วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

LEADER TO BE GOVERNOR

 

 



                การชนะเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ของ ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ก็เป็นไปตามโพลก่อนหน้านั้นที่ทุกโพล และ ทุกครั้งที่สำรวจมาอันดับหนึ่งโดยตลอด  แต่การที่ได้รับเสียงถึง  1,386,769 คะแนน คิดเป็น 51.8% ต่างหากที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร  นอกจากได้คะแนนสูงสุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.มา  ยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์คงต้องจารีกว่า  ได้คะแนนถึง 51.8 % ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็คือคะแนนรวมของชัชชาติมากกว่าคะแนนของผู้สมัคทุกคนรวมกันเสียอีก   ชีวิตผมเองคงจะไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแน่นอน  

                นับได้ว่าชัชชาติได้สร้างปรากฏการณ์ชัชชาติขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย    ซึ่งในกรณีเช่นนี้ผมคงไม่วิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งชัยชนะ  แต่อยากเล่าความรู้สึกและมุมมองและข้อแตกต่างของคำว่า  “ผู้นำ”  กับ “ผู้จัดการ / ผู้ว่า ฯ/ นายก / ผอ. / ผบ.”  หรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ที่เรียกได้ว่าเป็นหัวหน้ผู้บริหารสูงสุดซึ่งในที่นี้จะขอใช้คำว่า “ผู้บังคับบัญชา” แทน ตำแหน่งต่างๆเหล่านั้น   เพราะสองคำนี้มีนัยะที่แตกต่างกันดังนี้

                “ผู้นำ” หมายถึง ผู้นํา (Leaders) หมายถึง ผู้ที่ ได้รับความเคารพนับถือ ความร่วมมือจากผู้บุคคลอื่น  มีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำของบุคคลอื่น     ผู้นำอาจจะไม่ไม่ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใดก็ได้  เช่น  ผู้นำท้องถิ่น  ดารา  อินฟลูเอนเซอร์   คีย์โอพีเนียนลีดเดอร์  เป็นต้น  แต่ถ้าหากมีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์  ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และมีอิทธิพลต่อความคิด และการกระทำของบุคคลอื่น และ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เร็วและมากขึ้น

                “ผู้บังคับบัญชา”  หมายถึง ผู้ทีมีอำนาจปกครองควบคุมดูแลและสั่งการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง  ทั้งตามกฏหมาย ตามระเบียบของหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ

                การที่เราได้ “ชัชชาติ” มาเป็นผู้ว่าเสมือนว่าเราได้  ผู้นำ มาเป็น ผู้ว่า กทม.  ทั้งนี้คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าคะแนนเสียงที่ออกมานั้นย่อมหมายถึง  ท่านทีอิทธิพลต่อความคิดให้รัก ชอบพอ และลงมือปฏิบัติด้วยการไปลงคะแนนเสียงให้   ครานี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน  เพราะมิฉนันแล้วพันธะทางใจที่เราเลือก “ผู้นำ”  เป็น “ผู้ว่า”  แล้วลองมาดูวัตรปฏิบัติของท่านที่ผมเชื่อว่าใครเห็นก็ชม  เพราะว่า

มารยาทงาม ไม่กระแนะกระแหน มีมารยาท เคารพและให้เกียรติผู้อื่น คิดแง่บวก

ไม่ใช้คิดแต่จะบวก (หาเรื่อง)    ให้เครดิตผู้บริหารก่อนหน้า  อันนี้คงตรงกับ “ปิยวาจา” หรือ มธุรสวาจา

                นอกจานี้แล้วเราจะเห็นได้จากความใส่ใจ  ติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัด  ไม่ใช่แต่ว่า “สั่งการไปแล้ว “   ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัดจากการก่อสร้าง  ก็แค่ปรับ  ขยับ  เปลี่ยน  บางอย่าง ก็น่าจะทำให้ดีขึ้นได้แม้เล็กน้อย แต่ว่าได้ใจของประชาชนอย่างเต็มที่   การประชุมหาข้อสรุปได้อย่าเป็นรูปธรรมพร้อมกรอบเวลา  ซึ่งก็คือความคาดหวังของประชาชน  และทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นต้องเร่งรัดงานในหน้าที่ของตนเอง

                หลายเรื่องที่ท่านได้ทำในช่วงสองสัปดาห์นี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรใหม่ เช่น  “ดนตรีในสวน”  เคยมีอยู่แล้ว คาถามคือ “ทำไม่ ผู้ว่า คนก่อนไม่ทำ”  หรือ การใช้นักโทษลอกท่อซึ่งเคยมีข้อขัดข้องทางระเบียบ แต่ก็ได้แก้ไขมาปีสองปีที่แล้วก็ไม่เอามาทำ    พอชัชชาติประชุมเสร็จมีกรอบเริ่มเรย  1 กรกฏา  2565    ได้ใจไปอีกดอกหนึ่งครับพี่น้อง

เกิดการป่วย หรืออาจจะตาย จากการเสพกัญชา  แม้ยังไม่ได้พิสูจน์อย่างชัดเจน  แต่ทาง กทม.ออกประกาศ กทม. สั่ง เขตปลอดกัญชา-กัญชงในโรงเรียนสังกัด กทม.  มีผลทันที พร้อมแนวทางการเฝ้าระวังกัญชาในสถานศึกษา จับตาอาหาร-ขนมเด็ก พร้อมความช่วยเหลือเคสฉุกเฉินจากการกินกัญชา   คำสั่งออกมาเพียงชั่วข้ามคือน  ก็เลย ขอถามว่าถ้าเป็นสมัยก่อนหน้าแม้จะมีนโยบายแต่คำสั่งกว่าจะออกคิดว่ากี่วันผู้ว่าถึงได้ลงนามและมีผล   คงไม่น้อยกว่า 10 วันหรืออาจจะถึง 30 วันก็ได้   ซี่งก็ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องออกคำสั่งในวันรุ่งขึ้นตามมาสำหรับสถานศึกษาสังกัด ศธ.   ดีครับช่วยกันทำงาน ช่วยกันเร่งรัด    นโยบาย ทำได้ทันที่ แค่ มุ่งมั่น ตั้งใจ  และลงมือทำ กำกับ  เร่งรัด เป็นตัวอย่างที่ผู้นำ และ ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานสมควรนำไปปฏิบัติ

                นโยบายเรื่องผ้าอนามัยฟรี   เขตบางขุนเทียนดำเนินการได้ทันที่สำหรับนักเรียนในสังกัด กทม.ที่อยู่ในเขตบางขุนเทียน  สามารถดำเนินการได้ทันที  16 โรงเรียนในสังกัด  จำนวน นร.2,000 คน  ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล พระราม 2, ชมรมรักบางขุนเทียน, สโมสรกีฬาบางขุนเทียน สโมสรโรตารี กรุงเทพ บางขุนเทียน  เป็นต้น  ได้ดำเนินการตั้งแต่ 28  พฤษภาคม 2565  ซึ่งเรามีการเลือกตั้งวันที่ 22 พค. 2565  ยังไม่ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ  หุ หุ หุ

 และอีกเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือ  การลงพื้นทีไม่ต้องให้ข้าราชการที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาต้อนรับและไม่ต้องมีป้ายต้อนรับ  เพราะเสียเวลาทำงานของ ขรก.ที่ไม่เกี่ยวข้อง   เราคงเคยเห็น รมต. นายกฯ  ลงพื้นที่  จะเห็นว่าเกือบทุกกระทรวงทบวงกรมทุกระดับ ปลัด อธิบดี ฯลฯ มากันตรึม.... ทำให้เสียงานเสียการยิ่งมาจากส่วนกลางก็มี คชจ. เดินทาง อาหาร ที่พัก เบี้ยเลี้ยงอีก  ไปเพื่ออิหยังหว่า ..????

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  เราได้   “ผู้ว่า “  ที่เป็น “ผู้นำ”   ในดวงใจหรือเปล่า ต้องรอดูชัดๆอีก  3 ปี  11 เดือนที่เหลือ   “ทำงาน ทำงาน ทำงาน “  ไม่ใช่  “ บ่น  หงุดหงิด  ตวาด “  แบบใครบางคน  คงนึกออกนะครับ  5555

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

7 F เก็บไว้แล้วตีแถมมีความสุข

 


                หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยเรามี สถาบันวิทยาการโอลิมปิกไทย (Thailand Olympic Academy) เรียกย่อๆว่า TOA  เป็นสถาบันทางวิชาการซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2545 และได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกของสถาบันวิทยาการโอลิมปิกนานาชาติ (International Olympic Academy) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2545  คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโอลิมปิกคือ  “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก" เท่านั้น  แต่ภาระกิจของโอลิมปิกยังมีในด้านอื่นๆ ซึ่งหน้าที่ของ TOA  ก็คือการเผยแพร่องค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุดมการณ์โอลิมปิก (Olympism) และยุทธศาสตร์โอลิมปิก (Olympic Movement) โดยผ่านการจัดกิจกรรมโอลิมปิกศึกษา (Olympic Education) หรือวิทยาการโอลิมปิก (Olympic Studies) ตามแนวคิดและหลักการที่บิดาแห่งโอลิมปิกเกมส์สมัยใหม่ บารอน ปิแอร์ เดอ คูเบอร์แต็งค์ (Baron Pierre de  Coubertin ) ได้ฝากมรดกชิ้นสำคัญนี้แก่มวลมนุษย์ชาติ

                TOA  บริหารงาน  รศ. ดร.สุพิตร สมาหิโต เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโอลิมปิกไทยคนแรกซึ่งได้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่  พศ. 2545 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว  20 ปีพอดีในปีนี้  ซึ่งท่านและคณะได้บริหารงานและจัดกิจกรรมต่างๆที่ตอบโจทย์ การสร้างการรับรู้ของอุดมการณ์โอลิมปิก  ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรม Olympic Day ภายใต้โครงการ Sport, Culture and Education Activities ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่งที่ทางโอลิมปิกสากล หรือเรียกย่อๆว่า   IOC  ประสงค์จะให้ทั้ง 206 NOCs คือ คณะกรรมการโอลิมปิกแต่ละประเทศทั่วโลกได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น   ท่านได้สอดแทรกแนวคิดในเรื่อง 7 F ไว้  ที่นับได้ว่าเป็นแนวทางในการเผยแพร่อุดมการ์ณโอลิมปิกได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ รังสรรค์และนำออกมาใช้กับ Olympic Day ที่มุกดาหารเมื่อปี พศ.2548  เดิมมี 6 F และได้ต่อยอดเป็น 7 F  ใน Olympic Day ที่หนองคายในปี 2565  ดังนี้

                1.FRESH  หมายถึงความสดชื่นแจ่มใส  ซึ่งแน่นอนที่สุดในชีวิตจริงของคนเรานั้น  คงไม่มีใครที่จะสดชื่นแจ่มใสได้ตลอดเวลา  แต่หากได้มาออกกำลังกายหรื่อเล่นกีฬาและมีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเราก็จะหลังสาร เอ็นโดฟิน Endorphins ที่จะช่วยเสริมสร้างความสุข สดชื่น แจ่มใสในตนเอง  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมการมีเพื่อนและมีกิจกรรมร่วมกันนั้นย่อมนำมาซึ่งความสุข สดชื่นแจ่มใส  และไม่โดดเดี่ยว

                2.FRIEND  มิตรภาพและการมีเพื่อนฝูงที่หลายหลายทั้งจำนวน และ กลุ่มคน   ตลอดจนการยอมรับในการเป็นเพื่อน และเป็นสมาชิกของกลุ่มย่อมนำมาซึ่งความสุข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเพื่อนแล้วได้มีกิจกรรมที่รังสรรคร่วมกันย่อมนำมาซึ่งมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งขี้น

                3.FUN  ความสุขและสนุกสนานในกิจกรรมต่างๆที่ได้ทำร่วมกัน   ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวและในอีกมุมหนึ่งยังนำมาซึ่การคลายทุกข์  แม้ปัญหาหรือความทุกข์อาจจะยังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่เราก็มีมุมมองของความสุขในแต่ละช่วงเวลาได้  เรียกได้ว่ามีความสุขในยามทุกข์นั่นเอง

                4.FAIR   ความเป็นธรรม ความเสมอภาค  ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของโอลิมปิกที่จะสร้างให้มวลมนุษย์ชาตินั้น  ไม่มีเส้นกันแบ่งความเป็นชาติ  ศาสนา  เพศ แม้จะเป็นทางเพศทางเลือกก็ตาม  ความเชื่อ วัฒนธรรม   จะต้องดำรงตนแม้จะไม่ใช่ในการแข่งขันกีฬา  การปลูกฝังความเป็นธรรม ความเสมอภาค รวมทั้งการให้เกียรติซึ่งกันและกันย่อมนำมาซี่งความสงบสุข  และมิตรภาพอันงดงาม

                5.FIT หมายถึงความพอดีและเหมาะสม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านร่างกายการมีทรวดทรง  น้ำหนัก และการทำงานของอวัยวะต่างๆทั้งภายในและภายนอก   ที่มีความพอดีและเหมาะสมย่อมนำมาซึ่งความปลอดภัยจากโรคต่างๆ  นอกจากนี้แล้วจะทำให้จิตใจแจ่มใสเบิกบานสมดังปรัชญาของชาวพลศึกษาที่ว่า  “จิตใจที่แจ่มใสอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”

                6.FIRM หมายถึงความแข็งแรง ทนทาน  ทั้งร่างกายและจิตใจ  อันเป็นผลมากจา  5  F ข้างตนนั่นเอง

                7.FAIL  ข้อนี้สำคัญที่สุดซึ่งในความหมายก็คือ  การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความผิดหวัง  เพราะกีฬาและกิจกรรมการออกกำลังกายนั้นจะสอนให้เราเป็นผู้เรียนรู้  และมีภูมิต้านทานในเรื่องนี้พร้อมที่จะอยู่กับความผิดหวังและลุกขึ้นสู้อีกครั้งเมื่อเวลาของเรามาถึงนั่นเอง

 

 

 

 

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565

อิหยังหว่า ? อย่างนี้ก็ได้เหรอ ??

 




                ปรากฎการณ์ “ลิซ่า”  กับ “มิลิ”  SOFT POWER  ที่ผมขอบัญญัติเองว่า  “พลังแห่งสุนทรียะ” ไว้เมื่อ 27 กันยายน 2564  เพราะกระดากปากที่จะใช้คำว่า “พลังอ่อน”  เหมือนคนอื่นเขา   การเป็นที่กล่าวขวัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกยอดไลค์ยอดแชร์ถล่มทลาย   จน “รัฐบาล” ต้องรีบมาเกาะกระแสทั้งๆที่เวลาที่ผ่านมารัฐเองไม่ได้การส่งเสริมที่เป็นรูปธรรมอย่ามีนัยยะสำคัญ  แม้จะมีส่วนสนับสนุนอยู่ในหลายๆงานก็ตามที่  แต่ก็ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจับต้องได้     เพราะรัฐเองมองในมุมที่เป็นเรื่องตายตัวและขาดซึ่งความคิดสร้างสรรค์  ไม่คิดนอกรอบเพื่อให้พลังแห่งสุนทรียะนี้แพร่กระจายไปอย่างทั่วถึง  เพราะติดกับดักคือ “กรอบความคิด”  ของผู้นำและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง


                เราจะเห็นได้ว่า เกาหลีซึ่งเดิมเป็นชาติที่ยากจนกว่าเราย้อนไป ปี 1970 เกาหลีต้องเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาเอเชียนเกมส์แต่ไม่มีงบประมาณพอที่จะจัดงานนี้  ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดแทน  จากนั้นมีไม่กี่สิบปีเกาหลีได้เป็นเจ้าภาพจัดทั้ง เอเชี่ยนเกมส์  โอลิมปิกเกมส์ทั้งฤดูร้อน ฤดูหนาว  แถมด้วย ฟุตบอลโลก   เกาหลีเองนั้นก็มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเหมือนประเทศไทย  โดยเริ่มจากประธานาธิบดีปักจุงฮีได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 1 และ 2  เริ่มตั้งแต่ คศ. 1961 -1971   ประเทศไทยเองก็มีมี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแผนที่  1 ในปี   2504  บังเอิญเหลือเกิน คือปี คศ.1961  ปีเดียวกับเกาหลีใต้  แต่  60 ปีผ่านไปเราเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าเราแม้จะพัฒนาไปมากแต่เมื่อเที่ยบกับคู่แข่งขันในระนาบเดียวกันแล้วจะเห็นได้ว่าเรายังสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้อีก  และต่อมาเกาหลีใต้ได้ปรับแผนในปี 1971  มาใช้แผน ที่มีชื่อว่า แซมาเอิล อุนดง (Saemaul Undong)  โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบทที่สามารถลดช่องว่างของคนรวยกับตน  จนเห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมจนถึงทุกวันนี้

                หลังจากนั้น ในปี   2014 ประธานาธิบดี ปาร์คกึนเฮย  ได้ประกาศใช้แผนนวตกรรมเศรษกิจ  3 ปี  โดยเป็นแผนนวตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์  โดยมีซอฟท์พาวเวอร์เป็นเครื่องมือในการดำเนินตามแผนนี้   ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่สร้างกระแส เค-ป้อบ  ภาพยนต์  การแสดง ศิลปวัฒนธรรม อาหาร  หัตกรรม การท่องเที่ยว  ฯลฯ อย่างเป็นรูปธรรม  ส่วนบ้านเราไทยแลนด์แดนแห่งยิ้มสยาม   นานๆทีก็จะมีซอฟท์พาวเวอร์ที่เป็นกระแสทีนึงแล้วก็จะค่อยจางๆไป ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการคือการต่อยอดของกระแสนั้นๆให้จริงจัง  และต่อเนื่อง

                แต่ด้วยความสามารถของภาคเอกชนของไทยได้พัฒนาและขยายตลาดซอฟท์พาวเวอร์ของไทยไป   ตัวอย่างที่อยากจะยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังก็คือ   “เวิร์คพอยท์เอ็นเตอร์เทนเมนท์”   เจ้าพ่อเกมส์โชว์ของประเทศไทยที่ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง  เพราะบ้านเราซื้อลิขสิทธิ์รายการมาผลิตมากมายที่เรียกได้ว่าจำติดตาติดหูคนไทย  ไม่ว่าจะเป็น   ตั้งแต่ยุคอะคาเดมีแฟนตาเซีย   เรื่อยมาจน  เดอะมาสค์ซิงเกอร์ หรือ ไอแคนซียัวร์วอยซ์   แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมาทางเวิร์คพอยท์ก็กลายมาเป็นผู้ส่งออกรายการโดยการขายลิขสิทธิ์ไปยังต่างประเทศบ้าง   หลังจากประสบความสำเร็จได้รับรางวัลต่างๆมากมายในระดับเอเชีย    โดยไปออกบูทงาน  MIPCOM ซึ่งเป็นองค์กรการจัดงานแสดงสำหรับการขายลิขสิทธ์รายการบันเทิง  ในปี 2022  นี้ก็จะมีการจัดงานนี้ขึ้นที่เมืองคาสน์ระหว่างวันที่ 17-20 ตุลาคม 2022   งานนี้จะมีผู้ซื้อและผู้ขายนำรายการโทรทัศน์มานำเสนอที่สำคัญงานนี้เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของโลกในธุรกิจนี้

                รายการที่ได้รับความสนใจที่มีการขายไปยังยุโรป อเมริกา และเอเชีย  เช่น  ไมค์หมดหนี้  ปริศนาฟ้าแลบ  ร้องข้ามกำแพงที่เรียกเรตติ้งได้ดีทั้งในประเทศไทยและประเทศที่ซื้อลิขสิทธิ์ไป คือ  ฝรังเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์  สเปน อิตาลี โปรตุเกส  เยรมัน รวมทั้ง เวียดนาม  และตอนนี้คิดว่าน่าจะมีมากกว่า 8 ประเทศนี้ที่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ “ร้องข้ามกำแพง” ไปแล้ว

                อีกรายการหนึ่งทีเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “ลุงตู่” มาตลอด  ก็คือ “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล”  ซึ่งเจ้าของลิขสิทธ์ คือคุณ  ณวัฒน์ อิสรไกรศีล   ที่จัดงานประกวดนี้ทีไรจะมีปัญหาทุกครั้งเพราะออกมาพูดกระทบรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง   ก็เป็นซอฟท์พาวเวอร์ในระดับโลกที่ถือว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จของคนไทย  บริษัทไทย  ที่ไม่สามารถรอรัฐบาลได้  ต้องขวนขวายและแสวงหาความสำเร็จในตลาดโลกเอาเอง

                ล่าสุดเมือเดือน มกราคม 2565 ที่ผ่านมาทางรัฐบาลโดย กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา  ได้สนับสนุนการจัดการแข่งขันเจ็ตสกีชิงแชมป์โลก WGP#1 WORLD CUP 2021-2022   โดยจัดการแข่งขันที่พัทยาและมีการถ่ายทอดทีวีไป 90 ประเทศทั่วโลก  ส่วนในฤดุการแข่งขัน   2022-2023  คาดว่าจะถ่ายทอดทีวีไปถึง 120 ประเทศเป็นการประกาศศักยภาพด้านการกีฬาของไทย  ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันรายการนี้   และเชื่อได้ว่ากระแสเจ็ตสกีจะเติบโตเรื่อยๆ  จนการแข่งขันเก็บคะแนนจะเพิ่มสนามในลักษณะเดียวกันกับการแข่งขันรถฟอมูล่าวัน  F1  ก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนคนดู  ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน  รวมทั้งผู้ติดตามที่จะมีผลพลอยได้ตามมาในด้านการท่องเที่ยว   ที่ประเทศไทยของเราก็มีของดีให้มาดูมาชมมาเที่ยวกันได้ทั้งปีอยู่แล้วนั่นเอง

 

 

 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...