วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“ลอนดอน 2012” EPS1

                        ในที่สุดความฝันว่าจะไปดูมหกรรมกีฬาระดับโลกคือ “โอลิมปิค” ก็เป็นความจริง มนุษย์ทุกคนต้องมีความฝันเพราะว่าความฝันทำให้คนเรามีความหวัง หลายคนก็ฝันแต่ไม่ได้ลงมือทำก็เลยเป็นความฝันแบบลมๆแล้งๆเพราะ ไม่มีเป้าหมายซึ่งมีเส้นบางๆระหว่างความฝันกับเป้าหมายคือ “เป้าหมายคือความฝันที่มีกรอบกำหนดเวลา” นั่นเอง ว่าจะทำเมื่อไรได้หรือไม่ได้อย่างน้อยก็ได้พยายามที่จะทำความฝันนั้นให้บรรลุเป้าหมาย ผมเคยตั้งความฝันไว้ว่าในชีวิตจะไปดู ฟุตบอลโลก และ โอลิมปิค ให้ได้ ซึ่งก็บรรลุทั้งสองความฝันนั้นแล้วในปี 2012 นี้ที่ลอนดอน เมือไปแล้วก็เลยอยากจะนำสิ่งที่ได้พบเจอทั้งในส่วนของการจัดการแข่งขัน และ การจัดการลอนดอน เพื่อโอลิมปิคในครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง ในฐานะของผู้ชมคนหนึ่งหรือนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง




                            สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าลอนดอน2012จัดการได้ดีเลิศก็คือระบบการจราจร ซึ่งผมคงให้มุมมองในส่วนทีได้พบเห็นมาด้วยตนเองเพราะว่าได้เดินทางไปสู่สนามแข่งขัน 2 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนาม EXCEL ซึ่งเป็นสนามแข่งขันที่ผมไปดูการแข่งขันยกน้ำหนักถึงสามวันติดต่อกัน ซึ่งสนามแห่งนี้เดิมก็เป็นสถานที่จัดแสดงสินค้า เปรียบไปก็คล้ายกับศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองนี่แหละครับ โดยมีการจัดการแข่งขันแบ่งออกเป็นฮอลต่าง 6 ฮอล แข่งกีฬา 6 ประเภทในแต่ละช่วงเวลาของวัน แต่ระบบการจราจรซึ่งลอนดอนเองมีการการจัดการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน ที่ต้องบอกว่าดีมากๆ (มีอยู่เดิม) สามารถขนคนได้ในปริมาณมากๆและรวดเร็ว ซึ่งทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วในประเด็นนี้ แต่ต่างกันแค่นิดเดียวครับ เพราะว่าที่สนามนี้มีสถานีรถไฟฟ้า 2 สถานีซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขันกำหนดให้สถานีแรกขาออกจากลอนดอนที่ถึงก่อน เป็นสถานีที่ให้ผู้โดยสารลงรถเพื่อเดินเข้าสู่สนาม เมื่อกีฬาแข่งขันจบก็เดินออกอีกด้านหนึ่งเพื่อไปยังสถานีที่สองเพื่อเดินทางเข้ากลางเมืองลอนดอน และกีฬาทั้ง 6 ประเภทที่แข่งขันกันนั้นก็กำหนดเวลาในการเริ่มและเลิกให้เหลื่อมเวลากันเพื่อกระจายผู้ชมไม่ให้ไปแออัดยัดเยียดกันในสนามนั่นเอง นี่เป็นมุมเล็กๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามในการจัดงานใหญ่ก็เป็นได้ และแถมแต่ละประเภทกีฬายังแบ่งซอยย่อยรอบการแข่งขันให้มากขึ้น ซึ่งก็คือรายได้จากการขายตั๋วที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แน่นอนเมื่อไปดูยกน้ำหนักถึงสามวันก็ย่อมได้ซึมซับและร่วมแสดงความยินดีกับคนไทยที่น้องแต้วได้เหรียญเงินมา ความรู้สึกตอนนั้นมันปลื้มปิติและยินดีนี่ถ้าได้เหรียญทองแล้วมีโอกาสร้องเพลงชาติไทยคงน้ำตาไหลนองแน่เลย ขนาดตอนยืนเพื่อเคารพธงชาติจีนแต่มีธงชาติไทยเคียงคู่ก็ยังปลื้มไม่หายเลยครับท่าน



                          ส่วนสนามที่สองคือสนามเวมบลีย์ที่จุผู้ชมได้ถึง 9 หมื่นคน แต่ในวันนั้นมีผู้เข้าขม 7 หมื่นคนเศษ (ประกาศบนวีดีโอวอล) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง เกาหลีใต้กับกาบอง สามารถหาซื้อตั๋วคู่นี้ได้นับว่าเป็นโชคเพราะว่าตั๋วยกน้ำหนัก 3 วันนั้นผมซื้อก่อนล่วงหน้าประมาณสามเดือนทางอินเตอร์เน็ตโดยให้ลูกสาวที่เรียนอยู่ที่อังกฤษซื้อไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อไปถึงลอนดอนก็พยายามหาซื้อตั๋วดูกีฬาอื่นๆปรากฏว่าเต็มหมด เลยได้ดูกีฬาอีกวันคือฟุตบอลแต่การจ่ายเงินจะต้องทำผ่านบัตรวีซ่าไม่ว่าจะเป็นเครดิตการ์ดหรือเดบิตการ์ดก็ได้ เพราะวีซ่าเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันครั้งนี้ อันนี้เรียกว่าได้ทั้งเงินและกล่อง ไม่ใช่จ่ายเงินเป็นสปอนเซอร์ได้ภาพลักษณ์และการจดจำเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปจะได้ผลตามคาดหรือไม่ เพราะงานวิจัยที่ออกมาปรากฏว่า คนเข้าใจว่าเป็บซี่ กับ ไนกี้ เป็นสปอนเซอร์ลอนดอนเกมส์ครั้งนี้ โดยมีตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญที่สปอนเซอร์จะต้องคำนึงว่าคุ้มหรือไม่ อย่าสักแต่ว่าจ่ายเงินแต่ก่อน ระหว่าง และ หลังเกมส์การแข่งขัน คุณไม่ได้มีสิ่งเชื่อมโยงกับกีฬา หรือ โอลิมปิค ก็จะไมคุ้มค่าเงิน ยิ่งเมื่อมาได้สอบถาม นิสิตปริญญาเอกการจัดการกีฬาว่าใครเป็นสปอนเซอร์ปรากฎว่าทั้งคลาสมีตอบว่า “ไนกี้” ทำให้คิดว่าแม้แต่คนในวงการกีฬาเองยังคิดว่า “ไนกี้” เป็นสปอนเซอร์ครั้งนี้เลย อาดีดาสคงน้ำตาซึมเป็นแน่ถ้าได้ทราบอย่างนี้ ส่วนบรรยากาศในการแข่งขันได้อารมณ์มากเพราะคน 7 หมื่นกว่าคนที่ไปดู เกาหลี เตะกับกาบองในวันนั้นก่อนแข่งการจราจรคลื่นมนุษย์ก็ติดขัดตลอดทางที่เดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังสนามแข่งขัน แต่เมื่อผ่านการตรวจบัตรไปแล้วทุกอย่างเยี่ยมมาก ระบบการจัดการที่นั่ง ป้ายบอกทาง ฯลฯ ดีไปไม่มีที่ติ ตอนจบการแข่งขันเดินออกจากสนามไปยังสถานีรถไฟติดขัดมากๆ แต่เมื่อเดินถึงสถานีแล้วระบบการจัดการเขาดีมากมีเจ้าหน้าที และ อาสาสมัคร คอยบอกเป็นระยะๆ และการขนถ่ายรวดเร็วมากถ้าเป็นบ้านเรา 4-5 ชั่วโมงแน่นอน แต่ที่สนามเวมบลีย์แค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเรียบร้อยโรงเรียนลอนดอนครับ



                            ที่ลอนดอนไม่มีของที่ระลึกที่ทำเลียนแบบขายเพราะว่าระบบกฎหมายและการบังคับใช้เข้มงวดมากๆ เราเลยเห็นแต่ของที่ระลึกในการแข่งขันที่ราคาสูงมากๆตั้งใจว่าจะซื้อมาฝากพี่น้องเพื่อนฝูงก็เลยไม่ไหวซื้อไม่ลงเพราะของลิขสิทธิ์แพงมากๆ แถมแต่ละร้านยังขายราคาตามใจฉันอีกด้วยและที่ผมเห็นว่าเป็นจุดอ่อนก็คือ มีให้เลือกมากเกินไปมากจนไม่รู้ว่าจะซื้ออันไหนดีซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมากเพราะสังเกตดูว่าคนไปเลือกซื้อสินค้ากัน แต่ปริมาณซื้อกับไม่มากเท่าที่คิดซึ่งผมคาดว่าอาจจะเป็นเพราะราคาต่างจากโอลิมปิคที่ปักกิ่ง ราคาของที่ระลึกเป็นราคาที่พอจะหาซื้อฝากกันได้อย่างไม่ต้องพะวงกระเป๋า และที่ผมแปลกใจก็คือลอนดอนไม่คึกคักเท่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งผมตั้งสมมุติฐานไว้สองประการดังนี้ ข้อแรกคือว่าการเข้มงวดเรื่องที่ปกป้องสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของลอนดอนเกมส์ว่า สินค้าที่ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการตลาดใดๆในอันที่จะสุ่มเสี่ยงกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ทำให้สินค้าที่ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเลย และรวมทั้งสินค้าสปอนเซอร์ผมก็ไม่เห็นมีการจัดกิจกรรมใดๆที่ดูแล้วยิ่งใหญ่เลยซึ่งตลอดเวลา 6 วันที่อยู่ในลอนดอนนั้นก็เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นย่านการค้า สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ และ พิพิทธภัณฑ์ต่างๆ (เลือกที่ดูฟรี) ก็ไม่เห็นมีการจัดกิจกรรมใดๆเลย มันเลยหงอยๆไปอย่างไรก็ไม่รู้ อีกประการหนึ่งก็คือคาดว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรป ทำให้คนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ควรและทางการยังประกาศให้คนออกนอกเมืองอีกต่างหาก เรียกได้ว่าทำให้เมืองเงียบไปไม่เหมือนกับการมีมหกรรมโอลิมปิคเลย แต่ที่น่าชื่นชมอีกประการคือว่ามีอาสามสมัครมากมายเรียกว่าหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาจะเจอเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอยู่ทุกหัวระแหงที่เป็นย่านชุมชนต่างๆ ที่มีอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งอันนี้ขอชมอย่างแรง แต่อยากขอเตือนว่าลอนดอนไม่ปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อน ขโมยมันเยอะมากๆเพราะในยุโรปการเดินทางของผู้คนไม่มีพรมแดนและในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ แถมคนต่างถิ่นมารวมกันจำนวนมากก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแต่ที่น่าเจ็บใจ มันขมายซัมซุงแท๊ปของผมซึ่งเพิ่งถอยมา 2 เดือน รวมข้อมูลในโทรศัพท์เลยทำให้รู้ว่าเวลาไม่มีโทรศัพท์มือถือแล้วเป็นยังไง เหงายิ่งกว่าเมียไม่อยู่บ้านอีก 55555



วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“ไอโฟน จะรุ่ง หรือ ร่วง”

                    จำได้ว่าตอนยังหนุ่มๆอยู่ (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แก่ แต่อายุมากขึ้น) มีห้างสรรพสินค้าชื่อว่า “พาต้า” เป็นห้างที่เป็นขวัญใจห้างหนึ่งของชาว กทม. และ ต่างจังหวัดที่เรียกได้ว่าถ้ามากทม.ต้องไปห้างพาต้า เพราะว่ามีคิงคอง และ สวนสัตว์ มีเสือขาว ฯลฯ เป็นจุดขายด้วย แต่สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปแวะซื้อของบางอย่างก็พบกับความเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเป็นห่วง ว่าห้างพาต้าจะยืนระยะไปได้อีกนานเท่าไหร่ เพราะทั้งห้างเงียบมากๆ คนขายนั่งคุยและตบยุงกันเปาะแปะๆ แถมพนักงานขาย(ส่วนใหญ่) ก็อายุมากพอสมควร อีกทั้งยังเป็นระบบใบเสร็จเขียนด้วยมือ ส่วนซุปเปอร์มาเก็ตก็ให้ทางเทสโกโลตัสเช่าไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ได้สอบถามว่าสวนสัตว์พาต้า และคิงคอง ยังอยู่หรือเปล่า ที่คิงคองเป็นจุดขายเพราะว่าสมัยนั้นมีหนังเรื่องคิงคองได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเพราะสมัยนั้นถือว่าเทคนิคสุดยอดแล้ว ก็ได้เห็นถึงสัจธรรมว่ามันเป็นการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ว่ามันตั้งอยู่นานขนาดไหนนี่ซิสำคัญ ยิ่งอีกสองปีเราจะเข้าสู่ประชามคมอาเซียนแล้วกิจการที่มองการณ์ไกลและใหญ่พอ ก็คิดถึงโอกาสและความเจริญเติบโตเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะ ซีพี ปตท. เอสซีจี(ปูนซีเมนต์ไทย) ฯลฯ มีแผนในการสร้างความเจริญเติบโตทั้งสิ้น และก็มีระดับความสำเร็จอย่างสูงรออยู่เบื้องหน้า แต่สำหรับธุรกิจเล็กๆก็อาจจะกลายเป็นตรงกันข้ามก็อาจจะเป็นได้ ถ้าหากไม่ปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในอนาคต



                       ทีผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า “ไอโฟนจะรุ่ง หรือ ร่วง “ เพราะไปเห็นข่าวรายงานของสถิติข้อมูลประจำไตรมาสแรกของปี 2555 ของการ์ทเนอร์ใหนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ พบว่ายอดขายรวมทั้งหมดของโทรศัพท์โดยรวมทุกประเภท รวมถึงสมาร์ทโฟนซึ่งมันฉลาดมากแต่คนใช้งานไม่รู้ว่าฉลาดเท่าเครื่องโทรศัพท์ของตนเองหรือเปล่าเพราะที่เห็นๆใช้ไม่ค่อยคุ้มฟังชั่นการทำงานของโทรศัพท์เสียเท่าใด ตลาดของโทรศัพท์มือถือโตถึง 45% เรียกได้ว่าโตเกือบครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้น ซัมซุง สามารถแซงหน้าโนเกียนขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง สามารถขายได้ถึง 86.6 ล้านเครื่อง ในขณะที่โนเกียขายได้เพียง 83.3 ล้านเครื่อง


                         ในขณะที่สมาร์ทโฟน ซัมซุง ก็เป็นที่ 1 ยอดขายถึง 38 ล้านเครื่อง ไอโฟน ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยยอดขาย 33 ล้านเครื่อง โนเกียถูกทิ้งเป็นที่ 3 ด้วยยอดขาย 13 ล้านเครื่องซึ่งขณะนี้โนเกียปลดคนงานไปเป็นจำนวนมากและขอ ฟันธง โนเกียตายแน่ๆๆๆ ถึงแม้ว่าจะปรับตัวด้วยการหันมาใช้ปฏิบัติการแอนดรอย์ก็ตาม แต่รู้สึกว่าจะสายไปเสียแล้ว เพราะลูกค้าหันไปใช้ซัมซุงจนติดใจในระบบแอนดรอย์เสียแล้วไม่อยากเปลี่ยนใจ และที่สำคัญไปกว่านั้นจะเห็นได้ว่าซัมซุง มีสมาร์ทโฟนในทุกระดับราคาตั้งแต่ 3 พันกว่าบาทไปจนเกือบจะสามหมื่น ในขณะที่ไอโฟนอาจจะเรียกได้ว่ามีระดับราคาเดียว แถมมีรุ่นให้เลือกทีละรุ่น(แม้จะหน่วยคำวามจำต่างกันก็ตาม 16 หรือ 32 GB) เท่านั้น หมายความว่าไอโฟนเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มเดียวแน่นอนซึ่งมีจำนวนลูกค้าน้อยกว่ามากเพราะถูกจำกัดด้วยราคาขายนั่นเอง



                          และถึงแม้ว่าในแต่ละระดับราคาของซัมซุงก็ยังมีรุ่นให้เลือกสองหรือสามรุ่นตาม พฤติกรรมการใช้งานอีกด้วย ดูอย่างรุ่นท๊อป ซัมซังมีทั้ง ซัมซุงกาแลคซี่ S3 , ซัมซุงกาแลคซี่ แทป , ซัมซุงการและซี่ โนท มีให้เลือกถึงสามรุ่น อีกอย่างหนึ่งเราจะเห็นได้ว่าไอโฟนตั้งแต่ ไอโฟน 1 ถึงไอโฟน 4 รูปลักษณ์แทบจะไม่ต่างไปเลยเรียกได้ว่าถ้าไม่รักจริงคงไม่เป็นลูกค้าประจำ แถมหน้าจอก็ยังเล็กกว่า ปุ่มกดเล็กกว่า ก็จะเป็นปัญหากับผู้สูงวัยที่เชื่อได้ว่าหากลองใช้ซัมซุงแล้วคงจะชอบมากกว่าไอโฟนเป็นแน่ นอกจากนั้นแล้ว การเสียชีวิตของ “สตีฟจ๊อบ” ผมคิดว่ามีผลต่อไอโฟนในอนาคตโดยสังเกตจากการกล่างถึง และการแสดงความอาลัยต่อการจากไปของเขาว่า เป็น สาวก ไอโฟน หรือ สากวกสตีฟจ๊อบ กันแน่ แต่เราลองมาถามสาวกซัมซุงดูซิว่ารู้จักใครในซัมซุงบ้าง แม้แต่ซีอีโอยังไม่รู้จักเลย แสดงว่าที่รักซัมซุงเพราะมันเป็นซำซุงที่ตอบโจทย์ในชีวิตและพฤติกรรมของตนเองได้อย่างแท้จริง ยกเว้นเรื่องการบริการของซัมซุงในประเทศไทยที่สมควรจะต้องปรับปรุงเป็นอย่างแรงยิ่ง ในขณะที่ความคลั่งไคล้ของไอโฟนผมเชื่อว่าส่วนหนี่งมาจากความปลื้มในตัวสตีฟจ๊อบดังนั้นจึงเป็นคำถามว่า “ไอโฟนจะ รุ่ง หรือ ร่วง” ลูกค้าเท่านั้นจะเป็นคนตอบคำถามนี้ จริงหรือไม่ครับ ? แล้วท่านละครับ คิดว่า “ไอโฟน จะ รุ่ง หรือ ร่วง ? “ แต่สำหรับผมแล้ว ไอโฟนจะไปสดใสและเจิดจ้าเหมือนเมื่อก่อนคงเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ยากนะครับ...

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“ทำไมใครๆ ? ก็เข้าร้าน (นี้) “

“ทำไมใครๆ ?  ก็เข้าร้าน (นี้) “
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหาร และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป
20  มิถุนายน 2555

                การทำมาค้าขายนับวันจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่มาจากเศรษฐกิจโลกทั้ง อเมริกา และยุโรป ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกและประเทศไทย  หรือจะเป็นเพราะปัญหาพลังงานที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น  หรือปัญหาค่าแรง  ปัญหาสิ่งแวดล้อม(ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทำให้ต้นทุนสิ้นค้าสูงขึ้น)   ฯลฯ  ยิ่งมามีปัญหาเรื่อความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ยิ่งทำให้การค้าขายยิ่งลำบากขึ้นไป  แม้ว่าการพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะเติบโตถึง 5 % ก็ตาม  แต่ความไม่มั่นใจที่แสดงออกทางดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่า 47.7 จุด ต่ำกว่าครึ่งคือ 100 จุด   ก็คงเป็นคำตอบได้ดีถึงโอกาสที่ จีดีพี จะโตไม่ถึง  5 %   แต่อย่างที่ใครๆเขาก็ว่ากันว่า  “ชีวิตต้องก้าวเดิน”  หรือ ที่ฝรังว่าไว้ว่า “THE SHOW MUST GO ON  เราเองก็ต้องก้าวเดินต่อไปเช่นกัน
                เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2555  ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น  กับคณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร   และแน่นอนภูเขาไฟฟูจิย่อมเป็นสถานที่ที่จะต้องไปผมเคยเดินทางไปภูเขาไฟฟูจิครั้งสุดท้ายเมื่อปี  2543  พอลงจากรถบัสก็มีชาวญี่ปุ่นมาแจกการ์ดเล็กใบหนึ่งแล้วก็บอกว่า กระดิ่ง ครับกระดิ่ง  พูดภาษาไทยเสียด้วยแปลความได้ว่า  ให้ไปรับกระดิ่งฟรีโดยเอาการ์ดนี้ไปแลกที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้นั่นเอง   แน่นอนของฟรีมีหรือที่มนุษย์ผู้ซึ่งมีความโลภอยู่เป็นทุนในตัวมีหรือว่าใครจะไม่เอา  เพราะกระดิ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมอันหนึ่งของคนญี่ปุ่นที่ไปไหนต้องกรุ๊งกริ๊งตลอดเลย  ท่านที่เคยไปญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นว่าทุกร้านที่ขายของที่ระลึกจะมี   กระดิ่งในสารพัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ  ที่ห้อยโทรศัพท์  กระดิ่งแขวนกระเป๋า  ประตู  ฯลฯ   แน่นอนเราก็นึกว่าจะต้องเป็นกระดิ่งที่สวยงาม  คิ๊กคุตามสไตล์ญี่ปุ่น  เดินเข้าร้านกันทุกคนเลยขอบอก   แล้วทุกคนก็หงายเก๋งเพราะว่าเป็นกระดิ่งถูกๆไม่มีดีซายน์แถมมีเชือกเล็กๆสีแดงผูกไว้
อย่าเรียกว่าเชือกเลยเรียกว่าด้ายแดงประมาณว่าเป็นไหมญี่ปุ่นนั่นเอง (ไม่รู้คนรุ่นใหม่รู้จักหรือเปล่า)  มูลค่าไม่น่าเกินสามบาทขาดตัว    
                พอเดินเข้าร้านไปชักคุ้นๆ  รวมทั้งตัวมาสค๊อตที่อยู่หน้าร้านรู้สึกได้ว่าเคยมาและเคยถูกกลยุทธ์นี้เมื่อ 12 ปีที่แล้วน๊า   กลับมาดูรูปเก่าๆก็อ๋อหรอเลยเพราะเราโดนหลอกให้เข้าร้านเป็นครั้งที่ 2  ด้วยกลยุทธ์แบบเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลย  แสดงว่าเป็นกลยุทธ์อมตะมหานิรันดร์กาล(ที่ยังได้ผลชะงัดอยู่)   แน่นอนครับคนที่เข้าไปในร้านนั้นซื้อของเพิ่มกันทุกคนเลย  มากบ้างน้อยบ้างตามกิเลสและขนาดของกระเป๋าตังกันแค่นั้น  เพราะเราคงทราบดีกันว่าสินค้าญี่ปุ่นนั้น  น่ารัก  น่าซื้อ  ก็เลยถามตัวเองว่าแล้วอะไรทำให้   “ใครๆ ก็เข้าร้าน”
                ที่สำคัญคือ   แมกเน็ต MAGNET  ซึ่งก็หมายถึงแรงดึงดูดให้เข้าเร้า  ในกรณีนี้ก็คือของขวัญของชำร่วยที่นำมาล่อใจให้เข้าร้านนั้น  ทั้งๆที่มีร้านอีกหลายร้านที่ขายของในลักษณะเดียวกันแต่คนเงียบเหมือนกับไม่ได้เปิดร้านเลย  ในขณะที่ร้านที่แจกกระดิ่งคนเต็มร้านไปหมด    นอกจากนี้แล้วยังมีแม่เหล็กตัวอื่นๆอีกที่เราเห็นๆกันเช่น   ราคา  ตัวอย่างก็คือ โลตัส กับ บิ๊กซี ที่แย่งกันลดราคาและโปรโมชั่นจนสับสนไปหมดว่าไปร้านไหนที่ถูกกว่าแน่ๆ     หรือการจัดกิจกรรมในร้านเช่น  จัดประกวดเชียร์ลีดเดอร์ที่ช่วยชุบชีวิตฟิวเจอร์ปาร์ค  หรือเดอะมอล์จัดประมงน้อมเกล้าทุกปี    ซึ่งกิจกรรมนั้นแรกๆต้องจัดประมาณว่า  ใหม่  ใหญ่  ดัง  และ โดน  พอคนติดแล้วก็สามารถจัดได้ทุกปีลงปฏิทินไว้ได้เลย    ซึ่งใหม่หมายถึงเป็นกิจกรรมใหม่  เพราะตอนที่ฟิวเจอร์ปารค์จัดเชียร์ลีดเดอร์ครั้งแรกๆนั้น  เชียรลีดเดอร์ยังไม่ค่อยนิยมในประเทศไทยของเราเท่าไหร่   ใหม่คงหมายถึงว่าอาจจะเก่าที่อื่นมาใหม่ที่นี้  หรือ ในอุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีคนทำก็ได้นะครับ    ส่วนใหญ่ นั้นหมายถึง  อาจจะมีคนใหญ่คนโต ยศตำแหน่งสูง   หรือมีที่สุดในโลก  ที่สุดในประเทศไทยมาในงาน มาโชว์ ฯลฯ    และดังกับโดนนั้นก็จะเป็นในลักษณะ  มีคนดังมาร่วมในงานที่เราเรียกกันว่า “ซีเล็บ” ซึ่งเห็นได้บ่อยๆสำหรับสินค้าราคาแพง หรือประมาณว่าเลิศหรู  ดูดี  มีชาติตระกูลอะไรพรรณนั้น     โดนนั้นหมายถึงโดยใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพราะกิจกรรมนั้น  สินค้านั้น ตรงหรือสอดคล้องกับความต้องการของเขานั่นเอง  เช่น รถยนต์มินิคูเปอร์  มีกี่คนในประเทศไทยที่มีตังและต้องชอบรถประเภทนี้ด้วย  แต่สินค้ามันโดนใจจนอดไว้ไม่อยู่จนต้องไปร่วมกิจกรรมงัย

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“คุ้มหรือไม่คุ้ม”

“คุ้มหรือไม่คุ้ม” 22 พฤษภาคม 2555

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป


                      ผมเขียนบทความนี้ในวันรุ่งขึ้นที่บอร์ดการบินไทยปลดดีดี หรือผู้จัดการใหญ่สุดของการบินไทย ด้วยข้อหาอะไรก็แล้วแต่นั่นคงเป็นเรื่องภายในระหว่างบอร์ดกับดีดี แล้วก็มีข่าวว่าดีดีคนนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้ในสองปี ผมจำได้ว่าตอนที่หุ้นการบินไทยประกาศขายหุ้นเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์คนไทยเราแห่กันไปจองเหมือนกับยุคตื่นทอง ถ้าจำไม่ผิดราคาตอนเสนอขายอยู่ที่ 60 บาทแต่พอเข้าตลาดขาดทุนกันเป็นแถวทำให้เราเห็นสัจธรรมว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เข้าไปเปิดข้อมูลงบการเงินในเว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์ดูก็จะพบข้อมูลดังนี้



                       ปี 2551       2552         2553          2554 (หน่วย: ล้านบาท)
รายได้            202,605      163,874    184,270     194,525
กำไร               -21,379       +7,343    +15,349      -10,196

              รวมสี่ปีจะพบว่ามียอดสะสมผลประกอบการที่ -8,883 ล้านบาท ถ้าหารด้วยสี่ปี ก็ตกลงว่าขาดทุนปีละ -2,220.75 ล้านบาท (ซึ่งตามหลักการบัญชีคิดแบบนี้ไม่ได้ ) ราคาหุ้นเมื่อวาน 21 พฤษภาคม 2555 ราคา 22.80 บาท เทียบจากตอนเข้าตลาดที่ 60 บาท ถ้านับเป็นผลประกอบการบริษัทธรรมดาก็คิดว่าน่าเป็นห่วงว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร อันนี้ไม่แปลกครับเพราะเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆว่าสายการบินแห่งชาติหลายๆประเทศก็ต้องประสบภาวะการขาดทุนสะสมเป็นเวลานา ไม่ว่าจะเป็นสวิสแอร์ แจแปนแอร์ไลน์ ซึ่งมาตราฐานการป้องกันคอรัปชั่นดีกว่าบ้านเราหลายกระบุงยังอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องไปเทียบกับฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ ซึ่งมาตรฐานการคอรัปชั่นคงสูสีกับบ้านเรา แต่พอกลับมาดูโลว์คอสแอร์ไลน์( LOW COST AIRLINE) ซึ่งเจ้าของคงอยากให้เรียกว่าบัดเจ็ทแอร์ไลน์ (BUDGET AIRLINE )มากกว่า เพราะชื่อแรกมันดูไม่มีชาติตระกูลยังไงชอบกล เราจะพบว่ามีแต่กำไร กำไร และกำไร ทั้งๆที่ขายตั๋วราคาถูกมากแน่นอนว่าความสะดวกสบายและการบริการมันไม่เท่าสายการบินทั่วไป แต่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์หลักของการใช้บริการสายการบินได้ “คือการพาเราเดินทางไปยังจุดหมายที่ต้องการ” แต่ความสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเป็นบริการเสริม (ที่เราต้องจ่ายตัง) ก็เลยอยากรู้ว่าจริงๆแล้วสายการบินเหล่านี้ผลประกอบการเป็นอย่างไร ก็มีพอให้เทียบเคียงเพราะพอดีว่าอีกไม่กี่วันบริษัทเอเชียเอวิเอชั่นจำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยในสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” โดยถืออยู่ 51% จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เลยลองเข้าไปดูงบการเงินของ ไทยแอร์เอเชียซึ่งมีงบให้ดูแค่สองปี งบการเงินมีดังนี้


                          ปี 2553                2554 (หน่วย : ล้านบาท)
รายได้               12,098                 16,157
กำไร                  2,011                    2,020

                 ซึ่งไปค้นหาข้อมูลต่างๆเราจะพบว่า ยอดผู้โดยสารประมาณ 7 ล้านคนและมียอดรายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วโดยสารเพิ่มจากเดิม คนละ 100 บาท เพิ่มเป็นคนละ 300 บาท เมื่อคูณกับผู้โดยสาร 7 ล้านคน ก็จะได้ 2,100 ล้านบาท ตัวเลขนี้ก็จะใกล้เคียงกับยอดกำไร ที่ 2,020 ล้านบาท แปลว่าอะไรมันอาจจะหมายถึงว่าสายการบินไทยแอร์เอเชียขายตั๋วให้คุ้มกับต้นทุนในการบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แล้วพยายามขายสินค้า บริการอื่นๆ เพื่อให้เป็นผลกำไรถ้าขายของหรือบริการได้มากขึ้นก็เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกำไรสุทธิเลยทีเดียว (ซึ่งแอร์คงได้ค่าคอมไม่มากก็น้อย) นอกจากนั้นแล้วการบริหารต้นทุนในการบินนั้นสำคัญยิ่ง ได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ นอ.ธนภัทร งามปลั่ง ก็พบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เดียวเลย เรื่องแรกก็คือการใช้เครื่องบินทั้งฝูงเป็นรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันคือ แอร์บัส 320 ไม่ใช่แค่เฉพาะไทยแอร์เอเชีย ยังรวมไปถึงแอร์เอเชีย และอินโดนีเซียแอร์เอเชีย รวมแล้วไม่รู้กี่เครื่อง แน่นอนการที่มีเครื่องรุ่นเดียวกันตอนซื้อก็มีอำนาจต่อรองราคา ต้นทุนการซ่อมบำรุง อะไหล่ ฯลฯก็จะถูกกว่าการมีเครื่องบินที่หลากหลาย แต่การบินไทยทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำเพราะอะไรก็คงเดากันได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยเพราะการบินไทยมีเส้นทางการบินที่หลากหลาย ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะไกล ก็คงต้องใช้เครื่องบินที่หลากหลายเหมาะสมกับระยะทางการบิน แต่โลว์คอสจะบินในระยะสั้นไม่เกิน สองสามชั่วโมงซึ่งเติมน้ำมันครั้งเดียวบินไปกลับได้เลย ซึ่งการบินไทยก็ไม่จำเป็นต้องหลากหลายขนาดนับรุ่นกันไม่ครบแบบเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วทราบมาว่าเครื่องบินล๊อตใหม่ที่กำลังจะเข้าประจำการนั้นเบาะที่นั่งน้ำหนักจะลดลงไปที่นั่งละ 5 กิโลกรับ ประมาณ 200 ที่นั่ง ก็ทำให้น้ำหนักเครื่องลดลงไปประมาณ 1,000 ก.ก. ซึ่งจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้อีกยิ่งในยุคน้ำมันแพงแล้วละก็เห็นน้ำเห็นเนื้อเลยหละครับ
      
                     และที่เราเห็นว่ามีการโปรโมชั่น 99 บาทบ้าง 199 บาทบ้าง มีจริงครับแต่ว่าในแต่ละเที่ยวบินนั้นเข้าคำนวณแล้วว่าถ้ามีผู้โดยสาร X เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนการบินเป็นเท่าไหร่ ก็นำมาหารเฉลี่ยเป็นค่าตั๋ว (อันนี้คิดแบบตรรกะเองนะครับ) สมมุติว่า 500,000 บาท หารด้วย 200 ที่นั่ง ก็ตกที่นั่งละ 2500 แต่ก็จะนำมาขายราคา 99 บาทส่วนหนึ่ง 199 บาท ส่วนหนึ่ง และราคาต่างๆกันไป แต่เมื่อรวมแล้วได้ 500,000 บาท ทำให้บินแต่ละครั้งไม่ขาดทุน แล้วมาหาผลกำไรจากการขายสินค้า และบริการต่างๆ เช่น อาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ค่าโหลดกระเป๋า ฯลฯ จนทำให้รายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วตกคนละ 300 บาท 7 ล้านคน ก็ใกล้เคียงกับผลกำไรที่ 2 พันล้านบาทที่กล่าวข้างต้น แต่ไม่ว่าจะขายตั๋วราคาเท่าไหร่จนถึงราคาสูงสุดของแต่ละเที่ยวบินแล้วก็ยังราคาถูกกว่าสายการบินปกติอยู่จนทำให้เกิดแรงจูงใจในการใช้บริการ



          นี่เห็นมีโปรโมชั่นใหม่อีกแล้วแต่ต้องเดินทางปีหน้าเป็นต้นไปตั้งแต่ 4 มกราคม -22 พฤษภาคม 2556 ราคาตั๋วเริ่มต้น 0 บาท จำนวน 1 ล้านใบ ของฟรีมีที่ไหน 555 มี่ที่นี่ครับแต่ว่ามีกี่ที่นั่งที่ราคา 0 บาทไม่บอก สุดท้ายจากสมมุติฐานว่า จากจำนวนผู้โดยสาร 7 ล้านคนเฉลี่ยแล้วตกประมาณเดือนละ 5.8 แสนคน จากมกราถึงพฤษภาปีหน้ารวมเวลา 5 เดือน(เว้น 1-3 มกราเพราะผู้โดยสารเต็มอยู่แล้ว สุดยอด....) คำนวณแบบง่ายๆว่าน่าจะมีผู้โดยสาร 2.9 ล้านคน สมมุติว่ามีคนจองซัก 10% ก็เท่ากับ 2.9 แสนคน คิดง่ายๆว่า 3 แสนคน ถ้าราคาค่าโดยสารเฉลี่ยคนละ 1500 บาท ก็จะได้เงินสดมาก่อนล่วงหน้า 450 ล้านบาท แต่ตามโปรโมชั่นบอกว่ามี 1 ล้านใบเอาแค่ว่าถ้ามีคนจอง 5 แสนใบ คนละ 1500 บาท ก็จะได้เงิน 750 ล้านมานั่งนับเล่นเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ตัวเลขเหล่านี้เป็นการสมมุตินะครับเพราะข้อเท็จจริงคงไม่มีใครมาบอก แต่ให้ท่านได้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการบริหารให้เกิดผลกำไร ไม่ใช่ว่าบริหารไปวันๆเรื่อยๆเหนื่อยก็พักเหมือนสายการบินไทย ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พยายามเป็นสายการบินสีเขียวหรือเปล่า เพราะเมื่อเดือนก่อนไปใช้บริการทีวีส่วนตัวไม่มีให้ดูไม่ว่ากัน แต่ภาพยนต์บนจอใหญ่ทั้งเที่ยวไปเที่ยวกลับ เป็นสีเขียวหมดเลยครับเหมือนดูหนังที่ถ่ายในความมืดแล้วจอเขียวนึกออกมั๊ยครับพี่น้อง สอบถามพนักงานว่าจอภาพมันเสื่อมแล้วไม่มีอะไหล่โอ๊ยจะบ้าตาย “สายการบินแห่งชาติ” มิน่าปีที่แล้วถึงขาดทุนไปหมื่นล้านบาท ในขณะที่ไทยแอร์เอเชียกำไรสองพันกว่าล้าน โดยที่รายได้น้อยกว่าถึง 10 เท่าเศษ คงตอบได้แล้วนะครับว่าใครคุ้มหรือไม่คุ้ม...............

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ดูไบที่ไปมา

ผมเคยเขียนแตะถึงดูไบครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมกราคม ปี 2552 ตอนนั้นการท่องเที่ยวดูไบเพิ่งเริ่มบูม เพราะวิสัยทัศน์ของดูไบนั้นตอบโจทย์ว่าจะเป็น WORLD PLAYGROUND ENTERTAINMENT แถมตอนนี้อดีตผู้นำของเราก็ไปพำนักแบบกึ่งถาวรอยู่ในดูไบเสียด้วย เลยทำให้คนไทยรู้จักดูไบมากยิ่งขึ้น พอดีช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสพาบุพการี และ ครอบครัวไปเที่ยวดูไบ ซึ่งหลายๆคนถามก่อนไปว่าไม่ร้อนแย่หรือ เพราะเรายึดติดว่าเมืองทะเลทรายต้องร้อน ร้อน และร้อน ใครเลยจะเชื่อว่า กลางทะเลทรายผมถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าเพราะว่าทรายมันเข้ารองเท้า ทั้งที่ทัวร์บอกให้เอารองเท้าแตะไปด้วยแต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยไม่ได้เอาไป แถมตอนกลางคืนซักประมาณหนึ่งทุ่มได้พอเริ่มรับประทานอาหารท่านอาจจะไม่เชื่อว่าทรายนั้นเย็นพอสมควรทีเดียว ทั้งๆที่ยังไม่ดึกนี่ถ้าหากดึกไม่ทราบว่าอุณหภูมิจะเป็นเท่าไหร่ เพราะเดินทางกลับมานอนในเมือง ก็เรียกได้ว่าเข็มขัดสั้นคือหมายถึงคาดไม่ถึงนะครับพี่น้อง ผู้บริหารดูไบทราบดีว่าน้ำมันมีวันหมดไม่วันใดก็วันหนึ่ง (บางคนคาดว่า 100 ปี ) ไม่นานเลยครับแค่สองหรือสามชั่วอายุคนเท่านั้นเอง แล้วประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ปลูกอะไรก็ไม่ได้จะอยู่ได้อย่างไรหากขาดน้ำมัน วิสัยทัศน์ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับอีมิเรสต์ จึงต้องการนำเงินรายได้ที่มีอยู่มาสร้างสิ่งที่จะเป็นจุดขายของประเทศ เพื่อคนรุ่นต่อไปแต่ว่าด้วยการลงทุนที่มากเกินตัวไปทำให้มีปัญหาในการชำระหนึ้ ขนาดมีเงินจากการขายน้ำมันวันหนึ่งไม่รู้กี่พันหรือกี่หมื่นล้านบาทนะครับลองคิดดูเล่นถ้าขุดน้ำมันมาขายได้ 1 ล้านบาเรล ก็ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ 3,000 ล้านบาท ถ้า 5 ล้านบาเรลก็ 15,000 ล้านบาท อะไรจะมากประมาณนั้นกับพลเมืองท้องถิ่นแค่ 1.5 ล้านคน การสร้างสิ่งต่างๆไม่ว่าจะตึกสูงที่สุดในโลก 160 ชั้น 828 เมตร ศูนย์การค้าที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก พร้อมกับลานเล่นสกีเล่นได้จริงๆด้วย ดูเอานะครับเพราะเล่นไม่เป็นเกาะขอบกระจกดูน้ำลายห้อยเลย โรงแรมแอตเลนติสที่ใหญ่โตมโหราฬแถมมี่ที่พักผ่อนหย่อนใจสวนน้ำให้เล่นอยู่ในบริเวณเดียวกัน ก็คล้ายกับสวนสยามบ้านเราแต่อเมสซิ่งกว่าเพราะเวลาดิ่งลงมาจากสไลเดอร์แล้วจะผ่านอุโมงค์ที่ผ่านลอดอความเรียมอีก แถมสถานที่ตั้งของโรงแรมก็คือยอดของเดอะปาล์มที่ถมทะเลทำเป็น บ้านพักตากอากาศ ที่คนดังทั้งหลายรวมทั้งนายกดูไบของเราก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่ก็สร้างไว้แต่ถ้าในมุมมองของนักเศรษฐศาสตรือาจไม่คุ้ม เช่น สนามแข่งฟอร์มูล่าวัน แต่ก็ถือได้ว่าเรียกแขกได้พอสมควรที่เดียว รวมทั้งการแสดงน้ำพุเต้นระบำที่สวยงานประทับใจ พอดีเดินผ่านร้านอาหารร้าหนึ่งรู้สึกว่าจะชื่อ DEAN & DELUCA ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสามของห้าง DUBAI MALL มีเทอเรสตั้งโต๊ะอาหารได้ประมาณ 20-30 ที่นั่ง ที่มุมของห้องอาหารนั้นมองลงไปดูน้ำพุเต้นระบำ MUSIC FOUNTAIN ที่เปิดแสดงวันละ 4-5 รอบ แค่รอบละ 3 นาที (น้อยไปหน่อย) เลยเดินเข้าไปถามเขาว่ามีที่นั่งริมหน้าต่างตรงที่การแสดงหรือไม่ ซึ่งตอนแรกไม่ทราบว่ามีมุมเทอเรสออกไปพอดีกับมุมสวยๆ เลยทราบว่ามีบริการตรงเทอเรสแต่ต้องสั่งอาหารอย่างต่ำท่านละ 70 เหรียญดูไปก็ประมาณ 700 บาท ปกติก็ต้องกินอาหารอยู่แล้วเลยเลือกบริหารร้านนี้เลย สุดยอดมุมและบรรยากาศยามเย็นเลยครับสวยงามประทับใจทุกๆท่านจริงๆ แถมอาหารที่บริการก็เรียกได้ว่าเป็นแบบฟิวชั่น ประมาณว่ามีนักออกแบบและตกแต่งอาหารเลยละตามชื่อร้านซึ่งเข้าใจเอาว่าเป็นคนสองคนที่เป็นเจ้าของและดีไซน์ แบบและอาหารรวมทั้งมีซุปเปอร์เล็กๆอยุ่ในร้านขายสิ่งละอันพันละน้อยพร้อมทั้งหนังสือแนะนำการทำอาหารแน่นอนชื่อหนังสือว่า DEAN & DELUCA อีกอย่างหนึ่งที่เคยเล่าให้ฟังว่ามีน้ำเปล่าขวดละ 1,000 บาทขายนั้นชื่อ H2O วันนั้นได้เจอตัวจริงเสียงจริงขวดจริงจึงขอลูบเล่นเป็นบุญมือ น้ำเปล่าอะไรจะประมาณนั้นแพงชะมัดยาดเลย สรุปว่าเขาขายขวดเพราะที่ขวดมีสวารอฟสกี้ติดอยู่เลยแพงเป็นพิเศษ ไปซื้อบัตรเข้าอควาเรียมเขามีขายตั้งแต่ราคา 70,85,100 เหรียญ โดยมีแต่ละราคาก็ได้เข้าชมสถานที่ที่เพิ่มขึ้นพร้อมทั้งคูปองซื้อของที่ระลึกของดูไบอควาเรียม และคนที่ซื่อ 75 ไม่ค่อยมีครับเพราะเพิ่มอีกนิดเดียว ก็ได้ชม LOST WORLD ฯลฯ เพิ่มขึ้น ถ้าซื้อบัตร 100 เหรียญ ก็จะได้นั่งเรื่องท้องกระจกชมรอบควาเรียมอีก เวลาสั้นแม้ไม่มีอะไรมากแต่ไม่เคยดู ไม่เคยเล่น ไม่เคยเห็น ก็ยอมจ่ายเพิ่มอีกคนละ 15 หรือ 20 เหรียญตามลำดับ พร้อมกับต้องเพิ่มตังซื้อของที่ระลึกอีกเพราะมีคูปอง คนละ 20 เหรียญดูไบอยู่แล้ว เรียกได้ว่าขายรวมเป็นแพคเกจ ลูกค้าเลยซื้อสิ่งที่ขายพ่วงมาโดยตั้งใจให้เขาหลอกเพราะคิดว่าได้กำไรมากกว่าแต่แท้จริงแล้วอควาเรียมได้กำไรเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะมีคนดูเพิ่มหรือไม่เพิ่ม(จากการซื้อแพคเกจ) บริการเขาก็มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนก็มีอยู่แล้ว เรียกได้ว่าอความเรียมมีแต่ได้กับได้ครับผม ก่อนจากดูไบที่สนาบบินร้านค้าปลอดอากรเขาน่าเดิน น่าซื้อ อะไรที่เขาขายถูกมันถูกจริงน้ำหอมบางยี่ห้อถูกว่าบ้านเราถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (ทั้งที่เรามีบัตรลด 15 เปอร์เซ็นต์แล้วนะ) มีเรื่องเดียวที่ต้องตำหนิอย่างแรงและเป็นความภาคภูมิใจของ ตรวจคนเข้าเมืองของเราที่มี ตม.ดูไบห่วยแตกกว่าบ้านเรา ต้องมีการสแกน แถมแถวก็เป็นแบบแถวใครแถวมัน เห็นหางแถวมี 6 หางเราก็ต่อกันไปยาวเหยียดแต่ทำไมแถวเราขยับแล้วหยุดยาว แล้วขยับแล้วหยุดยาวสลับกันไป สุดท้ายถึงบางอ้อแถวนี้เขาสำหรับสุภาพสตรีแต่ประชาชนดันทำเป็นสองแถว คละกันไปมากว่าจะเคลียร์กันได้ก็เล่นเอาวัยรุ่นเซ้งไปเลยใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง สแกนม่านตาเสร็จก็ไปต่อแถวเข้าประทับตราเข้าเมืองอีก เหมือนเดิมเป็นแถวใครแถวมันใครโชคดีตม.ทำงานเร็วก็โชคดีไปใครเจอปัญหาก็หยุดยาวไปรวมแล้วใช้เวลาในขั้นตอนนี้ รวมกันเกือบสามชั่วโมง ทำให้ ตม.ไทยดีใจที่มีบริการที่แย่กว่าสุดๆ แต่ในที่สุด ตม.ไทยก็ดวงตาเห็นธรรมเป็นแถวเดี่ยวคดเคี้ยวแบบงูแล้วกว่าจะเห็นธรรมเราก็กรรมเพราะต้องใช้บริการตม.ไทยเดือนละหนึ่งครั้งรอเข้าไปโยม ช้าๆได้พร้าเล่มงาม..............

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

“ใครคุมสื่อ?”

"ใครคุมสื่อ?"

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พิสิษฐ์กรุ๊ป
4 เมษายน 2555

เห็นจั่วหัวเป็นคำถามว่า “ใครคุมสื่อ?” ผมได้หมายถึงคำถามที่ว่า ใครมีหน้าที่ในการคุมสื่อแต่ผมหมายถึงว่า ใครคุมสื่อได้ก็จะกำหนดทิศทางในการรับข่าวสารที่เป็นไปตามนโยบาย หรือ กลยุทธ์ของหน่วยงาน หรือ องค์กรนั้นๆได้ จากปัจจุบันที่เราเห็นและต้องยอมรับความจริงกันว่ามีสื่อทั้งสื่อแท้ สื่อเทียม ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงสื่อเทียมในทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว สื่อเทียมในทางการตลาด การบริหารธุรกิจ ก็มีให้เห็นกันอยู่ตลอดเวลา ยังไม่มีการนับอย่างเป็นทางการว่าจำนวนช่องทีวีในประเทศไทยมีทั้งหมดกี่ช่อง แต่จากการประมาณการกันน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 500 ช่อง เพราะทรูวิชั่นอย่างเดียวก็เกือบร้อยช่องแล้วครับ รวมเคเบิลทีวี และทีวีอินเตอรเน็ตเข้าไปน่าจะมากกว่า 500 เป็นแน่
ถ้ามามองสื่อการเมืองที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็ต้อง เอเอสทีวีของค่ายพันธมิตรฯ ทีวีคนเสื้อแดง นี่มีบลูสกายทีวีของประชาธิปัตย์เพิ่มเข้ามากอีก สู้กันตรงๆมีสื่อกันตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อมเหมือนเมื่อก่อน แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนที่เสพสื่อที่ชัดๆอย่างสื่อการเมืองนั้นก็เป็นพวกฮาร์ดคอร์ของคนที่มีทัศนคติทางการเมืองแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติมากนัก ไม่มีผลต่อคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามหรือคนที่ไม่เลือกข้าง(แบบจริงๆ ไม่ใช่ไม่เลือกข้างแต่ปาก ) แต่จะมีผลต่อคนที่มีความโน้มเอียงไปทางสายนั้นๆอยู่บ้างหากฟังนานๆเข้าก็จะคล้อยตาม และหลงเชื่อไปในทีสุดนั่นเองเหมือนกับคำสุภาษิตโบราณที่ว่า “น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน” นับประสาอะไรกับคนเราที่ฟังความอยู่ข้างเดียวโดยขาดวิจารณญาณและการวิเคราะห์ เรียกได้ว่าฟังอะไรมาเชื่อหมด หลงหมด รักหมด ดังนั้นการให้ความรู้และการฝึกฝนในเรื่องทักษะการฟังและคิดวิเคราะห์นับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับสังคมไทยในอีกยี่สิบปีข้างหน้า คือหมายความว่าคนรุ่นเก่าในปัจจุบันคงฝึกไม่ได้แล้วเรียกได้ว่าแก่จนดัดยาก คงต้องฝึกคนรุ่นใหม่รุ่นที่จะเข้าอนุบาลไปเลยหรือตั้งแต่พูดจำความได้ เพราะบางครั้งกว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้วเหมือนกับหนังสือแปลเล่มหนึ่งในอดีตที่เคยกล่าวถึงพัฒนาการของเด็กว่า “กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” หากท่านสนใจลองไปหาอ่านดูก็ได้นะครับ
ผ่านสื่อการเมืองเรื่องปวดหัวของสังคมไทยไปดีกว่าเพราะพอเริ่มกระบวนการปรองดองก็เริ่มสงครามปรองดอง (แล้วจะปรองดองได้หรือเปล่านี่) มาดูสิครับว่าในช่องทีวีเหล่านั้นมีช่องสื่อเทียมอยู่มากมายโดยเน้นแต่การขายของ ทั้งแบบขายตรงโดยไม่อ้อมค้อมหรือขายแบบแอบแฝงทำเป็นเชิญ คุณหมอ ผู้เชียวชาญ อาจารย์ บุคคลที่มีชื่อเสียง ฯลฯ มาร่วมสนทนาในรายการแล้วแฝงเรื่องการขายสินค้า หรือ ประชาสัมพันธ์สินค้าไปเลยก็มีให้เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบทแล้วการมีผู้ที่เป็นที่เชื่อถือของสังคมมาให้ข้อมูลแล้วจะยิ่งเชื่อถือ และหลงผิดได้โดยง่าย เห็นชัดๆก็พวกขายของประมาณว่า ทีแอบแฝงเรื่องความเชื่อ หรือว่า พวกสุขภาพบำบัด ฯลฯ น้ำป้าเช็ง เป็นตัวอย่างที่คลาสสิคมากๆ ต้นทุนในการทำทีวีของป้าแกไม่กี่สตางค์แต่ฉายวนทั้งวันทั้งคืน คนดูไปดูมาเชื่อไม่เชื่อก็อาจจะลองละครับพี่น้อง หรือแม้แต่ว่าในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีโฆษณาแฝงทั้งแฝงแบบไม่น่าเกลียด เช่นการ PLACEMANT คือการที่นำสินค้าไปวางไว้เฉยๆ ในรายการต่างๆ หรือในละครประเภท ซิทคอม ลองดูช่วงเวลาข่าว หรือ รายการสนทนาวาไรตี้ประไร จะมีสินค้า หรือ ถ้วยกาแฟ ฯลฯ วางอยู่ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับรายการ หรือเนื้อหาแต่เพียงอย่างใดทั้งสิ้น แล้วพวกละครซิทคอม ประเภท บางรักซอย 9 บ้านนี้มีรัก ฯลฯ พวกนี้จะเป็นเรื่องง่ายๆชาวบ้านๆ และต้องมีร้านขายของชำอยุ่ด้วยเพราะจะได้วางสินค้าไว้ได้มากๆชิ้น มากๆค่าย (แน่นอนก็จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย) ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ TIE IN อันนี้จะเพิ่มดีกรีในการนำเสนอเข้าไปอีกเพราะตัวละครในเรื่องจะเอ่ยชื่อ หรือ มีการกล่าวถึง (ในแง่ดี) หรือ มีการหยิบจับ มีการใช้สินค้านั้นๆด้วย เรียกได้ว่า “เนียน” เพราะยิ่งเนียนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นคุณต่อสินค้ารายนั้นอย่างยิ่ง เช่น นานแล้วมีภาพยนตร์เรื่อง “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (ซีซันเชนจ์)” มีค่ายธนาคารกรุงศรีเป็นตัวนำ ในเรื่อง พระเอกนางเอก วัยรุ่นใช้บัตรเดบิตของธนาคาร งานประชุมในเรื่องก็มีป้ายแบคดร๊อป ของธนาคารกรุงศรี เรียกได้ว่า “สีเหลือง” เต็มจอ เต็มเรื่องเลยครับ

แต่ถ้าอยากคุมได้แบบเบ็ดเสร็จก็ต้องมีรายการเป็นของตนเองไปเลยเรียกได้ว่าเป็นคนผลิตรายการเอง ซึ่งหมายถึงเป็นเจ้าของรายการส่วนการผลิตจริงๆก็ต้องจ้างมืออาชีพหรือพิธีกร ทำให้สามารถคุม กำหนดทิศทางและข้อมูลข่าวสารได้อย่างที่ตนเองต้องการดีกว่าไปเป็นสปอนเซอร์เฉยๆ เช่นรายการ “เอสเอ็มอีตีแตก” ของค่ายกสิกรไทยเป็นต้น ก็เรียกได้ว่าเขียวกันไปทั้งรายการเลยครับ แล้วเดี๋ยวนี้หากต้องการให้สินค้าตัวเองเกิดถ้ามีแต่การโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต้องอาศัยการคุมสื่อให้ได้ด้วย ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเจ้าของสินค้าส่วนบุคคลประมาณว่า ผม ผิว สิว ขาว ไปซื้อเวลาทางทีวีช่องหนึ่งแล้วจ้างบริษัทผลิตละครซิทคอมขึ้นมาแล้วก็ดำเนินการ ทั้งโฆษณาตรง โฆษณาแฝงทั้งแบบแฝงธรรมดา แฝงเนียนๆ แถมดีไม่ดีถ้าขายโฆษณาเพิ่มทั้งในส่วนเวลาโฆษณาจริง และ รับสินค้าที่ไม่ขัดแย้งกันมาโฆษณาแฝงในรายการถ้ายายได้มากๆ กำไรอีกต่างหากเรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลย เห็นหรือยังครับว่า “ใครคุมสื่อได้ก็คุมทิศทางไปตามความต้องการของตนได้” W

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

“โอกาสของการขยายตัวของธุรกิจไทย ในทศวรรษหน้า”



ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดีไม่กี่ประเทศในโลกที่ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก เอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง ภูมิอากาศที่สบาย มีมรดกทางวัฒนธรรมและอารยธรรมที่สามารถเป็นจุดขายการท่องเที่ยวได้ ฯลฯ เรียกว่าดีไปหมดแต่ว่าประเทศเรายังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างทัดเทียบอารยะประเทศทั้งหลายได้ก็เนื่องด้วยคนไทยเรากันเอง มากกกว่า พอดีผมไปสัมมนาและได้เห็นตัวเลขชุดหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเอามาขยายความเพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ว่าประเทศเรามีแต่อุปสรรค เพราะถ้าท่านเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วจะพบว่าประเทศไทยของเรามีแต่โอกาสทั้งสิ้น
อัตราส่วน จีดีพี ไทย ต่อโลก 0.45%
อัตราส่วนการส่งออก ไทย ต่อโลก 1.1 %
อัตราส่วนประชากรไทย ต่อโลก ประมาณ 1.%
ถ้าคิดแบบบัญญัติไตรยางศ์ก็แสดงว่าจีดีพีไทยจะโตได้อีก 0.55 % แต่ถ้าคนไทยบริโภคเหมือนกับสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วนประชากร 4.5 % ของโลก แต่บริโภค ถึง 25% ของ จีดีพีโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้บริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา จนลืม “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงเรานะครับ เป็นแต่เพียงตัวเลขต่างๆเหล่านี้มันจะช่วยบอกถึง “โอกาส” ของประเทศไทย หรือ ญี่ปุ่น ประชากร 1.9 % ของโลก แต่บริโภคถึง 8.47% ของจีดีพี ไม่ต้องพูดถึงประเทศจีน ที่ตอนนี้จีดีพีเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จีนมีประชากรถึง 20 % ของโลกแต่บริโภคเพียง 8.17 % ลองดูตารางข้างล่างก็จะเห็นว่าอนาคตเราควรค้าขายกับประเทศใดครับพี่น้อง


สหรัฐอเมริกา ประชากร 603 ล้านคน คิดเป็น 4.5% จีดีพี 14.40 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น25%
ญี่ปุ่น ประชากร127 ล้านคน คิดเป็น 1.9% จีดีพี 5.08 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น8.47%
จีน ประชากร 1,350 ล้านคน คิดเห็น 20% จีดีพี 4.90 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น 8.17%
อินเดีย ประชากร 1,150 ล้านคน คิดเป็น 17% จีดีพี 1.60 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น2.67%
อาเซียน ประชากร 580 ล้านคน คิดเป็น 9% จีดีพี 1.60 ล้านๆเหรียญ คิดเป็น 2.67%

แสดงว่า จีน อินเดีย และ อาเซียน มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจในอัตราก้าวหน้า หากมองเฉพาะประเด็นสัดส่วนประชากรของโลก เมื่อเทียบกับจีดีพีโลก




ถ้าหากมาดูเฉพาะอาเซียนเจาะเป็นรายประเทศแล้วตามตารางนี้ ก็จะเห็นโอกาสว่าอยู่ที่ประเทศ อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม เพราะว่า อินโดนีเซียมีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลกแต่จีดีพีน้อยมากแถมยังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่ยังไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างเพียงพอ พม่าก็เช่นกันแม้ประชากรไม่มากแต่ว่าทรัพยากรล้นเหลือแถมไม่นานมานี้เปิดประเทศมากขึ้นจนหลายคนกลัวว่าแรงงานพม่าจะขาดแคลนในประเทศไทยเพราะถ้าหากพม่าพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีคนก็ไม่ต้องดิ้นรนไปทำงานนอกประเทศ และหากดำเนินการทางการเมืองในเรื่องชนกลุ่มน้อยได้อย่างเรียบร้อยแล้วรับรองว่าพม่าติดจรวดแน่นอน แล้วเวียดนามมีอุปนิสัยที่ขยันขันแข่งหนักเอาเบาสู้ และแนวทางค้าขายคล้ายคนจีนทำให้บ้านเมืองเขาจะพัฒนาเร็วเช่นเดียวกันครับถ้าไม่มีสงครามเมื่อสามสิบปีก่อนป่านนี้นำไทยไปหลายช่วงตัวเลยครับ


Brunei ประชากร 0.396 ล้านคน จีดีพี 12,317 ล้านเหรียญ
Cambodia ประชากร 14.47 ล้านคน จีดีพี 8,662 ล้านเหรียญ
Indonesia ประชากร 224.90ล้านคน จีดีพี 431,717 ล้านเหรียญ
Lao ประชากร 5.60ล้านคน จีดีพี 4,128 ล้านเหรียญ

Malaysia ประชากร 27.17 ล้านคน จีดีพี 186,960 ล้านเหรียญ
Myanmar ประชากร 58.60 ล้านคน จีดีพี 12,632 ล้านเหรียญ
Philippines ประชากร 88.87 ล้านคน จีดีพี 146,894 ล้านเหรียญ
Singapore ประชากร 4.58 ล้านคน จีดีพี 161,546 ล้านเหรียญ
Thailand ประชากร 65.69 ล้านคน จีดีพี 245,701 ล้านเหรียญ
Viet Nam ประชากร 85.20 ล้านคน จีดีพี 71,292 ล้านเหรียญ

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...