วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566

วิวหลักล้าน...บริหารหลักร้อย ! แคชเมียร์ละเหี่ยใจ

 

วิวหลักล้าน...บริหารหลักร้อย  !  แคชเมียร์ละเหี่ยใจ

17 เมษายน 2566


 

            ชื่อบทความนี้เป็นชื่อบทความของผม   “ที่ยาวที่สุด”  ตั้งแต่เขียนบทความมาเมื่อปี  2540 เพราะเลือกไม่ถูกจริงๆว่าจะใช้ชื่อใดเป็นชื่อเรื่องตอนนี้ดี   เพราะชอบทั้งสองชื่อเลยขอเอาทั้งสองชื่อมารวมกันเรย   ทำให้ชื่อเรื่องนั้นบ่งบอกถึงแนวทางและเนื้อหาว่าน่าจะไปในแนวทางใดได้ย่างค่อนข้างชัดเจน

            ต้นเรื่องของเรี่องนี้คือ  ภรรยาและเพื่อนๆเซนตน์ฟรังจะไปเที่ยวแคชเมียร์กันช่วงต้นเดือนเมษายน   เพราะได้รับทราบเสียงร่ำลือกันว่า  “วิวสวยหลักหล้าน ในราคาหลักร้อย”   ต้องจัดสักครั้งก่อนตายประมาณนั้น  แถมเพื่อนพลศึกษา ม.เกษตรศาสตร์ที่ได้ไปเที่ยวมาก่อนหน้านั้นก็บอกว่าต้องไปให้ได้    ก็ตามนั้นเรยครับเชื่อเพื่อนกับเมียแต่เมื่ออ่านโปรแกรมการท่องเที่ยวแล้วมีแต่   “การเดินทาง และ ชมวิว    ตลอดระยะเวลา 5  วัน (ไม่นับวันเดินทาง)  ซึ่งไม่ใช่แนวทางของผมอย่างยิ่งเพราะจะชมอะไรกันนักหนา  วิว สวนทิวลิป  หิมะ  ขี่ม้าแคระ แถมนอนบ้านเรืออีกสองคืน  สรุป 5 วัน 4 คืน  จะเป็นแนวทางนี้ตลอด   ก็เลยตั้งอลับัมในเฟสไว้ก่อนว่า แคชเมียร์ละเหี่ยใจ  5555

            แต่พอมาถึงได้เห็นทัศนียภาพวิววันแรกสวยมากๆ  เรียกได้ว่า “วิวหลักล้าน”  เฉพาะวิวที่เห็นไกลๆนะครับก็หลานๆสวิสเซอร์แลนด์  แบบว่าเซอร์แมทได้เรยนะแต่พอมองใกล้ๆและการบริหารจัดการตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายแล้วต้องเขียนชื่อเรื่องใหม่เป็น  “วิวหลักล้าน  บริหารจัดการหลักร้อย”  เพราะว่าจัดการได้ห่วยแตกมากๆเรย  ซึ่งจะขอเล่าเป็นเรื่องๆไป ซึ่งขอแจ้งก่อนนะครับว่าเราเข้าใจว่าประเทศเค้ายากจน  ผู้คนอดอยาก  แต่ก็มันมากไปด้วยประการทั้งปวงแบบกระสือรุมแทะหรือแร้งรุมทึ้งศพเรยประมาณนั้น

            **ที่สนามบิน  ไกด์เตือนแล้วเตือนอีกว่าจะมีพวกมาขอช่วยยกกระเป๋า  ถ้าเราให้เขาช่วยก็ต้องจ่ายทิปและไม่ใช่คนเดียวเพราะจะมาเป็นแบบกระสือ กระหังเรย  แตะนิดโหน่ยก็ทิปๆๆ    เราก็เชื่อฟังลากกระเป๋าใบเดียวที่เบาหวิวมาถึงรถที่รอรับอยู่ที่ลานจอด   ที่ไหนได้  ****  รัว ๆๆๆๆ.....พอมาถึงท้ายรถเปิดออกมาปรากฏว่า  จะเก็บกระเป๋าอย่างไรดีหว่า เพราะที่นั่งชิดประตูเรย  ก็ทำหน้างงๆๆๆ  มองหน้ากันเลิกลักแล้วก็คิดว่าทางคนขับรถกับไกด์ท้องถิ่นสองคนคงจัดการได้  ก็เลยขึ้นรถไปรอปรากฏว่ากระสือทั้งหลายช่วยกันยกใหญ่เลย  (ไม่รู้ว่า รู้กันกับคนชับรถหรือไม่?? )   ป๊าดดด....ทิปๆๆๆๆๆ ระงมเรย ทางไกด์เราก็ให้ไป 100 -200 รูปี  ประมาณ  50-100 บาท  บอกไม่พอมีหลายคนและมีคนแก่ด้วย  ก็เลยกัดฟันไม่เอาก็ไม่ให้ ว๊ะ   ทำให้อารมณ์เสียตั้งแต่ก่อนสตาร์ทรถไปเรย

            **ดอกที่สองเมื่อมาถึงโรงแรมที่พักคืนแรก  ระดับ รร. 3-4 ดาว ใช้ได้ดีทีเดียว  แต่กระสือมาอีกแล้วครับท่าน  มีพนักงานยกกระเป๋าซึ่งเราก็เตรียมทิปให้เค้าแล้ว เพราะได้ทำงานบริการจริงๆ   แต่ขอบอกว่า....เมื่อได้คีย์การ์ด  เราก็ตรงไปที่ห้องก็จะมีพนักงานเดินตามมา  เข้ามาในห้องพร้อมแนะนำสารพัดเหมือ (ตรู)  ไม่เคยมานอนโรงแรมปานนั้น  อันนี้ โทรศัพท์ อันนี้ก้อกน้ำ  สวิทช์ไฟ  แม้กระทั่งการเปิดผ้าม่าน  (ตรูไม่มีนกเอี้ยงเกาะอยู่บนหลังนะ)   เราก็แจ้งว่าทราบ / ขอบคุณ ช่วยไปยกกระเป๋ามาให้เราที  (เตรียมทิปเรียบร้อย)  นางก็ออกไป...ทันใดนั้นเองพนักงานก็ยกกระเป๋าเข้ามา แต่เป็นคนละคนกับคนแรกเราก็ทิปไปตามระเบียบ  พอปิดประตูปั๊บยังไม่ทันถอดเสื้อเพื่อล้างหน้าล้างตาเรย  พนักงานคนแรกเคาะประตูเข้ามานางมาบอกว่า ....บลาๆๆๆๆๆๆ  แนะนำ บลาๆๆๆๆๆ จนรำคาญต้องให้ทิปไปอีกคน  อารมณ์บ่จอยกับกระสือพวกนี้แล้ว   อ้อทริปนี้ไปนอนโรงแรมสองคืน  ปรากฎว่านิสัยถาวรเหมือนกันทั้งสองแห่งต่างกันแค่ดีกรีของความกระเหี้ยนกระหือรือเท่านั้น  (อีกสองคืนนอนบ้านเรือ) 

            **กระเช้ากอนโดล่า ที่จะพาขึ้นเขาไปชมวิวระดับสูงบนยอดเขา  ปรากฏว่า ***ปิด  เพราะ ทหารมีแขก วีไอพี”  อ้าวววว  ไหงงั้นหว่า   ไม่บอกล่วองหน้า  แล้วดันปิดทั้งวันจริงเท็จก็ไม่รู้ทางไกด์ก็แก้ไขปัญหาด้วยการใช้รถพาพวกเราขึ้นไปชมวิวแทน  แน่นอนว่าเป็นวิวคนละมุมกับยอดเขาแน่แท้และไม่ใช่ยอดเขาแน่ๆๆๆ     แต่.....ต้องรอเพื่อไปขออนุญาติทหารในการผ่านด่าน...  OMG   กว่าจะได้ใบอนุญาติก็ใช้เวลารอประมาณ 1 ชม   (ทำไมไม่เตรียมขอใบอนุญาติไว้ตั้งแต่รู้แล้ว่า กอนโดล่าซึ่งคือเคเบิลคาร์  ปิดให้บริการ)  แถมพอผ่านด่านต้องเสียค่าบริการอีก  ประทับตรา โน่น นั่น  นี่  จน.....ปวดกบาล

            **เมื่อไปถึงจุดที่มีหิมะที่น่าจะสวยงาม  ปรากฏว่าการบริหารจัดการแบบหลักสิบเรย  มีชาวบ้านไปกางเต้นท์แบบเพิงเพื่อขาย ชา ขนม ฯลฯ  รวมทั้งบริการลากเลื่อน  โอ้ย  จะบ้าตายไม่มีแบ่งโซนเรียกว่าอยากจะตั้งตรงไหนอาบังก็ตั้งเสรีไปเลย   แถมมากวนใจตื้อให้ซื้อชา บริการลากเลื่อน  เราบอกเป็นสิบครั้งกว่านางจะถอยทัพไป  เดินไปข้างหน้าอีกก็จะเจอกระสีอีกกลุ่ม  สนุกมั๊ยละโยม .....

            ***วันต่อไปก็ไปอักเขาหนึ่ง  อีกเมืองหนึ่งจำชื่อเมืองทั้งหลายไม่ได้เรย   ขี้เกียจจำเพราะอยากลืม......555555  ก็แบบเดียวกันเป๊ะเรย  ตั้งขายชา  บริการเช่ารองเท้าบู๊ต  บริการเลื่อนลาก ฯลฯ   เรียกว่าลอกแบบกันมาโลด

            ***อ้อ ... ทางทัวร์เตือนแล้วเตือนอีกว่า  โรมมิ่งและไวไฟห่วยแตกใช้ไม่ได้  เราก็เข้าใจได้  แต่ต้องไปพักเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิลเดลลี  6 ชม  ก็เลยคิดว่าในเมืองหลวงคงไม่เป็นไร  399  ใช้ 12 ชม.คุ้มแน่ๆ  (เปลี่ยเครื่องทั้งขาไป  ขากลับ รวมแล้วประมาณ 12 ชม.)   แต่ปรากฏว่าเน็ตติดบ้างไม่ติดบ้าง  ติดก็อืดเป็นเรื่อเกลือ  แต่ส่วนใหญ่ไม่ติด 5555  สมน้ำหน้าไม่เชื่อบริษัทัวร์

            ***สุดท้าย พักบ้านเรื่อสองคืน อุ้ยนึกว่าดีกว่าทัวร์กรุ๊ปอื่นๆ  สภาพปรากฏว่านอนคืนเดียวพอ  แต่การต้อนรับและบริการและไม่มีพฤติกรรมแบบกระสือ ของเจ้าของเรื่อ และ พนักงาน  ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นพอประมาณ  อ่า .....แต่ก็แจ้งบริษัททัวร์ไปว่าพักบ้านเรือสักคืนเดียวก็พอกระมัง  5555

วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566

โหนกระแส ...ไม่ใช่แค่กรรชัย !

 

โหนกระแส  ...ไม่ใช่แค่กรรชัย !

28 มีนาคม 2566


 

            ในประเทศไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก หรือไม่เคยดูรายการ “โหนกระแส”  ที่จัดโดยคุณหนุ่มกรรชัย  ที่เรทติ้งดีไม่มีแผ่ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมงานเกาะติดกระแสและเร็วกว่ารายการอื่นๆแถมพี่หนุ่มเองลีลาระดับมืออาชีพเรตติ้งเรยมีแต่ทะยานขึ้นทุกวัน  

            แต่..... ในทางการค้าขายแล้วก็ต้องฉับไว  ตามติดเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นับวันจะเข้าใจยากขึ้นทุกที  แถมตลาดก็แตกเป็นเสี่ยงๆแบบว่าฝรั่งใช้คำว่า FRAGMENTATION จากเดิมแค่  SEGMENTATION เกริ่นนำ   ในโลกของการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันนี้ความสามารถในการผลิตและออกแบบนั้นสามารถเรียนรู้  และตามกันทันแต่การแสวงหาโอกาสทางการตลาด  แสวงหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  และการสร้างกระแส  ตามติดกระแส และสร้างคอนเทนต์นั้นมันเป็นศิลป  ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ การเรียนรู้ และการคิดนอกกรอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกาะติดกระแสที่โดนใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย

การฉกฉวยโอกาสโดยหากมีประเด็นที่เกิดเป็นกระแสในสังคม  ต้องหยิบยกมาใช้ให้เกิดประโยชน์และรวดเร็ว  แต่ก็ต้องระมัดระวัง / รอบคอบ / ตรวจสอบข้อมูล   ในการนำมาใช้อย่างเหมาะสม   ต้องระวังว่าจะเป็นดราม่าและสร้ากระแสลบต่อสินค้าและองค์กรของตนเองด้วย  ตัวอย่างเช่นสินค้าหลายตัวพยายามเกาะกระแสในสมัยที่สองมหา ขวัญใจชาวเน็ต  พระมหาไพรวัลย์ และ พระมหาสมปอง มีแมทช์หยุดโลก   โดยมีกำหนดการไลฟ์ร่วมกันแบบแบทเทิลซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในการไลฟ์ครั้งนั้นเองมียอดผู้เข้าชมสูงถึง 2 แสนราย   จนทำให้มีสินค้าเข้าไปเกาะกระแสกันอย่างล้นหลาม  แต่อย่าลืมว่าในเรื่องของความเชื่อ  และ ศาสนา รวมทั้งการเมืองนั้นมันจะมีคนที่อยู่เป็นสองฝั่งเสมอ  ก็อาจจะทำให้สินค้านั้นติดลบจากการเกาะกระแสนี้ไปก็ได้

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือสินค้านมออร์แกนิค และขนมปัง แบรนด์หนึ่งโหนกระแสโดยประกาศตนเองว่า ไม่ใช่สลิ่ม และ ปลอดเชื้อสลิ่ม เท่านั้นแหละครับหาที่จอดรถทัวร์ไม่พอเพราะความเชื่อทางการเมืองเป็นเรื่องแสดง     โดยกระแสตีกลับจนน่วม   

         และล่าสุดเรย  “ป๋าเทพ โพธิ์งาม”  เป็นงัยครับเกากระแสจนตอนนี้ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ  คงจะต้องเก็บไว้ทานเองเป็นแน่แท้  ประกาศยกวัวความหมาแมว (ซึ่งคงไม่จริง เพราะสามารถขายได้ และคงได้หลายสตางค์ด้วย)   ก็คงเป็นเรื่องที่พยายามสร้ากระแสเพื่อให้คนเห็นใจหรือให้งาน   ก็เลยสงสัยว่าลูกเต้าเค้าไม่ดูแลพ่อเลยหรือ      ดังนั้นสจำไว้ว่าอย่านำแบรนด์  องค์กร  มาเล่นการเมือง   และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง ความเชื่อ  ศาสนา


แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเรื่องดีๆที่เกาะกระแสได้อย่างเหมาะสม    เอลวิส ฟรองซัวส์ ซึ่งอยู่ที่เกาะเซนต์มาร์ติน (อยู่ตรงไหนในแผนที่โลกก็ม่ายรู้)   ซึ่งเรือถูกกระแสน้ำพัดออกทะเลและลอยอยู่ในทะเล ถึง 24 วัน  โดยที่หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีคนนี้อาศัยโดยเพียงซอสมะเขือเทศ ผงกระเทียม และเครื่องปรุงรสชื่อดังแบบก้อนเท่านั้น ในการดำรงชีพ

หลังจากนั้นก็มีคนช่วยเหลือขึ้นฝั่งโดยปลอดภัย  แต่ แบรนด์ซอสมะเขือเทศที่คงเดาได้ว่าแบรนด์อะไร HEINZ นั่นเอง  ได้ทำแคมเปญเพื่อซื้อเรือลำใหม่ให้พ่อหนุ่ม เอลวิส ฟรองซัวส์  โดยมีคอนเทนท์ทั้งใน อินสตราแกมส์  และสื่อโซเชียลมีเดียจนเป็นกระแสไปทั่วยุโรปและอเมริกา 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เหงา เศร้า เรา และ...นาย

 

เหงา เศร้า เรา และ...นาย

16 กุมภาพันธ์  2566


 

            ผมเขียนบทความนี้หลังวันวาเลน์ไทน์ 14 กุมภาพันธ์  ที่คนไทยรับรับวัฒนธรรมของฝรั่งมาเพื่อแสดงออกซึ่งความรัก  หรือ ประกาศให้โลกรู้ว่าตรูมีแฟนแล้ว...วุ้ย      หรืออาจจะเป็นประกาศว่า  “โสด...โปรดจีบ”     แต่ดูทรง (อย่างไม่แบด) แล้วจะเป็นในประการหลังเสียมากกว่า   เพราะว่าจากสถิติ  พบว่าคน "Gen Y" (เกิดในปี 2523-2543) ซึ่งเป็นวัยเจริญพันธ์   ตอนนี้อายุ 22-42  มีค่านิยมในการใช้ชีวิตคู่ที่เปลี่ยนไป ครองตัวเป็น "โสด" ไม่สมรส ไม่มีลูก มุ่งทำงานเพื่อประสบความสำเร็จ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2560 – 2564

            และจากข้อมูลว่าในปี  ปี 2560-64   Gen Y ที่โสดและมีงานทำ คิดเป็น  เป็น 39.1%**40.2%***41.7%***43.1%***44.5% ตามลำดับ  แถมกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) แต่งงานช้าลงโดยได้อายุเฉลี่ยที่แต่งงานจากเดิมในปี 2533  คืออายุ 24 ปี เพิ่มมาเป็น 28 ปี ในปี 2553  และประมาณการณ์ว่า ปัจจุบันในช่วงปี 2564-2565 อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่ตัดสินใจแต่งงานจะมากขึ้นอีกน่าจะเกิน 30 ปี (คาดการณ์)

นอกจากยังพบอีกว่าครัวเรือนไทยประเภทคนโสด อยู่คนเดียวสูงขึ้นจาก 20.1% ในปี 2561 เพิ่มเป็น 22.3% ในปี 2562 และ 21.4% ในปี 2563 

ที่สำคัญไปกว่านั้น สนง.สถิติแห่งชาติ  ได้ให้ข้อมูลว่าในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีการตายมากกว่าการเกิดเป็นครั้งแรก (อ้างอิงสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง) โดยตายมากกว่าเกิดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยถึง  19,080 คน  และตัวเลขล่าสุด  ปี 65  ตายมากกว่าเกิดถึง 93,858  คน  เท่ากับว่าสองปีที่ผ่านมาประชากรไทยลดลงรวมแล้วถึง 102,938 คน

สรุปได้ว่า   คนไทยจะลดลง  คนไทยจะโสดมากขึ้น   คนไทยไม่แต่งงานหรือแต่งงานช้าลง  แถมไม่มีลูกหรือหากมีก็จะมีลูกน้อยคน   ซึ่งก็เป็นไปตามแนวโน้มของประเทศที่เจริญแล้ว  (แม้เราจะยังล้าหลังอยู่หลายเรื่องก็ตาม 555 )

การมีคนโสดซึ่งไม่ใช่คำจำกัดความของคนเหงาเพราะคนโสดมากมายก็ไม่เหงาเพราะมีสังคมหรือกิจกรรมให้ทำอีกหลายอย่ง       หรืออาจจะเท่ากับคนเหงา  ??? ก็เป็นไปได้     ดังนั้นความเหงา = โอกาสเพราะเป็น PAINPOINT ที่ทำให้เกิดโอกาศทางธุรกิจอีกหลายๆอย่างตามมา

คนจนเหงามั้ย .??   ไม่ค่อย (เพราะไม่มีเวลา)   ...... แต่ถ้ามีตัง มีเวลา และไม่มีอะไรทำ .....จะเหงามากกว่า.....อะไรจะมาเติมเติมเวลาของคนเหล่านี้ได้ 

·        COMMUNITY  คือชุมชนหรือกลุ่มกิจกรรม  กลุ่มที่คนเหงา  หรือแค่โสดก็ได้  มาทำกิจกรรมหรืออยู่อาศัยร่วมกัน   เช่น   คอนโดที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้  เรียกได้ว่า เพ็ทเลิฟเวอร์  ร้านกาแฟที่อนุญาติให้นำสัตว์แสนรักเข้าไปในร้านได้   หรือ โรงแรมที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น LGBTQ  ตั้งแต่เจ้าของ พนักงาน ฯลฯ เพราะ เหงา  เศร้า  เราและนาย พูดภาษาเดียวกัน   

·        COMMUNICATION เครื่องมือหรือระบบสื่อสารต่างๆ  โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่น หรือซุปเปอร์แอพ  ที่สามารถหาคนรสนิยมเดียวกัน (ไม่ใช่หาคู่) คือหาคนที่รัก ชอบ ในสิ่งเดียวกันสนทนากันในสิ่งที่ตนเองรักนั่นเอง   แอพซื้อของเฉพาะทาง (ไม่ใช่ครอบจักรวาลอย่างลาซาด้า )  เช่นเครื่องกีฬา  ตกแต่งบ้าง  เสื้อผ้า  เครื่องสำอางค์  เพราะจะมีความเป็นเฉพาะเจาะจงมากกว่า  และร้านค้าคัดสรรคตามเกรดของสินค้า    ซึ่งรวมถึงช่องรายการหรือเฟสบุคไลฟ์ต่างที่เข้าถึงพฤติกรรมของคนเหงา  คนเศร้า  คนโสด   เช่น  รายการของน้าเน็ค และ ของดาราทั้งหลายที่มีทั้งแบบว่าสื่อสารทางเดียวคือฟังหรือดูเพียงอย่างเดียว  และแบบมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งก็ยิ่งสร้างความเป็นแฟนนานุแฟนเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

·        CO-CREATION รวม  CO SPACE  การใช้พื้นที่ร่วมกัน  การมีกิจกรรมต่างๆร่วมกันตามพฤติกรรมและรสนิยม   

·        HOBBY  จะเป็นงานอดิเรกที่คนเหล่านี้มีทั้งเวลาและสตางค์  อีกทั้งภาระก็ไม่มีหรือมีก็น้อย ทำให้สามารถทุ่มเทและเปย์ให้กับกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างสุดๆ  ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง  เกมส์  ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  ที่ทำให้ผู้ประกอบการที่สามารถหาจุดขายเฉพาะเจาะจงแล้วก็จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยื่น  หรือแม่แต่กระทั่งกิน...กิน...และกิน  ที่แบบว่าบรรยากาศต้องดี  ต้องเริด  และมีจุดเช็คอิน ถ่ายรูปแบบว่าไกลแค่ไหนก็ไม่เกิดฝันที่จะไปสักครั้ง 

·        TRAVEL  ท่องเที่ยวคนโสด.... สถานที่เฉพาะแบบว่าอันซีน  เพราะคนเหล่านี้ไม่ชอบเหมือนคนอื่น  จะเป็นสถานที่  ชิคๆๆ  ชิลๆๆ  ชอบๆๆ   แม้แต่ดิบๆๆๆ ก็ตาม  คนเหล่านี้จะไม่เดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์แบบคนรุ่นเก่า  เพราะภาษาดี เครื่องมือและข้อมูลพร้อมให้เสิรช์หา

·        EXCLUSIVE  เนื่องจากมีกำลังซื้อและไม่มีภาระหรือภาระน้อย  แถมประสบความสำเร็จก็จะแสวงหาความสุขใส่ตัว  เรียกว่าเป็นพวก “สุขนิยม”  พร้อมจ่ายเพื่อซื้อความสุข   ไม่รู้ว่าจะเหมือนทัวร์จีนที่ต้องมีรถตำรวจนำเพื่อสร้างความสุข ความรวดเร็ว  เพราะเป็น Exclusive  หรือไม่อย่างไร ??? 

 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...