วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เศรษฐกิจรุ่งเพราะมุ่งกีฬา


                 



                           ตอนผมเด็กๆเมื่อซัก 50 กว่าปีก่อนนี้มีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ  แต่ละฉบับก็จะหน้าบันเทิง  และ หน้ากีฬาเป็นองค์ประกอบของหนังสือพิมพ์รายวัน 1-2 หน้า   จนปัจจุบันมีเซ๊คชั่นกีฬาอยู่หลายหน้าและมีหนังสือพิมพ์กีฬาโดยเฉพาะ   มันบอกอะไรเราบ้างครับ   1.มีคนสนใจในการเสพสื่อบันเทิงและกีฬาในปริมาณที่มากอย่างมีนัยยะ   2.เมื่อมีคนสนใจมากๆแน่นอนการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจก็ย่อมมากตาม   เพราะมีการซื้อขาย  จับจ่ายใช้สอยในอุตสาหกรรมนั้นๆ  แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอาจไม่มากและมีนัยสำคัญอย่างเช่นในปัจจุบัน
                ทุกวันนี้อุตสาหกรรมกีฬามีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย  จะเห็นได้จากมุมมองของภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬา  โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนาคุณธรรม และจริยธรรม   ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ   ซึ่งมีข้อสรุปในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา (Sports Industry  Promotion )  ออกมาเป็นเอกสารเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในภาครัฐและส่งเสริมการประกอบการของภาคเอกชน    ซึ่งอ่านแล้วอาจจะงงๆเพราะเป็นภาษาราชการถึง 90 กว่าหน้า  แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ภาครัฐมองเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนและยอมรับว่ากีฬาเป็น “อุตสาหกรรม” ชนิดหนึ่ง  มิใช่แค่เป็นเครื่องมือในการออกกำลังกาย  ลัลล้าเท่านั้น
                ขนาดของอุตสาหกรรมกีฬามีขนาดใหญ่โดยประเมินกันว่ามีขนาดตลาดรวมทั่วโลกถึง 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา   แน่นอนว่าตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งมีขนาดตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดตลาดกีฬาในโลก  คือ 200,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา  ส่วนขนาดตลาดอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง  คงต้องขอให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจของหอการค้าไทย  ลองช่วยประเมิณขนาดของอุตสาหกรรมกีฬาในบ้านเราดูอย่างเป็นทางการเสียที  เพราะที่ผ่านมามีแต่การประเมิณว่าประมาณ 80,000 ล้านบาท  ซึ่งผมคิดว่ามันน้อยกว่าความเป็นจริงอยู่พอประมาณ   เพราะลองนึกเล่นกันดูว่าเอาแค่  “การวิ่ง”  ซึ่งแต่ละปีมีการวิ่งรวมกันแล้วประมาณ  2,080 รายการ  (มาจาก สัปดาห์ละ 40รายการคูณด้วย 52)  มีนักวิ่งรายการละ  3,000 คน (ค่ากลางๆ ซึ่งบางรายการมีนักวิ่งเป็นหมึ่นคน เช่น บางแสน 21 / บุรีรัมย์ / สวนผึ้ง  เป็นต้น )  ก็จะมีนักวิ่งเข้ารวมจำนวน   6.24  ล้านคน   คนละ 500 บาท  ก็จะมีมูลค่าถึง 3,120 ล้านบาทแล้ว     นี่ยังไม่รวมไทยลีค 1 ปีนี้ 2018 ซึ่งแข่งไป 26 นัด(ยังเหลืออีก 8นัด)  มีผู้ชมทั้งสิ้น 1.018 ล้านคน  ไม่รวมเงินเดือนนักเตะ 18 ทีม (เฉพาะไทยลีค 1)  หากรวมนักเตะ  ค่าใช้จ่ายในการทำทีมของทีมไทยลีกทั้ง 1-4  และค่าถ่ายทอดลิขสิทธิ์ซึ่งขณะนี้ทรูวิชั่นเป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์ตกปีละ 1,000 ล้านบาท คงจะหลายพันล้านบาททีเดียว   ซึ่ง “ฟุตบอล”  มีขนาดของตลาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทย   ซึ่งหากรวม  จักรยาน โยคะ  ฟิตเนส  กีฬาอื่นๆ   ส่วนเสื้อผ้า อุปกรณ์  รองเท้ากีฬา ซึ่งประเมินว่าประมาณ 100,000 ล้านบาท   ฯลฯ    ก็คงมีขนาดตลาดโดยรวมซึ่งผมเชื่อ (เป็นความเชื่อส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณ)  ว่าขนาดของอุตสาหกรรมกีฬามีขนาดมากกว่า 200,000-300,000  ล้านบาทแน่นอน     
                แถมตลาดอุตสาหกรรมกีฬานี้มีการเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  โดยไม่ต้องไปดูในเรื่องการเติบโตของ  GDP  แน่นอนรายได้ต่อหัวของประชากรมีผลต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬาและทุกๆอุตสาหกรรม    แต่เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปคำนึงถึงสุขภาพ  และ แฟชั่นมากขึ้นตลอดจนสื่อสังคมอีเลคโทรนิคทั้งหลาย  มีส่วนช่วยทำให้อุตสาหกรรมกีฬานี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง  ครั้งหน้าเรามาต่อกันในเรื่อง  “องค์ประกอบของอุตสาหกรรมกีฬา”  และ “การตลาดกีฬา”   พาชาติรุ่ง  (ไม่ริ่งแน่นอนครับ)...!!!

“การเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬา”





    
ในตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมกีฬา  ที่นับวันจะมีขนาดของตลาดในอุตสาหกรรมนี้เติบโตขึ้นทุกปี  ซึ่งในตอนนี้จะได้มาลงรายละเอียดกันว่าทำไมอุตสาหกรรมนี้ถึงได้เจริญเติบโต ดังต่อไปนี้

                1.รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรไทย  และ ประชากรโลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น  ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์  จะเห็นได้ว่าประเทศที่อุตสาหกรรมกีฬาเติบโตอย่างมาก  มีขนาดใหญ่โตที่สุดคือสหรัฐอเมริกานั้นมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว คือ 59,501 เหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 7 ของโลก  และใน 15 ลำดับแรก เป็นสหรัฐอเมริกา  กับยุโรปถึง 12 ประเทศ  โดยมี สิงค์โปร และการ์ต้า สอดแทรกเข้ามา (2017 IMF)  อธิบายง่ายๆอย่างนี้ว่าเมื่อคนมีรายได้มากขึ้น  ก็คงไม่ได้จับจ่ายใช้สอยแค่ปัจจัยสี่แบบความต้องการขึ้นพื้นฐาน  เมื่อมีรายได้มากขี้นก็อยากใช้เงินเพิ่มขึ้น  ก็เลยมองหาสินค้าและบริการที่มาตอบสนองทางด้านอื่นๆเพื่มขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมบรรเทิง  ท่องเที่ยว  และกีฬาเป็นตัวเลือกในการจับจ่ายใช้สอย 

                2.ปัจจัยที่สนับสนุนต่อมาคือ  จำนวนประชากร และ พฤติกรรมของผู้บริโภค ( Behavior)  ที่เปลี่ยนแปลงไป   โดยคำนึงถึงสุขภาพ  และ การหุ่นหรือร่างกายที่เหมาะสม  ซึ่งลักแซมเบิร์ก และ สวิสเซอร์แลนด์ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเป็นลำดับที่ 1 และ 2 แต่มีขนาดของตลาดกีฬาที่เล็กกว่าสหรัฐอเมริกามาก  ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกามีมากเป็นอันดับสามของโลกคือ 327 ล้านคน (วิกิพีเดีย)  โดยจากข้อมูลขนาดของตลาดอุตสาหกรรมกีฬา  ในอเมริกาเหนือคือสหรัฐอเมริกา และ แคนาดา เป็นหลักมีขนาดตลาดขยายตัว จากปี 2010 ที่ 49.99 พันล้านดอลลาร์  เป็น 76.51 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 (www.statista.com) ช่วงเวลา 10 ปีเติบโตเฉลี่ยถึง 53.05 เปอร์เซนต์ เฉลี่ยประมาณปีละ 5 เปอร์เซนต์  ซึ่งขนาดของตลาดกำลังอิ่มตัวเพราะว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของ อเมริกา และยุโรป มีอัตราที่น้อยมากๆเมื่อเทียบกับ เอเชีย และอาเซียน  

                      ซึ่งหากมีประชากรมาก  และ พฤติกรรมผู้บริโภคนั้นสนใจในสุขภาพและหุ่นหรือร่างกายที่สมส่วนแข็งแรงแล้ว ก็จะยิ่งเร่งให้ขนาดของตลาดมีการเจริญเติบโตยิ่งขึ้นไป   ตลาดอุตสาหกรรมกีฬาในจีนขยายตัวเป็นอย่างมากและเชื่อกันว่าจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในไม่ช้า  ด้วยขนาดของประชากรที่มากกว่าถึง 1.3 พันล้านคนเศษ คิดเป็น ประมาณ 19 เปอร์เซนต์ของประชากรโลก   ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 8,643 เหรียญสหรัฐ มากกว่าประเทศไทยเสียอีกที่รายได้เฉลี่ยแค่ 6,591 เหรียญสหรัฐเท่านั้น  แถมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ละปีก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  แม้จะไม่เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเหมือนเมื่อประมาณสิบปีก่อนหน้านี้ก็ตาม

                3.เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา  มีการพัฒนาให้เป็นแฟชั่นมากขึ้น  นอกจากประโยชน์ใช้สอยในด้านที่เกี่ยวข้องกับกีฬานั้นแล้วซึ่งเรียกว่าเป็นประโยชน์ใช้สอยหลัก  ก็ยังเติมแต่งแฟชั่น  สีสัน  ลูกเล่น ต่างๆ ลงไปในเสื้อผ้า รองเท้า และ อุปกรณ์กีฬา เพื่อเป็นการเติมเต็มประโยชน์ใช้สอยทางด้านอารมณ์อีกด้วย สังเกตุง่ายๆว่าในการแข่งขันเทนนิส มาราธอน  โยคะ จักรยาน  กอล์ฟ ฟิตเนส ฯลฯ จะมีดีไซนด์  สีสัน และลูกเล่นต่างๆ  รวมทั้งเพิ่มอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น (หรือจำเป็นน้อย) ในการเล่นกีฬานั้นๆเข้ามาทำให้นักกีฬามีชุดอุปกรณ์กีฬามากกว่าสองสามชุดเหมือนเช่นในอดีต  สามารถมีเป็นสิบ เป็นร้อย (อันนี้ก็มากไป) ทำให้ขนาดตลาดขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ  โดยมีสองปัจจัยข้างต้นสนับสนุนเพราะมีเงินเพิ่มมากขึ้น  ประชากรมากขึ้น  รายได้ต่อหัวมากขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น บ่อยขึ้น  ก็เลยจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นนั่นเอง

                4.ประการสุดท้ายก็คือเรื่องของสื่อสังคมต่างๆ (Social Media)  เพราะการเติบโตของสื่อสังคมและพฤติกรรมของมนุษย์เป็น Extrovert คนที่ชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ ชอบแสดงออก  ง่ายๆคือชอบโชว์ นำเสนอ  พวกขาปาร์ตี้ เฮฮา มนุษยสัมพันธ์ดี เข้าได้กับทุกคน  เลยเป็นที่มาของเซลฟี่และโพสบนโลกสังคมออนไลน์  ก็เลยยิ่งทำให้ต้องจับจ่ายใช้สอยปัจจัยในข้อ 3  มากขึ้น บ่อยขึ้น นั่นเอง  เพราะในสมัยก่อนถ้าเราเล่นจ้อกกิ้ง  แค่กางเกงบอล และ เสื้อยืดเสื้อกล้ามสามสี่ชุด  กับรองเท้านันยางก็พอแล้ว  แต่จากปัจจัยในข้อสองและสามนี้ทำให้  เราต้องมีเครื่องทรงครบ  ทันสมัย  ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งาน และ อารมณ์  แถมต้องไม่น้อยหน้าใครๆในจักรวาลนี้อีกต่างหาก...อมิตพุทธ.....





“เมืองกีฬา Sport City


            



                 “อุตสาหกรรมกีฬา” นับว่าเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่มี่ส่วนอย่างยิ่งในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ  นอกเหนือไปจากเพื่อเสริมสร้างสุขภาพและพลานามัย  รวมทั้งฝึกฝนให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬาตามปรัชญาการกีฬาในสมัยก่อน  เพราะทุกวันนี้ในประเทศทีมีฐานะทางเศรษฐกิจดีๆ  อุตสาหกรรมกีฬาและบันเทิง มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง   เพราะเมื่อประชาชนมีฐานะทางเศรษกิจดีขึ้นมีรายได้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น  ก็มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจัยสี่ตามทฤษฎีของแมสโลว์  จะเห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกามีขนาดของอุตสาหกรรมกีฬาที่ใหญ่มากๆ    และแนวคิดหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาก็คือ  “เมืองกีฬา”
“เมืองกีฬา” นั้นปัจจุบันประเทศไทยได้ประกาศให้มีเมืองกีฬา  โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬา แบบครบวงจร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งเมืองกีฬานี้มิใช่แค่มีการจัดการแข่งขันกีฬาทั้งภายในประเทศ  กีฬาระดับนานาชาติ เท่านั้น  ยังรวมไปถึงการเป็นสถานที่ฝึกซ้อม  เก็บตัวนักกีฬา  การส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัดมีการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ การแข่งขันกีฬาในจังหวัดในทุกระดับ   ทั้งนี้มีการผูกโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยเพราะนอกจากการแข่งขันกีฬาแล้ว  นักกีฬา ผู้ชม และ ผู้สนับสนุน ครอบครัว สามารถต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย
            ตามประกาศ “เมืองกีฬา (Sports City)” ปัจจุบัน มี 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี, สุพรรณบุรี, บุรีรัมย์, อุดรธานีศรีสะเกษ และกระบี่   เมื่อดูรายชื่อทั้งหกจังหวัดแล้วคงไม่มีคำถามสำหรับ ชลบุรี เพราะมีการแข่งขันกีฬาเป็นประจำอยู่แล้วทั้งกีฬาบนบกและกีฬาทางน้ำรวมทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวในการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง   ส่วนบุรีรัมย์นั้นคงไม่มีใครปฏิเสธว่าเศรษฐกิจของบุรีรัมย์นั้น  เติบโตอย่างต่อเนื่องจาก “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” และ สนามแข่งรถช้างเซอร์กิต  ด้วยฝีมือการปั้นของลุงเนวินจนเป็นต้นแบบของการพัฒนาเมืองกีฬาให้กับอีกหลายจังหวัด  บุรีรัมย์มีสถานที่ท่องเทียงมากและน่าสนใจพอสมควรผมเองเคยไปร่วมงานวิ่งบุรีรัมย์มาราธอนเมื่อปี 2017  อลังการ์งานสร้างจริง  แต่เชื่อหรือไม่ครับว่าโรงแรมดีๆมีไม่เพียงพอ  บริการรถสาธารณะไม่มีต้องเช่ารถจากสนามบินขับเอง  ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น  จะเป็นไปได้หรือไม่ครับในช่วงมีงานจะจัดให้มีรถสาธารณะแบบว่าจัดเป็นแพคเกจ  ตั๋วเครื่องบิน/หรือ รถยนต์  รวมที่พัก และรับส่งระหว่างสนามบิน ที่พัก  ที่แข่งขัน  ก็จะเป็นการส่งเสริมให้มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่มากขึ้น  อาจจัดปีละสองครั้งผมก็ว่าน่าสนใจไม่น้อย  และลุงเนวินจะ  ผลักดันให้ได้รับการรับรองจากสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAAF) ให้บุรีรัมย์ มาราธอน เป็นงานวิ่งระดับบรอนซ์ เลเบิล และขยับเป็น ซิลเวอร์ และ โกลด์ ต่อไปในอนาคต  เทียบชั้น บอสตันมาราธอน  โตเกียวมาราธอน  ลอนดอนมาราธอน  ซึ่งปัจจุบันนี้ระดับโกล์มีอยู่  56 อีเวนต์  แน่อน จีนพี่ใหญ่ มีอยู่ถึง 5 อีเวนต์ คือ ปักกิ่ง  เซี่ยงไฮ้  กวาเจา เซียเหมิน และ ฉางโจว   ต้นเดือน พฤศจิกายนนี้ผมจะไปวิ่งที่ “ดีสนีย์รัน” แต่ก็แค่ฟันรันเพราะปัจจัยทางด้านสังขารนั่นเอง  แต่มีการจัดแบบแพคเกจไม่ต้องไปวิ่งวุ่นซื้อตั๋วเครื่องบิน  จองที่พัก  โรงแรม และ ลงทะเบียนแข่งขัน  ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นในการไปร่วมงานกิจกรรมดังกล่าว แถมได้เล่นเครื่องเล่น  ตลอดจนพักโรงแรมในดีสนีย์แลนด์อีกด้วย  เพราะถึงแม้จะเคยไปเที่ยวหลายครั้งแต่ไม่เคยได้พักโรแรมในดีสนีย์แลนด์เลย  แน่นอนราคาไม่ถูกจ่ายไป 30,000 บาท สามวันสองคืน  กับการบินไทย  (แต่ถ้าไปสายการบินอื่นๆราคาก็จะถูกลงมา)
                แต่สำหรับอีก 4 จังหวัด คือ  สุพรรณบุรี,  อุดรธานีศรีสะเกษ และกระบี่  นั้นผมมีความเป็นห่วงเพราะถนนสายนี้ยังคงอีกยาวไกล  เพราะการเป็นเมืองกีฬาไม่ใช่แค่ประ
กาศก็เป็นได้โดยอัตโนมัติ  การประกาศเป็นเพียงแค่แสดงจุดยืนและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาจังหวัด  โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งนี้การขับเคลื่อนด้วยหน่วยงานราชการเองก็คงเป็นที่ทราบกันดีว่า  ไม่น่าจะสำเร็จได้ในเร็ววันต้องอาศัยภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา  ตลอดจนสมาคมกีฬาและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  ต้องทุ่มเทและสนับสนุนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  โดยมีเป้าหมายว่า “เมืองกีฬา” นี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยังส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในจังหวัดนั้นอีกด้วยนั่นเอง 

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โลซาน สำราญใจ




          

                เมื่อเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปรับการอบรม COURSE DIRECTOR   โดยท่าน รศ.ดร.สุพิตร สมาหิโต  รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย  ได้กรุณาคัดเลือกผมกับ ดร.ชัย  นิมมากร จากแกรนด์สปอร์ต ไปเข้ารับการฝึกอบรมโดยทุนของโอลิมปิคสากล  เพื่อมาเป็นผู้อำนวยการฝึกอบรม “การจัดการกีฬาขั้นสูง”  ต้องขอขอบพระคุณท่านและโอลิมปิคประเทศไทย  ที่ได้กรุณามอบโอกาสอันสำคัญยิ่งในครั้งนี้  ซึ่งผมจะกล่าวถึงการฝึกอบรมในตอนท้าย   แต่ช่วงแรกนี้ขอเล่าถึงโลซานสำราญใจก่อนนะครับ

                โลซาน ในภาษาฝรั่งเศสเขียนแบบนี้  Lausanne  ซึ่งถ้าอ่านตามภาษาอังกฤษจะเป็นอีกคำหนึ่ง ในเมืองนี้ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลักซึ่งคงไม่แปลก  เพราะตั้งอยู่ในบริเวณทะเลสาบเจนีวาซึ่งติดกับเมืองเอวีย็อง-เล-แบ็งของประเทศฝรั่งเศส มีประชากรแค่ประมาณ 136,000 คน น้อยกว่าจังหวัดระนองซึ่งมีประชากรน้อยที่สุดในประเทศไทย ที่ประมาณ 190,000 คน   เมืองนี้เรียกได้ว่าเป็นเมืองกีฬาแต่ไม่ใช่เพาะมีกิจกรรมทางการกีฬาในเมืองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  แต่เพราะเป็นที่ตั้งของคณะกรรมการโอลิมปิคสากล ( International Olympic Committee)  หรือที่เรียกย่อๆว่า IOC นั่นเอง   ซึ่งองค์กรนี้มีอำนาจสูงสุดในกระบวนการโอลิมปิก จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1894 โดยปีแยร์ เดอ กูแบร์แต็ง ชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจที่จะฟื้นฟูกีฬาโอลิมปิกในสมัยกรีกโบราณ สำหรับคณะกรรมการโอลิมปิกสากลนั้น ประกอบด้วยคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติ (National Olympic Committee หรือ NOC) ของประเทศต่าง ๆ ประกอบกันเป็นประเทศสมาชิก โดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากลมีหน้าที่ควบคุมคณะกรรมการโอลิมปิกของประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้ดำเนินงานจัดการแข่งขันให้เป็นไปตามหลักการและอุดมการณ์ของกีฬาโอลิมปิก   โดยมีรายได้หลักเพื่อนำมาบริหารงานจาก  4 ทาง คือ  การให้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดต่างๆที่โอลิมปิคเป็นผู้ดูแลคิดเป็น 47 รองลงมาเป็นรายได้จากสปอนเซอร์ 45ที่เหลือก็เป็นค่าตั๋ว และ ค่าลิขสิทธ์(ในการใช้ตราโอลิมปิคฯลฯ) 5 กับ 3 % ตามลำดับ

                การไปฝึกอบรมในครั้งนี้เพื่อนำองค์ความรู้มาจัดคอร์สฝึกอบรมในประเทศไทยในหัวข้อ ADVANCE SPORT MANAGEMENT COURSE เรียกย่อว่า ASMC  ซึ่งประเทศไทยเคยจัดมาแล้วสองรุ่น ฟังชื่อคอร์สแล้วหลายคนคงนึกถึงการฝึกอบรมแบบทั่วๆไปซี่งหัวข้อนี้ก็คงมีหลายหน่วยงานจัดการฝึกอบรม  หรือการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆอยู่แล้ว   แต่.....แต่.....หลักสูตรของโอลิมปิคนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงอยู่  3ประการหลักๆคือ  1.บุคลลากรที่จะเข้าฝึกอบรมจะต้องมีประสบการณ์  และอยู่ในฐานะที่จะปรับปรุงองค์กรกีฬาให้พัฒนาขึ้นได้  ไม่ใช่ใครก็ได้ส่งมาฝึกอบรมเสร็จแล้วก็ไม่ได้นำไปปฎิบัติจริง   2.ไม่ได้สอนทฤษฎี  แต่ให้ผู้เข้าฝึกอบรมนั้นกลับไปศึกษาองค์กรของตัวเอง  ตามที่วิทยากรกำหนดพร้อมกับศึกษากรณีศึกษาที่อยู่ในบทเรียน  แล้วหาข้อสรุปเพื่อการพัฒนาองค์กรของตนเอง   ซึ่งมีอยู่ 6 หมวด คือ
                1.องค์กรโอลิมปิคและ  องค์กรกีฬา
                2.กลยุทธ์การจัดการองค์กร
                3.การจัดการทรัพยากรมนุษย์
                4.การจัดการทางการเงิน
                5.การจัดการทางการตลาด
                6.การบริการจัดการมหกรรมกีฬา
                ประการสุดท้าย  จะต้องนำเสนอแผนการพัฒนาองค์กรเมื่อจบหลักสูตรพร้อมทั้งแผนปฏิบัติการจึงจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งออกโดยโอลิมปิคสากล  และในระหว่างการฝึกอบรมนั้นจะใช้วิธีการทำกรณีศึกษา  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  ในหมู่ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งก็ต้องเป็นบุคลที่สามารถนำเสนอและนำแผนไปปฏิบัติได้อย่าเงเป็นรูปธรรมด้วย  นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะว่าในการฝึกอบรมในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่แล้วมาฟังบรรยาย  จบแล้วก็จบกันถือว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว  การเกิดมรรคผลน่าจะไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์  แต่ก็นับได้ว่ายังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย  จิง....จิง.....
                เกล็ดเล็กน้อยของเมืองโลซานหลายท่านคงทราบดีว่า ในหลวง ร.9 ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของเราชาวไทยทั้งหลาย  ทรงเสด็จไปศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2476 ทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงเข้าชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอลนูแวลเดอลาซุอิสรอม็องด์ (École Nouvelle de la Suisse Romande) เมืองชายี-ซูร์-โลซาน (Chailly-sur-Lausanne)  นอกจากนี้แล้วในเมืองโลซานนี้ยังมี ศาลาไทย ณ เมืองโลซานน์ (Le Pavillon Thailandais)  ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี  ซึ่งพระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก  นอกจากนี้ยังเป็นที่ระลึกในการครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสวิสเซอร์แลนด์ ในการในปีพ.ศ. 2549 อีกด้วย  ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเจนีวานับว่าสวยงามอย่างยิ่ง
                เมืองโลซานนี้และหลายๆเมืองในสวิสเซอร์แลนด์ (ไม่แน่ใจว่าทุกเมืองหรือไม่)  เมื่อเราเช็คอินเข้าที่พักแล้วจะได้รับบัตรมาใบหนึ่งขนาดเท่าบัตรเครดิต  สามารถใช้เป็นบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะได้ฟรี  ตลอดระยะเวลาที่เราพำนักในเมืองนั้นๆ    ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน (ซึ่งมีอยู่สองสาย)  รถเมล์  เรือเมล์  (ยกเว้นเรื่องสำหรับท่องเที่ยว)  และที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆก็คือไม่ต้องแตะบัตร  ไม่ต้องโชว์บัตร  เพราะที่นี่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ  รถไฟใต้ดินไม่มีประตูกั้นแบบเมืองอื่นๆทั่วโลก  รถเมล์ไม่ต้องแตะบัตรใดๆทั้งสิ้น  ส่วนเรือเมล์ยังไม่ได้นั่งซึ่งคงเหมือนกัน แต่สำหรับคนท้องถิ่นแล้วต้องซื้อบัตรจากตู้ขายบัตรตรงป้ายรถเมล์นั่นเอง  ซึ่งผมถามว่าทำไมไม่มีการตรวจบัตรโดยสารเลย  คำตอบคือจะมีการสุ่มตรวจเป็นระยะๆหากพบว่ามีการเบี้ยวค่าโดยสารละก็ค่าปรับแพงไม่คุ้มค่าเลยครับ  ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 วัน ที่อยู่ในโลซานพบการสุ่มตรวจบัตรโดยสารเพียงแค่หนึ่งครั้งเท่านั้นเอง   แสดงว่า............ความซื่อสัตย์  เริ่มต้นได้ที่ตัวคุณ........ครับ..@@@@

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...