วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566

5 อ.ไว้รอคน”เหงา”

 


  CR : ภาพ https://www.7cups.com

               ปกติแล้วคนโดยทั่วไปมักจะคิดว่า “คนโสด” คือคนเหงา  ซึ่งก็จริงเพียงส่วนหนึ่งเพราะว่างานวิจัยของ วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล  ค้นพบว่าคนไทยมี  “ความเหงา”  ถึง 25 เปอร์เซนต์ เรียกได้ว่าประมาณ 35% ของประชากรเรยทีเดียวซึ่งความเหงานี้ไม่มีปราณีใคร  เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย และ ทุกกลุ่มรายได้    ในประเทศอังกฤษถึงกับมีการตั้ง รมต.กระทรวงแห่งความเหงาขึ้นมา  เพื่อบริหารจัดการโดยเฉพาะทั้งๆที่มีการสำรวจพบว่ามีประชากรขี้เหงาแค่ 9 ล้านคน จากประชากรประมาณพอๆกับประเทศไทยคือ  60 ล้านคน  คงต้องหารือท่านนายกเศรษฐา  ว่าเราควรจะมี รมต.ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะหรือไม่ ??

               แล้วสาเหตุของความเหงาน่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง  โดยส่วนตัวผมวิเคราะห์และมีข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้

               1.ความโสด  และ การหย่าร้าง ซึ่งก็นับว่าเป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่คนไทย และ คนในประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก เป็นโสด หรือ หย่าร้างมากขึ้น (ยกเว้นในทวีปอัฟริกา) หรือในประเทศโลกที่สาม  ก็เลยทำให้มีเวลาว่างมากแถมไม่สามารถบริหารจัดการเวลา และอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมก็เลยเกิด “ความเหงา”

               2.เทคโนโลยี  ที่เข้ามาช่วยในการดำรงชีวิต ช่วยทำงาน   อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน   ตัวอย่างเช่น แม่บ้านในยุคก่อนๆ ทำงานเช้าจรดเย็น  แต่ทุกวันนี้มีอาหารพร้อมปรุง  แพคสำเร็จรูป  เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาช่วยทำงานบ้าน  เครื่องซักผ้า อบผ้า  ดูดฝุ่นๆ ฯลฯ เลยมีเวลาว่างมากขึ้น  หรือแม้แต่การทำงานที่บ้าน  ก็เลยขาดทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมไปโดยปริยาย

               3.จำนวนประชากรสูงวัยมีมากขึ้น  จากเว็บไซท์ของ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พบว่า ในปี 2566  คนไทยที่อายุมากกว่า 60 ปี มีถึง  12.688 ล้านคน จาก  67 ล้านคน คิดเป็น  18.93 เปอร์เซนต์ใกล้จะเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์  คือมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี  20 เปอร์เซนต์ขึ้นไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า   ซึ่ง"สังคมผู้สูงอายุ" องค์การสหประชาชาติ แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging society หรือ Aging society คือ การมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากร หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65ปี เกินร้อยละ 7 ของประชากร

สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ Aged society คือ เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 หรือ  ประชากรอายุ 65 ปี เพิ่มเป็นร้อยละ 14 ของประชากรโดยรวมทั้งหมดของทั้งประเทศ

Super-aged society คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20

4.ลักษณะโครงสร้างของครอบครัว และ พฤติกรรมครอบครัว  กล่าวคือเป็นสังคมครอบครัวเดี่ยวอยู่กันแค่พ่อแม่ลูก  หรือ บางครั้งไม่มีลูก  หรือมีลูกแค่ 1 คน   แตกต่างจากในยุคก่อนที่เป็นครอบครัวขยาย ปู่ย่า  พี่น้อง อยู่เป็นครอบครัวใหญ่  และมีลูกหลายคน 

5.ความเป็นปัจเจคบุคคล ซึ่งราชบัณฑิตได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า  ปัจเจก หมายถึง เฉพาะตัว เฉพาะบุคคล ตามลำพังไม่มีผู้อื่นสิ่งอื่นเข้ามาร่วมด้วย  ก็เลยทำให้ขาดทักษะในการใช้ชีวิตในสังคม

จากสาเหตุและจำนวนประชากรที่มีพฤติกรรมหรืออารมณ์แบบ “ความเหงา” แล้ว ธุรกิจหรือเอสเอ็มอีจะแสวงหาความต้องการของกลุ่มบุคคลเหล่านี้  ที่จะมีกำลังซื้อสูงเพราะคนที่มีกำลังซื้อต่ำหรือคนจนมักจะมีความเหงาน้อยกว่า  เพราะว่าวันๆหมกหมุ่นแต่การหาเงินมาดำรงชีพและใช้หนี้  ก็จะเป็นผู้มี “ความเครียด”มากกว่า “ความเหงา”   ดังนั้นธุรกิจ หรือ เอสเอ็มอีต้องใช้กลยุทธ์   “ 5  อ. ไว้รอคนเหงา”

               อาหาร   คนเราเวลาเหงาๆคิดอะไรไม่ออกมักจะออกไปทานอาหาร หรือ ดื่ม 

               อากาศ  แต่ในที่นี้หมายถึง บรรยากาศ  ที่สุนทรียะ  ไว้คอยคลายความเหงา

               อารมณ์  ก็มักจะคล้อยตามกับบรรยากาศ  ที่ต้องเป็นสถานที่ที่รังสรรค์อารมณ์ให้รื่นเริง

               อาคม  อันนี้หมายถึงสายมูเตลู  ใช้ความเป็นสายบุญ สะพานบุญ  เพื่อความสบายใจ

               อาชีวะ  คือการฝึกฝนอาชีพ  การรังสรรค์  ประดิษฐ์  งานอดิเรก ต่างๆที่จะช่วยผ่อนคลาย

ซึ่งในอเมริกามีบริการดูแลผู้สูงวัยซึ่งในสังคมฝรั่งแล้ว  เหงาอย่างยิ่งเพราะลูกหลานจะแยกตัวออกไปตั้งแต่ 18ปี  ไม่เหมือนคนเอเชียที่อยู่กันจนกว่าจะมีครอบครัวถึงแยกตัว  นำเอาคนรุ่นใหม่หรือนักศึกษามาบริการในการพาไปเที่ยว  รับประทานอาหาร เพราะไม่มีลูกหลานคอยดูแล

          เคยเห็นในคลิปที่ส่งต่อๆกันมา มีการให้เช่า “คุณลุง”  ในประเทศญี่ปุ่นตอนแรกก็คิดว่าเป็นเรื่องขำๆ  แต่พอลองค้นหาข้อมูลก็พบว่าเป็นความจริง  โดยเช่าไปเพื่อให้คำปรึกษา พูดคุย  เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ สำหรับผมซึ่งเป็นคนเหงาประเภทที่สาม ก็อยากจะเช่าสาวๆมาช่วยคลายเหงาอยู่เหมือนกัน  แต่ภรรยาห้ามไว้เด็ดขาด  ไม่งั้นคอขาดแทนนะจะบอกให้     อิอิ..........

 

 

 

 

 

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566

“สื่อสารไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่ ”

 




   เครดิตภาพ “โมโน 29 ”

 

            กระแสดราม่าช่วงสองวันที่ผ่านมาคือบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งยื่นโนติส 102 ล้านบาท กับร้านแบบบ้านๆในต่างจังหวัด  และอ้างถึงเครื่องหมายการค้า / ลิขสิทธิ์  ของ “ปังชา”  ที่ตนเองได้จดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา   ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนไว้   แต่การมุ่งที่จะไปฟ้องร้อง หรือเรียกร้องเงินทอง  ถึง 102 ล้านบาทจากร้านที่ชื่อร้านคือ “ปังชา” ที่จังหวัดเชียงราย  ที่เป็นร้านแบบบ้านๆโอเพ่นแอร์ดู   และอีกร้านหนึ่งทางภาคใต้    จนเป็นกระแสดราม่าในสังคม  รถทัวร์จอดร้านปังชาเจ้าใหญ่ที่เป็นฝ่ายฟ้องร้อง  จนต้องออกมาชี้แจงว่าเข้าใจผิด  สื่อสารคลาดเคลื่อน  ขอโทษ  และถ้ามีเวลา(จะพูดคำนี้ทำไม)จะไปขอโทษร้านทั้งสองด้วยตนเอง   กรณีนี้มีเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตุดังนี้

            1.ร้านดังมีสิทธิในการฟ้องร้องหรือไม่  คำตอบ มีสิทธิแต่ว่าไม่ใช่ในกรณีนี้  ต้องเป็นกรณีที่ร้านอื่นทำเลียนแบบ หรือ ก้อปปี้ เครื่องหมายการค้า   ซึ่งทั้งสองร้านนั้นไม่ใกล้เคียงเรย

            2.สมมุติว่าถ้ามีสิทธิ (แต่ในกรณีนี้ไม่มีสิทธิ)   แบบว่ามีคนก้อปปี้ เลียนแบบ  แล้วเป็นร้านแบบบ้านๆ  จะฟ้องถึง 102 ล้านหรือไม่  ??   ร้านที่ถูกฟ้องต้องขายกี่สิบชาติถึงมีรายได้ 102 ล้านบาท ตรงนี้เลยทำให้รถทัวร์มาแวะจอดมากเป็นพิเศษ  แล้วที่สุดของที่สุดคือ ร้านใหญ่นี้ 5 ปีย้อนหลังกำไรแค่ สองปี  4 ล้านกว่า  กับ  29 ล้านกว่าบาท  ทำให้ภาพยิ่งดูแย่ลงไปอีก เพราะเท่ากับกำไรบริษัท 3-4 ปีเรยไม่ต้องค้าขายก็รวยได้

            3.การสื่อสารของเจ้าของร้านที่ออกรายการทีวีช่อง 3  นั้น  “ไม่เนียน ต้องไปเรียนมาใหม่”  เพราะการชี้แจงครั้งแรกบอกว่า   ทางร้านขออภัยที่มีการสื่อสารและทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางร้าน ขอน้อมรับทุกคำติชม คำแนะนำ และจะปรับปรุง พัฒนาทั้งในการสื่อสาร การบริการ สินค้า ต่อไปซึ่งชี้แจงแบบไม่ชี้แจง

            พอเจอคำถามว่าใจดำหรือเปล่าฟ้องถึง 102 ล้าน  กลับตอบว่า   ไม่ได้ฟ้องนะคะ ไม่ได้มีเจตนาที่จะฟ้องใคร ไม่สามารถที่จะไปฟ้องร้องเขาได้ แต่ทั้งหมดในโนติสที่เขียนไป 102 ล้านบาท เป็นเรื่องของเครื่องหมายการค้า ดูแบบอย่างในการให้ความสำคัญมาจากต่างประเทศ แก้มเลยให้ค่ากับอันนั้น ก็เป็นความผิดพลาดของทางเรา ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”   

            ไม่ได้ฟ้องแต่ก็เตรียมฟ้องแหละคือการยื่นโนติสไปขนาดนั้น   ถ้าไม่ประสงค์ฟ้องจะระบุตัวเงินไปทำไม   หรือให้ทนายความยื่นโนติสไปทำไม    แค่โทรไปก็ได้ขอให้งดใช้คำว่า “ปังชา”  (ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีสิทธิไปให้ร้านอื่นใช้คำนี้) 

            การดำเนินธุรกิจทุกวันนี้เราจะเห็นมีคำสองคำที่มักจะนำมาใช้ในทางที่จะกระตุ้นเตือนจิตสำนึก และความรับผิดชอบ   ในการดำเนินธุรกรรมต่างๆขององค์กรอยู่สองคำ  คือ คำว่า  ธรรมาภิบาล  และ บริษัทภิบาล    ซึ่งหลักการและแนวคิดตลอดจนวัตถุประสงค์นั้นค่อนข้างคล้ายกันอย่างมาก    ซึ่งคำว่าธรรมาภิบาลนั้นใช้ในองค์กรภาครัฐ  ส่วน บรรษัทภิบาลใช้กับหน่วยงานเอกชน  ซึ่งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นถูกำหนดให้ทุกบริษัทนั้นต้องมีธรรมาภิบาล  ซึ่งครอบคลุมในห้าหัวข้อหลักๆ  เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรนั้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง  และสังคมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   การดำเนินธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ตนเองและไม่เหลียวแลสังคมนั้นอาจอยู่ได้ในระยะสั้นเพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่เพียงแต่ต้องการสินค้าทีดีมีคุณภาพ  ตรงกับความต้องการแต่เพียงอย่างเดียว  ยังแสวงหาสินค้า / องค์กร ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  ซึ่งหลักการของบรรษัทภิบาลตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครอบคลุม 5 ด้าน ดังต่อไปนี้

 1.ความซื่อสัตย์ (Integrity) คือ การบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตน่าเชื่อถือ และยึดมั่นในความถูกต้อง

            2. ความยุติธรรม (Fairness) คือ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรอย่างเป็นธรรม

            3.ความโปร่งใส (Transparency) คือ การดำเนินงานที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถตรวจสอบได้

            4. ความรับผิดชอบ (Responsibility) คือ การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนด้วยสติปัญญาและความสามารถอย่างเต็มกำลัง มุ่งมั่นให้งานสำเร็จและพัฒนางานให้ดีขึ้น

            5.ภาระรับผิดชอบ (Accountability) คือ ความรับผิดและรับชอบในผลของการกระทำที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการกระทำ การสั่งการ การมอบหมาย และการตัดสินใจ ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง โดยสามารถชี้แจงและอธิบายการตัดสินใจนั้นได้

            ซึ่งในกรณีดรามา “ปังชา”  นี้ คงอยู่ในหัวข้อง  ความยุติธรรม  และ ภาระรับผิดชอบนั่นเอง  สมควรเป็นกรณีศึกษาทั้งทางด้าน  นิติศาสตร์   บริหารธุรกิจ  และ การตลาดที่น่าสนใจกรณีหนึ่ง  กว่าจะได้มิชิลินไกด์ 4 ปีซ้อนใช้เวลาหลายปี  แต่ชื่อเสียงหายไปชั่วข้ามคืนแล่  “สื่อสารผิดพลาด” กระนั้นหรือ ????

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

“พันธมิตร เพื่อพิชิตเส้นชัย”

 


            **** กิจการงานใดที่จะทำให้สำเร็จ  ต้องมีพันธมิตร  และทีมงาน   ในธุรกิจก็เช่นกัน  ก็มีหลายวิธีในการแสวงหาความร่วมมือทางธุรกิจ****

นิรนามเคยกล่าวไว้ว่า   : if you want to go fast, go alone; if you want to go far, go together?

           การหาพันธมิตรทางธุรกิจเป็นทางเลือกหนึ่ง เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรโดยการนำเอาทรัพยากรและดวามเชี่ยวชาญของพันธมิตรทางธุรกิจ มาบูรณาการให้เกิดประโยชน์

สูงสุดในรูปแบบความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

***พันธมิตรทางธุรกิจ* **  หมายถึง ความร่วมมือระหว่างสององค์กรขึ้นไป   โดยตกลงร่วมมือกันในการนำ ประสบการณ์  เงินทุน  เทคดนโลยี่  ความเชี่ยวชาญ  มาแลกเปลี่ยน  หรือมาร่วมมือในการสร้างผลิตภัณฑ์ หรือ องค์กรใหม่ในการที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกัน   ทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวและเป็นการต่อเนื่องก็ได้

 สามารถแบ่งลักษณะความร่วมมือได้  3 ประการ คือ

            1. ความร่วมมือทางการตลาด อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และการใช้ช่องทางการตลาด

ร่วมกัน เพื่อพัฒนาสื่อการโฆษณาและส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมถึงการนำเสนอตราสินค้าร่วมกัน (Brand X Brand )

เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่กว้างมากยิ่งขึ้น เป็นตัน  รวมถึงการทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

            2. ความร่วมมือด้านการผลิต  ทั้งอาจจะแลกเปลี่ยนข้อมูล  เทคโนโลยี่  กระบวนการผลิต  หรือ รับจ้างผลิตก็ได้  เช่น ขณะนี้พวกอาหารเสริม และเครื่องสำอางค์ทั้งหลาย  เซเลบทั้งหลายก็ไม่มีโรงงานผลิตจะเป็นการจ้างผลิตโดยอาศัยสูตร  เครื่องจักร  ฯลฯ ของผู้รับจ้างซึ่งผลิตให้กับหลายๆแบรนด์สินค้า   ในขณะที่เซเลบนั้นมีชื่อเสียง  มีคนติดตามในสื่อโซเชียล  มีช่องทางในการสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์ และช่องทางจัดจำหน่าย  เป็นต้น 

            3. ความร่วมมือต้านการวิจัยและพัฒนา   สำหรับส่วนนี้ในประเทศไทยมักจะเป็นระหว่างหน่วยธุรกิจกับองค์กรอของรัฐหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ   เพราะองค์กรธุรกิจในประเทศไทยเองมีหน่วยงานวิจัยเองน้อยมากๆยกเว้นธุรกิจขนาดใหญที่มีทั้งงบประมาณและทรัพยากรในการดำเนินการดังกล่าว   ส่วนองค์กรขนาดเล็กก็มักจะอยู่ในลักษณะของการพัฒนาสินค้าไปตามองค์ความรู้  ประสบการณ์  และความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์ของการความร่วมมือทางธุรกิจ

            1. การเติบโตของกิจการ (Growth)  ซึ่งจะทำให้เกิดพลังในด้านการขาย  เพิ่มยอดขาย  เพราะอาจจะเป็นลักษณะของการการแชร์ฐานแฟนคลับ  ของทั้งสองแบรนด์   และยังช่วยสะท้อนภาพของการเป็นผู้นำ  หรือนวตกรรมของทั้งสององค์กรได้   และประการสุดท้ายเป็นการสร้างสีสันผ่านกิจกรรมทางการตลาด  ตลอดทำให้เกิดช่องทางการขายใหม่ๆ   ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น  โอวัลติน  ร่วมมือกับนมตรามะลิ  ขนมปังฟาร์มเฮาส์  ไอศครีมวอลล์  นำผงโอวัลตินไปใส่ในผลิตภัณฑ์ทั้งสามเป็นการเพิ่มยอดขาย  และพันธมิตรก็มีผลิตภัฑณ์รสชาดใหม่ๆในท้องตลาด     หรือการที่ อาริกาโตะร่วมมือดยการนำเอาเอ็ม150  มาผสมในเครื่องดื่มของอาริกาโตะ  ก็เป็นการเปลี่ยนโพสิชั่นนิ่งของเอ็ม 150 หรือ แสวงหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆอีกด้วย

            2.สร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ ( Profitability)   ความร่วมมือบางครั้งก็สามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ  หรือ ภูมิภาคใหม่  เช่น  ธนาคารกรุงเทพ เข้าซื้อกิจการของ ธนาคารเปอร์มาตา ของอินโดนีเซียโดยใช้เงินถึง  8 หมื่นกว่าล้านบาททำให้ได้ฐานลูกค้าอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากถึง 280 ล้านคน และเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเปอร์มาตามีลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและลูกค้าองค์กร รวมกว่า 3.5 ล้านราย  ทำให้การลงทุนสามารถรับรู้ผลกำไรได้ทันที่  อีกทั้งยังทำให้ฐานะของธนาคารกรุงเทพมั่นคงยิ่งขึ้น

            3.ประหยัดเวลา  และเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน  (Saving time and increasing staff productivity )  เป็นการอาศัยความสามารถในการแข่งขันของแต่ละองค์กรมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน  ทำให้เกิดผลผลิต หรือ ประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทางหนึ่งด้วย

            4.คุณภาพของสินค้า และ งานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น  (Quality of work output )  การนำเอาประสบการณ์ ตลอดจนเทคนิกไม่ว่าจะทางด้านการผลิต การบริหารจัดการ  ประสบการณ์มาแบ่งปันทำให้คุณภาพของงานและผลลิตนั้นมีคุณภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

            5.เพื่อร่วมเสริมสร้างนวตกรรม  (Innovation )  เป็นการเพิ่มนวตกรรมในทุกกระบวนการเพราะแต่ละองค์กรก็มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไป  และยังเป็นการมุมมองและวิสัยทัศน์ใหม่ๆที่เกิดจากกการกระตุ้นการเรียนรู้ร่วมกัน  เช่นเอซซีแอสเส็ท  ร่วมมือกับอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่น  โตเกียว ทาเทโมโน  ซึ่งเป็นเสริมแกร่งทั้ง  ทุน  องค์ควารู้เพราะโตเกียวทาเคโมโน  เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ยาวนานถึง 126 ปี   และยังเชี่ยวชาญในทุกเซ้กเมนท์   และเชื่อได้ว่าจะได้ฐานลูกค้าที่เป็นชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...