วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

“อีกแล้วครับท่าน”



 
                                ผ่านพ้นสงกรานต์ปี 2559 ไปด้วยยอดคนตายที่มากกว่าปี 2558  คือปี 2558 รวมเทศกาลสงกรานต์ 7 วัน มีคนตาย 364 คน อุบัติเหตุ 3,373ครั้ง  แต่ปี 2559 นี้ ทั้งๆที่เทศกาลสงกรานต์แค่ 6 วัน ตายถึง 397 คน  อุบัติเหตุ 3,104 ครั้ง  ทั้งๆที่มีมาตราการเข้มงวด  ยึดรถสำหรับคนดื่มแล้วขับแต่ทำไมยอดคนตายจึงมากกว่าปีก่อนๆทั้งที่มาตราการยังไม่เข้มข้น   อันนี้ก็ต้องหาสาเหตุและวิธีการแก้ไขกันต่อไป  แต่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  รัฐบาลมีมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งน่าจะเป็นแพคเกจที่4  คือมีทั้งให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แก่เอสเอ็มอี   ให้นำค่าใช้จ่าย โรงแรม ท่องเที่ยว อาหาร มาหักภาษีส่วนบุคคล  และตอนแรกว่าจะมีมาตราการแจกเงินข้าราชการชั้นผู้น้อยคนละ 1,000 บาท  ซึ่งทั้งสามมาตราการนี้ขออนุญาติไอ้เรืองแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนธรรมดาดังนี้ครับ
                                มาตราการแรกการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแค่ 4 % แก่เอสเอ็มอี   แน่นอนการให้ดอกเบี้ยต่ำแก่เอสเอ็มอีก็ทำให้เอสเอ็มอีมีต้นทุนที่ถูกลง  ตามทฤษฎีแล้วก็จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น   อันนี้ไม่เถียงแต่ผมขอตั้งข้อสังเกตุสองประการดังนี้  1.ถ้าขายของไม่ดี  หรือคาดว่าจะขายไม่ดี  เพราะขาดความเชื่อมั่นแล้วเอสเอ็มอีจะลงทุนเพิ่มหรือไม่ครับ  ในขณะนี่ยังมีกำลังผลิตเหลืออยู่   ง่ายๆว่าเครื่องจักรผมผลิตสินค้าได้เดือนละ 10,000 ชิ้น  แต่ทุกวันนี้ผลิตอยู่ 6,000 ชิ้น  และแนวโน้มก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะขายดีขึ้นจนถึง 8,000 ชิ้นหรือไม่  (ถ้าเชื่อว่าถึงก็ต้องเริ่มคิดหาทางขยายกำลังผลิตครับ)  แล้วจะลงทุนขยายกำลังผลิตไปทำไม     2.ธนาคารก็คงเลือกปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเก่าๆที่รู้ฐานะทางการเงินและประวัติทางการเงินดีอยู่แล้ว   มีซักกี่เปอร์เซนต์ที่ตามียายมาเดินเข้าไปขอกู้มาขยายกำลังผลิตแล้วได้เงินกู้แบบชิวๆ  อย่าลืมครับธนาคารไม่ต้องการที่ดินที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน  แต่เขาต้องการดอกเบี้ยจากเอสเอ็มอีครับ  ซึ่งสุดท้ายแล้วเอสเอ็มอีที่มีกำลัง  ฐานะทางการเงิน  ก็จะนำเงินกู้ก้อนนั้นไปรีไฟแนนซ์เงินกู้ที่ดอกเบี้ยสุงกว่า  แน่นอนก็เป็นการช่วยเอสเอ็มอีแต่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตมากเท่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง  มันต้องกระตุ้นที่การสร้างความเชื่อมั่น  การหาตลาดให้เอสเอ็มอี(แบบที่ ดร.สมคิดทำ แต่ต้องทำมากขึ้นและคนอื่นๆต้องช่วยทำด้วย)   การกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ  การส่งเสริมการค้าชายแดน(ให้เข้มข้นขึ้น)  อย่าแต่พร่ำบ่นว่าเศรษฐกิจโลกแย่ๆๆๆๆๆๆๆ   แต่ทำไม ลาว เวียดนาม เขมร พม่า เศรษฐกิจเขาโตได้มากกว่าเราทั้งๆที่พื้นฐานเขาแย่กว่าเราไม่รู้เท่าใด  ( ไม่รู้ว่าจะแย่ไปกว่าเราอีกกีปีเพราะเขาจี้ก้นเรามาแว้วววว)
                                มาตราการให้นำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว  โรงแรม  ร้านอาหาร  ในช่วง 9-17 เมษายน 2559 มาลดภาษีส่วนบุคคล  แน่นอนในทางอ้อมกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยได้ในระดับหนึ่งแต่คงไม่ทั้งหมดที่ไปใช้จ่ายในช่วงนั้นเพราะต้องการนำมาลดภาษี   เพระเป็นช่วงเทศกาลที่ใครๆก็ต้องจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้วนั่นเอง  ทำไม่ไม่ออกมาตราการในช่วงอื่นๆที่เป็นโลว์ซีซันไม่ค่อยมีคนจับจ่ายใช้สอยละครับพี่น้อง  แถมคนที่ใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอาจจะลืมไปว่า  การที่เราใช้เงินไป 15,000 บาทนั้น เราเอามาหักภาษีได้เพียง 1,500 บาท  (อันนี้คิดจากฐานภาษีที่ 10%  แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่เสียภาษีเพราะรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 20,000  ) แถมจ่ายแว้ทให้รัฐไปอีก 1,050 บาท    และสรุปแล้วประชาชนขาดทุนหรือกำไร ???   พวกที่กำไรก็คือพวกที่ต้องจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้ว  ซึ่งคนพวกนี้มีรายได้สูงเป็นแสนหรือหลายแสนซึ่งเสียภาษีที่อัตรา 10-35 % ก็คือพวกที่มีรายได้สุทธิ(หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วตามกรมสรรพากรประกาศ) อยู่ระหว่าง 300,000-4,000,000 บาท  แต่พวกที่ขาดทุนคือนคนรายได้น้อยก็เลยยิ่งจนไปใหญ่เพราะนึกว่าตัวเองได้ประโยชน์นั่นเอง
                                มาตราการสุดท้ายดีที่ว่ายกเลิกไปคือการให้เงินพิเศษคนละ 1,000 บาทแก่ข้าราชการชั้นผู้น้อย  ซึ่งถ้าให้เพราะว่าข้าราชการเหล่านั้นรายได้น้อยไปอันนี้โอเคแต่ว่าให้เพื่อไปจับจ่ายใช้สอยช่วงสงกรานต์  อันนี้ยังเป็นคำถามว่าจริงหรือ???  เพราะส่วนหนึ่งอาจไม่ใช้เพราะว่าเก็บไว้กลัวเงินไม่พอใช้   เพราะส่วนหนึ่งอาจนำไปใช้หนี้เดิม (ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต)  ที่สำคัญข้าราชการเหล่านี้มีเงินเดือนอย่างน้อยก็ไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว    ข้อสังเกตุว่าทำไมไม่เอาไปแจกชาวนาชาวไร่ชาวสวนยาง (ตัวจริง) ที่ผลผลิตตกต่ำทั้งแง่ปริมาณและราคา  เกษตรกรเหล่านี้เอาเงินไปใช้แน่นอนเพราะทุกวันนี้ก็ไม่พอใช้อยู่แล้ว  และที่สำคัญซึ่งผมก็เขียนมาตั้งแต่สมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกตอนนั้นแจกคนละ 2,000 ให้กับคนประกันตนซึ่งก็มีรายได้อยู่แล้วให้ไปก็ดีแต่ให้เกษตรกรดีกว่ามั๊ย   สงสัยกลัวคำว่าประชานิยมจนไม่กล้าช่วยเกษตรกรมั้ง   อีกอย่างหนึ่งทำไมไมดูที่ญี่ปุ่นเค้าแจกเป็นคูปองมีอายุด้วยหากไม่ใช้มันก็ไร้ค่าเมื่อหมดอายุ   ดังนั้นเงินทุกเยนที่แจกไปประชาชนเอามาใช้หมดครับ   จึงจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะได้ผลดีกว่ามิใช่หรือ ???    ก็เลยขอจบท้ายว่า  “อีกแล้วครับท่าน”

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

“ ตุรกี มีระเบิด”



                   ห่างหายจากการเขียนบทความไปหลายวันแล้วช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางไปเยือนต่างประเทศ 3 ประเทศ  คือ “ตุรกี   อินโดนีเซีย  และ มาเลชเซีย  ที่บังเอิญเป็นประเทศที่นับถือศาสนามุสลิมเป็นหลักก็เลยจะขอเขียนแบบเหมาๆรวมสามประเทศ ที่นับถือศาสนามุสลิมเป็นหลักเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายๆประการ    ปัจจุบันประชากรของโลกมีอยู่ ประมาณ  7,125 ล้านคน (วิกิพีเดีย)    โดยนับถือศาสนาอิสลามประมาณ 1,300 ล้านคน คิดเป็น 18% เศษ   แต่จากการประมาณการจากอัตราการเติบโตของผู้นับถือศาสนาต่างๆแล้วคาดการณ์ว่าในปี  2593 หรืออีก 34 ปีข้างหน้า  ผู้นับถือศาสนาอิสลามจะมีอยู่ถึง  2,760 ล้านคนหรือคิดเป็นถึง  29.7%  (http://www.oknation.net/blog/health2you/2015/04/13/entry-1)  ทั้งนี้อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ หลายประการ   นี่คือแนวโน้มของประชากรของโลก   ซึ่งประเทศที่ผมเดินทางไปในเดือนมีนาคมทั้งสามประเทศเป็นมุสลิมทั้งสิ้น  เชื่อได้ว่าโลกในอีก  ยี่สิบปีข้างหน้ามุสลิมจะครองโลกใครคิดจะทำสินค้าขายคงต้องลองศึกษาวิถีชีวิตของชาวมุสลิมไว้ก็คงจะดีไม่น้อย
                   ต้นเดือนเดือนทางไป “ตุรกี”  เพื่อไปร่วมดูงานแสดงสินค้า  เคมีภัณฑ์และสีย้อมสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ   เดินทาไปเพื่อดูโอกาสและจำนวนผู้เข้าร่วมชมงานว่าสมควรหรือไม่ในอนาคตที่จะไปเปิดบู้ทแสดงสินค้าเพราะว่าที่บริษัทส่งออกสินค้าสีพิมพ์ผ้าไปยังหลายประเทศใน เอเชีย  แต่ยังไม่ตลาดในตุรกี (ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก)  รวมทั้งตลาดในอิหร่าน  อดีตสหภาพโซเวียต  และ อัฟริกา รวมทั้งยุโรป   จึงจะหาลู่ทางในการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าวข้างต้น   การเดินทางครั้งนี้เดินทางด้วยสายการบินเทอร์คิชแอร์ไลน์   ซึ่งเต็ม  เต็ม  เต็ม   โดยที่ผมมีโอกาสเดินทางด้วยสายการบินนี้สามครั้งรวมครั้งนี้   เดินทางเปลี่ยนเครื่อง 1 ครั้ง  และ เดินทางไปอิสตันบุล 2 ครั้งทุกครั้งเต็มตลอด   ก็เลยให้เป็นคำถามว่าแล้วทำไมการบินไทยไม่บินไปอิสตันบุล   แต่ดันเปิดเส้นทางบินที่บินแล้วขาดทุนที่ในภายหลังงดเที่ยวบินขาดทุนไปหลายเที่ยวบิน  ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัวก็ทำให้ขาดทุนมาหลายปีจนต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ สองสามปีที่ผ่านมา    (ยังมีอีกจุดหนึ่งคือ  เวียนนา สายนี้ก็เต็มตลอดแต่การบินไทยไม่บิน  สงสัยกลัวกำไร)    เดินทางกลางคืนไม่น่าเชื่อว่าแม้ในชั้นอีโคโนมี่ก็ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำแจกเป็นกระเป๋าเล็กๆ  แต่อินเทรนเป็นลายแบทแมนซุปเปอร์แมนภาพยนต์ที่จะเข้าฉายในเร็วๆนี้   แน่นอนของในกระเป๋ามีแค่แปรงสีฟัน  ผ้าปิดตา  และถุงเท้า  ซึ่งมิอาจเทียบเท่าชั้นบิสิเนสคลาสที่ของเพียบและแบรนด์เนม     แต่มันบ่งบอกถึงความใส่ใจในผู้โดยสารว่ามีความจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้นเพราะเดินทางกลางคืนเข้าต้องแปรงฟันก่อนทานอาหารเข้าบนเครื่อง  ชิมิ ชิมิ.........  การบินไทย  แม้เดินทางกลางคืนในบางเส้นทาง เธอยังไม่แจกเรยแม้จะนั่งบิสิเนสคลาสที่เจอมากับตัวเองก็คือ  สายกรุงเทพ  โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา  เพราะว่าเดินทางถึงที่โคลัมโบเวลาเที่ยงคืน  คงคิดว่าไม่จำเป็นมั้ง.............ต้องเหลียวมองคู่แข่งแล้วว่าทำอะไรกันบ้าง   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องราคาค่าโดยสารที่การบินไทยแพงสุดๆนั่นเอง  แม้ระยะนี้พยายามปรับราคาลงมามากแต่ก็ยังแพงกว่าคู่แข่งขันอยู่ดี    ดังนั้นต้องไปแสวงหาว่าถ้าผู้โดยสารจ่ายแพงขึ้นจะเพิ่มคุณค่าให้กับผู้โดยสารได้อย่างไร   อันนึ้คิดหนักและต้องถามจากผู้โดยสารไม่ใช่นึกเองเออเองว่าไม่ต้องแจก  ไม่ต้องมีก็ได้   ............@@@@
                        ผมไปตุรกีมาสี่ครั้งสองครั้งแรกจำไม่ได้แล้วว่าปีใดแต่เกิน 20 ปี   ตอนนั้นมีขายสินค้าไปยังตุรกีบ้างก็แวะไปเยี่ยมลูกค้าและศึกษาตลาด    ครั้งที่สองที่ไปเขากำลังขุดอุโมงค์ทำรถไฟใต้ดินกันเริ่มต้นแถวบริเวณที่เรียกว่า “ทัคซิมสแควร์”  ประมาณบ้านเราก็  อนุสาวรีย์ชัยหรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั่นแหล    ปีนี้ไปปรากฏว่ามีรถไฟใต้ดินบนดินระบบขนส่งมวลชนที่เรียกได้ว่าเกือบสมบูรณ์แบบ  ถ้าจำไม่ผิด  7 สายจากสนามบินสามารถเดินทางเข้าเมืองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว   ต่างจากแอร์พอร์ทลิ้งคบ้านเราแม้จะมีแต่ไม่เคยเดินตรงเวลา  ขัดข้องบ่อย  แถมล่าสุดรถหยุดกลางทางจนคนเป็นลมไปหลายคนเพราะขาดอากาศ    แต่อย่างไรก็ตามตุรกีเป็นประเทศที่อยู่ทั้งฝั่งยุโรปและเอเชียโดยมีช่องแคบบอสฟอรัสกั้นกลาง  ก็เลยทำให้บริเวณสถานี้ หรือแม้แต่ทักซิมสแควร์เองซึ่งน่าจะได้รับการดูแลให้สวยงามสะอาด ฯลฯ ก็กลับสกปรก  บางจุดสร้างเหมือนไม่เสร็จ  หรือการดูแลซ่อมบำรุงรักษา ขาดๆเกินๆไปไม่เจริญหูเจริญตาเหมือนในยุโรป  ใครนึกไม่ออกก็นึกว่าคล้ายกับเมืองจีนที่ดูเหมือนสร้างได้ยิ่งใหญ่อลังการ์    แต่พอถึงจุดหนึ่งขาดการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงให้สวยงามสมค่ากับที่ลงทุนไป     อีกประการหนึ่งระบบการประชาสัมพันธ์หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน  ป้ายบอกทางเข้าออก  ฯลฯ ไม่เนียนเหมือนสิงค์โปร   ถ้าใครไปสิงค์โปรมีเอกสารอ่านอังกฤษออกรับรองเดินทางในสิงค์โปรฉลุยบอกได้เลยว่าขึ้นประตูไหนต่อรถสายอะไร  ฯลฯ  ซึ่งในตุรกีมีเหมือนไม่มีบัตรอีเลคโทรนิคสามารถขึ้นรถขนส่งมวลชนได้ทุกประเภทแต่ข้อมูลการต่อรถต่างๆ  งง ครับพี่น้อง
                   ครั้งที่สามไปในฐานะนักท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์  ซึ่งเด็กๆเราเคยเรียนความรุ่งเรืองของอาณาจักรอานาโตเลีย   ก็ที่ตุรกีนี้แหละครับมีสิ่งให้น่าท่องเที่ยวมากมาๆ  จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  พร้อมกับผู้อพยพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   และสุดท้ายก็คือจำนวนระเบิดที่เพิ่มขึ้นอย่าต่อเนื่องก่อนเดินทางสองวันมีระเบิดลงที่  เมืองอัการาที่เป็นเมืองหลวง  ผมกลับมาได้ 7 วัน ระเบิดลงที่ จตุรัสทักซิม ที่ผมไปมา......ทำให้รู้สึกเสียวๆยังไงชอบกล....แถมยิ่งมีระเบิดลูกใหญ่ลงที่  บรัสเซล  แถมในสนามบินนานาชาติด้วย  ทำให้รู้สึกว่าต้องรีบเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปให้มากๆเพราะอนาคตยุโรปคงไม่ปลอดภัยแน่    ปารีส   บรัสเซล  และแม้แต่ 911  ในอเมริกา  คงเป็นสัญญาณบอกเราได้เป็นอย่างดีว่า   “ชีวิตสั้นนัก “.....................อยากทำอะไรก็รีบเถอะโยม...........!!!!!!!!

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“นกแอร์ แก้สถานการณ์”






ใครเลยจะนึกว่าวันแห่งความรักวาเลนไทน์ที่ผ่านมา 14 กุมภาพันธ์ 2559 จะเป็นวันฝันร้ายของ   สายการบิน”นกแอร์”  ซึ่งนับได้ว่าเป็นสายการบินที่ก่อตั้งมาแค่ 11 ปี คือตั้งมาปี 2547  ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองในหมวดสายการบินโลว์คอสตามหลังไทยแอร์เอเชียมาติดๆ     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมีการยกเลิกเที่ยวบินถึง13 เที่ยวบินสายการบินนกแอร์ประกาศยกเลิก 9 เที่ยวบินอย่างกะทัน อ้างเกิดจากปัญหาด้านเทคนิค(เว็บไซท์ ไทยพีบีเอส)    ปกติเราก็มักจะคุ้นเคยกับการดีเลย์เที่ยวบินของสายการบินนกแอร์เป็นประจำ   ครั้งหนึ่งผมได้นัดเพื่อมัธยมปลาสามเสนวิทยาลัยเดินทางไปสังสรรค์กันที่ต่างจังหวัดและมีเพื่อนคนหนึ่งกับภรรยาอยู่ที่ขอนแก่น   แจ้งว่าจะมาถึงตอนเช้าและให้เพื่อนที่อยู่สระบุรีเดินทางแวะรับที่ดอนเมืองเพื่อไปราชบุรีพร้อมกับรถคันอื่นๆ   ผมเองคุ้นเคยกับสายการบินนกแอร์พอสมควรก็แจ้งเพื่อนว่าให้เดินทางมาก่อน 1 คืน เพื่อความแน่ใจว่าไม่พลาดการสังสรรค์   แล้วเหตุก็เกิดจนได้สายการบินดีเลย์จนต้องปรับแผนการเดินทางครั้งนั้นจนวุ่นวายไปหมด
                                ผมเข้าเว็บไซท์ของนกแอร์ก็รายละเอียดต่างๆดังนี้  จำนวนไฟท์  455 เที่ยวบิน (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557) เว็บ    ฝูงบิน (Fleet) ของบริษัท ทั้งหมด 18 ลำ ประกอบด้วย:โบอิ้ง 737-800 - 16 ลำเครื่องบินเอทีอาร์ 72-500 - 2 ลำ   มีผู้โดยสารในปี 2554-2557  เติบโตจาก 3.1 ล้านคน  เป็น 7.62 ล้านคน เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวภายใน  4 ปีเท่านั้น  เช่นเดียวกันยอดขายเพิ่มจาก 5.7 พันล้านบาท  เป็น 11.2 พันล้านบาท เท่าตัวอีกเช่นกัน  จำนวนไฟลท์บินปีละ  28,746 เที่ยวเป็น  56,553 เที่ยวบิน  ทุกอย่างเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวนึงภายใน 4 ปี    เรียกได้ว่ามีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและพัฒนาการบริการไปได้อย่างรวดเร็ว  อาจจะยกเว้นเรื่องการดีเลย์ที่รู้สึกว่าใครๆก็คุ้นชินมากกว่าสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ดีเลย์น้อยกว่า
                                ปัญหาที่เกิดขึ้นเราคไม่ทราบข้อเท็จจริงว่ามีสาเหตุมาจากเหตุใดกันแน่  ฟังทั้งสองฝ่ายคือกัปตันที่ถูกให้ออกและซีอีโอของนกแอร์ต่างก็ออกมาให้ข้อมูลที่ต่างคนต่างพูดยากที่จะตัดสินได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด   ปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้แต่..................การแก้ปัญหาสำคัญกว่า  .............. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจบริการที่มีความอ่อนไหวในเรื่องความรู้สึกของลูกค้า   และการบริหารจัดการกับความขับข้องใจและแก้ไขปัญหา  หรือลดอารมณ์อันขุ่นมัวของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมหรือไม่เป็นสิ่งที่   “สำคัญกว่า”  ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตุอันผิดพลาดดังนี้
                พลาดที่ 1.  กว่าซีอีโอ  จะเดินทางมาที่ดอนเมืองนั้นก็ล่วงเลยเวลาที่จะมาขอโทษและชี้แจ้งไปแล้ว   ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดผมเชื่อว่าด้วยเทคโนโลยี  มือถือ  วีดีโอลิ้งค์ ฯลฯ  ก็สามารถเข้ามาพูดคุยและให้คำมั่นสัญญาใดๆกับลูกค้าผู้ขุ่นมัวได้มากกว่าให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง
                พลาดที่ 2.  เจ้าหน้าที่เพียงแต่ให้ข้อมูลว่า “เครื่องขัดข้อง”  และไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกว่าจะบริหารจัดการอย่างไร   ลูกค้าไม่ได้ต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ต้องการทราบว่า “ จะแก้ไขอย่างไร”
                พลาดที่ 3. ท่านรัฐมนตรีออมสินต้องมารับหน้ากับลูกค้าที่ดอนเมืองโดยปราศจาก ผู้บริหารระดับสูงแม้ซีอีโอกำลังเดินทางจากต่างจังหวัดมาก็ตาม  น่าจะมีระดับรองๆลงมามาร่วมดำเนินการแก้ไข
                พลาดที่ 4. มีผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร (ผู้หญิง)   ผมขอนำคำชี้แจ้งของ ผอ.ท่านนั้นว่าดังนี้
“นกแอร์ รับผิดชอบหมด”    ซึ่งไม่บอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไรเมื่อใด ฯลฯ    จนมีผู้โดยสารถามว่า “ธุรกิจเสียรับผิดชอบมั๊ย  ถามว่ารับผิดชอบอย่างไร”    เงิบไปสามตลบแล้วก็เงียบ    ตอบไม่ได้ ไม่ตอบ.......!!!!!!
จนมีผู้โดยสาร     บอกว่า ไม่อยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ต้องการว่าจะทำอย่างไร “
                พลาดที่ 5. ทั้งที่ได้ดำเนินการบางประการไปแล้วเช่นจัดน้ำ  อาหาร  นำผู้โดยสารบางท่านเดินทางไปกับสายการบินอื่น   แต่ไม่ได้นำข้อมูลมาแจ้งให้ทราบเลย 
                พลาดที่ 6. ทำไมไม่เปิดห้อง หรือนำผู้โดยสารไปนั่งพัก ในห้องไม่ใช่ในท่าอากาศยาน  อาจจะเป็นโรงแรมอามารีก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่น้อย   และจัดอาหารเครื่องดื่มหรือห้องพักสำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัด

                แก้ไขอย่างไร      ถ้าบอกว่าทุกท่านที่ไม่สามารถเดินทางได้เกิน 3 ชม.  นกแอร์แจกบัตรเดินทางครั้งหน้าฟรี  ภายใน 6 เดือน “    รับรองจบสวยแน่ๆ   55555555555555555555555555555555555555555555555555555555555

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“เวียดนามตามไทยติด (มั้ย) ?? ”





                ผมไปเวียดนามครั้งแรกเมื่อปี   1996 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว                 แล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลยจนมาถึงปี   2003 หรือเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา               ได้มีโอกาสกลับไปเวียดนามอีกครั้งหนึ่งและหลังจากนั้นก็เดินทางไปเวียดนามทุกปี  เพราะมีลูกค้าซึ่งนำสินค้าสีพิมพ์ผ้าของผมไปขาย  ผมได้เป็นพัฒนาการของเวียดนามโดยเฉพาะโฮจิมินท์ตลอดระยะเวลา   13 ปี  และปี 2015 ผมได้เดินทางไปฮานอย   ยอมรับว่าน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้เวียดนามจะตามไทยทันหรือไม่  อาจไม่ใช่ในช่วงอายุผมแต่เชื่อได้ว่าช่วงอายุของลูกคงได้เห็นเวียดนามตามไทยทันแน่
                เอเยนต์ผมในเวียดนามครั้งแรกที่มาพบผมและขอเป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าผมในเวียดนามถามผมว่า “พิกเมนท์ (ชื่อกลุ่มสินค้า) เอาไปทำอะไร?”    ก็อึ่งกิมกี่เพราะคุณจะขายสินค้าผมแต่คุณยังไม่รู้เลยว่าสินค้านั้นเอาไปทำอะไร  แต่ด้วยความที่ผมก็ยังไม่มีใครเป็นคู่ค้าในเวียดนามก็เลยตามรับไป  แบบ มั่ว ๆ งง ๆ  ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาแค่ 2 ปีเขาสามารถมียอดซื้อถึงประมาณ 70,000 เหรียญสหรัฐ ตกปีละประมาณ 2 ล้านบาทเศษ  มาปีที่แล้วมียอดขายถึง  160,000 เหรียญสหรัฐ  คิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 ล้านบาท  นี่คงเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและอดทนประกอบกับความเพรียพยายามจากยอดขาย 0 บาทเป็น 6 ล้านบาท 

                บางคนอาจคิดค้านอยู่ในใจว่าเวียดนามไม่มีทางตามเราทัน  แต่ผมขอถามกลับว่าทำไมเราตามมาเลเซียทัน  นำฟิลิปปินส์  และอินโดนิเซีย  และที่สำคัญทำไมเกาหลีถึงแซงเราไปได้ตอนประมาณปี 1970 ประเทศไทยต้องจัดกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ครั้งที่ 6   แทนเกาหลีใต้เนื่องจากเขาไม่มีเงินจัดการแข่งขัน  แต่มาวันนี้เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคและฟุตบอลโลกไปแล้ว  อย่าคิดว่าคู่แข่งขันไม่มีทางตามเราทันหรือชนะเรา  ถ้าคิดอย่างนี้เราก็จะตกอยู่ในความประมาท  เกือบทุกครั้งในเวลากลางคืนขณะเดินทางกลับที่พักผมเห็นเยาวชนเวียดนามเดินทางไปเรียนหลักสูตร  หรือเรียนพิเศษต่าง ๆ สอบถามจากเอเยนต์ก็ทราบว่าเยาวชนเวียดนามจะเรียนหลักสูตรอะไรบางอย่างในเวลากลางคืนเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้  เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงานในอนาคต  ผมเคยยกตัวอย่างว่าประเทศที่ผ่านสงครามประชาชนจะถูกกดดันจากสภาพแวดล้อมทำให้มีความมุมานะอดทน  ตัวอย่างเช่น  เยรมัน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  และเวียดนามที่ตามเรามาติด ๆ

                การเจริญเติบโตทางเศษฐกิจของเวียดนามเป็นไปอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอโดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมเอกชนทำให้สามารถขับเคลื่อนเศษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ปีที่ผ่านมา GDP / PER CAPITA  เวียดนาม อยู่ที่  2,321 ส่วนของไทยอยู่ที่  5,426 $   หรือประมานครึ่งหนึ่งของไทย    วันนี้เวียดนามกำลังทำรถไฟใต้ดินสายแรกในโฮจิมินท์   นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ  ค่ายอมตะก็ไปเปิดนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามและประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง  อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เติบโตอย่างเก้ากระโดดคือ  อิเล็คโทรนิกส์  เครื่องใช้ไฟฟ้า  โทรศัพท์มือถือ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ซัมซุง 

              กลับมาดูประเทศไทยของเราตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาก็วนเวียนอยู่กับปัญหาทางการเมือง  ที่นับวันจะหาทางลงไม่เจอ  ตอนนี้ลามมาถึงปัญหาทางศาสนาก็ยิ่งทำให้หดหู่ใจ  หันไปอีกทางหนึ่งก็พบแต่  ”ลูกเทพ”  ซึ่งจริง ๆ แล้วก็แค่เป็นกระแสที่ผ่านมาแล้วก็คงจะผ่านเลยไปแต่ทำไมสายการบินถึงจุดประเด็นขายบัตรโดยสารลูกเทพ  ไม่รู้ซีอีโอคิดได้อย่างไร จนทำให้ธุรกิจน้อย – ใหญ่ เกาะกระแสไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร  โรงเรียนสอนภาษา  แถมด้วยศัลยกรรมเสริมความงาม  ฯลฯ  แล้วทำไมเวียดนามจะตามไทยไม่ทัน......หุ...หุ @@@@

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...