปอร์เซนต์   แปลกลับกันก็คือสามารถลดต้นทุนในการส่งสินค้าได้ 10 เปอร์เซนต๋นั่นเอง   ถ้าในยุคที่น้ำมันลิตรละ 50 บาทก็คงประหยัดได้มากโขอยู่  แต่ในภาวะน้ำมันลิตรละ 25 บาท  ก็คงประหยัดได้ไม่น้อย ชิมะ ๆๆ

                ช่วงหลังๆมานี่ผมมีโอกาสขึ้นเครื่องบินสายการบินอื่นๆ  นอกเหนือจากการบินไทย  เช่น เอธิฮัด  อิมิเรสต์  ฟินแอร์  คาเธ่ย์แปซิฟิก เป็นต้น  เดิมพอเราใช้แต่บริการการบินไทยก็รู้สึกหงุดหงิดเวลาเราใช้บริการชั้นประหยัด   เพราะถ้าเลือกที่นั่งผิดรออาหารจนหายหิวเรยทีเดียว  แต่พอได้โกลด์การ์ดมันดีอย่างคือเจ้าหน้าทีจะมาถามเราว่าจะรับอาหารแบบใดและมาเสริฟ์ก่อน    ลองดูครับถ้าท่านได้ขึ้นเครื่องการบินไทยลองสังเกตุดูนะครับว่าเป็นไปตามนี้หรือไม่

                คือพนักงานจะเสริฟทุกอย่าง   เริ่มจาก   ชุดอาหาร 1 ชุด    แล้วถามว่าจะรับอาหารอะไรมีให้เลือกดังนี้....... ผู้โดยสารกว่าจะเลือก  กว่าจะหยิบส่งให้ใช้เวลาไป.....   แล้วถามต่อว่า  รับขนมปังแบบไหนดี    รับน้ำอะไรดี  น้ำผลไม้อะไร หรือน้ำเปล่า  เอาน้ำแข็งมั้ย.....อะไรประมานนี้        โอ้ย ....กว่าจะเสร็จแต่ละรายคนสุดถ้ายของแถวที่น้องๆทีมนี้บริการใช้เวลาเกือบชั่วโมงนึง  ถ้าเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ผู้โดยสารแยะก็จะกินเวลานานน   

                เคยถามน้องๆเจ้าหน้าที่บริการบนเครื่องบินของการบินไทยว่า    “ทำไมไม่แจกชุดมาตราฐาน  โดยไม่มีอาหารหลัก ให้ลูกค้าละเลียด  สลัด ไปพลางๆ  แล้วต่อด้วยขนมปังให้เลือก  แล้วค่อยต่อด้วยอาหารหลัก ก็จะพอดีเวลา (คาดเอาเองว่าพอดีนะ)  แถมทำให้การเสริฟ์นั้นเสร็จสิ้นโดยเร็วกว่าการบริการแบบครบถ้วยทุกอย่างทีละคน  “  (จนทำให้คนท้ายๆ น้ำลายไหลยืดไม่รู้ตัว)     คำตอบที่ได้.............................”อ๋อ  ระเบียบปฏิบัติ เค้าเขียนว่าอย่างนี้คร้า”   อันนี้ก็ไม่ว่ากัน  

                เดิมผมก็เข้าใจว่าทุกสายการบินคงเหมือนกันเพื่อความปลอดภัย หรือสุขอนามัย อะไรสักอย่าง  .............แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อได้มีโอกาสขึ้นสายการบินอื่นๆก็พบว่า  ....... แต่ละสายการบินก็มีวิธีการเสริฟ์ที่แตกต่างกันไป  .............อ้าว  แล้วการบินไทยของเราเคยคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการเสริฟ์หรือไม่ ???     คำตอบ  “  หนูไม่รู้” ................จบ ข่าว............

                ดังนั้น  “ระเบียบปฏิบัติที่ดีควรมีการทบทวน  ว่าควรมีการปรับปรุงในดีขึ้น  ให้เร็วขึ้น  ให้ประหยัดขึ้น  ให้ถูกใจลูกค้าขึ้น  หรือไม่ ????  “    อย่าให้ระเบียบปฏิบัติเป็นอุปสรรคในการพัฒนางานเรยครับ    ติดต่อราชการต้องมีทั้งสำเนาบัตรประชาชน  และ สำเนาทะเบียนบ้าน ผมถามว่าเอาไปทำแมวอะไร  จนท.แจ้งว่าอ๋อ....ตามระเบียบฎิบัติครับ.....บางคนตอบว่าทำให้ทราบว่าจะได้ทราบว่าอยู่ที่ใด   อ้าวแล้วในบัตรประชาชนไม่ทราบเหรอ??   อาจอยู่คนละที่ ??   แล้วงัย.....ก็ตอบต่อไม่ได้  สรุปว่า “ระเบีบบปฏิบัติ เป็นอุปสรรคในการทำงาน / การบริการ  .....”   

                แต่ใครที่เคยไปทำพาสปอร์ตที่กรมการกงสุลดูจะรู้ว่า   ระเบียบปฏิบัตินั้นแก้ไขได้  ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็เรียบร้อย    ใช้เวลาทำ ไม่เกิน 20 นาทีเสร็จ  จัดระบบการรอคิวที่ยอดเยี่ยม  หน่วยงานอื่นๆสมควรปรับระเบียบเปฏบัติให้เป็นมาตราฐานแต่ไม่เป็นอุปสรรคในการให้บริการหรือดูแลลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกัน  ......เด้อ.....

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...