วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“ฤทธิ์ ...ตะเกียบคู่ แบรนด์ดังพังชั่วข้ามคืน"

















                           ชื่อเรื่องนี้อาจจะคุ้นๆคนยุค 60 ที่มีภาพยนต์กำลังภายใน  บู๊ ล้างผลาญ และฟันดาบกันจนจอกระจุยไป ไม่ว่าจะ ฤทธิ์มีดสั้น  ชอลิ้วเฮียง  มังกรหยก อะไรประมาณนี้   แต่ในยุค  2518  นี้ฤทธิ์ตะกียบคู่  ดูจะทำให้แบรนด์ที่เป็นระดับโลกไปไม่เป็นเหมือนกันเมื่อ  สังคมชาวจีนโดยเฉพาะสังคมออนไลน์ออกมาต่อต้านคลิป / โฆษณา ของ Dolce & Gabbana  (D & G ) สัญชาติอิตาลี   จากจุดเล็กๆที่ไม่น่าเป็นประเด็นโดยมีนางแบบสาวใช้ตะเกียบคีบพิซซ่า(อิตาลี) ซึ่งเป็นโฆษณาทั่วไปแต่ที่เสียหายและพลาดอย่างไม่น่ าจะเป็นไปได้คือ การที่Stefano Gabbana ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกล่าวตอบโต้ ในอินสตาแกรมว่า    เราจะบอกคนทั้งโลกว่าประเทศจีนมันแย่ และขอให้รู้ไว้เลยว่าเราอยู่ได้โดยที่ไม่มีพวกคุณ   จะพูด  เพื่อ ....................................
                งานเข้าโดยมิต้องนัดหมายเพราะชาวจีนถือมากในเรื่องวัฒนธรรม  การที่นักธุรกิจระดับโลกพลาดในเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียนชิ้นโต  ที่แบรนด์ที่สะสมความดีงามมาตลอดกว่า 30 ปี จะถูกทำลายด้วยคำพูดเพียงแค่ สามสี่ประโยค  หรือ สูญเสียความรักและศรัทธาเพียงชั่วข้ามคือน   อย่าลืมว่าโดยภาพรวมแล้วสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้  ตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศจีนจนมีการกล่าวอ้างว่ายอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ยอดขายอยู่ในประเทศจีน หรือ ถูกซื้อโดยคนจีนถึง 30%    ยอดขาย D&G ประมาณปีละ 36,000 ล้านบาท ถ้าคิดสามสิบเปอร์เซนต์ ก็ประมาณ  10,800 ล้านบาท  นี่กระแสถึงกับมีการเอาสินค้าออกมาเผาประท้วง  การไปเขียนข้อความประท้วงที่ร้าน  ฯลฯ  และดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  และคงจะหยุดยาก  แม้มีการออกมาขอโทษจากซีอีโอก็ตาม   เพราะมีการทำคลิปวิธีชีวิตและความภาคภูมิใจของ “ตะเกียบ”  ประมาณว่า เป็นจิตวิญญาณ ของชาวจีน ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  แต่คลิปนี้ออกมาเพื่อเป็นการตอกย้ำและประท้วง   D&G
การที่คนจีนรักและซื้ออะไรนั้นพวกเขาก็จะแห่กันไปซื้อเรียกว่าจนหมดสต้อกทีเดีย  ดูบ้านเราเป็นตัวอย่าง  “นมเม็ดจิตรลดา”  หาซื้อไม่ได้มาหลายปีแล้วเพราะนักท่องเทียวชาวจีนกวาดซื้อไปหมดเป็นต้น   หรือ  กระแสภาพยนต์เรื่อง  LOST  IN THAILAND  ซึ่งเป็นหนังบ้านๆไม่มีสาระเท่าใด  แต่พอชาวจีนสนใจกระแสมาแรงทำให้ส่งผลถึงการท่องเที่ยวบ้านเราในบัดดล    แต่เราจะเห็นได้ว่าปี 2561 นี้ มีกระแสในทางลบเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนอยู่หลายรายการ   โดยเฉพาะเรื่องเรือฟีนิกซ์ล่มทำให้นักท่องเที่ยวตายไป 47 คน  ที่สำคัญ ท่านรองนายกประวิตรกลับไปพูดให้เรื่องมันเลวรายลงไปอีก  จนต้องออกมาขอโทษขอโพย  แต่กระแสก็ยังไม่หยุดเพียงแต่เบาบางลงหากมีใครหรือเหตุการณ์ใดมากระทบอีก  กระแสในเรื่องลบต่างๆก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมากอีก   เพราะในโลกสังคมปัจจุบันพอมันออนไลน์แล้วมันจะอยู่คู่กับโลกนี้ตลอดไป  พอมีเรื่องลบๆเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวเท่านั้นเราจะเห็นว่า   คลิป เรื่องการจำกัดโควต้าวีซ่านักท่องเที่ยวจีนก็กลับมาหลอกหลอนกันอีก   ซึ่งข้อเท็จจริงในตอนนั้นคือสติกเกอร์วีซ่ามันมีไม่เพียงพอ (ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้น) ก็กลายมาเป็นกระแสเชิงลบได้ตลอดเวลา 
                ดังนั้นในโลกปัจจุบัน ไม่ว่า    องค์กร  หรือ บุคคล ใครทำอะไรไว้แล้วมันจะจารึกอยู่ในโลกพร้อมที่จถูกขุดคุ้ยมาหลอกหลอนได้ตลอดเวลา  ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต  ระบบสืบค้น  และกล้องวงจรปิดทั้งหลาย รวมสื่อโซเชียล  จะเป็นตัวที่ทำให้  องค์กร และบุคคล  ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเทอด........ ดูอย่าง ผอ.นิคมอุตสาหกรรมที่โคราช  ตบเด็กเสิรฟ์ไปทีเดียวโดนกระแสด่าทั้งเมือง จนต้องเสียค่าตบไป 40,000 บาท  “สงน้ำน่า”  เสือกกร่างดีนัก  คดีจบ แต่ ตราบาปนี้จะอยู่บนโลกออนไลน์ไปตลอด   หายซ่า  หายบ้า  ไปเรยครับพี่น้อง @@@...

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

11.11 วันคนโสด และ คนอยากโสด








                      “อาลีบาบา”  และ แจ้คหม่า รวมทั้งพวกขายของออนไลน์ทั้งหลาย  คงต้องขอบคุณและกราบสามครั้งสำหรับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยนานกิงของประเทศจีน  เมื่อปี 2536 ได้จัดกิจกรรมขึ้นในหมู่นักศึกษา  ซึ่งหลังจากนั้นก็โดยใจวัยรุ่นจีนเป็นจำนวนมาก  โดยมีทั้งซื้อของให้เพื่อนที่เป็นโสด แต่ส่วนใหญ่ซื้อของขวัญให้ตัวเอง (เพราะไม่มีแฟนซื้อให้  555 )   มันเป็นวันที่ตรงข้ามกับวันวาเลนไทน์ที่หอมหวานปานน้ำผึ้ง    โดยสาเหตุที่เป็นวันนี้เพราะหากเราเอาเลขวันกับเดือนมาเรียงกัน คือ  11.11  แล้วจะแสดงถึงความโดดเดี่ยวของเลข 1  ซึ่งถือว่ามีเลข 1 มากที่สุดในรอบปี และ 1 แสดงถึงอยู่คนเดียว (เงียบๆ)   อย่ากระนั้นเลยเรามาฉลองความเป็นโสดกันดีกว่า 
                ชั่วเวลาแค่ไม่กี่ปีกิจกรรมนี้ก็ขยายวงกว้างไปอย่างรวดเร็ว  และแน่นอนว่าเมื่อธุรกิจค้าปลีกซึ่งทางคนโสด   (ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก...)  จับจ่ายใช้สอยและด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่  ชอบช้อปปิ้งออนไลน์ทำให้ธุรกิจของ แจ้คหม่า และ หลายๆเว็บไซท์ ในจีนขายของกันเป็นล่ำเป็นสันในวันคนโสดนี้    แถมจัดโปรโมชั่นแรงชัด  จัดเต็ม  จัดเป็นชุด ฯลฯ อีกมากมายทำให้ยอดขายยิ่งทะลุทะลวง  ทั้งจำนวนคนซื้อ  ปริมาณการซื้อซึ่งรวมทั้งในแง่จำนวนและมูลค่า  ก็เพื่มเป็นร้อยพันแสนล้านเท่านั้นนั่นเอง
                ล่าสุด  2561  ได้ทุบสถิติขายของในวันเดียว  อันนี้เฉพาะในประเทศจีนนะครับล่าสุดจากเว็บไซท์  ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์  สรุปว่า  8 ชั่วโมง  อาลีบาบา ขายของไป  8 แสนล้าน  ** 800,000,000,000 บาท ว้าวว....อ้าปากหวอเลยครับ   มันมากขนาดไหนลองเทียบกับ ยอดขาย ปตท.ทั้งปี 2560 นะครับ  รายได้ ปตท.  1,559,380,432,712   คือเท่ากับ 1.559 ล้านบาท แต่อันนี้มันต่อปีนะครับ  สรุปคร่าวๆว่า แจ้คหม่า ขายของวันเดียวเป็นประมาณ ครึ่งหนึ่งของ ปตท.ขายทั้งปี    OMG……   อึ้งทึ่งเสียวกันไปทั้งบางกอกใหญ่ บางกอกน้อยเรยใช่หรือไม่ครับ
                วันนี้การค้าขายต่างๆจะมามัวค้าขายแบบเดิมๆ  เปิดร้าน  โฆษณา  รอลูกค้ามาชม ช้อป ชิม ไม่ได้แล้วครับ  SME ไทย ต้องปรับตัวไปสู้กับทุกชาติในโลกเพราะทุกวันนี้อยู่ที่ไหนก็ขายของได้   อยู่ที่ไหนก็ซื้อขายของได้   !!!!!           อ้อ.............วัฒนธรรม และ กิจกรรมนี้กำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรมของโลกไปแล้ว  หลายๆประเทศแน่นอนโดยนักธุรกิจ  จัดกิจกรรมโปรโมชั่นสินค้าโดยอ้างอิงวัน 11.11 มาเป็นตัวจุดประกาย   ให้คนโสดทั้งหลายแสวงหาความสุขโดยการซื้อสินค้าเป็นของขวัญให้ตนเอง  แน่นอน พ่อค้าทั้งหลายก็ได้ปล่อยของไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าต่างๆ  เว็บขายของออนไลน์  แถมร้านอาหาร  ผับ บาร์ สถานบันเทิงที่ไม่ยอมพลายอีเวนต์นี้  ก็พลอยได้อานิสงกันอย่างถ้วนหน้า
                ส่วนผมคนอยากโสด...........ก็เลยขอฉลองด้วยการซื้อของ อาลีบาบาไป  1,800 บาท  ลาซาดา ไป 9,000 บาทเศษแม้ไม่โสดแต่ขอฉลองด้วยครับ   เพราะโปรโมชั่นมันแรงมาก....ขอบอก และเค้าจัดเว็บไว้ให้หลงละเมอเพ้อพก  ช้อปแล้วช้อปอีก  บางรายการไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้รีโมทประตูบ้าน (เอามาสแกนกับรีโมทตัวเดิมของเราทำเป็นรีโมทสำรอง)  อันละ  58 บาท ใช้งานได้หรือเปล่าก็ไม่รู้.....แต่ ...ตรู ...ขอสั่งมาลองเล่น  ฉลองความอยากเป็นโสดให้มันรู้ไป..........




วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“จัดเป็นชุด...สุดๆไปเรย”


                        




                      
                        การจัดการแข่งขันโมโตจีพีที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อ 5-7 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคนดูและการประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์และประเทศไทย    โดยมีผู้เข้าร่วมงานถึง 205,000 คน  โดยเป็นผู้ชมต่างชาติถึง  153,750 คน  สามารถสร้างรายได้ถึง 3,100 ล้านบาท  ซึ่งเกิดจากการจับจ่ายใช้สอย  ทั้งในด้านพาหนะเดินทาง  ที่พัก อาหารเครื่องดื่ม ของที่ระลึก และการท่องเที่ยว    ซึ่งทราบว่าการจัดแข่งขันโมโตจีพีนี้รัฐได้สนับสนุนในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์จำนวน 300 ล้านบาท  / 3 ปี  ตกแล้วแค่ปีละ 100  ล้านบาทเท่านั้น นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก   ซึ่งในช่วงการแข่งขันก็มีการปรับเพิ่มเที่ยวบินเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมงาน   รวมทั้งขนส่งสาธารณะต่างๆที่จัดเสริม (ปกติไม่มีบริการ ต้องเช่ารถจากสนามบินเอง)   นับว่ามาถูกทางแล้วครับ   แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็สมควรจัดเป็นแพคเกจ  เพราะว่าการจะจัดซื้อตั๋วชมการแข่งขัน   ตั๋วเครื่องบิน  ที่พัก  การเดินทางภายใน  นั้นก็นับว่าลำบากพอสมควรยิ่งเป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว  เพราะว่าบุรีรัมย์ยังไม่มีบริษัทที่เกี่ยวกับบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ   เหมือนกับกระบี่ ภูเก็ต หรือ เชียงใหม่    ก็น่าจะทำให้งานนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นแต่ก็ปีนี้เป็นปีแรกถือว่าสอบผ่าน   และเชื่อว่า “บุรีรัมย์” จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและกีฬา ได้เหมือนกับหลายๆจังหวัดอย่างแน่นอนเพราะมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน  แถมได้ผู้นำที่กล้าคิดกล้าทำและกล้านอกกรอบอย่าง “ลุงเนวิน”  น่าให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีซักครั้งนะครับ
                ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน HONGKONG DISNEYLAND 10 K WEEKEND” ระหว่างวันที่ 2-4  พฤษจิกายน 2561  ซึ่งมีบริการเป็นแพคเก็จโดยทางผู้จัดงานให้บริษัททัวร์ต่างๆรับบริการในส่วนนี้   คือมีบริการทั้งตั๋ววิ่ง  ตั๋วเครื่องบิน ที่พักในดีสนีย์แลนด์ 2 คืน  เล่นเครื่องเล่นได้อีกสองวัน  รวมอาหารเครื่องดื่ม รถรับส่งสนามบิน   เรียกได้ว่าจ่ายตังแล้วรอวิ่งเรยไม่ต้องไปวุ่นวายเรื่องอื่นๆให้เป็นกังวล  ซึ่งการจัดกิจกรรมแบบนี้นอกจากได้เงินจากการสมัครวิ่งแล้วยังได้ขายห้องพักอีกด้วย  ซึ่งดีสนีย์แลนด์ทุกแห่งมีการจัดกิจกรรมวิ่งในลักษณะนี้  การวิ่งในดีสนีย์แล้นด์คงเป็นประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าไม่สามารถหาได้ตลอดเวลา   เพราะจัดแข่งปีละหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น   ลองนึกภาพดูวิ่งไปถ่ายภาพไปกับตัวการ์ตูนและฉากหลังเป็นเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์   แถมเหรียญรางวัลยังสวยงามน่าสะสมเป็นตัวการ์ตูนของดีสนีย์นั่นเอง    ซึ่งสำหรับการแข่งขันครั้งนี้มีแพคเก็จแบบบินการบินไทย  บินโลว์คอสต์ ก็สามารถเลือกได้ตามกำลังซื้อของแต่ละท่าน
                ประเทศไทยมีสถานที่แหล่งท่องเที่ยวอยู่มากมาย  ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยน่าจะร่วมหารือทุกจังหวัดให้มีอีเวนต์การวิ่งในระดับมาตราฐาน  ซึ่งหลายจังหวัดมีการจัดแข่งขันที่มาตราฐานอยู่บ้างแล้ว  เช่น ชลบุรีมีบางแสน21  บุรีรัมย์  ภูเก็ต  เชิญทุกจังหวัดมาหารือร่วมกันจัดแข่งขันโดยกำหนดเป็นอีเวนต์ประจำปีของแต่ละจังหวัดให้ไม่ตรงกันเพื่อจะให้นักวิ่งสามารถไปร่วมงานได้    โดยเลือกเส้นทางวิ่งที่นอกจากจะเป็นมาตราฐานแล้วยังให้ผ่านแหล่งท่องเที่ยว   เพื่อให้สถานที่นั้นเป็นฉากหลังในการถ่ายภาพนักวิ่ง   เพราะเป็นประสบการณ์ของนักวิ่งและการประชาสัมพันธ์ไปในตัวด้วย    และอย่าลืมทำเป็นแพคเก็จสำหรับพวกที่อาจไม่สะดวกหรือไม่มีรถส่วนตัวขับไปร่วมงาน   หรือกำลังทรัพย์น้อยไม่สามารถไปทางเครื่องบินได้   จะได้มีคนมาร่วมงานมากๆ   และถ้ายิ่งได้จัดให้ใกล้กับงานอีเวนต์ของจังหวัดด้วยแล้วก็จะช่วยให้มีคนมาร่วมงานมากขึ้นเป็นลำดับได้   เช่นอุบลจัดช่วงงานแห่เที่ยนเข้าพรรษา  สุโขทัยช่วงลอยกระทง   เลยจัดช่วงงานผีตาโขน  เชียงใหม่จัดช่วงสงกรานต์   พิษณุโลกจัดช่วงตรุษจีน   นอกจากนักวิ่งชาวไทยแล้วก็สามารถดึงดูดนักวิ่งต่างชาติได้อีกทางหนึ่งซึ่งมีกำลังซื้อมากกว่าแถมอาจจะมากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว   และค่อยๆพัฒนาเป็นอีเวนต์ระดับนานาชาติ    ให้ทาง IAAF (INTERNATIONAL ASSOCIATION OF ATHLETICS FEDERATION)  ก็จะช่วยให้มีนักวิ่งต่างชาติมาร่วมการแข่งขันมากขึ้น  เร็วๆนี้  บางแส21   กับ บุรีรัมย์ มาราธอนน่าจะได้การรับรองอย่างแน่นอน





วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561

“อย่าซ้ำเติม..ท่องเที่ยว..ไทย”


     
CR::/www.marketingoops.com

             เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2560-2561 สองปีนี้คงไม่สามารถเติบโตได้ขนาดนี้  หากขาดซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวหรือหากนักท่องเที่ยวลดน้อยถอยลงแล้วก็เชื่อได้ว่า  คงกระทบกับหลายๆธุรกิจอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นบันเทิง  โรงแรม  ของที่ระลึก (ค้าปลีก)   ซึ่งในปี 2560  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งต่างชาติ และไทยเที่ยวไทย   สามารถสร้างรายได้ถึง 2.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20 % ของ GDP คือเป็นหนึ่งในห้า ของ GDP ซึ่งอันตรายมาก  เพราะหากอุตสาหกรรมนี้มีปัญหาขึ้นมาก็จะกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม  ท่านยังจำได้หรือไม่ครับสามสิบปีที่แล้วประเทศไทยมุ่งส่งออกๆๆๆ   พอส่งออกเดี้ยงไทยก็เดี้ยงด้วยจนเป็นไข้ไปหลายปี   

และหากแยกเป็นส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าจำนวนไว้ที่นักท่องเที่ยว 35 ล้านคน  ซึ่งปี2561นี้ก็ยังสามารถเติบโตได้อย่างมีนัยะสำคัญ  คือจำนวนนักท่องเที่ยวเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม  เพิ่มจาก 23.5 ล้านคน เป็น 25.8 ล้านคนในปี 2561  เพิ่มถึง  9.94 %  โดยนักท่องเที่ยวจีน เพิ่มจาก 6.6 เป็น 7.7 ล้านคน เพิ่มถึง 16.5%   ดูแล้วคงทำได้ตามเป้าที่ 35 ล้านคนอย่างแน่นอน  โดยมีเป้าหมายด้านรายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านล้านบาท  รวมไทยเที่ยวไทยอีก 1.0 ล้านล้านบาท  รวมเป็น 3.1 ล้านล้านบาท

แต่ต้นเดือนตุลาคมนี้มีข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งซึ่งคนไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเสียเท่าใด  คือข่าวว่า”โกลเด้นวีค”  คือช่วงวันชาติจีน 1-7 ตุลาคมของทุกปีจะเป็นวันหยุดยาวในประเทศจีนคล้ายสงกรานต์บ้านเรา  ซึ่งคนไม่มีสตางค์ก็เที่ยวในประเทศ  แต่คนมีสตางค์ก็ท่องเที่ยวต่างประเทศเหมือนบ้านเราเปี๊ยบเรย ซึ่งปี 2561 คนจีนเดินทางท่องเที่ยวช่วงนี้ถึง 700 ล้านคน (ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ)    ทุกปีประเทศไทยจะครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวมากที่สุด   แต่ปรากฏว่าในปี 2561 นี้ (เฉพาะช่วง โกลเด้นวีคนี้)  นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่าประเทศไทย  หลายคนอ่านผ่านๆคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรสำคัญ  แต่สำหรับผมแล้วมันเหมืนเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งหรือไม่ ???

เพราะมีเหตุการณ์หลายอย่างที่มากระทบกับนักท่องเที่ยวจีน  ไม่ว่าจะเป็นเรือฟีนิกซ์ล่มเมื่อเดือน กรกฏาคม 2561 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตถึง 33 คน แถมท่านรองนายกประวิตร  วงษ์สุวรรณยังไปให้สัมภาษณ์ว่า  "คนจีนเป็นเป็นคนนำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา เป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวเขา เขาทำของเขาเอง เขาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เราจะให้ไปเรียกความเชื่อมั่นได้อย่างไร"  แม้เป็นเรื่องจริงก็สมควรพูดหรือไม่ทำให้งานงอกต้องออกมาขอโทษขอโพยกันยกใหญ่    เหตุการณ์ต่อมาพนักงานรักษาความปลอดภัยตบนักท่องเที่ยวจีน  เข้าใจได้ว่านักท่องเที่ยวคงทำอะไรผิดพลาดแต่การกระทำเช่นนั้นสมควรหรือไม่ ?? 

ล่าสุดเมื่อเช้านี้  (11 ตุลาคม 2561)  มีข่าวว่านักท่องเที่ยวจีน (อีกแล้วครับท่าน) ถูกปรับทิ้งขยะในที่สาธารณะถึง 2.000บาท  แต่ไกด์แก้ใบเสร็จเป็น 3,000 บาท  เอ......ว่าแต่ว่าแค่ทิ้งขยะถึงแม้ว่ากฎหมายเขียนไว้ให้ปรับได้สูงถึง 2,000 บาท  เราปรับ 500 ก็ได้มิใช่หรือ ??  คำถามคือมันมากไปหรือไม่  และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมทั่วถึงหรือไม่อย่างไร    แถมไกด์ทั้งไกด์ไทยไกด์จีนยังไปแก้ใบเสร็จซ้ำเติมความรู้สึกนักท่องเที่ยวจีนจริงๆ   เหมือนเป็นกรรมซัดวิบัติของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจริงๆ   ก่อนหน้านั้นนานแล้วหลายท่านคงได้เห็นคลิปที่น้องผู้หญิงสวมพวงมาลัยให้นักท่องเที่ยวจีนยิ้มหวาน  พอนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปก็สแยะปากแบบประมาณว่า   ตรู.....เบื่อ...เซ็งโว้ย....หรือการประนามนักท่องเที่ยวจีนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทางโลกออนไลน์ซึ่งเดี่ยวนี้ด้วยเทคโนโลยี่มันแปลเป็นภาษาจีนได้   แถมนักท่องเที่ยวอินเดียถูกลูกหลงของการประทะกันของสองแก๊งค์ที่ย่านประตูน้ำ   ดูหน้าญาติที่รับมอบเงิน 1 ล้านบาทจากตำรวจท่องเที่ยวแล้วคงได้คำตอบว่าเงินไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของญาติ เพื่อน และครอบครัวของนักท่องเที่ยว     และด้วยพลวัตรของเทคโนโลยี่ทางสังคมทำให้เรื่องเหล่านี้กระจายไปอย่างรวดเร็ว  และอยู่ยงคงกระพันในยูทูป  ในโลกออนไลน์วันดีคืนดีมันก็กลับมาหลอกหลอนอยู่ร่ำไป

ปีนี้และปีหน้าคงเป็นปีที่จะทดสอบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี  เพราะต้องเผชิญความท้าทายหลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของประเทศต่างๆที่พยายามดึงดูดนักท่องเที่ยว  เช่น ญี่ปุ่น นีกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าให้คนจีนฟรีวีซ่าแบบคนไทยแล้วอะไรจะเกิดขึ้น   เวีดยนามที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวพัฒนาอย่างรวดเร็ว    อินโดนีเซียที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  ซึ่งมีแหล่งท่องเทียวที่หลากหลายรอการพัฒนา  เพราะเป็นเกาะแก่งนับพันเกาะ  ความแตกต่างกันของชนเผ่า วัฒนธรรมและ ความหลากหลายทางชีวภาพให้คอยค้นหาและเยี่ยมเยือน   นอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆอีกไม่ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน  หากกระทบยาวนานคงทำให้เศรษฐกิจจีนมีผลกระทบ  ซึ่งก็จะไปกระทบกับการสร้างงานและรายได้ของคนจีน  แล้วก็จะมากระทบกับการท่องเที่ยวในที่สุดได้   รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินคราต่างประเทศเพราะหากค่าเงินจีนแข็งค่าขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวสูงขึ้นจนมีผลกระทบได้อีกเช่นกัน

                แต่อย่างไรก็ตา
มสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันทุกด้านไม่ว่าจะเป็น  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว  การพัฒนาด้านการบริการ  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ   เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนี้ยังคงมีมนต์ขลังต่อไป

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...