วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

*เปลี่ยนวิธีคิด พิชิตธุรกิจ*

 



14 พฤจิกายน 2565

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม  เทคโนโลยี  และวัฒนธรรม    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยแปลงเร็วมากๆ  ทำให้ธุรกิจเองจะต้องทบทวนบทบาทและปรับตัวให้ทันกับกระแสและการเปลี่ยนแปลง    สินค้าบางอย่าง บางยี่ห้อ  ไม่สามารถ  “ยืนหนึ่ง”   หรือเป็น  “ตัวตึง”  ได้ยาวนาน  ไม่เหมือนกับเหมินเมื่อ  20-30 ปีก่อน  ที่หากสินค้าใด “ตัวตึง”  ได้ละก็จะอยู่ยาววววววไปเรย   แต่วันนี้ประสบความสำเร็จ  ก็มิอาจจะยืนยันได้ว่าอยู่ได้ยาวอีกสามสี่สิบปี    บางคนเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่รัก  ชอบ และชำนาญ  แต่บางคนเริ่มที่คำถามว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”  หรือบางคนอาจจะเริ่มต้นที่ว่าอะไรที่ตอนนี้ใครๆก็ทำกัน   เช่นร้านกาแฟ ที่เปิดได้ง่ายรวดเร็วแต่มีสักกี่แบรนด์ที่ยืนหยัดได้จนถึงปัจจุบัน

แล้วแนวคิดไหนเป็นความคิดใดที่ถูกต้อง ??  ......... คงไม่มีคำตอบใดที่ถูกต้องที่สุดเพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่ตรวจสอบและให้คำตอบ ก็คือ   “ ลูกค้านั่นเอง”

----  ทำไมต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจ เป็นคำถามที่ทั้งผู้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจ รวมทั้งผู้ที่ทำธุรกิจอยู่แล้วจะต้องคอยถามตัวเองอยู่เสมอ

เพราะในโลกปัจจุบันนั้น  มีการแข่งขันสูง เข้าง่ายออกง่าย   ใครก็เรียนรู้การผลิตได้อย่างง่ายดายเพราะมีทั้งแบบฟรี เช่นตามยูทูบ  หรือจ่ายสตางค์ในการเรียนรู้การผลิตสินค้าต่างๆ   การโฆษณา ปชส  เล็กๆ ก็ทำได้ในยุค โซเชียลมีเดีย  รายางานผลการวิจัยต่างๆก็เผยแพร่กันอย่างทั่วไป  ทั้งที่แบบเสียสตางค์และแบบฟรี  ดังนั้นแม้แต่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน  เพราะหากยืดติดกับความสำเร็จเดิมๆ  หรือแนวทางแบบเดิมๆแล้วก็อาจจะต้องสูญพันธ์ไป เช่น  โกดัก  และ โนเกีย  เป็นต้น      ความสำเร็จในวันนี้มิอาจบ่งบอกถึงความสำเร็จในอนาคต  ในสังคมและเศรษฐกิจที่เปราะบางเช่นนี้  ดังนั้นธุรกิจทั้งหลายตะต้อง “ปรับเปลี่ยนวิธีคิด  เพื่อพิชิตธุรกิจ”   กันอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างธุรกิจขนาดใหญ่ที่ก็ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค  เช่น  โฮมโปร ร่วมมือ กับ   โรบินฮู้ด  เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย



หรือแม้แต่บริษัทระดับโลกอย่าง   **อิเกีย   ก็ยังไม่รอให้ลูกค้าสนใจจะซื้อสินค้าและต้องขับรถมาซื้อที่ห้าง   ก็เลยมีป้ายแนะนำสินค้าอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้า  พร้อมกับสามารถสั่งสินค้าด้วยการสแกน   และนั่งชิลๆ รอรับสินค้าที่บ้าน   

 


ดังนั้นจะรอช้าอยู่ใยครับ   “ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อพิชิตธุรกิจ”  กันได้แล้วครับ

 

 

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565

FIRST+E ช่วยขยี้ยอดขาย

 




            ในการดำเนินธุรกิจแล้วปัญหาสำคัญของผุ้ประกอบการคือการ “สร้างยอดขาย “  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วหากไม่คิดอะไรมาก็คือการ  โปรโมชั่น  โดยเน้นไปที่ราคาแต่คงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  เพราะหากเล่นเรื่องราคาอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้วอาจจะนำมาซึ่งหายนะ   จนทำให้เกิดการขาดทุนได้ในที่สุดเพราะว่าหากเล่นราคามากๆแล้วจะทำให้กำไรต่อหน่วยลดลงไป  ยกเว้นว่าจะทำยอดขายได้ถล่มทลายและครองส่วนแบ่งตลาดได้   คำถามคือสิ่งเหล่านี้มันยั่งยืนหรือไม่ ??

            ดังนั้นก็มีแนวทางในการเพิ่มยอดขายที่นอกเหนือจาก”การลดราคา”  แล้วก็ยังมีแนวทางอื่นซี่งหากมองในภาพรวมก็จะมีสองแนวทาง  คือ

            1.การแสวงหาลูกค้าใหม่

            2.การให้ลูกค้าเดิมนั้นซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้น หรือ ซื้อบ่อยขึ้น

แล้ววิธีการ หรือ สูตรการเพิ่มยอดขายที่จะทำให้ได้ตามแนวทางทั้งสองข้อนั้น  นอกเหนือจากในเรื่องหลักการตลาด 4 P  ที่เป็นหลักเบื้องต้นในการบริหารการตลาด คือ  PRODUCT / PRICE / PLACE / PROMOTION  แล้ว  ยังมีแทคติดที่จะส่งเสริมให้ยอดขายได้เพิ่มขึ้น   ซึ่งขอสรุปเป็นคำเพื่อให้จดจำง่ายๆ คือ FIRST+E    ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้

 

F=FREQUENCY  ความถี่ในการเข้าร้าน เว็บ  ไลน์  ผู้ประกอบการจะต้องสรรคสร้างและดึงลูกค้าเป้าหมายให้เพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน  เข้ามาดูเว็บ  เปิดอ่านไลน์ หรือ สื่อสังคมที่ทางผู้ประกอบการสื่อสาร  หรือ การสร้างจุดเช็คพอยท์  จุดถ่ายรูป  ฯลฯ เพื่อจูงใจให้เข้ามาที่ร้าน เว็บ  ฯลฯ   เพราะเมื่อลูกค้ามีโอกาสได้สัมผัสกับสินค้า บริการ และข้อมูลข่าวสาร  ด้วยโสตประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถึ่เท่าใดก็จะยิ่งเพิ่มความอยาก  ความสนใจ  และตัดสินใจซื้อมากขึ้น

I=INTIMACY+IMPRESSION  ความใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งก็หมายถึงการบริการจัดการในเรื่องลูกค้าสัมพันธ์  และประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการ  ซึ่งพัฒนาได้เป็นลำดับดังที่ผมได้เคยบัญญัติไว้เมื่อปี  พ.ศ. 2536  ว่า จะต้องสร้าให้ได้ขนาด รู้จัก  รู้ใจ รู้ว่าห่วงใย  และทำอะไรเป็นพิเศษ  ก็จะสามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน  พอใจประทับใจ บอกต่อ ปกป้องและรอคอย   

R=REPEAT  ซื้อซ้ำๆๆๆๆ  นั่นก็หมายความว่าสินค้าและบริการต้องเป็นไปตามความคาดหวังของลูกค้า  และจะต้องป้องกันไม่ให้เปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งขันอีกด้วย ซึ่งผมได้บัญญัติไว้เมื่อปี พ.ศ. 2536  ว่าต้องสร้างให้ได้ในระดับที่   พอใจประทับใจ บอกต่อ ปกป้องและรอคอย   มิใช่แค่พอใจคือได้ตามความคาดหวังของลูกค้าเท่านั้น

S=SPEND  หมายถึงการใช้จ่ายที่มากขึ้นในการซื้อ หรือ ใช้บริการ  เช่นถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคก็จพยายามที่จะขายต่อบิลให้มากขึ้น  ขายสินค้าที่ใช้ควบคู่กัน  หรือ ขายสินค้าที่มีโปรโมชั่น  ดังจะเป็นได้จากร้านสะดวกซื้อทั้งหลายที่พยายามขายเพิ่มตอนเราไปชำระเงิน  หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆก็มีสินค้าที่มาจูงใจอยู่ในหัวชั้น  หรือโปรโมชั่นตรงทางเดิน และ จุดชำระเงินเป็นต้น   ส่วนบริการก็เช่นเดียวกันเช่นโรงแรมก็ขายห้องพักพร้อมกับอาหารเช้า หรือแม้แต่การมีเวลคัมดริ้งค์ต้นทุนเล็กน้อยแต่ก็อาจจะเพิ่มให้ลูกค้าเห็นบรรยากาศในผับ หรือ ห้องอาหารที่จะเพิ่มอัตราการใช้บริการได้เป็นต้น  หรือร้านอาหารก็พยายามแนะนำรายการอาหารที่มีราคาสูงกว่า หรือ มีกำไรมากๆ  และยังสามารถขายของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่มพิเศษที่มีกำไรสูงได้

T=TRAFFIC  เพิ่มการหมุนเวียนของลุกค้าและปริมาณลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา  จะช่วยทำให้บรรยากาศเป็นไปแบบว่าร้านนี้น่าสนใจ  ของคงจะดี/อร่อย  คนถึงเต็มร้าน   ในภาษาจีนแต้จิ๋วจะมีคำว่า ”เหล่ายั๊ว”  ซื่งก็เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอย    หากเป็นร้าอาหารก็พยายามเพิ่มรอบในการขายเป็นต้น

            E=EMOTION  เพื่อเพิ่มสุนทรียะในการซื้อสร้างให้มีอารมณ์อยาก   เข้าไปใน ร้าน /เว็บ  แล้วมีอารมณ์ในการซื้อคืออยากซื้อ อยากไปใช้บริการ   เพราะอารมณ์ก่อให้เกิดความอยากบริโภค กิน ซื้อ นั่นเอง

            ดังนั้นผู้ประกอบการทั้งหลายก็คงไปหาแนวทางต่างๆที่จะช่วยเพิ่มยอดขายโดยใช้แนวทางข้างต้นในการพัฒนา  กระบวนการและแผนปฎิบัติการเพื่อเพิ่มยอดขายได้

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565

I RAN CHINA

 

I RAN CHINA

31 สิงหาคม 2565  



 

                เคยเขียนถึงเรื่อง Soft power  ไว้หลายครั้ง  ซึ่งก็ได้นิยามศัพท์คำนี้ว่า “พลังแห่งสุนทรีย์”  ไว้ตั้งแต่ 27 กันยายน 2564  เลยขอนำย่อหน้าดังกล่าวมากล่าวย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่ง

แต่ผมเองขอแหกคอกขอให้คำจำกัดความของ SOFT POWER ว่า  พลังแห่งสุนทรียศาสตร์  เพราะเป็นเรื่องพลังของความงามทั้งในด้าน ศิลป และธรรมชาติ  ซึ่งแต่ละยุคสมัยก็จะปรุงแต่งให้แตกต่างกันออกไป อันรวมถึง  เพลง  ภาพยนต์  กีฬา  ศิลปะ วัฒนธรรม ฯลฯ ที่สามารถครอบงำความคิด พฤติกรรม ของผู้รับได้อย่างมีนัยสำคัญ    

สำหรับประเทศไทยของเรานั้นมีต้นทุน และ วัตถุดิบในการสร้าพลังแห่งสุนทรียศาสตร์มากมาย  เพียงแต่ไม่ได้มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ  จนหลายคนสับสนไปหมดว่า “ลิซ่า”  คือซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศไทย  อ้าว ... ใครได้กะตังจากผลงานของลิซ่าครับ

ลิซ่า  ... คือคนไทยที่ไปเป็นเครื่องจักรในการผลิตซอฟท์ พาวเวอร์ให้เกาหลี ???  ใช่หรือไม่ ??

เมื่อสองเดือนก่อนผมได้ดูรายการทางทรูวิชั่นชื่อรายการว่า “ THE DAY I RAN CHINA  ตอนเห็นชื่อรายการก็นึกว่าเป็นรายการกีฬา  หรือ วิ่งมาราธอนประมาณนั้น  แต่ข้อเท็จจริงก็คือเป็นรายการสารคดี ที่นำเอาคนรุ่นใหม่จาก 9 ประเทศ คือ อัฟกานิสถาน  อินเดีย  อังกฤษ อิตาลี  บราซิล  เม็กซิโก  จีน มาเก๊า  และฟิลิปินส์ มาแข่งขันกันด้วยการเดินทางไปในชนบทของประเทศจีน   พบกับผู้นำท้องถิ่น  เรียนรู้ภูมิปัญญา  ปราชญ์ชาวบ้าน   การทำอาหาร  วัฒนธรรม  หัตกรรม  การเกษตร แบบท้องถิ่น ฯลฯ  ที่มีอิทธิพล ต่อการดำรงชีวิตของคนชนบทในประเทศจีน

ซึ่งรายการนี้ ผลิตโดยบ Discovery Media Group, Mango Super Media, and Mango TV, และนำเสนอในรายการ Discovery Global TV Network และสตรีมมิ่งในช่อง  Mango TV


 

                 นี่แหละครับคือการสร้างสรรค์ซอฟท์พาวเวอร์อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ  การนำเสนอการแข่งขันในการทำอาหาร  การหัตกรรม  การเกษตร ฯลฯ ก็คือการสอดแทรกพลังของภูมิปัญญา  ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งวิถีชีวิต  ที่เป็นสาระและความบันเทิงไปพร้อมกัน  เพราะหากเสนอแบบสารคดีแล้วความน่าสนใจจะน้อยกว่ามาก     ผมได้ติดตามจนจบซีซันที่สองนี้ที่สาวฟิลิปินส์เป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ  ส่วนกติกาการแข่งขันก็แตกต่างกันออกไปแล้วแต่โพรดิวเซอร์จะสร้างสรรค์ออกมา   ว่าอย่างไรจะสามารถทำให้ผู้ชมสนใจและติตามรายการอย่างต่อเนื่อง

                ถึงเวลาแล้ว....????  ที่จะมานั่งสุมหัวกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างเป็นรุปธรรม

                                “มิใช่สักแต่ว่า  ผมมีนโยบายสนับสนุนซอฟ์ทพาวเวอร์  บลาๆๆๆ “ 

แต่ไม่สามารถแปลงเป็นแนวปฏิบัติได้จริง  ก็เหมือนงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง   ต้องทำงานวิจัยให้ขึ้นห้าง  มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ  สังคม ในทางใดทางหนึ่ง  

และรายการดีก็จะมีผู้ติดตามชมในซีซั่นต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง  เรียกได้ว่ามีแฟนประจำ  และยิ่งในโลกปัจจุบันแล้ว  โซเชียลมีเดียจะช่วยขยาย  ขาย  ข่าวและสื่อสารข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   ตรงตามลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  และรายการคอนเท้นนี้จะอยู่ในโลกของ  “เมตาเวิร์ส”  ตลอดไปกระมัง !!!!!!

 

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

LEADER TO BE GOVERNOR

 

 



                การชนะเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ของ ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ ก็เป็นไปตามโพลก่อนหน้านั้นที่ทุกโพล และ ทุกครั้งที่สำรวจมาอันดับหนึ่งโดยตลอด  แต่การที่ได้รับเสียงถึง  1,386,769 คะแนน คิดเป็น 51.8% ต่างหากที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร  นอกจากได้คะแนนสูงสุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.มา  ยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์คงต้องจารีกว่า  ได้คะแนนถึง 51.8 % ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็คือคะแนนรวมของชัชชาติมากกว่าคะแนนของผู้สมัคทุกคนรวมกันเสียอีก   ชีวิตผมเองคงจะไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแน่นอน  

                นับได้ว่าชัชชาติได้สร้างปรากฏการณ์ชัชชาติขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย    ซึ่งในกรณีเช่นนี้ผมคงไม่วิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งชัยชนะ  แต่อยากเล่าความรู้สึกและมุมมองและข้อแตกต่างของคำว่า  “ผู้นำ”  กับ “ผู้จัดการ / ผู้ว่า ฯ/ นายก / ผอ. / ผบ.”  หรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ที่เรียกได้ว่าเป็นหัวหน้ผู้บริหารสูงสุดซึ่งในที่นี้จะขอใช้คำว่า “ผู้บังคับบัญชา” แทน ตำแหน่งต่างๆเหล่านั้น   เพราะสองคำนี้มีนัยะที่แตกต่างกันดังนี้

                “ผู้นำ” หมายถึง ผู้นํา (Leaders) หมายถึง ผู้ที่ ได้รับความเคารพนับถือ ความร่วมมือจากผู้บุคคลอื่น  มีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำของบุคคลอื่น     ผู้นำอาจจะไม่ไม่ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใดก็ได้  เช่น  ผู้นำท้องถิ่น  ดารา  อินฟลูเอนเซอร์   คีย์โอพีเนียนลีดเดอร์  เป็นต้น  แต่ถ้าหากมีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์  ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และมีอิทธิพลต่อความคิด และการกระทำของบุคคลอื่น และ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เร็วและมากขึ้น

                “ผู้บังคับบัญชา”  หมายถึง ผู้ทีมีอำนาจปกครองควบคุมดูแลและสั่งการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง  ทั้งตามกฏหมาย ตามระเบียบของหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ

                การที่เราได้ “ชัชชาติ” มาเป็นผู้ว่าเสมือนว่าเราได้  ผู้นำ มาเป็น ผู้ว่า กทม.  ทั้งนี้คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าคะแนนเสียงที่ออกมานั้นย่อมหมายถึง  ท่านทีอิทธิพลต่อความคิดให้รัก ชอบพอ และลงมือปฏิบัติด้วยการไปลงคะแนนเสียงให้   ครานี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน  เพราะมิฉนันแล้วพันธะทางใจที่เราเลือก “ผู้นำ”  เป็น “ผู้ว่า”  แล้วลองมาดูวัตรปฏิบัติของท่านที่ผมเชื่อว่าใครเห็นก็ชม  เพราะว่า

มารยาทงาม ไม่กระแนะกระแหน มีมารยาท เคารพและให้เกียรติผู้อื่น คิดแง่บวก

ไม่ใช้คิดแต่จะบวก (หาเรื่อง)    ให้เครดิตผู้บริหารก่อนหน้า  อันนี้คงตรงกับ “ปิยวาจา” หรือ มธุรสวาจา

                นอกจานี้แล้วเราจะเห็นได้จากความใส่ใจ  ติดตาม ตรวจสอบ เร่งรัด  ไม่ใช่แต่ว่า “สั่งการไปแล้ว “   ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่ติดขัดจากการก่อสร้าง  ก็แค่ปรับ  ขยับ  เปลี่ยน  บางอย่าง ก็น่าจะทำให้ดีขึ้นได้แม้เล็กน้อย แต่ว่าได้ใจของประชาชนอย่างเต็มที่   การประชุมหาข้อสรุปได้อย่าเป็นรูปธรรมพร้อมกรอบเวลา  ซึ่งก็คือความคาดหวังของประชาชน  และทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นต้องเร่งรัดงานในหน้าที่ของตนเอง

                หลายเรื่องที่ท่านได้ทำในช่วงสองสัปดาห์นี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรใหม่ เช่น  “ดนตรีในสวน”  เคยมีอยู่แล้ว คาถามคือ “ทำไม่ ผู้ว่า คนก่อนไม่ทำ”  หรือ การใช้นักโทษลอกท่อซึ่งเคยมีข้อขัดข้องทางระเบียบ แต่ก็ได้แก้ไขมาปีสองปีที่แล้วก็ไม่เอามาทำ    พอชัชชาติประชุมเสร็จมีกรอบเริ่มเรย  1 กรกฏา  2565    ได้ใจไปอีกดอกหนึ่งครับพี่น้อง

เกิดการป่วย หรืออาจจะตาย จากการเสพกัญชา  แม้ยังไม่ได้พิสูจน์อย่างชัดเจน  แต่ทาง กทม.ออกประกาศ กทม. สั่ง เขตปลอดกัญชา-กัญชงในโรงเรียนสังกัด กทม.  มีผลทันที พร้อมแนวทางการเฝ้าระวังกัญชาในสถานศึกษา จับตาอาหาร-ขนมเด็ก พร้อมความช่วยเหลือเคสฉุกเฉินจากการกินกัญชา   คำสั่งออกมาเพียงชั่วข้ามคือน  ก็เลย ขอถามว่าถ้าเป็นสมัยก่อนหน้าแม้จะมีนโยบายแต่คำสั่งกว่าจะออกคิดว่ากี่วันผู้ว่าถึงได้ลงนามและมีผล   คงไม่น้อยกว่า 10 วันหรืออาจจะถึง 30 วันก็ได้   ซี่งก็ทำให้กระทรวงศึกษาธิการต้องออกคำสั่งในวันรุ่งขึ้นตามมาสำหรับสถานศึกษาสังกัด ศธ.   ดีครับช่วยกันทำงาน ช่วยกันเร่งรัด    นโยบาย ทำได้ทันที่ แค่ มุ่งมั่น ตั้งใจ  และลงมือทำ กำกับ  เร่งรัด เป็นตัวอย่างที่ผู้นำ และ ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยงานสมควรนำไปปฏิบัติ

                นโยบายเรื่องผ้าอนามัยฟรี   เขตบางขุนเทียนดำเนินการได้ทันที่สำหรับนักเรียนในสังกัด กทม.ที่อยู่ในเขตบางขุนเทียน  สามารถดำเนินการได้ทันที  16 โรงเรียนในสังกัด  จำนวน นร.2,000 คน  ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล พระราม 2, ชมรมรักบางขุนเทียน, สโมสรกีฬาบางขุนเทียน สโมสรโรตารี กรุงเทพ บางขุนเทียน  เป็นต้น  ได้ดำเนินการตั้งแต่ 28  พฤษภาคม 2565  ซึ่งเรามีการเลือกตั้งวันที่ 22 พค. 2565  ยังไม่ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ  หุ หุ หุ

 และอีกเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือ  การลงพื้นทีไม่ต้องให้ข้าราชการที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาต้อนรับและไม่ต้องมีป้ายต้อนรับ  เพราะเสียเวลาทำงานของ ขรก.ที่ไม่เกี่ยวข้อง   เราคงเคยเห็น รมต. นายกฯ  ลงพื้นที่  จะเห็นว่าเกือบทุกกระทรวงทบวงกรมทุกระดับ ปลัด อธิบดี ฯลฯ มากันตรึม.... ทำให้เสียงานเสียการยิ่งมาจากส่วนกลางก็มี คชจ. เดินทาง อาหาร ที่พัก เบี้ยเลี้ยงอีก  ไปเพื่ออิหยังหว่า ..????

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  เราได้   “ผู้ว่า “  ที่เป็น “ผู้นำ”   ในดวงใจหรือเปล่า ต้องรอดูชัดๆอีก  3 ปี  11 เดือนที่เหลือ   “ทำงาน ทำงาน ทำงาน “  ไม่ใช่  “ บ่น  หงุดหงิด  ตวาด “  แบบใครบางคน  คงนึกออกนะครับ  5555

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...