วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566

“สื่อสารไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่ ”

 




   เครดิตภาพ “โมโน 29 ”

 

            กระแสดราม่าช่วงสองวันที่ผ่านมาคือบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งยื่นโนติส 102 ล้านบาท กับร้านแบบบ้านๆในต่างจังหวัด  และอ้างถึงเครื่องหมายการค้า / ลิขสิทธิ์  ของ “ปังชา”  ที่ตนเองได้จดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา   ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนไว้   แต่การมุ่งที่จะไปฟ้องร้อง หรือเรียกร้องเงินทอง  ถึง 102 ล้านบาทจากร้านที่ชื่อร้านคือ “ปังชา” ที่จังหวัดเชียงราย  ที่เป็นร้านแบบบ้านๆโอเพ่นแอร์ดู   และอีกร้านหนึ่งทางภาคใต้    จนเป็นกระแสดราม่าในสังคม  รถทัวร์จอดร้านปังชาเจ้าใหญ่ที่เป็นฝ่ายฟ้องร้อง  จนต้องออกมาชี้แจงว่าเข้าใจผิด  สื่อสารคลาดเคลื่อน  ขอโทษ  และถ้ามีเวลา(จะพูดคำนี้ทำไม)จะไปขอโทษร้านทั้งสองด้วยตนเอง   กรณีนี้มีเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตุดังนี้

            1.ร้านดังมีสิทธิในการฟ้องร้องหรือไม่  คำตอบ มีสิทธิแต่ว่าไม่ใช่ในกรณีนี้  ต้องเป็นกรณีที่ร้านอื่นทำเลียนแบบ หรือ ก้อปปี้ เครื่องหมายการค้า   ซึ่งทั้งสองร้านนั้นไม่ใกล้เคียงเรย

            2.สมมุติว่าถ้ามีสิทธิ (แต่ในกรณีนี้ไม่มีสิทธิ)   แบบว่ามีคนก้อปปี้ เลียนแบบ  แล้วเป็นร้านแบบบ้านๆ  จะฟ้องถึง 102 ล้านหรือไม่  ??   ร้านที่ถูกฟ้องต้องขายกี่สิบชาติถึงมีรายได้ 102 ล้านบาท ตรงนี้เลยทำให้รถทัวร์มาแวะจอดมากเป็นพิเศษ  แล้วที่สุดของที่สุดคือ ร้านใหญ่นี้ 5 ปีย้อนหลังกำไรแค่ สองปี  4 ล้านกว่า  กับ  29 ล้านกว่าบาท  ทำให้ภาพยิ่งดูแย่ลงไปอีก เพราะเท่ากับกำไรบริษัท 3-4 ปีเรยไม่ต้องค้าขายก็รวยได้

            3.การสื่อสารของเจ้าของร้านที่ออกรายการทีวีช่อง 3  นั้น  “ไม่เนียน ต้องไปเรียนมาใหม่”  เพราะการชี้แจงครั้งแรกบอกว่า   ทางร้านขออภัยที่มีการสื่อสารและทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางร้าน ขอน้อมรับทุกคำติชม คำแนะนำ และจะปรับปรุง พัฒนาทั้งในการสื่อสาร การบริการ สินค้า ต่อไปซึ่งชี้แจงแบบไม่ชี้แจง

            พอเจอคำถามว่าใจดำหรือเปล่าฟ้องถึง 102 ล้าน  กลับตอบว่า   ไม่ได้ฟ้องนะคะ ไม่ได้มีเจตนาที่จะฟ้องใคร ไม่สามารถที่จะไปฟ้องร้องเขาได้ แต่ทั้งหมดในโนติสที่เขียนไป 102 ล้านบาท เป็นเรื่องของเครื่องหมายการค้า ดูแบบอย่างในการให้ความสำคัญมาจากต่างประเทศ แก้มเลยให้ค่ากับอันนั้น ก็เป็นความผิดพลาดของทางเรา ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”   

            ไม่ได้ฟ้องแต่ก็เตรียมฟ้องแหละคือการยื่นโนติสไปขนาดนั้น   ถ้าไม่ประสงค์ฟ้องจะระบุตัวเงินไปทำไม   หรือให้ทนายความยื่นโนติสไปทำไม    แค่โทรไปก็ได้ขอให้งดใช้คำว่า “ปังชา”  (ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีสิทธิไปให้ร้านอื่นใช้คำนี้) 

            การดำเนินธุรกิจทุกวันนี้เราจะเห็นมีคำสองคำที่มักจะนำมาใช้ในทางที่จะกระตุ้นเตือนจิตสำนึก และความรับผิดชอบ   ในการดำเนินธุรกรรมต่างๆขององค์กรอยู่สองคำ  คือ คำว่า  ธรรมาภิบาล  และ บริษัทภิบาล    ซึ่งหลักการและแนวคิดตลอดจนวัตถุประสงค์นั้นค่อนข้างคล้ายกันอย่างมาก    ซึ่งคำว่าธรรมาภิบาลนั้นใช้ในองค์กรภาครัฐ  ส่วน บรรษัทภิบาลใช้กับหน่วยงานเอกชน  ซึ่งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นถูกำหนดให้ทุกบริษัทนั้นต้องมีธรรมาภิบาล  ซึ่งครอบคลุมในห้าหัวข้อหลักๆ  เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรนั้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง  และสังคมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   การดำเนินธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ตนเองและไม่เหลียวแลสังคมนั้นอาจอยู่ได้ในระยะสั้นเพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่เพียงแต่ต้องการสินค้าทีดีมีคุณภาพ  ตรงกับความต้องการแต่เพียงอย่างเดียว  ยังแสวงหาสินค้า / องค์กร ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  ซึ่งหลักการของบรรษัทภิบาลตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครอบคลุม 5 ด้าน ดังต่อไปนี้

 1.ความซื่อสัตย์ (Integrity) คือ การบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตน่าเชื่อถือ และยึดมั่นในความถูกต้อง

            2. ความยุติธรรม (Fairness) คือ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรอย่างเป็นธรรม

            3.ความโปร่งใส (Transparency) คือ การดำเนินงานที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถตรวจสอบได้

            4. ความรับผิดชอบ (Responsibility) คือ การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนด้วยสติปัญญาและความสามารถอย่างเต็มกำลัง มุ่งมั่นให้งานสำเร็จและพัฒนางานให้ดีขึ้น

            5.ภาระรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความรับผิดและรับชอบในผลของการกระทำที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการกระทำ การสั่งการ การมอบหมาย และการตัดสินใจ ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยสามารถชี้แจงและอธิบายการตัดสินใจนั้นได้

            ซึ่งในกรณีดรามา “ปังชา”  นี้ คงอยู่ในหัวข้อง  ความยุติธรรม  และ ภาระรับผิดชอบนั่นเอง  สมควรเป็นกรณีศึกษาทั้งทางด้าน  นิติศาสตร์   บริหารธุรกิจ  และ การตลาดที่น่าสนใจกรณีหนึ่ง  กว่าจะได้มิชิลินไกด์ 4 ปีซ้อนใช้เวลาหลายปี  แต่ชื่อเสียงหายไปชั่วข้ามคืนแล่  “สื่อสารผิดพลาด” กระนั้นหรือ ????

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

“พันธมิตร เพื่อพิชิตเส้นชัย”

 


            **** กิจการงานใดที่จะทำให้สำเร็จ  ต้องมีพันธมิตร  และทีมงาน   ในธุรกิจก็เช่นกัน  ก็มีหลายวิธีในการแสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจ****

นิรนามเคยกล่าวไว้ว่า   : if you want to go fast, go alone; if you want to go far, go together?

           การหาพันธมิตรทางธุรกิจเป็นทางเลือกหนึ่ง เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรโดยการนำเอาทรัพยากรและดวามเชี่ยวชาญของพันธมิตรทางธุรกิจ มาบูรณาการให้เกิดประโยชน์

สูงสุดในรูปแบบความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

***พันธมิตรทางธุรกิจ* **  หมายถึง ความร่วมมือระหว่างสององค์กรขึ้นไป   โดยตกลงร่วมมือกันในการนำ ประสบการณ์  เงินทุน  เทคดนโลยี่  ความเชี่ยวชาญ  มาแลกเปลี่ยน  หรือมาร่วมมือในการสร้างผลิตภัณฑ์ หรือ องค์กรใหม่ในการที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกัน   ทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวและเป็นการต่อเนื่องก็ได้

 สามารถแบ่งลักษณะความร่วมมือได้  3 ประการ คือ

            1. ความร่วมมือทางการตลาด อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และการใช้ช่องทางการตลาด

ร่วมกัน เพื่อพัฒนาสื่อการโฆษณาและส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมถึงการนำเสนอตราสินค้าร่วมกัน (Brand X Brand )

เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่กว้างมากยิ่งขึ้น เป็นตัน  รวมถึงการทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

            2. ความร่วมมือด้านการผลิต  ทั้งอาจจะแลกเปลี่ยนข้อมูล  เทคโนโลยี่  กระบวนการผลิต  หรือ รับจ้างผลิตก็ได้  เช่น ขณะนี้พวกอาหารเสริม และเครื่องสำอางค์ทั้งหลาย  เซเลบทั้งหลายก็ไม่มีโรงงานผลิตจะเป็นการจ้างผลิตโดยอาศัยสูตร  เครื่องจักร  ฯลฯ ของผู้รับจ้างซึ่งผลิตให้กับหลายๆแบรนด์สินค้า   ในขณะที่เซเลบนั้นมีชื่อเสียง  มีคนติดตามในสื่อโซเชียล  มีช่องทางในการสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และช่องทางจัดจำหน่าย  เป็นต้น 

            3. ความร่วมมือต้านการวิจัยและพัฒนา   สำหรับส่วนนี้ในประเทศไทยมักจะเป็นระหว่างหน่วยธุรกิจกับองค์กรอของรัฐหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ   เพราะองค์กรธุรกิจในประเทศไทยเองมีหน่วยงานวิจัยเองน้อยมากๆยกเว้นธุรกิจขนาดใหญที่มีทั้งงบประมาณและทรัพยากรในการดำเนินการดังกล่าว   ส่วนองค์กรขนาดเล็กก็มักจะอยู่ในลักษณะของการพัฒนาสินค้าไปตามองค์ความรู้  ประสบการณ์  และความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์ของการความร่วมมือทางธุรกิจ

            1. การเติบโตของกิจการ (Growth)  ซึ่งจะทำให้เกิดพลังในด้านการขาย  เพิ่มยอดขาย  เพราะอาจจะเป็นลักษณะของการการแชร์ฐานแฟนคลับ  ของทั้งสองแบรนด์   และยังช่วยสะท้อนภาพของการเป็นผู้นำ  หรือนวตกรรมของทั้งสององค์กรได้   และประการสุดท้ายเป็นการสร้างสีสันผ่านกิจกรรมทางการตลาด  ตลอดทำให้เกิดช่องทางการขายใหม่ๆ   ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น  โอวัลติน  ร่วมมือกับนมตรามะลิ  ขนมปังฟาร์มเฮาส์  ไอศครีมวอลล์  นำผงโอวัลตินไปใส่ในผลิตภัณฑ์ทั้งสามเป็นการเพิ่มยอดขาย  และพันธมิตรก็มีผลิตภัฑณ์รสชาดใหม่ๆในท้องตลาด     หรือการที่ อาริกาโตะร่วมมือดยการนำเอาเอ็ม150  มาผสมในเครื่องดื่มของอาริกาโตะ  ก็เป็นการเปลี่ยนโพสิชั่นนิ่งของเอ็ม 150 หรือ แสวงหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆอีกด้วย

            2.สร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ ( Profitability)   ความร่วมมือบางครั้งก็สามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  หรือ ภูมิภาคใหม่  เช่น  ธนาคารกรุงเทพ เข้าซื้อกิจการของ ธนาคารเปอร์มาตา ของอินโดนีเซียโดยใช้เงินถึง  8 หมื่นกว่าล้านบาททำให้ได้ฐานลูกค้าอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากถึง 280 ล้านคน และเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเปอร์มาตามีลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและลูกค้าองค์กร รวมกว่า 3.5 ล้านราย  ทำให้การลงทุนสามารถรับรู้ผลกำไรได้ทันที่  อีกทั้งยังทำให้ฐานะของธนาคารกรุงเทพมั่นคงยิ่งขึ้น

            3.ประหยัดเวลา  และเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน  (Saving time and increasing staff productivity )  เป็นการอาศัยความสามารถในการแข่งขันของแต่ละองค์กรมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน  ทำให้เกิดผลผลิต หรือ ประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทางหนึ่งด้วย

            4.คุณภาพของสินค้า และ งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น  (Quality of work output )  การนำเอาประสบการณ์ ตลอดจนเทคนิกไม่ว่าจะทางด้านการผลิต การบริหารจัดการ  ประสบการณ์มาแบ่งปันทำให้คุณภาพของงานและผลลิตนั้นมีคุณภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

            5.เพื่อร่วมเสริมสร้างนวตกรรม  (Innovation )  เป็นการเพิ่มนวตกรรมในทุกกระบวนการเพราะแต่ละองค์กรก็มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไป  และยังเป็นการมุมมองและวิสัยทัศน์ใหม่ๆที่เกิดจากกการกระตุ้นการเรียนรู้ร่วมกัน  เช่นเอซซีแอสเส็ท  ร่วมมือกับอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่น  โตเกียว ทาเทโมโน  ซึ่งเป็นเสริมแกร่งทั้ง  ทุน  องค์ควารู้เพราะโตเกียวทาเคโมโน  เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนานถึง 126 ปี   และยังเชี่ยวชาญในทุกเซ้กเมนท์   และเชื่อได้ว่าจะได้ฐานลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

 

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ซื้อแล้ว ซื้อต่อ ซื้อเพิ่ม

 


            และแล้วผลการโหวตนายกรอบแรก และรอบต่อๆไปเราก็จะไม่มีนายกที่ชื่อ  “พิธา”  อย่างแน่นอน  แต่ประเด็นที่จะกล่าวอ้างต่อไปนี้ไม่เกี่ยวการเมือง   เพราะแม้ชื่อเรื่องไปพ้องกับ  “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ “ ของท่านนายกประยุทธ์นะครับ  เพราะผมมีความคิดเห็นว่าคนคิดแคมเปญนี้น่าจะพลาด  เปรียบเสมือนสินค้าที่แม้จะดูว่าซื่อสัตย์ (เฉพาะตนท่านนายก)  แต่สมุนและบริวารของท่านยังมีคำถามที่น่าจะคาใจหลายคนอยู่   แต่การกล่าวอ้างผลงานนั้นจะต้องเป็นผลงานที่เป็นที่ถูกอกถูกใจพี่น้องประชาชน    เพราะสามคำข้างต้นมันเปรียบเสมือนว่าทำดีแล้ว  ซึ่งไม่ใช่ในมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่เพราะไม่อย่างนั้นคงได้ สส.มากกว่านี้อีกเท่าหรือสองเท่าตัวแน่

แต่จะเกียวกับการบริหารธุรกิจและการตลาด   เพราะว่าองค์ประกอบหนึ่งของการตลาดคือการโปรโมชั่น  และเครื่องมือโปรโมชั่นตัวหนึ่งที่ทรงอานุภาพมากๆก็คือ  “เซลโปรโมชั่น”  แค่โปรแรงๆ  คนก็ซื้อ ถ้าสินค้านั้นโดน หรือแม่แต้ไม่ว้าว เฉียดๆ ก็ซื้อได้      ท่านเคยมีประสบการณ์เดินเฉียดไปและเห็นโปรแวะเข้าไปดู  จ่ายตังโลด  มั้ย   โดยเฉพาะสาวๆๆ  เพราะโปรมันแรงไม่ต้องแซงทางโค้งชั้นก็ยอมจ่ายเพราะหัวใจละลายแล้วคร้า

 

แต่จะทำให้ลูกค้า    ซื้อแล้ว ซื้อต่อ  ซื้อเพิ่ม  ก็ต้องมีแคมเปญที่ “ว้าว ว้าว ว้าว”  ตัวอย่างช่นในช่วง PRIDE MONTH นี้ทางกาแฟอเมซอนได้ออกโปรแรงมากและทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้หลายสิบเปอร์เซนต์   เพราะมีการแจกพวงกุญแจเป็นรูปแก้วกาแฟอเมซอน   แต่ช้าก่อนพี่น้องมันมีถึง 7 สี  และที่สำคัญต้องซื้อสินค้า 2  แก้ว    ซึ่งแจกวันละสีเท่านั้นแต่ช้าก่อนสีไม่ได้ตามวันทางปฎิทินนะครับ  เช่นวันอาทิตย์สีแดงเพราะทางอเมซอนได้แจกเรียงสีตามธงของเหล่า LGBTQ+  เริ่มจากสีแดงจนไปถึงสีม่วงในวันสุดท้ายซื่งมี 6 สี  นอกจากนี้แล้วในช่วงสุดท้ายของแคมเปญให้สั่งทางไลน์แมนจะได้สีขาวเป็นตัวปิดเกมส์  รวมแล้ว 7 สี ที่ไม่ใช่ทีวีเพื่อคุณ   ซึ่งแต่ละสีมีความหมายดังนี้

·    สีแดง หมายถึง ชีวิต

·    สีส้ม หมายถึง การเยียวยา

·    สีเหลือง หมายถึง แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง

·    สีเขียว หมายถึง ธรรมชาติ

·    สีน้ำเงินม่วง หมายถึง ความสามัคคี

·    สีม่วง หมายถึง จิตวิญญาณอันแน่วแน่

 

ซึ่งแคมเปญนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่สามประเด็น   

1.ต้องซื้อสินค้าสองแก้วถึงได้พวงกุญแจ  ทำให้ต้องซื้อเพิ่มไม่ว่าจะฝากเพื่อน หรือชวนเพื่อนมาซื้อร่วมกัน แต่เราเอาพวงกุญแจ  555

2.แจกวันละสีเท่านั้น  ทำให้ต้องเข้าร้านทุกวัน  เพิ่มยอดขายได้ 1 สัปดาห์ ทำให้เกิดทราฟฟิคในร้านและสีขาววันสุดท้ายต้องสั่งผ่านไลน์แมน์เท่านั้นทำให้เกิดประสบการณ์ในการสั่งสินค้าและซื้อสินค้าต่อเนื่องจากไลน์แมน (สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยสั่งสินค้าผ่านไลน์แมน)  Co-Promotion

3.จัดในเดือนไพรด์มันท์เพื่อแสดงออกถึงการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ  และสิทธิมนุษย์ชน

โดยสรุปแล้วก็เลยจะขอขยายความตามชื่อเรื่องดังนี้

ซื้อแล้ว    ก็คือ เคยซื้อแล้วด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่  เช่นจากการลดราคา  จากสีสันสวยงาม ฯลฯ   แต่จะซื้อต่อหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่สินค้านั้นใช้แล้ตรง หรือมากกว่าความคาดหวังหรือไม่ หรือจะด้วยชอบด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ ก็จะสู่ขั้นที่สอง

ซื้อต่อ    ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ว่ายังซื้อสินค้านั้นต่อไป เมื่อสินค้านั้นใช้หมดแล้วเรียกว่าเป็นการซื้อต่อเนื่องเท่านั้น    แต่ยังหมายถึงซื้อต่อยอดได้อีก คือซื้อสินค้าในร้านเราได้เพิ่มมากขึ้น  แบ่งได้สองแบบคือ 

UP SELLING    การซื้อในสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น  โมเดล  รุ่น   เกรด  ราคา ที่แพงขึ้น  หรือการเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็จะได้สินค้าที่คุ้มค่ากว่า  เช่น อาหารเป็นชุด  ไก่ทอด รวมน้ำ เฟรนชฟราย ตัวอย่างเช่นการซื้อรถยนต์  จาก  1300 ซีซี ไป เป็น 1600 ซีซีในอนาคต  

CROSS SELLING   ขายของอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน หรือข้างเคียง  ไม่ใช่ ซื้อกระดาษทิชชู่ แล้วเสนอ กระดาษทรายเพิ่ม นะ    เช่นขายรถเอสยูวี + แร๊คบนหลังคา+ ตาข่ายคลุม  ซึ่งผมเคยซื้อมาแล้วแต่ปรากฏว่าใช้รถไป 8 ปี ไม่เคยเอาของไปวางบนแร๊คและใช้ตาข่ายนั้นเรย   แต่เซลบอกว่าของมันต้องมีก็เลยจัดไป  5555    หรือการแถมฟีล์มกันแดด   แต่ได้เกรดธรรมดาถ้าต้องการพรีเมียมต้องเพิ่มเงินอีกเท่านั้นเท่านี้ก็จัดไปซิครับพี่น้อง

ซื้อเพิ่ม  ในที่นี้หมายถึงซื้อถี่ขึ้นหรือให้ใช้สินค้านั้นมากขึ้น (ก็จะต้องซื้อถี่ขึ้นนั่นเอง)  เช่นแอร์รีเฟรชเนอร์+เครื่องฉีดอัตโนมัติ  จะทำให้มันฉีดทั้งวัน เพราะปกติแล้วคนเราจะฉีดแค่ครั้งแรกที่เข้าห้องและเปิดแอร์  แต่พอมีเครื่องฉีดอัตโนมัตที่สั่งได้ว่าจะฉีดชั่วโมงละกี่ครั้ง   ก็จะทำให้ต้องเปลี่ยนกระป๋องใหม่อยู่ร่ำไป        หรืออย่างโอวัลตินภูเขาไฟปกติใช้สองสามช้อน  แต่พอมีภูเขาไฟมันต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 6-7 ช้อนทำให้บริโภคต่อครั้งเพิ่มขึ้น  ก็จะซื้อเพิ่มขึ้นนั่นเอง    

สำหรับ “อเมซอน”  ปกติเคยซื้ออาทิตย์ละ สองสามวัน ทำอย่างไรให้บริโภคทุกวัน  ทำอย่างไรให้ซื้อทุกวัน และวันละสองแก้ว แคมเปญนี้เรยโดนอย่างแรง   และที่สำคัญ วันอังคารที่แจกสีส้มนั้นได้รับการตอบรับจากด้อมส้มเป็นอย่างดี  เพราะเดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องผมก็เลยจัดไป 7 วัน 14 แก้ว  แล้วก็รีบไปตรวจน้ำตาลว่าเบาหวานยังสบายดีอยู่อะป่าว .....

   

 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...