วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

“กีฬาพาความสงบสุข”


             
Olympic Diplomacy and Peace คือหัวข้อในการประชุม 15th International Session for President or Directors of Olympic Academy  ซึ่งผมเองได้มีโอกาสได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของสถาบันวิทยาการโอลิมปิคไทย  ไปเข้าร่วมประชุมกับตัวแทนอีก 130 ประเทศทั่วโลกและทุกภูมิภาค    ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-17 พฤษภาคม 2562  ที่  International Olympic Academy เมืองโอลิมเปีย  ประเทศกรีซ   ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคสมัยโบราณตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล   ซึ่งในการไปประชุมครั้งนี้ขอนำเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการประชุมและการเดินทางมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
                สำหรับการประชุมก็จะมีการบรรยายโดยวิทยากรรวม 8 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับธีมของการประชุมในเรื่องกีฬาและสันติภาพเป็นสำคัญ  และให้เวลาในการบรรยายครึ่งชั่วโมงและให้มีการซักถามและแสดงความคิดเห็นอีกครึ่งชั่วโมง  ซึ่งคนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเพราะแนวคิดในการประชุมไม่ใช่การมานั่งรับฟังแต่เพียงอย่างเดียว  จุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติและนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันเป็นสำคัญ  การบรรยายนั้นเป็นเพียงหัวข้อนำร่องเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการถแถลง   ซึ่งสังเกตุเห็นได้ว่าคนที่ยกมือซักถามและแสดงความคิดเห็นนั้นส่วนใหญ่แล้วมาจาก ยุโรป และ อัฟริกา  เพราะอาจจะเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนในทวีปนั้นๆ  และมักจะอยู่ในส่วนของการแสดงความคิดเห็นมากกว่าซักถาม  เหมือนกับการแสดงองค์ความรู้ประมาณนั้นเรยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มากจากอัฟริก    ส่วนพี่เอเชียเรามีซักถามแสดงความคิดเห็นเพียง  3-4 ประเทศ  และผมเป็นคนจากเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้เพียงคนเดียวที่ได้ยกมือขึ่นซักถามและแสดงความคิดเห็น
                ส่วนในการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้ได้มีโอกาสระดมสมองก็ได้แบ่งผู้เข้าร่วมประชุมเป็น 10 กลุ่ม  โดยกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษ 8 กลุ่ม และ กลุ่มที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส 2 กลุ่ม  โดยแต่ละกลุ่มก็แบ่งตามทวีปให้มีทุกทวีปในจำนวนที่เฉลี่ยกันไปทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้  แนวคิด ทัศนคติ และเทคนิคต่างๆของแต่ละประเทศ แต่ละทวีปอย่างน่าสนใจทีเดียว  ซึ่งผมได้เสนอแนวคิดและได้รับการตอบรับจนได้นำเสนอแนวคิดและข้อสรุปนี้ในที่ประชุมวันสุดท้าย  ซึ่งอักษรแรกของคำเมื่อนำมาเรียงต่อกันอ่านรวมได้ว่า SPORT   คือ
                How to Use Sport for Peace?
S incerity and human spirit
P assion that drives people to create policy
O rganisation and Structure used to implement
     these policy
R elationships that are needed
    Timing to make right decisions at the right time

นอกเหนือจากการประชุมแล้วยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโบราณสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิคโบราณ  ที่จุดไฟโอลิมปิคโบราณ  ตลอดจนพิพิธภัณฑ์  Archaeological site /  Museum of Ancient Olympic  /  Olympic Mueseum   ซึ่งแม้ไม่อลังการณ์งานสร้างเท่ากับ Acropolis of Athens  ซึ่งเป็นมหาวิหารและตำนานอันลือเลื่อง  แต่ก็ทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแห่งจุดเริ่มต้นของกีฬา  ที่จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความสามัคคีและความสงบสุข  หรือ ลดความขัดแย้งลงได้  ดังตัวอย่างกีฬาเทเบิลเทนนิสที่  สหรัฐ และ จีน ใช้เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความสัมพันธุ์และยุติสงครามเย็น  แต่มาเริ่มประทุสงครามการค้าแทนโดยโดนัลล์ ทรัมป์   หรือ เนลสันแมนเดลล่า ใช้กีฬารักบี้เป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชาติ  ถ้าใครได้ดูภาพยนต์เรื่อง "อินวิคตัส เกมนี้เพื่อชาติ" 

 

ลองไปหาดูในยูทูปก็จะเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดียิ่ง  และสุดท้ายเมื่อเร็วๆนี้ในกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวที่เมืองพย็องชังในปี  2018  สองเกาหลีใช้ธงรวมชาติซึ่งเป็นธงสีขาวและมีรูปประเทศเกาหลีเป็นผืนเดียวกันสีฟ้า  และเดินพาเหรดร่วมกันในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 ในฐานะประเทศ เกาหลีโดยจะแข่งฮอกกี้น้ำแข็งเป็นทีมเดียวกันอีกด้วย 
                ก็หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลดข้อขัดแย้งและเปิดการเจรจาเพื่อสันติภาพหรือการรวมชาติได้ในอนาคต   สงสัยว่าเราต้องให้พรรคการเมืองไทยทั้งหลายหันมาเล่นกีฬาสร้างสันติสุขกันบ้างแล้วกระมัง  ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะยิ่งแตกแยกไปอีกหรือเปล่าถ้า...........กรรมการไม่ยุติธรรมและเลือกข้าง??  หุหุ ..........

 

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562

ศูนย์กลางการบิน (HUB)


                   

             จุดศูนย์กลางการบินในแต่ละภูมิภาค  (HUB) นั้นสามารถสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศนั้นได้อย่างมหาศาล  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้โดยตรงจากค่าตั๋วเครื่องบิน  แต่ยังมีรายได้โดยอ้อมไม่ว่าจะเป็น  อาหารและการบริการบนเครื่องบิน  ค่าซ่อมบำรุง (ถ้ามีศูนย์ซ่อมเครื่องบินอยู่ด้วย)  นอกจากนี้ยังเป็นตัวส่งเสิรมและสนับสนุนในอุตสาหกรรมอื่นๆในหลายมิติ  ทั้งอุตสาหกรรมการบินกาขนส่ง อุตสาหกรรมสายการบิน อุตสาหกรรมการท่าอากาศยาน อุตสาหกรรมการบริการจราจรทางอากาศ และอุสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม  เพราะธุรกิจการบินเป็นสินค้าบริการที่มีมูลค่ามหาศาล               
ซึ่งการจะเป็นศุนย์กลางการบินได้นั้นนอกจากทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งแล้วยังต้องมีองค์ประกอบอื่นๆที่มาสนับสนุนอีกด้วย  ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน  การบริการอื่นๆที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และวัตรปฎบัติของผู้บริหารประเทศ  วันนี้เราเชื่อว่า กรุงเทพฯ โดยสนาบินสุวรรณภูมิเป็นศุนย์การการบินที่สำคัญในภูมิภาค  แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังสูงสิงค์โปรและ ฮ่องกงไม่ได้  ทั้งๆที่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นเราดีที่สุด นอกจากนี้แล้วยังไม่ค่อยได้ประสบกับวาตภัยหรือเหตุการณ์ที่จะมีผลต่อการเดินอากาศอย่างมีนัยะสำคัญ   อีกทั้งการบินไทยเองที่เป็นตัวฉุดรั้งความสามารถในการเป็นศุนย์กลางการบินในภูมิภาคที่สำคัญ.............อะไรคือสัญญาณในเรื่องนี้ !!!
สิงค์โปร์  มี สิงคโปรแอร์ไลน์ ที่เป็นตัวขับเคลื่อน                                                                                           สหรัฐอารับอิมิเรสต์  มี  อิมิเรสต์แอร์ไลน์  เป็นตัวขับเคลื่อน                                                                              ตุรกรี   มี เทอร์กิชแอร์ไลน์เป็นตัวขับเค่ลื่อน        
ส่วนใหญ่เราจะคุ้นเคยกับสิงค์โปรแอร์ไลน์และสนามบินชางงีกันดีอยู่แล้ว   ส่วน อิมิเรสต์และเตอกแอร์ไลน์ไม่ค่อยจะคุ้นเคยเสียเท่าใด  แต่ในปีนี้ผมได้มีโอกาสใช้บริการของทั้งสองสายการบิน (เดิมเคยใช้อยู่แล้ว) และแวะพักเปลี่ยนเครื่องที่ทั้งสองประเทศก็ค้นพบข้อเท็จจริงบางประการที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง 
                อิมิเรสต์แอร์ไลน์คนที่เดินทางไปยุโรป และ อัฟริกา และต้องการตั๋วเครื่องบินราคาถูก  แถมบริการดีคงต้องเลือกสายการบินนี้  นอกจากตัวเครื่องบินใหม่ ใหญ่ (A380) แล้ว  การบริการใช้แอร์ชาวเอเชียทั้งหลายนี่เอง  ตั๋วถูกขนาดที่ว่าถ้าเทียบกับการบินไทยต่างกัน 10,000-20,000 บาทเลยในบางช่วงเวลา  แถมสิ่งบันเทิงบนเครื่องบินนั้นเรียกได้ครบครั้น  มีภาพยนต์น่าจะถึง 1000 เรื่องให้เลือก  ที่สำคัญมีภาพยนต์พากษ์ในเสียงภาษาต่างๆนอกจากภาษาหลักๆของโลกแล้ว เช่น อังกฤษ สเปน เยรมัน  จีน  อาหรับ แล้วยังมีภาษาที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน  ภาษาไทย ฮินดู  ตากาล้อก เบงกาลี (บังคลาเทศ) อินโดนีเซีย สวีดีช รัสเซีย ฯลฯ  และยังได้จัดหมวดหมู่สะดวกแก่การค้นหา  นอกจากจัดหมวดหมู่ตามประเภทของภาพยนต์แล้วยัง  จัดตามภาษาที่พากษ์  ได้ใจลูกค้าคนไทยเป็นอย่างมาก 

                สำหรับเตอร์กิชแอร์ไลน์นั้นก็คล้ายกันแม้ในส่วนพนักงานบริการจะไม่ค่อยมีคนเอเชียเป็นแอร์คอยบริการก็ตาม  แต่ทั้งสองสายการบินมีแนวคิดที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือเครื่องบินต้องใหม่  และ สะดวกสบายทั้งที่นั่ง (ขนาดของที่นั่ง และ การออกแบบที่นั่ง)  รวมทั้งความบันเทิงบนเครื่องบินอาจจะเรียกได้ว่ามีหนังที่พากษ์ไทยมากกว่าบนเครื่องของการบินไทยเองเสียอีก  และแน่นอนก็มีหนังไทยให้ชมแบบตัวเป็นๆอีกด้วย  ซึ่งเตอร์กิชแอร์ไลน์แม้เดินทางด้วยชั้นประหยัดหากเป็นไฟลท์ดึกแล้วจะมีกระเป๋าเล็กๆพร้อมแปรงสีฟัน ถุงเท้า ผ้าปิดตา รองเท้าแตะ ให้ด้วย  ซึ่งบนเครื่องการบินไทยไม่มีบริการนี้เลยในชั้นประหยัด แถมชั้นธุรกิจบางไฟล์ยังไม่ให้ก็มีเจอมากับตัวเองไฟลท์ขากลับจากโคลอมโบ ศรีลังกา  ออกประมาณเที่ยงคืนกว่าๆถึง กทม. ประมาณ 6 โมงเช้าชั้นบิสิเนสยังไม่มีให้เลยครับพี่น้อง   ค่าตั๋วโดยสารราคาถูก กทม ไปยุโรป ไม่เกิน 30,000 บาท  แถมสามารถต่อเครื่องไปยังเมืองต่างๆในยุโรป รวมทั้งเมืองรองๆได้เกือบทั้งหมดในยุโรป  และที่สำคัญทุกครั้งที่ขึ้นเครื่อง TK ไปหรือผ่านไป อิสตันบูล ปรากฏว่าเครื่องเต็มหรือเกือบเต็มทั้งนั้น   คำถามๆว่า “แล้วทำไมไม่มีไฟลท์ของ TG บินไปอินตันบูลบ้าง ?? “   ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เก็เพื่ออยากให้การบินไทยปรับปรุงการบริการและราคาให้ดีเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งขันที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วไม่รู้ว่าอยู่ดิวิชั่นใด แต่ตอนนี้นำหน้าเราไปแล้วนั่นเอง
                สิ่งอำนวยความสะดวกในสนาบินทั้งสองก็ยอดเยี่ยมน้องๆชางงีของสิงค์โปรเลยครับ  ที่ตุรกีเพิ่งเปิดสนามบินใหม่   สนามบินนครอิสตันบูลจะมีผู้เดินทาง 90 ล้านคนต่อปี และในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์ จะมีผู้เดินทาง 200 ล้านคน ด้วยรันเวย์ของสนามบิน 6 รันเวย์    ซึ่งผมได้แวะพักเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปกรีซปรากฎว่าสะดวกสบาย  ป้ายต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสมต่อเครื่องได้อย่างเรียบร้อยแม้จะมาเป็นครั้งแรกก็ตาม   ขากกลับได้ไปใช้บริการในเลานจ์ของเตอกิชแอร์ไลนซึ่งเลิศหรูดูดีมีชาติตระกูลมากมาย

 เสียอย่างเดียวอาหารมีแต่แบบแขกๆ  ถ้ามีอาหารเอเชียเสริมเข้าไปซักหน่อยผมให้ 10 ดาวเลยครับพี่น้อง.............@@@ 
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

ภาพลักษณ์ไม่ใช่ลักภาพ





            ภาษาไทยวันละคำวันนี้เสนอคำว่า  “ภาพลักษณ์”  ซึ่งหากไปเปิดดูในพจนานุกรมสองเล่มที่คิดว่าเป็นมาตราฐานในการค้นขว้า  จะพบว่ามีความหมายดังนี้
พจนานุกรมฉบับ  ราชบัณฑิตยสถาน  จะหมายถึง
ภาพลักษณ์  ภาพที่เกิดจากความนึกคิดหรือที่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้น จินตภาพ ก็ว่า.
พจนานุกรม  แปลไทย-ไทย อ.เปลื้อง  ณ นคร  จะหมายถึง
ภาพลักษณ์  ภาพที่เกิดจากความนึกคิดหรือที่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้น.
           ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562  นี้  คำๆนี้รู้สึกว่าเป็นที่สนใจสำหรับนักการเมือง    ในการสร้างภาพลักษณ์ให้โดยใจกับกลุ่มเป้าหมายที่จะขอคะแนนเสียง  จนถึงกับมีการปรับปรุงภาพลักษณ์  ซึ่งในบทความนี้มิได้ประสงค์จะกล่าวถึงในแง่ของการเมือง  แต่จะกล่าวถึงในแง่ของมุมมองว่าถ้านักการเมืองเป็นสินค้าที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับลูกค้าเป้าหมายที่จะมาลงคะแนนเท่านั้น
                ดังนั้นภาพลักษณ์ในที่นี่ของผมจึงหมายถึง
            “คือส่วนผสมของภาพจำ (ในอดีต) ระหว่างตัวตนที่แท้จริง  กับสิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุง หรือสร้างขึ้นเพื่อให้ตรงกับความรู้สึกของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง 
            แต่มันก็มีเส้นบางๆหากก้าวข้ามจากสิ่งที่ตนเองเป็นอย่างพลิกฝ่ามือ  ก็จะทำให้เห็นว่าเป็น  “ลักภาพ”  ไม่ใช่ “ภาพลักษณ์”  คือหมายถึงไปลักเอาภาพของคนอื่นมาใส่ในภาพของตนเองนั่นเอง  
            กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือกรณี “ลุงตู่”  ที่ทีมงานปรับภาพเสียจนคนรู้สึกได้ว่ามัน “ลักภาพ” เพราะเป็นการเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง  และไม่มีมูลฐานหรือองค์ประกอบของความจริงเพียงพอต่อการเชื่อถือ ถ้าภาษาวัยรุ่นคงหมายถึง  “เวอร์ ไป”   จากบุคลิกของคนที่เข้มแข็ง  เกรียวกราด  ชี้หน้า  พูดห้วนๆ (ตามปทัศฐานของชายชาติทหาร ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร )  ฯลฯ   จนมาเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส  คิกขุ  อาโนเนะ เรียกได้ว่า  คนดูแล้วก็เกิดความขัดแย้งในภาพที่เห็นกับภาพจำ (คือภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำ  จากประสบการณ์ในอดีต  
            หากผมเป็นทีมงานก็จะปรับปรุงเพียงแค่ให้ภาพที่ออกมาลดความดุดันลง  ให้ภาพรู้สึกอบอุ่นขึ้นมานิดนึง  ไม่ต้องถึงกับทำให้ดูเหมือนคิกขุประมาณนั้น    ก็จะเป็นการที่เหมาะสมกว่า    เราลองนึกดูนะครับว่าคนๆหนึ่งมีอัตลักษณ์ของตนเองมา 65 ปีจะให้มาเปลี่ยนแปลงใน 2 เดือน   มันก็เลยดูเหมือนก้าวข้ามข้อเท็จจริงไปจนทำให้คนดูรู้สึกว่าเป็น  “ลักภาพ” มากกว่านั่นเอง
            ต่างจากนักการเมืองคนอื่นๆที่ก็ต้องสร้างภาพลักษณ์  แต่ที่เห็นมาก็ไม่มีใครเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง  และก็มิได้หมายความว่าการเข้มเข็งดุดันจะเป็นเรื่องผิด  ดูอย่าง พล.ต.อ.เสรี เตมีย์เวศ  ก็เข้มแข็ง  ดุดันกร้าวร้าว  ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  ลุงกำนัน ก็เช่นกัน  สามารถแสดงตัวตนที่เป็นตนเองอย่างแท้จริง ...........  อย่าลืมว่าการสร้างภาพลักษณ์นั้นจะมีเส้นแบ่งบางๆระหว่าง  ตัวตนที่แท้จริง  กับ  ภาพที่ต้องการให้รู้สึก  หากก้าวข้ามข้อเท็จจริงไปมากก็กลายเป็น “ลักภาพ”นั่นเอง
               

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...