วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

“แล้วอะไรจะเกิด ?? “

@@@@@@@                          ใครเลยจะเชื่อว่า “เป็บซี่” กับ “เสริมสุข” ที่เป็นพันธมิตรกันมาถึง 60 ปีจะต้องพังทลายลง มันคงเปรียบเหมือนกับคู่ครองที่อยู่กันจนแก่เฒ่า ประสบความสำเร็จลูกหลานเติบโตซึ่งน่าจะมีความสุข แต่พอเข้าวัยเกษียณกลับต้องมาหย่ากัน ต่างคนต่างอยู่แต่ในกรณีนี้อาจจะแตกต่างกัน เพราะเมื่อแยกจากกันแล้วกลับต้องมาเป็นคู่แข่งกัน ความสำเร็จของเป็บซี่ในประเทศไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสริมสุข” เป็นปัจจัยที่สำคัญในลำดับต้นๆ เป็บซี่ไทยจะมีวันนี้ไมได้เลยหากขาดเสริมสุขซึ่งนอกเหนือจากเป็นผู้บรรจุ ผู้ผลิต แล้วยังเป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย ถ้าบอกว่าช่องทางตู้แช่แล้วละก็ต้องยกนิ้วให้กับเสริมสุขเพราะนอกจาก คลังสินค้าในแต่ละจังหวัดซึ่งมีอยู่ 49 แห่ง โรงงานอีก สามแห่ง ที่สำคัญรถเสริมสุขที่มีถึง 1,200 คัน ซึ่งสามารถเข้าถึงตู้แช่ที่มีถึง 250,000 แห่งทุกตู้ด้วยความถี่ที่ขอบอกว่าถี่มากๆ เพราะด้วยระบบผลตอบแทนพนักงานขายซึ่งก็คือพนักงานขับรถด้วยนั้นทำให้พวกเขาทำงานกันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย


                           จากช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งนี่เองทำให้ ผู้บริหารของคาราบาวแดงถึงกับบอกว่าความสำเร็จของคาราบาวแดง คือ ABCD ไม่ใช่ 4P ตามตำราการตลาด ซึ่ง A หมายถึง แอ๊ด คาราบาว Bหมายถึง แบรนด์ เป็นสินค้าที่มีแบรนด์มาก่อนหน้าแล้วคือวงดนตรีคาราบาว C คือ คาราบาวทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว และ D คือ ผู้กระจายสินค้า นั่นก็คือเสริมสุข ทำให้คาราบาวแดงอยู่ยั้งยืนยงแบบยืนยง โอภากุล มาถึงทุกวันนี้

                          แล้วอะไรทำให้ ทั้งเสริมสุขและเป็บซี่ต้องมาแยกกัน แน่นอนผลประโยชน์คือคำตอบสุดท้าย ผมคงไม่กล่าวงที่มาที่ไปเพราะว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวคราวต่างๆก็คงจะทราบกันดีพอประมาณแล้ว แต่ข้อเขียนนี้อยากจะตั้งคำถามว่า “แล้วอะไรจะเกิดขี้น ?? “

                          แน่นอนที่สุด “เสริมสุข” ต้องมีน้ำดำของตัวเอง ซึ่งการผลิตน้ำดำนั้นไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก ผมหมายถึงแค่ผลิต.....แต่จะให้รสชาดถูกใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนี่ซิยากยิ่ง ซึ่งในกรณีนี้คือคนรุ่นใหม่ที่ใหม่กว่าคนรุ่นใหม่ของเป็บซี่ เพราะมันเป็นสินค้าแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในท้องตลาดคนที่จะเอ่ยปากสั่ง “กระเพาไก่ไข่ดาว และ เอส ครับเจ๊” คงจะมีไม่มากนักเป็นแน่ แล้วเหตุไฉนเสริมสุขถึงกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนั้นที่จะมีน้ำดำเป็นของตนเอง

                           คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ .................เมื่อวานไปทานข้าวกลางวันที่ตลาดอยุธยาเราก็สั่งตามประโยคข้างต้นนั้นแหละ แต่เจ๊เจ้าของร้านบอกว่า “เป็บซี่ ไม่มี มีแต่เอส จะรับมั๊ยคะ” เรียบร้อยโรงเรียนเสริมสุขครับพี่น้อง ทั้งโต๊ะบอกก็ได้เพราะมันเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ผมเชื่อว่าคงมีส่วนน้อย ถึงน้อยมากที่บอกว่าไม่เอา จะเอาเป็บซี่ถ้าไม่มีเอาน้ำเปล่ามาแทน แล้วยิ่ง เป็บซี่ ปัจจุบันนี้ไม่มีแบบที่บรรจุขวดซึ่งขายมีสัดส่วนถึง 70% เป็นขนาดบรรจุที่ขายในร้านอาหารตามสั่ง ตามตู้แช่ ร้านโชวห่วย ซึ่งก็เป็นเพราะเหตุสองเรื่อง คือ ไม่สามารถกระจายสินค้าได้แบบเสริมสุขเพราะแบบบรรจุขวดแก้วนั้นเป็นอะไรที่งานหนักมากๆ ที่สำคัญคงไม่อยากลงทุนซื้อรถ 1,200 คัน พร้อมจ้างคนอีกไม่รู้เท่าไหร่ เรื่องที่สองก็คือโรงงานผลิตขวดแก้วนั้นในประเทศไทยมีอยู่จำกัด และก็เป็นของขาใหญ่ที่ใช้ขวดแก้วเยอะ ก็คือ ค่ายช้าง กับ ค่ายสิงห์

                        ถึงแม้ว่าทางเป็บซี่จะออกข่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาดื่มแบบขวดพลาสติกกันมากขึ้น คำตอบนี้ถูกต้องแค่ครึ่งเดียวครับเพราะว่าในโมเดินเทรดแน่นอนขวดพลาสติกขายดีกว่าและก็มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของโมเดินเทรดซึ่งจะเห็นได้จากสัดส่วนการตลาดของค่าย บิ๊กโคล่า ที่เจาะแต่เฉพาะขวดพลาสติก ที่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากเดิมที่มีแค่สองค่ายคือ เป็บซี่กับโค้กเท่านั้น ที่สำคัญที่เป็นตัวเลขที่ทำให้เสริมสุขกล้าแตกหักกับเป็บซี่ก็คือ สัดส่วนการขายแบบขวดแก้วคิดเป็นถึง 70% ของยอดขายน้ำดำ เลยทำให้เสริมสุขมั่นใจว่าจะมาแชร์ส่วนแบ่งตลาดได้เหมือนกับว่า ขายน้อยแต่กำไรมากดีกว่าขายมากำไรน้อยแถมต้องเป็นขี้ข้าฝรั่งตลอดชาติ (กำไรของน้ำดำสูงมากแต่ถ้าขายเป็บซี่กำไรจะต้องนำมาจ่ายค่าหัวเชื้อฝรั่งเก็บชิ้นปลามันไป สู้ผลิตเองไม่ต้องจ่ายค่าหัวเชื้อและค่าแบรนด์ดีกว่า) แต่สำหรับตลาดแบบดั่งเดิมและร้านอาหารตามสั่งแล้วแบบขวดทรงอิทธิพลกว่าเยอะมากๆ ก็คงต้องรออีกสามถึงหกเดือนค่อยมาดูกันว่าตัวเลข ของ เอส จะเป็นเท่าใด แล้วตัวเลขของเป็บซี่ตกลงเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่ายอดต้องตกลงจนทางค่ายโค้ก กับ ค่ายเอเจ นอนยิ้มรับส้มที่จะหล่นจากต้นมาแบบไม่ต้องออกแรงเขย่าเลย

                     ............ว่าจะจบบทความนี้พอดีเหลือบไปเห็นข่าวเล็กข่าวหนึ่งว่า “เอส” ฉลอง 5 วันทะลุ ล้านลังซึ่งเป็นตลาดดั่งเดิมและร้านอาหารตามสั่ง หลังจากเปิดตัวแบบขวดแก้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และ เปิดตัวในโมเดินเทรดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 แล้วผู้บริหารของเป็บซี่โคให้ข่าวว่าจากการสำรวจพบว่า เป็บซี่เป็นแบรนด์ที่มีคนไทยรักถึง 73% และมั่นใจว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 50% ฝันไปเถอะเพราะว่าถึงแม้จะรักอย่างไรแต่ถ้าร้านนั้นไม่มีขายละโยมเค้าก็สั่ง “เอส” ไปกินดิครับ

                   อ้อ........อีกเรื่องหนึ่งเป็บซี่ถึงกับลงทุนซื้อโฆษณาในไทยรัฐถึงครึ่งหน้าเพื่อแจ้งว่า เป็บซี่ยังมีจำหน่ายเหมือนเดิม ที่ต้องโฆษณาอย่างนี้คิดง่ายๆก็คือเพราะว่า ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่า “เป็บซี่ ไม่มีขายแล้ว “ นั่นเอง เพราะว่าวันนี้ร้านค้าใดจะขายเป็บซี่ต้องโทรไปสั่งที่เอเยนต์ที่อยู่ในเขตของตนเอง เรียกว่าอยากขายต้องติดต่อมาซิแล้วเราจะไปส่งให้ มันจะสู้กับมีคนคอยตรวจว่าของจะหมดหรือยังอาทิตย์ละสองครั้งปริมาณมากน้อยก็จัดการให้เรียบร้อยโรงเรียนเสริมสุข จากนี้ไปเราคงต้องคอยดูว่า “อะไรจะเกิดขึ้น??” เอส จะแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้มากน้อยแค่ไหน และอะไรสำคัญกว่าระหว่าง “แบรนด์” กับ “การกระจายสินค้า และ ช่องทางการจัดจำหน่าย” และ “ขวดแก้ว กับ ขวดพลาสติก อะไรจะมีอิทธิพลต่อคนไทยมากกว่ากัน” แต่ที่แน่ๆ งานนี้สะใจคนไทยอย่างผมเพราะว่าไม่ต้องเป็นขี้ข้าฝรัง และประกาศจุดยืนที่ชัดเจน เลยต้องออก “ชาเขียวโออิชิ” มากกระตุกเงินในกระเป๋าเราอีก “เจ๊ กระเพาไก่ กับ โออิชิ “ 5555 ในที่สุดก็เสร็จเสี่ยเจริญเรียบร้อย โรงเรียนไทยเบฟไปอีกราย @@@@@@@@@@



วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

“อนิจจัง กะ กัสจัง”

                  อย่าคิดว่าผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องธรรมะนะครับ เพราะว่าผมยังมีกิเลสและตันหาอยู่ มิกล้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับธรรมะแน่ๆ เรื่องมันสืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้มีพายุและฝนตกหนักมาก ขอบอกว่าม๊ากๆ (ซึ่งตามหลักภาษาไทยหมายถึงมากที่สุด) และต้นมะม่วงที่บ้านผมซึ่งมีอายุถึง 28 ปี เท่ากับตัวบ้านนั้นเอียงจนถึงขั้นล้มลง ถ้าไม่ไปพิงกับบ้านคุณอาที่อยู่ข้างๆก็คงจะล้มลงอย่างสมบูรณ์เป็นแน่แท่ ทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า มันเกิดขึ้น(เมื่อ 28ปีที่แล้ว) ตั้งอยู่และเติบโตมาถึง 28 ปี และมันก็ต้องจากไป ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกมนุษย์นั่นเอง แต่ต้นไม้อื่นๆในบ้านบางต้นก็อายุเท่ากัน บางต้นก็อายุน้อยกว่า แม้จะเล็กกว่า เตี้ยกว่า แต่ก็ทนกับกระแสลมพายุได้


                        แล้วองค์กรธุรกิจละครับก็คงมีสภาพไม่แตกต่างกันเสียเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันจะยืนยาวอยู่นานเท่าไหร่ และจะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสมัยก่อนๆหน้านานมากแล้วเราจะพบว่า องค์กรธุรกิจกว่าจะเติบโตก็จะค่อยๆเติบโตและมีฐานรากที่มั่นคง สะสมประสบการณ์และองค์ความรู้อยู่นานแสนนานกว่าจะเติบใหญ่ และมั่นคงได้ แต่ในชั่วอายุคนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยเพียงพอกับความยั่งยืนขององค์กร แต่ในสังคมโลกปัจจุบันนี้เราจะได้เห็นองค์กรหนึ่ง ที่เกิดใหม่ เติบใหญ่(อย่างรวดเร็ว) และก็(อาจจะ) จากไปอย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน

“โนเกีย” คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตอบคำถามในเรื่องนี้ได้อย่างดี ใครเลยจะนึกว่าประเทศฟินแลนด์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีมากนัก จะครองส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งในรูปมูลค่า และ จำนวนเครื่องเป็นอันดับหนึ่งของโลกสำหรับโทรศัพท์มือถือ เป็นองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครคาดคิด แต่ปัจจุบันความถดถอยเกิดขึ้นกับโนเกียอย่างเห็นได้ชัดเจนจนถึงกับต้องมีการปลดพนักงาน

“แบล็คเบอรี่” หรือ ว่า “อีริคสัน”ที่ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็น”โซนี่อีริคสัน”ก็อยู่ในสถานะใกล้เคียงกันกับ “โนเกีย”

“แอ็ปเปิ้ล “ ก็เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อนที่ไอโฟน ไอแพด จะมากระชากหัวใจดวงน้อยๆของสาวก “สตีฟ จ๊อบ” ให้คลั่งใคร้และลุ่มหลงในอุปกรณ์ที่ไม่มีแล้วเหมือนกับอยู่ในยุคหินอะไรจะปานนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไรในชั่วชีวิตเราอาจจะได้เห็นก็เป็นไปได้

“ซัมซุง” โทรศัพท์มือถือ ละครับ เกิดขึ้นใหม่ เติบใหญ่อย่างรวดเร็ว สามารถครองตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อนาคตละครับจะเป็นอย่างไร จะยั่งยืนนานต้านลมพายุและความรู้สึกของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

                      เราจะเห็นได้ว่าเราอยู่ในยุคอะไรก็ด่วนไปเสียหมด สะดวก รวดเร็วไปเสียหมด ไม่ว่าจะอาหารจานด่วน การหาข้อมูลด่วนจากอาจารย์กู (กูเกิ้ล) ชีวิตสะดวกสบายไปเสียหมด เรียกว่าต้องการอะไรก็สามารถตอบสนองได้อย่างจานด่วนพิเศษ ซึ่งรวมถึงความรู้สึก หรือแม่แต่ความรัก เมื่อก่อนเราเรียกว่ามีเมียน้อย (แต่อยู่กันนาน) แต่สมัยนี้เราเรียก “กิ๊ก” ผมถามวัยรุ่นว่ามันทำไมเรียกกิ๊ก เค้าตอบว่าเพราะมันมาจาก”คลิ๊ก” คงหมายถึงการเล่นคอมพิวเตอร์ และคลิ๊ก มันเหมือนเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนใหม่อีกคลิ๊กนั่นเอง (คงงั้นมั้ง) คือคบกันแป๊บเดียวก็เลี้ยวไปคบคนใหม่ ความชอบของผู้บริโภคต่อสินค้าก็เช่นเดียวกัน แปรเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วซึ่งนั้นก็คือ   ประสบการณ์ของลูกค้านั้นเอง ( Consumer Experience) อันหมายถึงประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการของเรา ถ้าสินค้าและบริการดีก็ใช้ต่อ หรือการใช้สินค้าของคู่แข่งขันแล้วสินค้าหรือบริการไม่ดีก็เลิกใช้และอาจจะหันมาใช้สินค้าของเราแทนก็ได้ มันก็มี 4P ของการบริหารประสบการณ์ของลูกค้าด้วยเหมือนกันดังนี้

PRODUCT ซึ่งสินค้านั้นต้องตอบสนองได้ทั้งความต้องการหลัก และ ความรู้สึกของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เช่น ไอโฟน ตอบสนองความต้องการหลักทางด้านการโทรและการสื่อสาร นอกจากนั้นยังตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจว่า “ฉันมีแล้วนะ อิอิ “ อะไรปานนั้น “เธอยังไม่มีเหรอเชยจัง เดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น (แต่คนใช้ STUPID ป่าวไม่สนอะ) “ นอกจากนี้แล้วยังต้องมีสินค้าตอบสนองอย่างหลากหลาย รวมทั้งยังต่างจากคู่แข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม แถมความต่างนั้นจะต้องโดน(ใจ) ลูกค้าด้วย

PEOPLE แน่นอนไม่ว่าสินค้าจะดีอย่างไรถ้าคนขาย คนบริการ คนติดตั้ง คนเก็บเงิน คนส่งเอกสาร คนส่งของ ฯลฯ สามารถบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในแง่ ความรู้ความสามารถ การเอาอกเอาใจ การแก้ไขปัญหา ความเป็นมืออาชีพ แม้แต่บุคลิกลักษณะของพนักงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่สร้างสรรค์ประสบการณ์ทั้งดีและเลวให้กับลูกค้าได้อย่างเท่าเทียมกัน

PROCEDURE หรือกระบวนการต่างๆซึ่งปัจจุบันระบบไอเอสโอมีขั้นตอนในการสร้างกระบวนการและดำเนินการตามกระบวนการนั้นๆอย่างเข้มแข็ง ซึ่งในมุมหนึ่งก็ดีเพราะว่ามีมาตรฐาน เปลี่ยนพนักงานก็มีเอกสารแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่อีกมุมหนึ่งก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์บริการใหม่ หรือปรับปรุงขั้นตอนให้กระชับรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ (เพราะว่าทำกันมาจนชินเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเลย) รวมทั้งขั้นตอนของเรายืดยาดแบบหน่วยงานราชการหรือไม่ การให้อำนาจพนักงานในระดับต่างๆเพื่อจัดการ บริการ บริหารลูกค้าได้เป็นส่วนๆไป หรือว่า ต้องให้นายใหญ่สั่งการแต่เพียงอย่างเดียว รวมทั้งการคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา หรือ ป้องกัน ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นไปในทิศทางใด ท่านลองให้พนักงานที่รับผิดชอบในสายงานนั้นปรับปรุงProcedure ดูซิครับอาจจะกำหนดว่าทุกๆ 6 เดือน ให้มาทบทวนกระบวนการและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยในเรื่องนี้ได้

POLICY แน่นอนว่านโยบายของผู้บริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุด จะต้องมีความยืดหยุ่น และสอดรับกับทุกหน่วยงานในการประสานงานและประสานความร่วมมือในการสร้างประสบการณ์ที่ดีๆให้กับลูกค้า ซึ่งการบริหารประสบการณ์นี้คงไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายขายและการตลาดแต่เพียงอย่างเดียว เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันดำเนินการ ท่านลองนึกดูนะครับว่า ถ้าหากท่านที่บริษัทหนึ่งพอไปหลายๆครั้งแล้วแม่บ้านจำได้ว่าเราขอกาแฟไม่ใส่ครีมเป็นเครื่องดื่มเป็นประจำ ครั้งต่อไปแม่บ้านชงกาแฟไม่ใส่นมมาให้เลยท่านจะรู้สึกอย่างไร พอดีผมได้มีโอกาสไปอบรมให้กับพนักงานของ อสมท. เป็นเวลา 6 ครั้ง 6 รุ่น 6 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมท่านหนึ่ง น่าจะเป็นกัปตัน (เสียดายไม่ได้ถามชื่อไว้) เค้าคงฟังผมไปด้วยในระหว่างการบรรยายของผม สัปดาห์ที่สามช่วงเบรกยกชามาให้ผมเลยครับโดยไม่ต้องถาม ขอบอกว่ามันโดนใจจริงๆครับ นับเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ผมคงไม่ลืมและขอบอกต่อๆยังท่านว่า โรงแรมดิเอ็มเมอรัลมีพนักงานที่ทรงคุณค่าจริงๆครับสำหรับน้องกัปตันคนนั้น ขอบอกว่า “นานแน่มาก ยกนิ้วให้เล้ย”

หรือว่าดูอย่าง “กัสจัง” ยังอนิจจัง กับ “พี่โดม” เลย แล้วนับประสาอะไรกับองค์กรงที่ก็คงต้อง “อนิจจัง” ด้วยเหมือนกัน เอ๊ะจะเกี่ยวกันมั๊ยนี่ อิอะ อิอะ................@@



วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

“ควันหลงโอลิมปิค ลอนดอน 2012 ”

28 กันยายน 2555


ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ

ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์



                                บทความนี้เป็นตอนที่สองเกี่ยวกับโอลิมปิค 2012 แต่จะขออนุญาติรวมพาราลิมปิคไปด้วยเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ชาติใดเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคหรือเอเชียนเกมส์ก็จะจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการต่อไปเลย เรียกว่าไหนๆก็จัดการแข่งขันแล้วทุกอย่างพร้อมทั้งสถานที่ บุคลากร อุปกรณ์ต่างๆจะได้เป็นการลงทุนและคุ้มค่า และจะได้มีแมทช์การแข่งขันสำหรับคนพิการเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้รู้สึกว่า ตนเองไม่ใช่ภาระของสังคมและยังมีคุณค่าต่อสังคมอยู่นั่นเอง

                   ใครทราบบ้างว่าสมาคมมวยสากลสมัครเล่น และ สมาคมยกน้ำหนัก ใครเป็นสปอนเซอร์หลักของสองสมาคมนี้บ้าง คงมีคนกว่าครึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นสปอนเซอร์ให้กับทั้งสองสมาคม ถึงแม้จะเป็นสปอนเซอร์มาเป็นเวลานานหมดไปเป็น 100 ล้าน เช่นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสนับสนุนยกน้ำหนัก ส่วนมวยสากลก็มีสิงห์ และ โอสถสภา ถ้านับว่าเม็ดเงินที่ทุ่มสนับสนุนแล้วได้ดอกผลเป็นความสำเร็จของสมาคมกีฬา ของชาติไทย และของคนไทยทุกคนแล้วนับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง แต่หากมองในแง่ธุรกิจแล้วอาจจะไม่คุ้มค่าเท่ากับการโฆษณาที่สามารถวัดผลและมีผลตอบแทนทางธุรกิจที่เป็นผลกำไรได้อย่างแท้จริง นับว่าผู้สนับสนุนกีฬานี้จะต้องมีความตั้งใจและรักที่จะสนับสนุนวงการกีฬาจริงๆ หรืออย่างธนาคารกรุงไทยสนับสนุนมวยสากลปีละ 15 ล้านเป็นเวลา 4 ปี จำนวนวนรวม 60 ล้าน แต่คนแทบไม่ทราบเลยว่าธนาคารกรุงไทยสนับสนุนอยู่ ยิ่งสำหรับกีฬาคนพิการแล้วใครทราบบ้างว่า การไฟฟ้านครหลวงและธนาคารเพื่อการเกษตรฯสนับสนุนอยู่หน่วยงานละ 10 ล้านบาทรวม 20 ล้านบาทในเวลาสี่ปีข้างหน้า ต้องขอขอบพระคุณจริงๆสำหรับสปอนเซอร์ที่ปิดทองอยู่หลังพระ แต่สำหรับคุณตัน จากอิชิตัน ผู้ซึ่งมีไอเดียกิ๊บเก๋ยูเรก้าอยู่ตลอดเวลาและรู้จักใช้เงินเป็นแถมวิธีการแจกเงินของคุณตันนี้ซิสุดยอดจริงๆ ช่วงที่คุณตันออกมาประกาศว่าจะมอบเงิน 10 ล้านบาทให้ผู้ที่ได้เหรียญทองนั้นใครๆก็คิดว่าคุณตันฉลาดมากเพราะดูแล้วโอกาสนักกีฬาไทยได้เหรียญทองน้อยมาก เรียกว่าประกาศ 10 ล้านแต่จ่ายไม่ถึงทว่าคนจะจำคำว่า 10 ล้านบาทได้ ซึ่งในภายหลังแม้ว่า “แก้ว” จะได้เหรียญเงินคุณตันก็ยังมอบเงินให้เปรียบเสมือนได้เหรียญทอง ผมมีคำถามและมุมมองซึ่งมิได้จะลบหลู่น้ำใจคุณตัน (ซึ่งมีอย่างเหลือเฟือ ....ขอคารวะ) ว่า ถ้า “แก้ว” แพ้อย่างหมดรูป หรือแพ้อย่างไม่มีข้อกังขา คุณตันจะมอบเงิน 10 ล้านหรือไม่ คำตอบจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครทราบเพราะหวยออกแล้วถ้าตอบตอนนี้จะตอบอย่างไรก็ได้ (ชิมิ ชิมิ) แต่การที่คุณตันเป็นข่าวตั้งแต่ตอนประกาศมอบ 10 ล้านจนถึงวันที่แก้วเดินทางกลับและมอบเงินเสร็จนี่ซิที่น่าสนใจและบะละฮึ่มสุดยอดนักบริหารเลยเพราะ ว่าคุณตันและอิชิตันสามารถเป็นข่าวได้ในทุกสื่อทั้งสื่อหลัก สื่อรอง สื่อออนไลน์ โซเชียลเน็ตเวิรค์ ที่สำคัญแฟคลับคุณตัน ที่มีถึง 1.9 ล้านคน(รวมทั้งผมด้วย อิอิ) เพราะ
 


1.เป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ประกาศให้ 10 ล้านแล้ว 2.เป็นข่าวใหญ่มีภาพคุณตันสวมนวมชกมวย สวมชุดเเควันโด ฯลฯ แบ่งเป็นระยะๆ เรียกว่าเป็นข่าวได้ตลอด 3.เป็นข่าวใหญ่แจ้งว่าเบิกเงินสดๆมาแล้ว 10 ล้านบาท 4.ถูกสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆมากมาย 5.วันแจกเงินที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะรายอื่นแจกแบบทางการเป็นป้ายมอบเงินแบบแห้งๆ เลยออกข่าวแค่แป๊บเดียวเอง ส่วนคุณตันหอบเงินสดๆ 10 ล้าน เต็มกระเป๋าไปให้ แก้ว ถึงเครื่องบินเลยก็จะมีข่าวนาน ข่าวมากกว่ายืนแจกป้ายมอบเงิน แน่นอนต้องไปกับชุดตันสวมหมวกกัปตันด้วยเพราะภาพข่าวที่ออกมาใครๆก็รู้ ใครๆก็จำได้ ว่า ตันไม่ตัน นั่นเอง เพราะผมเคยเขียนถึงคุณตันว่าสุดยอดจริงๆและเรียกคุณตันและตั้งชื่อบทความครั้งนั้นว่า “ตันที่ไม่ตัน”ตั้งแต่ มิถุนายน 2550

    มาพาราลิมปิคบ้างครับเพราะนอกจากเหรียญรางวัลเหรียญทองที่ได้มาถึง 4 เหรียญแล้วมีสิ่งงดงามเล็กๆที่ยิ่งใหญ่สำหรับ พัทยา เทศทอง ทีได้เหรียญทองถึง 2 เหรียญสำหรับผู้พิการทางสมองไม่สามารถเดินได้ พูดก็ไม่ชัดและลำบากอย่างยิ่งในการพูด มือหงิกงอ แต่ตอนให้สัมภาษณ์ว่าจะนำเงินรางวัลไปสร้างยิมเนเซียมสำหรับนักกีฬาพิการอย่างตนเองนี่ ผมน้ำตาซึมเลยครับเพราะน้องเค้าคงได้รางวัลไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ว่าน้องทั้งพิการ การศึกษา ฐานะ ก็ด้อยกว่าเรามากมายแต่จิตใจน้องเค้างดงามกว่าเรามหาศาล จะบริจาคเงินสร้างโรงยิมสำหรับคนพิการ “พัทยา” ฮีโร่ที่แท้จริงทั้งฮีโร่ในเกมส์กีฬาและฮีโร่ทางจิตใจสมควรปรบมือและยกย่องให้อย่างแท้จริงสำหรับ “พัทยา” น้องจะอยู่ในใจของพี่ตลอดไป ด้วยจิตคารวะ@@@@

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

“ลอนดอน 2012” EPS1

                        ในที่สุดความฝันว่าจะไปดูมหกรรมกีฬาระดับโลกคือ “โอลิมปิค” ก็เป็นความจริง มนุษย์ทุกคนต้องมีความฝันเพราะว่าความฝันทำให้คนเรามีความหวัง หลายคนก็ฝันแต่ไม่ได้ลงมือทำก็เลยเป็นความฝันแบบลมๆแล้งๆเพราะ ไม่มีเป้าหมายซึ่งมีเส้นบางๆระหว่างความฝันกับเป้าหมายคือ “เป้าหมายคือความฝันที่มีกรอบกำหนดเวลา” นั่นเอง ว่าจะทำเมื่อไรได้หรือไม่ได้อย่างน้อยก็ได้พยายามที่จะทำความฝันนั้นให้บรรลุเป้าหมาย ผมเคยตั้งความฝันไว้ว่าในชีวิตจะไปดู ฟุตบอลโลก และ โอลิมปิค ให้ได้ ซึ่งก็บรรลุทั้งสองความฝันนั้นแล้วในปี 2012 นี้ที่ลอนดอน เมือไปแล้วก็เลยอยากจะนำสิ่งที่ได้พบเจอทั้งในส่วนของการจัดการแข่งขัน และ การจัดการลอนดอน เพื่อโอลิมปิคในครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง ในฐานะของผู้ชมคนหนึ่งหรือนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง




                            สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าลอนดอน2012จัดการได้ดีเลิศก็คือระบบการจราจร ซึ่งผมคงให้มุมมองในส่วนทีได้พบเห็นมาด้วยตนเองเพราะว่าได้เดินทางไปสู่สนามแข่งขัน 2 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนาม EXCEL ซึ่งเป็นสนามแข่งขันที่ผมไปดูการแข่งขันยกน้ำหนักถึงสามวันติดต่อกัน ซึ่งสนามแห่งนี้เดิมก็เป็นสถานที่จัดแสดงสินค้า เปรียบไปก็คล้ายกับศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองนี่แหละครับ โดยมีการจัดการแข่งขันแบ่งออกเป็นฮอลต่าง 6 ฮอล แข่งกีฬา 6 ประเภทในแต่ละช่วงเวลาของวัน แต่ระบบการจราจรซึ่งลอนดอนเองมีการการจัดการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน ที่ต้องบอกว่าดีมากๆ (มีอยู่เดิม) สามารถขนคนได้ในปริมาณมากๆและรวดเร็ว ซึ่งทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วในประเด็นนี้ แต่ต่างกันแค่นิดเดียวครับ เพราะว่าที่สนามนี้มีสถานีรถไฟฟ้า 2 สถานีซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขันกำหนดให้สถานีแรกขาออกจากลอนดอนที่ถึงก่อน เป็นสถานีที่ให้ผู้โดยสารลงรถเพื่อเดินเข้าสู่สนาม เมื่อกีฬาแข่งขันจบก็เดินออกอีกด้านหนึ่งเพื่อไปยังสถานีที่สองเพื่อเดินทางเข้ากลางเมืองลอนดอน และกีฬาทั้ง 6 ประเภทที่แข่งขันกันนั้นก็กำหนดเวลาในการเริ่มและเลิกให้เหลื่อมเวลากันเพื่อกระจายผู้ชมไม่ให้ไปแออัดยัดเยียดกันในสนามนั่นเอง นี่เป็นมุมเล็กๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามในการจัดงานใหญ่ก็เป็นได้ และแถมแต่ละประเภทกีฬายังแบ่งซอยย่อยรอบการแข่งขันให้มากขึ้น ซึ่งก็คือรายได้จากการขายตั๋วที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แน่นอนเมื่อไปดูยกน้ำหนักถึงสามวันก็ย่อมได้ซึมซับและร่วมแสดงความยินดีกับคนไทยที่น้องแต้วได้เหรียญเงินมา ความรู้สึกตอนนั้นมันปลื้มปิติและยินดีนี่ถ้าได้เหรียญทองแล้วมีโอกาสร้องเพลงชาติไทยคงน้ำตาไหลนองแน่เลย ขนาดตอนยืนเพื่อเคารพธงชาติจีนแต่มีธงชาติไทยเคียงคู่ก็ยังปลื้มไม่หายเลยครับท่าน



                          ส่วนสนามที่สองคือสนามเวมบลีย์ที่จุผู้ชมได้ถึง 9 หมื่นคน แต่ในวันนั้นมีผู้เข้าขม 7 หมื่นคนเศษ (ประกาศบนวีดีโอวอล) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง เกาหลีใต้กับกาบอง สามารถหาซื้อตั๋วคู่นี้ได้นับว่าเป็นโชคเพราะว่าตั๋วยกน้ำหนัก 3 วันนั้นผมซื้อก่อนล่วงหน้าประมาณสามเดือนทางอินเตอร์เน็ตโดยให้ลูกสาวที่เรียนอยู่ที่อังกฤษซื้อไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อไปถึงลอนดอนก็พยายามหาซื้อตั๋วดูกีฬาอื่นๆปรากฏว่าเต็มหมด เลยได้ดูกีฬาอีกวันคือฟุตบอลแต่การจ่ายเงินจะต้องทำผ่านบัตรวีซ่าไม่ว่าจะเป็นเครดิตการ์ดหรือเดบิตการ์ดก็ได้ เพราะวีซ่าเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันครั้งนี้ อันนี้เรียกว่าได้ทั้งเงินและกล่อง ไม่ใช่จ่ายเงินเป็นสปอนเซอร์ได้ภาพลักษณ์และการจดจำเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปจะได้ผลตามคาดหรือไม่ เพราะงานวิจัยที่ออกมาปรากฏว่า คนเข้าใจว่าเป็บซี่ กับ ไนกี้ เป็นสปอนเซอร์ลอนดอนเกมส์ครั้งนี้ โดยมีตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญที่สปอนเซอร์จะต้องคำนึงว่าคุ้มหรือไม่ อย่าสักแต่ว่าจ่ายเงินแต่ก่อน ระหว่าง และ หลังเกมส์การแข่งขัน คุณไม่ได้มีสิ่งเชื่อมโยงกับกีฬา หรือ โอลิมปิค ก็จะไมคุ้มค่าเงิน ยิ่งเมื่อมาได้สอบถาม นิสิตปริญญาเอกการจัดการกีฬาว่าใครเป็นสปอนเซอร์ปรากฎว่าทั้งคลาสมีตอบว่า “ไนกี้” ทำให้คิดว่าแม้แต่คนในวงการกีฬาเองยังคิดว่า “ไนกี้” เป็นสปอนเซอร์ครั้งนี้เลย อาดีดาสคงน้ำตาซึมเป็นแน่ถ้าได้ทราบอย่างนี้ ส่วนบรรยากาศในการแข่งขันได้อารมณ์มากเพราะคน 7 หมื่นกว่าคนที่ไปดู เกาหลี เตะกับกาบองในวันนั้นก่อนแข่งการจราจรคลื่นมนุษย์ก็ติดขัดตลอดทางที่เดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังสนามแข่งขัน แต่เมื่อผ่านการตรวจบัตรไปแล้วทุกอย่างเยี่ยมมาก ระบบการจัดการที่นั่ง ป้ายบอกทาง ฯลฯ ดีไปไม่มีที่ติ ตอนจบการแข่งขันเดินออกจากสนามไปยังสถานีรถไฟติดขัดมากๆ แต่เมื่อเดินถึงสถานีแล้วระบบการจัดการเขาดีมากมีเจ้าหน้าที และ อาสาสมัคร คอยบอกเป็นระยะๆ และการขนถ่ายรวดเร็วมากถ้าเป็นบ้านเรา 4-5 ชั่วโมงแน่นอน แต่ที่สนามเวมบลีย์แค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเรียบร้อยโรงเรียนลอนดอนครับ



                            ที่ลอนดอนไม่มีของที่ระลึกที่ทำเลียนแบบขายเพราะว่าระบบกฎหมายและการบังคับใช้เข้มงวดมากๆ เราเลยเห็นแต่ของที่ระลึกในการแข่งขันที่ราคาสูงมากๆตั้งใจว่าจะซื้อมาฝากพี่น้องเพื่อนฝูงก็เลยไม่ไหวซื้อไม่ลงเพราะของลิขสิทธิ์แพงมากๆ แถมแต่ละร้านยังขายราคาตามใจฉันอีกด้วยและที่ผมเห็นว่าเป็นจุดอ่อนก็คือ มีให้เลือกมากเกินไปมากจนไม่รู้ว่าจะซื้ออันไหนดีซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมากเพราะสังเกตดูว่าคนไปเลือกซื้อสินค้ากัน แต่ปริมาณซื้อกับไม่มากเท่าที่คิดซึ่งผมคาดว่าอาจจะเป็นเพราะราคาต่างจากโอลิมปิคที่ปักกิ่ง ราคาของที่ระลึกเป็นราคาที่พอจะหาซื้อฝากกันได้อย่างไม่ต้องพะวงกระเป๋า และที่ผมแปลกใจก็คือลอนดอนไม่คึกคักเท่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งผมตั้งสมมุติฐานไว้สองประการดังนี้ ข้อแรกคือว่าการเข้มงวดเรื่องที่ปกป้องสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการของลอนดอนเกมส์ว่า สินค้าที่ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการตลาดใดๆในอันที่จะสุ่มเสี่ยงกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ทำให้สินค้าที่ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเลย และรวมทั้งสินค้าสปอนเซอร์ผมก็ไม่เห็นมีการจัดกิจกรรมใดๆที่ดูแล้วยิ่งใหญ่เลยซึ่งตลอดเวลา 6 วันที่อยู่ในลอนดอนนั้นก็เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นย่านการค้า สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ และ พิพิทธภัณฑ์ต่างๆ (เลือกที่ดูฟรี) ก็ไม่เห็นมีการจัดกิจกรรมใดๆเลย มันเลยหงอยๆไปอย่างไรก็ไม่รู้ อีกประการหนึ่งก็คือคาดว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรป ทำให้คนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ควรและทางการยังประกาศให้คนออกนอกเมืองอีกต่างหาก เรียกได้ว่าทำให้เมืองเงียบไปไม่เหมือนกับการมีมหกรรมโอลิมปิคเลย แต่ที่น่าชื่นชมอีกประการคือว่ามีอาสามสมัครมากมายเรียกว่าหลับตาลง ลืมตาขึ้นมาจะเจอเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอยู่ทุกหัวระแหงที่เป็นย่านชุมชนต่างๆ ที่มีอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งอันนี้ขอชมอย่างแรง แต่อยากขอเตือนว่าลอนดอนไม่ปลอดภัยเหมือนเมื่อก่อน ขโมยมันเยอะมากๆเพราะในยุโรปการเดินทางของผู้คนไม่มีพรมแดนและในยามเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้ แถมคนต่างถิ่นมารวมกันจำนวนมากก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแต่ที่น่าเจ็บใจ มันขมายซัมซุงแท๊ปของผมซึ่งเพิ่งถอยมา 2 เดือน รวมข้อมูลในโทรศัพท์เลยทำให้รู้ว่าเวลาไม่มีโทรศัพท์มือถือแล้วเป็นยังไง เหงายิ่งกว่าเมียไม่อยู่บ้านอีก 55555



วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“ไอโฟน จะรุ่ง หรือ ร่วง”

                    จำได้ว่าตอนยังหนุ่มๆอยู่ (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แก่ แต่อายุมากขึ้น) มีห้างสรรพสินค้าชื่อว่า “พาต้า” เป็นห้างที่เป็นขวัญใจห้างหนึ่งของชาว กทม. และ ต่างจังหวัดที่เรียกได้ว่าถ้ามากทม.ต้องไปห้างพาต้า เพราะว่ามีคิงคอง และ สวนสัตว์ มีเสือขาว ฯลฯ เป็นจุดขายด้วย แต่สัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปแวะซื้อของบางอย่างก็พบกับความเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเป็นห่วง ว่าห้างพาต้าจะยืนระยะไปได้อีกนานเท่าไหร่ เพราะทั้งห้างเงียบมากๆ คนขายนั่งคุยและตบยุงกันเปาะแปะๆ แถมพนักงานขาย(ส่วนใหญ่) ก็อายุมากพอสมควร อีกทั้งยังเป็นระบบใบเสร็จเขียนด้วยมือ ส่วนซุปเปอร์มาเก็ตก็ให้ทางเทสโกโลตัสเช่าไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ได้สอบถามว่าสวนสัตว์พาต้า และคิงคอง ยังอยู่หรือเปล่า ที่คิงคองเป็นจุดขายเพราะว่าสมัยนั้นมีหนังเรื่องคิงคองได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเพราะสมัยนั้นถือว่าเทคนิคสุดยอดแล้ว ก็ได้เห็นถึงสัจธรรมว่ามันเป็นการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ว่ามันตั้งอยู่นานขนาดไหนนี่ซิสำคัญ ยิ่งอีกสองปีเราจะเข้าสู่ประชามคมอาเซียนแล้วกิจการที่มองการณ์ไกลและใหญ่พอ ก็คิดถึงโอกาสและความเจริญเติบโตเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะ ซีพี ปตท. เอสซีจี(ปูนซีเมนต์ไทย) ฯลฯ มีแผนในการสร้างความเจริญเติบโตทั้งสิ้น และก็มีระดับความสำเร็จอย่างสูงรออยู่เบื้องหน้า แต่สำหรับธุรกิจเล็กๆก็อาจจะกลายเป็นตรงกันข้ามก็อาจจะเป็นได้ ถ้าหากไม่ปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในอนาคต



                       ทีผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า “ไอโฟนจะรุ่ง หรือ ร่วง “ เพราะไปเห็นข่าวรายงานของสถิติข้อมูลประจำไตรมาสแรกของปี 2555 ของการ์ทเนอร์ใหนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ พบว่ายอดขายรวมทั้งหมดของโทรศัพท์โดยรวมทุกประเภท รวมถึงสมาร์ทโฟนซึ่งมันฉลาดมากแต่คนใช้งานไม่รู้ว่าฉลาดเท่าเครื่องโทรศัพท์ของตนเองหรือเปล่าเพราะที่เห็นๆใช้ไม่ค่อยคุ้มฟังชั่นการทำงานของโทรศัพท์เสียเท่าใด ตลาดของโทรศัพท์มือถือโตถึง 45% เรียกได้ว่าโตเกือบครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้น ซัมซุง สามารถแซงหน้าโนเกียนขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง สามารถขายได้ถึง 86.6 ล้านเครื่อง ในขณะที่โนเกียขายได้เพียง 83.3 ล้านเครื่อง


                         ในขณะที่สมาร์ทโฟน ซัมซุง ก็เป็นที่ 1 ยอดขายถึง 38 ล้านเครื่อง ไอโฟน ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยยอดขาย 33 ล้านเครื่อง โนเกียถูกทิ้งเป็นที่ 3 ด้วยยอดขาย 13 ล้านเครื่องซึ่งขณะนี้โนเกียปลดคนงานไปเป็นจำนวนมากและขอ ฟันธง โนเกียตายแน่ๆๆๆ ถึงแม้ว่าจะปรับตัวด้วยการหันมาใช้ปฏิบัติการแอนดรอย์ก็ตาม แต่รู้สึกว่าจะสายไปเสียแล้ว เพราะลูกค้าหันไปใช้ซัมซุงจนติดใจในระบบแอนดรอย์เสียแล้วไม่อยากเปลี่ยนใจ และที่สำคัญไปกว่านั้นจะเห็นได้ว่าซัมซุง มีสมาร์ทโฟนในทุกระดับราคาตั้งแต่ 3 พันกว่าบาทไปจนเกือบจะสามหมื่น ในขณะที่ไอโฟนอาจจะเรียกได้ว่ามีระดับราคาเดียว แถมมีรุ่นให้เลือกทีละรุ่น(แม้จะหน่วยคำวามจำต่างกันก็ตาม 16 หรือ 32 GB) เท่านั้น หมายความว่าไอโฟนเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มเดียวแน่นอนซึ่งมีจำนวนลูกค้าน้อยกว่ามากเพราะถูกจำกัดด้วยราคาขายนั่นเอง



                          และถึงแม้ว่าในแต่ละระดับราคาของซัมซุงก็ยังมีรุ่นให้เลือกสองหรือสามรุ่นตาม พฤติกรรมการใช้งานอีกด้วย ดูอย่างรุ่นท๊อป ซัมซังมีทั้ง ซัมซุงกาแลคซี่ S3 , ซัมซุงกาแลคซี่ แทป , ซัมซุงการและซี่ โนท มีให้เลือกถึงสามรุ่น อีกอย่างหนึ่งเราจะเห็นได้ว่าไอโฟนตั้งแต่ ไอโฟน 1 ถึงไอโฟน 4 รูปลักษณ์แทบจะไม่ต่างไปเลยเรียกได้ว่าถ้าไม่รักจริงคงไม่เป็นลูกค้าประจำ แถมหน้าจอก็ยังเล็กกว่า ปุ่มกดเล็กกว่า ก็จะเป็นปัญหากับผู้สูงวัยที่เชื่อได้ว่าหากลองใช้ซัมซุงแล้วคงจะชอบมากกว่าไอโฟนเป็นแน่ นอกจากนั้นแล้ว การเสียชีวิตของ “สตีฟจ๊อบ” ผมคิดว่ามีผลต่อไอโฟนในอนาคตโดยสังเกตจากการกล่างถึง และการแสดงความอาลัยต่อการจากไปของเขาว่า เป็น สาวก ไอโฟน หรือ สากวกสตีฟจ๊อบ กันแน่ แต่เราลองมาถามสาวกซัมซุงดูซิว่ารู้จักใครในซัมซุงบ้าง แม้แต่ซีอีโอยังไม่รู้จักเลย แสดงว่าที่รักซัมซุงเพราะมันเป็นซำซุงที่ตอบโจทย์ในชีวิตและพฤติกรรมของตนเองได้อย่างแท้จริง ยกเว้นเรื่องการบริการของซัมซุงในประเทศไทยที่สมควรจะต้องปรับปรุงเป็นอย่างแรงยิ่ง ในขณะที่ความคลั่งไคล้ของไอโฟนผมเชื่อว่าส่วนหนี่งมาจากความปลื้มในตัวสตีฟจ๊อบดังนั้นจึงเป็นคำถามว่า “ไอโฟนจะ รุ่ง หรือ ร่วง” ลูกค้าเท่านั้นจะเป็นคนตอบคำถามนี้ จริงหรือไม่ครับ ? แล้วท่านละครับ คิดว่า “ไอโฟน จะ รุ่ง หรือ ร่วง ? “ แต่สำหรับผมแล้ว ไอโฟนจะไปสดใสและเจิดจ้าเหมือนเมื่อก่อนคงเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ยากนะครับ...

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

“ทำไมใครๆ ? ก็เข้าร้าน (นี้) “

“ทำไมใครๆ ?  ก็เข้าร้าน (นี้) “
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหาร และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป
20  มิถุนายน 2555

                การทำมาค้าขายนับวันจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่มาจากเศรษฐกิจโลกทั้ง อเมริกา และยุโรป ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกและประเทศไทย  หรือจะเป็นเพราะปัญหาพลังงานที่ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น  หรือปัญหาค่าแรง  ปัญหาสิ่งแวดล้อม(ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทำให้ต้นทุนสิ้นค้าสูงขึ้น)   ฯลฯ  ยิ่งมามีปัญหาเรื่อความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ยิ่งทำให้การค้าขายยิ่งลำบากขึ้นไป  แม้ว่าการพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะเติบโตถึง 5 % ก็ตาม  แต่ความไม่มั่นใจที่แสดงออกทางดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่า 47.7 จุด ต่ำกว่าครึ่งคือ 100 จุด   ก็คงเป็นคำตอบได้ดีถึงโอกาสที่ จีดีพี จะโตไม่ถึง  5 %   แต่อย่างที่ใครๆเขาก็ว่ากันว่า  “ชีวิตต้องก้าวเดิน”  หรือ ที่ฝรังว่าไว้ว่า “THE SHOW MUST GO ON  เราเองก็ต้องก้าวเดินต่อไปเช่นกัน
                เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2555  ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น  กับคณะนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร   และแน่นอนภูเขาไฟฟูจิย่อมเป็นสถานที่ที่จะต้องไปผมเคยเดินทางไปภูเขาไฟฟูจิครั้งสุดท้ายเมื่อปี  2543  พอลงจากรถบัสก็มีชาวญี่ปุ่นมาแจกการ์ดเล็กใบหนึ่งแล้วก็บอกว่า กระดิ่ง ครับกระดิ่ง  พูดภาษาไทยเสียด้วยแปลความได้ว่า  ให้ไปรับกระดิ่งฟรีโดยเอาการ์ดนี้ไปแลกที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้นั่นเอง   แน่นอนของฟรีมีหรือที่มนุษย์ผู้ซึ่งมีความโลภอยู่เป็นทุนในตัวมีหรือว่าใครจะไม่เอา  เพราะกระดิ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมอันหนึ่งของคนญี่ปุ่นที่ไปไหนต้องกรุ๊งกริ๊งตลอดเลย  ท่านที่เคยไปญี่ปุ่นคงสังเกตเห็นว่าทุกร้านที่ขายของที่ระลึกจะมี   กระดิ่งในสารพัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็น พวงกุญแจ  ที่ห้อยโทรศัพท์  กระดิ่งแขวนกระเป๋า  ประตู  ฯลฯ   แน่นอนเราก็นึกว่าจะต้องเป็นกระดิ่งที่สวยงาม  คิ๊กคุตามสไตล์ญี่ปุ่น  เดินเข้าร้านกันทุกคนเลยขอบอก   แล้วทุกคนก็หงายเก๋งเพราะว่าเป็นกระดิ่งถูกๆไม่มีดีซายน์แถมมีเชือกเล็กๆสีแดงผูกไว้
อย่าเรียกว่าเชือกเลยเรียกว่าด้ายแดงประมาณว่าเป็นไหมญี่ปุ่นนั่นเอง (ไม่รู้คนรุ่นใหม่รู้จักหรือเปล่า)  มูลค่าไม่น่าเกินสามบาทขาดตัว    
                พอเดินเข้าร้านไปชักคุ้นๆ  รวมทั้งตัวมาสค๊อตที่อยู่หน้าร้านรู้สึกได้ว่าเคยมาและเคยถูกกลยุทธ์นี้เมื่อ 12 ปีที่แล้วน๊า   กลับมาดูรูปเก่าๆก็อ๋อหรอเลยเพราะเราโดนหลอกให้เข้าร้านเป็นครั้งที่ 2  ด้วยกลยุทธ์แบบเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลย  แสดงว่าเป็นกลยุทธ์อมตะมหานิรันดร์กาล(ที่ยังได้ผลชะงัดอยู่)   แน่นอนครับคนที่เข้าไปในร้านนั้นซื้อของเพิ่มกันทุกคนเลย  มากบ้างน้อยบ้างตามกิเลสและขนาดของกระเป๋าตังกันแค่นั้น  เพราะเราคงทราบดีกันว่าสินค้าญี่ปุ่นนั้น  น่ารัก  น่าซื้อ  ก็เลยถามตัวเองว่าแล้วอะไรทำให้   “ใครๆ ก็เข้าร้าน”
                ที่สำคัญคือ   แมกเน็ต MAGNET  ซึ่งก็หมายถึงแรงดึงดูดให้เข้าเร้า  ในกรณีนี้ก็คือของขวัญของชำร่วยที่นำมาล่อใจให้เข้าร้านนั้น  ทั้งๆที่มีร้านอีกหลายร้านที่ขายของในลักษณะเดียวกันแต่คนเงียบเหมือนกับไม่ได้เปิดร้านเลย  ในขณะที่ร้านที่แจกกระดิ่งคนเต็มร้านไปหมด    นอกจากนี้แล้วยังมีแม่เหล็กตัวอื่นๆอีกที่เราเห็นๆกันเช่น   ราคา  ตัวอย่างก็คือ โลตัส กับ บิ๊กซี ที่แย่งกันลดราคาและโปรโมชั่นจนสับสนไปหมดว่าไปร้านไหนที่ถูกกว่าแน่ๆ     หรือการจัดกิจกรรมในร้านเช่น  จัดประกวดเชียร์ลีดเดอร์ที่ช่วยชุบชีวิตฟิวเจอร์ปาร์ค  หรือเดอะมอล์จัดประมงน้อมเกล้าทุกปี    ซึ่งกิจกรรมนั้นแรกๆต้องจัดประมาณว่า  ใหม่  ใหญ่  ดัง  และ โดน  พอคนติดแล้วก็สามารถจัดได้ทุกปีลงปฏิทินไว้ได้เลย    ซึ่งใหม่หมายถึงเป็นกิจกรรมใหม่  เพราะตอนที่ฟิวเจอร์ปารค์จัดเชียร์ลีดเดอร์ครั้งแรกๆนั้น  เชียรลีดเดอร์ยังไม่ค่อยนิยมในประเทศไทยของเราเท่าไหร่   ใหม่คงหมายถึงว่าอาจจะเก่าที่อื่นมาใหม่ที่นี้  หรือ ในอุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีคนทำก็ได้นะครับ    ส่วนใหญ่ นั้นหมายถึง  อาจจะมีคนใหญ่คนโต ยศตำแหน่งสูง   หรือมีที่สุดในโลก  ที่สุดในประเทศไทยมาในงาน มาโชว์ ฯลฯ    และดังกับโดนนั้นก็จะเป็นในลักษณะ  มีคนดังมาร่วมในงานที่เราเรียกกันว่า “ซีเล็บ” ซึ่งเห็นได้บ่อยๆสำหรับสินค้าราคาแพง หรือประมาณว่าเลิศหรู  ดูดี  มีชาติตระกูลอะไรพรรณนั้น     โดนนั้นหมายถึงโดยใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพราะกิจกรรมนั้น  สินค้านั้น ตรงหรือสอดคล้องกับความต้องการของเขานั่นเอง  เช่น รถยนต์มินิคูเปอร์  มีกี่คนในประเทศไทยที่มีตังและต้องชอบรถประเภทนี้ด้วย  แต่สินค้ามันโดนใจจนอดไว้ไม่อยู่จนต้องไปร่วมกิจกรรมงัย

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

“คุ้มหรือไม่คุ้ม”

“คุ้มหรือไม่คุ้ม” 22 พฤษภาคม 2555

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป


                      ผมเขียนบทความนี้ในวันรุ่งขึ้นที่บอร์ดการบินไทยปลดดีดี หรือผู้จัดการใหญ่สุดของการบินไทย ด้วยข้อหาอะไรก็แล้วแต่นั่นคงเป็นเรื่องภายในระหว่างบอร์ดกับดีดี แล้วก็มีข่าวว่าดีดีคนนี้สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้ในสองปี ผมจำได้ว่าตอนที่หุ้นการบินไทยประกาศขายหุ้นเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์คนไทยเราแห่กันไปจองเหมือนกับยุคตื่นทอง ถ้าจำไม่ผิดราคาตอนเสนอขายอยู่ที่ 60 บาทแต่พอเข้าตลาดขาดทุนกันเป็นแถวทำให้เราเห็นสัจธรรมว่า ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เข้าไปเปิดข้อมูลงบการเงินในเว็บไซท์ของตลาดหลักทรัพย์ดูก็จะพบข้อมูลดังนี้



                       ปี 2551       2552         2553          2554 (หน่วย: ล้านบาท)
รายได้            202,605      163,874    184,270     194,525
กำไร               -21,379       +7,343    +15,349      -10,196

              รวมสี่ปีจะพบว่ามียอดสะสมผลประกอบการที่ -8,883 ล้านบาท ถ้าหารด้วยสี่ปี ก็ตกลงว่าขาดทุนปีละ -2,220.75 ล้านบาท (ซึ่งตามหลักการบัญชีคิดแบบนี้ไม่ได้ ) ราคาหุ้นเมื่อวาน 21 พฤษภาคม 2555 ราคา 22.80 บาท เทียบจากตอนเข้าตลาดที่ 60 บาท ถ้านับเป็นผลประกอบการบริษัทธรรมดาก็คิดว่าน่าเป็นห่วงว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร อันนี้ไม่แปลกครับเพราะเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆว่าสายการบินแห่งชาติหลายๆประเทศก็ต้องประสบภาวะการขาดทุนสะสมเป็นเวลานา ไม่ว่าจะเป็นสวิสแอร์ แจแปนแอร์ไลน์ ซึ่งมาตราฐานการป้องกันคอรัปชั่นดีกว่าบ้านเราหลายกระบุงยังอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องไปเทียบกับฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ ซึ่งมาตรฐานการคอรัปชั่นคงสูสีกับบ้านเรา แต่พอกลับมาดูโลว์คอสแอร์ไลน์( LOW COST AIRLINE) ซึ่งเจ้าของคงอยากให้เรียกว่าบัดเจ็ทแอร์ไลน์ (BUDGET AIRLINE )มากกว่า เพราะชื่อแรกมันดูไม่มีชาติตระกูลยังไงชอบกล เราจะพบว่ามีแต่กำไร กำไร และกำไร ทั้งๆที่ขายตั๋วราคาถูกมากแน่นอนว่าความสะดวกสบายและการบริการมันไม่เท่าสายการบินทั่วไป แต่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์หลักของการใช้บริการสายการบินได้ “คือการพาเราเดินทางไปยังจุดหมายที่ต้องการ” แต่ความสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายเป็นบริการเสริม (ที่เราต้องจ่ายตัง) ก็เลยอยากรู้ว่าจริงๆแล้วสายการบินเหล่านี้ผลประกอบการเป็นอย่างไร ก็มีพอให้เทียบเคียงเพราะพอดีว่าอีกไม่กี่วันบริษัทเอเชียเอวิเอชั่นจำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยในสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” โดยถืออยู่ 51% จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เลยลองเข้าไปดูงบการเงินของ ไทยแอร์เอเชียซึ่งมีงบให้ดูแค่สองปี งบการเงินมีดังนี้


                          ปี 2553                2554 (หน่วย : ล้านบาท)
รายได้               12,098                 16,157
กำไร                  2,011                    2,020

                 ซึ่งไปค้นหาข้อมูลต่างๆเราจะพบว่า ยอดผู้โดยสารประมาณ 7 ล้านคนและมียอดรายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วโดยสารเพิ่มจากเดิม คนละ 100 บาท เพิ่มเป็นคนละ 300 บาท เมื่อคูณกับผู้โดยสาร 7 ล้านคน ก็จะได้ 2,100 ล้านบาท ตัวเลขนี้ก็จะใกล้เคียงกับยอดกำไร ที่ 2,020 ล้านบาท แปลว่าอะไรมันอาจจะหมายถึงว่าสายการบินไทยแอร์เอเชียขายตั๋วให้คุ้มกับต้นทุนในการบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แล้วพยายามขายสินค้า บริการอื่นๆ เพื่อให้เป็นผลกำไรถ้าขายของหรือบริการได้มากขึ้นก็เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกำไรสุทธิเลยทีเดียว (ซึ่งแอร์คงได้ค่าคอมไม่มากก็น้อย) นอกจากนั้นแล้วการบริหารต้นทุนในการบินนั้นสำคัญยิ่ง ได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ นอ.ธนภัทร งามปลั่ง ก็พบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เดียวเลย เรื่องแรกก็คือการใช้เครื่องบินทั้งฝูงเป็นรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกันคือ แอร์บัส 320 ไม่ใช่แค่เฉพาะไทยแอร์เอเชีย ยังรวมไปถึงแอร์เอเชีย และอินโดนีเซียแอร์เอเชีย รวมแล้วไม่รู้กี่เครื่อง แน่นอนการที่มีเครื่องรุ่นเดียวกันตอนซื้อก็มีอำนาจต่อรองราคา ต้นทุนการซ่อมบำรุง อะไหล่ ฯลฯก็จะถูกกว่าการมีเครื่องบินที่หลากหลาย แต่การบินไทยทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำเพราะอะไรก็คงเดากันได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยเพราะการบินไทยมีเส้นทางการบินที่หลากหลาย ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะไกล ก็คงต้องใช้เครื่องบินที่หลากหลายเหมาะสมกับระยะทางการบิน แต่โลว์คอสจะบินในระยะสั้นไม่เกิน สองสามชั่วโมงซึ่งเติมน้ำมันครั้งเดียวบินไปกลับได้เลย ซึ่งการบินไทยก็ไม่จำเป็นต้องหลากหลายขนาดนับรุ่นกันไม่ครบแบบเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วทราบมาว่าเครื่องบินล๊อตใหม่ที่กำลังจะเข้าประจำการนั้นเบาะที่นั่งน้ำหนักจะลดลงไปที่นั่งละ 5 กิโลกรับ ประมาณ 200 ที่นั่ง ก็ทำให้น้ำหนักเครื่องลดลงไปประมาณ 1,000 ก.ก. ซึ่งจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้อีกยิ่งในยุคน้ำมันแพงแล้วละก็เห็นน้ำเห็นเนื้อเลยหละครับ
      
                     และที่เราเห็นว่ามีการโปรโมชั่น 99 บาทบ้าง 199 บาทบ้าง มีจริงครับแต่ว่าในแต่ละเที่ยวบินนั้นเข้าคำนวณแล้วว่าถ้ามีผู้โดยสาร X เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ และต้นทุนการบินเป็นเท่าไหร่ ก็นำมาหารเฉลี่ยเป็นค่าตั๋ว (อันนี้คิดแบบตรรกะเองนะครับ) สมมุติว่า 500,000 บาท หารด้วย 200 ที่นั่ง ก็ตกที่นั่งละ 2500 แต่ก็จะนำมาขายราคา 99 บาทส่วนหนึ่ง 199 บาท ส่วนหนึ่ง และราคาต่างๆกันไป แต่เมื่อรวมแล้วได้ 500,000 บาท ทำให้บินแต่ละครั้งไม่ขาดทุน แล้วมาหาผลกำไรจากการขายสินค้า และบริการต่างๆ เช่น อาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว ค่าโหลดกระเป๋า ฯลฯ จนทำให้รายได้นอกเหนือจากค่าตั๋วตกคนละ 300 บาท 7 ล้านคน ก็ใกล้เคียงกับผลกำไรที่ 2 พันล้านบาทที่กล่าวข้างต้น แต่ไม่ว่าจะขายตั๋วราคาเท่าไหร่จนถึงราคาสูงสุดของแต่ละเที่ยวบินแล้วก็ยังราคาถูกกว่าสายการบินปกติอยู่จนทำให้เกิดแรงจูงใจในการใช้บริการ



          นี่เห็นมีโปรโมชั่นใหม่อีกแล้วแต่ต้องเดินทางปีหน้าเป็นต้นไปตั้งแต่ 4 มกราคม -22 พฤษภาคม 2556 ราคาตั๋วเริ่มต้น 0 บาท จำนวน 1 ล้านใบ ของฟรีมีที่ไหน 555 มี่ที่นี่ครับแต่ว่ามีกี่ที่นั่งที่ราคา 0 บาทไม่บอก สุดท้ายจากสมมุติฐานว่า จากจำนวนผู้โดยสาร 7 ล้านคนเฉลี่ยแล้วตกประมาณเดือนละ 5.8 แสนคน จากมกราถึงพฤษภาปีหน้ารวมเวลา 5 เดือน(เว้น 1-3 มกราเพราะผู้โดยสารเต็มอยู่แล้ว สุดยอด....) คำนวณแบบง่ายๆว่าน่าจะมีผู้โดยสาร 2.9 ล้านคน สมมุติว่ามีคนจองซัก 10% ก็เท่ากับ 2.9 แสนคน คิดง่ายๆว่า 3 แสนคน ถ้าราคาค่าโดยสารเฉลี่ยคนละ 1500 บาท ก็จะได้เงินสดมาก่อนล่วงหน้า 450 ล้านบาท แต่ตามโปรโมชั่นบอกว่ามี 1 ล้านใบเอาแค่ว่าถ้ามีคนจอง 5 แสนใบ คนละ 1500 บาท ก็จะได้เงิน 750 ล้านมานั่งนับเล่นเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ตัวเลขเหล่านี้เป็นการสมมุตินะครับเพราะข้อเท็จจริงคงไม่มีใครมาบอก แต่ให้ท่านได้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการบริหารให้เกิดผลกำไร ไม่ใช่ว่าบริหารไปวันๆเรื่อยๆเหนื่อยก็พักเหมือนสายการบินไทย ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พยายามเป็นสายการบินสีเขียวหรือเปล่า เพราะเมื่อเดือนก่อนไปใช้บริการทีวีส่วนตัวไม่มีให้ดูไม่ว่ากัน แต่ภาพยนต์บนจอใหญ่ทั้งเที่ยวไปเที่ยวกลับ เป็นสีเขียวหมดเลยครับเหมือนดูหนังที่ถ่ายในความมืดแล้วจอเขียวนึกออกมั๊ยครับพี่น้อง สอบถามพนักงานว่าจอภาพมันเสื่อมแล้วไม่มีอะไหล่โอ๊ยจะบ้าตาย “สายการบินแห่งชาติ” มิน่าปีที่แล้วถึงขาดทุนไปหมื่นล้านบาท ในขณะที่ไทยแอร์เอเชียกำไรสองพันกว่าล้าน โดยที่รายได้น้อยกว่าถึง 10 เท่าเศษ คงตอบได้แล้วนะครับว่าใครคุ้มหรือไม่คุ้ม...............

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...