วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566

A to J Pay attention



10 มกราคม 2566

โลกธุรกิจนับวันแต่จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจของโลกมีปัญหา   ปี 2023 นี้  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2023 จากเดิมที่ระดับ 2.9% มาอยู่ที่ 2.7%     และเศรษฐกิจไทยปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.4 ต่อปี ส่วนปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นที่ร้อยละ 3.8 ต่อปี   และอาจจะดีมากไปกว่านั้น  เพราะเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา  ทางการจีนอนุญาติให้คนจีนออกนอกประเทศและคนต่างชาติที่จะเข้าจีนไม่ต้องกักตัวแล้วย  จะทำให้มียอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน   เห็นได้ว่าสูงกว่าการเจริญเติบโตของไทยนั้นดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลก    ทั้งนี้หากดูในภาพรวมก็จะเป็นอย่างนั้นเพราะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตเพียงเล็กน้อยก็เพราะถูกสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีขนาดของเศรษฐกิจขนาดใหญ่  ที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือติดลบทำให้ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 2.7 % เท่านั้น  แต่หากเทียบในอาเซียนแล้วเรายังเติบโตน้อยกว่า เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น

            แล้ว.......เราจะดำรงอยู่ได้อย่างไรในภาวะที่ยากลำบากนี้

            คำตอบ.......ก็คือการปรับตัวและพัฒนาสินค้าและองค์กรให้ตอบสนอง   A to J  Pay attention  อันได้แก่

AUTOMATION  สินค้าจะมีนวตกรรม  เติมความอัตโนมัติบางประการลงไปในสินค้าและบริการ  ตัวอย่างง่ายเช่น  การซื้อของออนไลน์ในปัจจุบันแพลทฟอร์มสามารถจำจำพฤติกรรมของลูกค้าว่า  สนใจอะไร  ชอบไม่ขอบสินค้าอะไร  หรือแม้แต่เค่ใส่เบอร์โทรศัพท์ลงไปก็จะเติมข้อความอื่นๆ  เช่น ชื่อ  ที่อยู่ อีเมล์ ฯลฯ ตามที่ได้บันทึกไว้  ไม่ต้องมากรอกซ้ำอีก  รวมทั้งตัวสินค้าเองก็ต้องเพิ่มความเป็นอัตโนมัติลงไปด้วย

BIO DEGRADABLE   สินค้า ภาชนะบรรจุ  หรือสารประกอบของสินค้า  สามารถย่อยสลายได้ ยิ่งถ้าไม่เหลือขยะได้เลยยิ่งดี  เรียกได้ว่าประมาณ ZERO WASTE   จนทำให้เกิด   BIO ECONOMY  นั่นเอง  

COST  เรื่องของต้นทุนที่ไม่ใช่แต่แค่เรื่องของต้นทุนทางการเงิน  คือ ราคาเท่าใด?  เพราะต้องคำนึงถึงต้นทุนทางด้านพลังงาน  ต้นทุนในการติดตั้ง/ลงทุน  และที่สำคัญต้นทุนทางด้านจิตใจ ซึ่งก็คือ แบรนด์  นั่นเอง

DELIVERY  การขนส่งสินค้า  ที่นับรวมไปถึงการบริการการติดตั้ง  การบริการหลังการขาย และ การสอนการใช้งานอีกด้วย  ซึ่งอาจจะเพิ่มโอกาสในการขายสินค้า  เช่นวีรสุ ขายสินค้าเครื่องครัว  มีการสอนการทำอาหารเครื่องดื่ม  ก็สามารถขายวัตถุดิบ และอุปกรณ์เครื่องมืออื่นๆได้อีก

ECO  FRIENDLY PRODUCT การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  การผลิต การขนส่ง วัตถุดิบ  ฯลฯ  ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้แล้วยังหมายรวมถึง  EMOTION  คืออารมณ์ร่วมในสินค้าและองค์กร  ซึ่งการทำให้สินค้ามีเรื่องราวและความรู้สึกที่ดีๆในมุมมองของลูกค้าแล้ว  ก็จะสามารถสร้างลูกค้าที่จะเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนได้ในอนาคต  เพราะรักแล้วรักเลยมิแปรเปลี่ยน  ซึ่งการใช้อารมณ์ในการซื้อมากกว่าเหตผลทำให้ราคาเป็นเรื่องรองที่ใช้ในการตัดสินใจนั่นเอง

GOOD GOVERNANCE   มีธรรมาภิบาล  รวมทั้งการรับผิดขอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้น  พนักงาน ลูกค้า  ซัพพลายเออร์  สังคม  สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ  ตลอดจนโลกใบนี้

HEALTHY  มิได้หมายถึงสินค้าที่เป็นอาหารเสริม SUBPLEMENT  แต่หมายถึงสินค้านั้นดีต่อสุขภาพทั้ง  กาย  ใจ  และ จิตวิญญาณ   ผู้บริหารจะต้องเติมเต็มความต้องการในสินค้า บริการ และ องค์กรนั้นให้พร้อมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทั้งสามด้านดังกล่าวข้างต้น

INDIVIDUALIZATION   สินค้ามีควาเฉพาะเจาะจง  ทั้งส่วนบุคคล หรือ กลุ่มบุคคล  ซึ่งในโลกปัจจุบันและเทคโนโลยี่สามารถทำได้  เช่น รองเท้าที่มีสีสันเฉพาะตน  เสื้อที่สามารถพิมพ์ภาพหรือชื่อของเราบนเสื้อนั้นได้   รถยนต์ที่สามารถเลือกสีเบาะรถได้  เป็นต้น

JOYFUL   ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกมีความสุข  เมื่อจะมาซื้อ มาใช้ มาซ่อม มาติดต่อ กับองค์กร  พนักงานจะต้องมีความสุขเพื่อที่จะบริการลูกค้าได้อย่างมีความสุขมากกว่านั่นเอง  

            แน่นอนที่สุด ........แต่ละองค์กร แต่ละสินค้า คงไม่สามารถเติมทุกข้อได้หมดหรือจนล้นทุกข้อ  ต่างก็มีข้อจำกัดตามคุณลักษณะของสินค้า และบริการ ตลอดจนบริบทที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละองค์กร 

            เพียงแต่........ได้คำนึง และใส่ใจ  กับพยายามเติมเต็มแต่ละข้อได้มากที่สุดแล้วก็เชื่อด้ว่า   องค์กรและสินค้าของคุณจะ มี  “ความยั่งยืน” ในที่สุด

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565

โปรแรงเซงทางโค้ง

 





          ช่วงปลายปีก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่  และอาจจะต่อเนื่องได้ไปถึงเทศกาลตรุษจีน  ที่ปี 2566 นี้จะมาเร็วกว่าปกติคือปลายเดือนมกราคม 2566   ซึ่งในช่วงเวลานี้ก็จะเป็นช่วงเวลาของการขายของเพราะผู้คนจะจับจ่ายใช้สอยกันมากกว่าปกติ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของของขวัญ  ของกำนัล  การท่องเที่ยว  ข้าวปลาอาหาร  ฯลฯ   และยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัวหรือผงกหัวจากสงครามโควิด-19    ธุรกิจทั้งหลายก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งมือในการหาวิธีการในการดึงเงินจากกระเป๋าของผู้บริโภคที่มีอยู่จำกัด   ให้มาจับจ่ายใช้สอยกับธุรกิจของตนเองให้มากที่สุด    แน่นอนการแข่งขันก็จะสูงไปตามความยากของการดำเนินธุรกิจในภาวะปัจจุบัน

          การโปรโมชั่น.......ทั้งหลายจึงถูก “รังสรรค์”  เพื่อให้ติดตา  ต้องใจ  และให้ผู้บริโภคใฝ่หา  

          ซึ่งขอทบทวนว่าเครื่องมือในการโปรโมชั่นมีอยู่  4 เครื่องมือหลัก  คือ การโฆษณา  การประชาสัมพันธ์  การส่งเสริมการขาย  และ การส่งเสริมผ่านพนักงานขาย  ซึ่งหลักการดังกล่าวนั้นยังคงอยู่   แต่คงจะต้องพัฒนาและปรับไปให้ตรงกับ “จริต”  และ “บริบท”  ตลอดจน “เทคโนโลยี”  ที่เปรเปลี่ยนไปให้เหมาะสม    ทั้งนี้ก็เพื่อ  หยุด  และ  ดูด   เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคนั่นเอง

          หลักการโปรโมชั่น  ถ้าจะสรุปบรรทัดเดียวสั้นๆง่ายๆ คือ 

                   “แปลก  ใหม่  ใหญ่  ดัง  เป๊ะ   ปัง  อลัง  เวอร์”

          ซึ่งจะทำให้โปรของเรามันแรงและแซงทางโค้ง   เพื่อเข้าเส้นชัยได้ในที่สุดนั่นเอง  สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้อง  “ใหม่ในจักรวาล”  แต่อาจจะเก่าที่อื่นมาใหม่ที่นี่ก็ได้   เช่น

          ข้าวโพดคั่ว  199 บาท  ที่ลูกค้าหาอะไรมาใส่ก็ได้  ไม่ว่าจะเป็นถุง  ถัง กาละมัง   OMG  ซึ่งก็อาจจะใหม่ในบ้านเราที่ทาง  เอสเอฟ   เอามาเล่นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน   แต่มุขนี้มีเล่นแล้วที่เวียดนาม เมื่อปลายเดือนตุลาคม   แต่ที่เวียดนามแจกฟรีมีข้อแม้ว่าห้ามใช้ถุง  กับกล่อง


          ซึ่งก็สร้างความแรงเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ได้ในระดับติดลม   ซึ่งแน่นอนที่สุดกิจกรรมนี้คงทำให้เอสเอฟขาดทุนไปพอสมควร   แต่ถ้าเทียบกับข่าวในสื่อต่างๆตลอดจนการจดจำแบรนด์ได้ก็นับว่าประสบความสำเร็จ

         

          ในช่วงเวลาเดียวกันก็จะเป็นการฉลองครบรอบ 28  ปี เมเจอร์  ค่ายคู่แข่งของเอสเอฟซึ่งได้จัดโปร  “ดูหนัง 28 บาท”   ที่สามารถเรียกแขกและลุกค้ารวมทั้งสร้างความจดจำได้ว่าเมเจอร์อายุ 28 ปีแล้ว   ท่านที่พลาดโอกาสก็รอปีหน้าก็จมีอีกอย่างแน่อนอนแต่เป็น 29 บาท  เพราะเห็นค่ายนี้ใช้โปรนี้มาหลายปีแล้ว   แน่นอนว่าโปรนี้เมเจอร์ได้ผู้คนเข้าชมภาพยนต์ในราคาลดราคานั้นเอง  ซี่งดูแล้วเสมือนว่าเมเจอร์ไม่ขาดทุนแน่  แต่จาจจะลดกำไรลงเพราะ  “ธุรกิจบริการไม่ใช้มันหายไป”  คือเมื่อถึงรอบก็ต้องฉายไม่ว่าจะมี คนดูแค่ 30 คน หรือ เต็มโรงที่  200-500 คนก็ตาม  แต่ถ้าผู้ชมเข้าชมมากกว่าปกติก็คงทำรายได้มาชดเชยกำไรที่หดหายไปได้   สรุปว่ามีแต่ได้น้อยหรือได้มากนั่นเอง...

          ล่าสุด  “การเปิดสาขา สุกี้ ตี๋น้อย”  ที่บาปะอิน  ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้จัดโปรกระเทกใจมาก    **  219 บาท กินเที่ยงวันยันเช้า ***   แรงสสสส์   แซงทางโค้งไปเรยครับพี่น้อง.................

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

*เปลี่ยนวิธีคิด พิชิตธุรกิจ*

 



14 พฤจิกายน 2565

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม  เทคโนโลยี  และวัฒนธรรม    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยแปลงเร็วมากๆ  ทำให้ธุรกิจเองจะต้องทบทวนบทบาทและปรับตัวให้ทันกับกระแสและการเปลี่ยนแปลง    สินค้าบางอย่าง บางยี่ห้อ  ไม่สามารถ  “ยืนหนึ่ง”   หรือเป็น  “ตัวตึง”  ได้ยาวนาน  ไม่เหมือนกับเหมินเมื่อ  20-30 ปีก่อน  ที่หากสินค้าใด “ตัวตึง”  ได้ละก็จะอยู่ยาววววววไปเรย   แต่วันนี้ประสบความสำเร็จ  ก็มิอาจจะยืนยันได้ว่าอยู่ได้ยาวอีกสามสี่สิบปี    บางคนเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่รัก  ชอบ และชำนาญ  แต่บางคนเริ่มที่คำถามว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”  หรือบางคนอาจจะเริ่มต้นที่ว่าอะไรที่ตอนนี้ใครๆก็ทำกัน   เช่นร้านกาแฟ ที่เปิดได้ง่ายรวดเร็วแต่มีสักกี่แบรนด์ที่ยืนหยัดได้จนถึงปัจจุบัน

แล้วแนวคิดไหนเป็นความคิดใดที่ถูกต้อง ??  ......... คงไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องที่สุดเพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่ตรวจสอบและให้คำตอบ ก็คือ   “ ลูกค้านั่นเอง”

----  ทำไมต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจ เป็นคำถามที่ทั้งผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจ รวมทั้งผู้ที่ทำธุรกิจอยู่แล้วจะต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอ

เพราะในโลกปัจจุบันนั้น  มีการแข่งขันสูง เข้าง่ายออกง่าย   ใครก็เรียนรู้การผลิตได้อย่างง่ายดายเพราะมีทั้งแบบฟรี เช่นตามยูทูบ  หรือจ่ายสตางค์ในการเรียนรู้การผลิตสินค้าต่างๆ   การโฆษณา ปชส  เล็กๆ ก็ทำได้ในยุค โซเชียลมีเดีย  รายางานผลการวิจัยต่างๆก็เผยแพร่กันอย่างทั่วไป  ทั้งที่แบบเสียสตางค์และแบบฟรี  ดังนั้นแม้แต่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน  เพราะหากยืดติดกับความสำเร็จเดิมๆ  หรือแนวทางแบบเดิมๆแล้วก็อาจจะต้องสูญพันธ์ไป เช่น  โกดัก  และ โนเกีย  เป็นต้น      ความสำเร็จในวันนี้มิอาจบ่งบอกถึงความสำเร็จในอนาคต  ในสังคมและเศรษฐกิจที่เปราะบางเช่นนี้  ดังนั้นธุรกิจทั้งหลายตะต้อง “ปรับเปลี่ยนวิธีคิด  เพื่อพิชิตธุรกิจ”   กันอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างธุรกิจขนาดใหญ่ที่ก็ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค  เช่น  โฮมโปร ร่วมมือ กับ   โรบินฮู้ด  เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย



หรือแม้แต่บริษัทระดับโลกอย่าง   **อิเกีย   ก็ยังไม่รอให้ลูกค้าสนใจจะซื้อสินค้าและต้องขับรถมาซื้อที่ห้าง   ก็เลยมีป้ายแนะนำสินค้าอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้า  พร้อมกับสามารถสั่งสินค้าด้วยการสแกน   และนั่งชิลๆ รอรับสินค้าที่บ้าน   

 


ดังนั้นจะรอช้าอยู่ใยครับ   “ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อพิชิตธุรกิจ”  กันได้แล้วครับ

 

 

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

FIRST+E ช่วยขยี้ยอดขาย

 




            ในการดำเนินธุรกิจแล้วปัญหาสำคัญของผุ้ประกอบการคือการ “สร้างยอดขาย “  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหากไม่คิดอะไรมาก็คือการ  โปรโมชั่น  โดยเน้นไปที่ราคาแต่คงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  เพราะหากเล่นเรื่องราคาอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้วอาจจะนำมาซึ่งหายนะ   จนทำให้เกิดการขาดทุนได้ในที่สุดเพราะว่าหากเล่นราคามากๆแล้วจะทำให้กำไรต่อหน่วยลดลงไป  ยกเว้นว่าจะทำยอดขายได้ถล่มทลายและครองส่วนแบ่งตลาดได้   คำถามคือสิ่งเหล่านี้มันยั่งยืนหรือไม่ ??

            ดังนั้นก็มีแนวทางในการเพิ่มยอดขายที่นอกเหนือจาก”การลดราคา”  แล้วก็ยังมีแนวทางอื่นซี่งหากมองในภาพรวมก็จะมีสองแนวทาง  คือ

            1.การแสวงหาลูกค้าใหม่

            2.การให้ลูกค้าเดิมนั้นซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้น หรือ ซื้อบ่อยขึ้น

แล้ววิธีการ หรือ สูตรการเพิ่มยอดขายที่จะทำให้ได้ตามแนวทางทั้งสองข้อนั้น  นอกเหนือจากในเรื่องหลักการตลาด 4 P  ที่เป็นหลักเบื้องต้นในการบริหารการตลาด คือ  PRODUCT / PRICE / PLACE / PROMOTION  แล้ว  ยังมีแทคติดที่จะส่งเสริมให้ยอดขายได้เพิ่มขึ้น   ซึ่งขอสรุปเป็นคำเพื่อให้จดจำง่ายๆ คือ FIRST+E    ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้

 

F=FREQUENCY  ความถี่ในการเข้าร้าน เว็บ  ไลน์  ผู้ประกอบการจะต้องสรรคสร้างและดึงลูกค้าเป้าหมายให้เพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน  เข้ามาดูเว็บ  เปิดอ่านไลน์ หรือ สื่อสังคมที่ทางผู้ประกอบการสื่อสาร  หรือ การสร้างจุดเช็คพอยท์  จุดถ่ายรูป  ฯลฯ เพื่อจูงใจให้เข้ามาที่ร้าน เว็บ  ฯลฯ   เพราะเมื่อลูกค้ามีโอกาสได้สัมผัสกับสินค้า บริการ และข้อมูลข่าวสาร  ด้วยโสตประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถึ่เท่าใดก็จะยิ่งเพิ่มความอยาก  ความสนใจ  และตัดสินใจซื้อมากขึ้น

I=INTIMACY+IMPRESSION  ความใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งก็หมายถึงการบริการจัดการในเรื่องลูกค้าสัมพันธ์  และประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการ  ซึ่งพัฒนาได้เป็นลำดับดังที่ผมได้เคยบัญญัติไว้เมื่อปี  พ.ศ. 2536  ว่า จะต้องสร้าให้ได้ขนาด รู้จัก  รู้ใจ รู้ว่าห่วงใย  และทำอะไรเป็นพิเศษ  ก็จะสามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน  พอใจประทับใจ บอกต่อ ปกป้องและรอคอย   

R=REPEAT  ซื้อซ้ำๆๆๆๆ  นั่นก็หมายความว่าสินค้าและบริการต้องเป็นไปตามความคาดหวังของลูกค้า  และจะต้องป้องกันไม่ให้เปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งขันอีกด้วย ซึ่งผมได้บัญญัติไว้เมื่อปี พ.ศ. 2536  ว่าต้องสร้างให้ได้ในระดับที่   พอใจประทับใจ บอกต่อ ปกป้องและรอคอย   มิใช่แค่พอใจคือได้ตามความคาดหวังของลูกค้าเท่านั้น

S=SPEND  หมายถึงการใช้จ่ายที่มากขึ้นในการซื้อ หรือ ใช้บริการ  เช่นถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคก็จพยายามที่จะขายต่อบิลให้มากขึ้น  ขายสินค้าที่ใช้ควบคู่กัน  หรือ ขายสินค้าที่มีโปรโมชั่น  ดังจะเป็นได้จากร้านสะดวกซื้อทั้งหลายที่พยายามขายเพิ่มตอนเราไปชำระเงิน  หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆก็มีสินค้าที่มาจูงใจอยู่ในหัวชั้น  หรือโปรโมชั่นตรงทางเดิน และ จุดชำระเงินเป็นต้น   ส่วนบริการก็เช่นเดียวกันเช่นโรงแรมก็ขายห้องพักพร้อมกับอาหารเช้า หรือแม้แต่การมีเวลคัมดริ้งค์ต้นทุนเล็กน้อยแต่ก็อาจจะเพิ่มให้ลูกค้าเห็นบรรยากาศในผับ หรือ ห้องอาหารที่จะเพิ่มอัตราการใช้บริการได้เป็นต้น  หรือร้านอาหารก็พยายามแนะนำรายการอาหารที่มีราคาสูงกว่า หรือ มีกำไรมากๆ  และยังสามารถขายของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่มพิเศษที่มีกำไรสูงได้

T=TRAFFIC  เพิ่มการหมุนเวียนของลุกค้าและปริมาณลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา  จะช่วยทำให้บรรยากาศเป็นไปแบบว่าร้านนี้น่าสนใจ  ของคงจะดี/อร่อย  คนถึงเต็มร้าน   ในภาษาจีนแต้จิ๋วจะมีคำว่า ”เหล่ายั๊ว”  ซื่งก็เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอย    หากเป็นร้าอาหารก็พยายามเพิ่มรอบในการขายเป็นต้น

            E=EMOTION  เพื่อเพิ่มสุนทรียะในการซื้อสร้างให้มีอารมณ์อยาก   เข้าไปใน ร้าน /เว็บ  แล้วมีอารมณ์ในการซื้อคืออยากซื้อ อยากไปใช้บริการ   เพราะอารมณ์ก่อให้เกิดความอยากบริโภค กิน ซื้อ นั่นเอง

            ดังนั้นผู้ประกอบการทั้งหลายก็คงไปหาแนวทางต่างๆที่จะช่วยเพิ่มยอดขายโดยใช้แนวทางข้างต้นในการพัฒนา  กระบวนการและแผนปฎิบัติการเพื่อเพิ่มยอดขายได้

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...