วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เวียดนาม ...ยามนี้

 


เวียดนาม  ...ยามนี้

9  สิงหาคม 2568

               ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร ?????

สำหรับผมขอตอบว่า   “เวียดนาม   เวียดนาม  และ เวียดนาม”  ทั้งนี้หากดูจากอัตราการเติบโตของจีดีพีนั้นก็พบว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ในภาะวะที่เศรษฐกิจ  ผันผวน  ตกต่ำ  เวียดนามก็ยังเติบโตได้  ดังภาพประกอบ


                  ในขณะที่ประเทศไทยของรานั้นสิบปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.64% ต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น (ค่าศักยภาพเดิมอยู่ที่ประมาณ 3% - 4%)  (อ้างอิง:สภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ)  เราคงไม่ต้องไปพูดถึงสินค้าส่งออกของเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   สำหรับในบทความนี้ผมจะขอวิเคราะห์เฉพาะในส่วน  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลักนะครับ   เพราะเมื่อดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนาม จะพบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้

 

 

 

 

 

ตารางแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม (ปี 2550 - 2568)

ปี พ.ศ. (ค.ศ.)

จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)

อัตราการเปลี่ยนแปลง / เหตุการณ์สำคัญ

2550 (2007)

4,171,564

เติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากเวียดนามเข้า WTO

2560 (2017)

12,922,151

เติบโตแบบก้าวกระโดด (+29.1%) ยอดนิยมคือดานังและฮอยอัน

2562 (2019)

18,008,591

สถิติสูงสุดเดิม (Pre-COVID) ก่อนเกิดโรคระบาด

2566 (2023)

12,602,434

ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเกินเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

2567 (2024)

17,583,901

ฟื้นกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19

2568 (2025)

21,168,291

ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)

 

                   ที่บอกว่าน่าตกใจเพราะว่าประเทศไทยนับแต่มี อสท.องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว  จนปรับมาเป็น ททท.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมีนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี  2562  หรือก่อนเหตุการณ์ระบาดของโควิด  เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 39.8 ล้านคน (สร้างรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท)  (ที่มา: www.mots.go.th)  ในขณะที่เวียดนามมีนักท่องเทียวในปีเดียวกันนั้น 18.0 ล้าน หรือไม่ถึงครึ่หนึ่งของไทย

                   แต่หลังจากกลับมาเปิดประเทศโดยเทียบ ปี  2568 กับปี 2562  ปรากฏว่าเวียดนามมีนักท่องเที่ยว 21.166 ล้านคน  ทุบสถิติสูงสุดของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 67%  เมื่อเทียบกับก่อนโควิด  

                   ในขณะที่ประเทศไทยเราแม้จะฟื้นตัวหลังจากเปิดประเทศก็มีหลายเหตุการ์ณทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว   ยังไม่สามารถกลับมาได้เท่ากับก่อนโควิด  โดยในปี 2568 มีนักท่องเทียวเพียง  32.97 ล้านคนเทียบกับปี  2562 ที่มีสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยว ถึง 39.8 ล้านคน  ยังลดลง 17.83%  ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเวียดนาม   ก็พบหลายๆคำตอบดังนี้

                   1. การลงทุนใน "Man-made Attraction"  เวียนามไม่ได้แค่สถานที่เที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายเท่านั้น   ยังมีที่เที่ยวที่สร้างขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน  แต่เก่งมากในการสร้าง "จุดขายใหม่" ที่ตอบโจทย์ยุคโซเชียลมีเดียตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ สะพานมือยักษ์ (Golden Bridge) บนบานาฮิลล์ (Ba Na Hills) ที่กลายเป็นไวรัลระดับโลกและดึงดูดคนให้อยากมาถ่ายรูป  รวมถึงการปั้นเมืองฟูโกว๊ก (Phu Quoc) ให้กลายเป็นเกาะตากอากาศระดับหรูหรา

                   2. นโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้างขึ้นรัฐบาลเวียดนามปรับตัวเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวในภูมิภาค:ขยายระบบ e-Visa ให้ครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก และขยายระยะเวลาพำนักจาก 30 วันเป็น 90 วัน   เอื้อต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) และกลุ่ม Digital Nomad  ซึ่งเมืองไทยก็ทำอยู่แล้ว

                   3. ความคุ้มค่าเงิน (Value for Money)  ค่าโรงแรมในเวียดนามสามารถจับต้องได้  และมีทุกระดับราคา   โดยทีมีสิ่งอำนวยความสะดวก  ความสะอาด และความปลอดภัยเหมาะสมกับราคาที่จ่ายไป  ทำให้บริษัททัวร์ทั้งหลายสามารถจัดไปเที่ยวเวีดยนามในราคาแค่ หมื่นนิดๆ  และบางช่วงโปรแรงๆ 9 พันกว่าบาทยังมีเรย  ถูกกว่าไปเที่ยวภูเก็ต หรือเชียงใหม่เสียอีก  ทำให้ได้กลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ และ บุคคลทั่วไปที่ยังไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นลูกค้า   

                   4. การเติบโตขอองสายการบินราคาประหยัด (Low-cost Carriers) การเติบโตของสายการบินเจ้าถิ่นอย่าง VietJet Air  ,Thai Air Asia  รวมถึงสายการบินนานาชาติอื่นๆ ได้เปลี่ยนเกมการเดินทาง:มีการเปิดบินตรง (Direct Flight) เชื่อมเมืองรองของเวียดนาม (ดานัง, ญาจาง, ฟูโกว๊ก)  ทำให้สะดวกในการเดินทาง  นี่ผมก็ยังคิดเรยว่าจะต้องไปเที่ยว ฟูก๊วก  ซักครั้งหนึ่ง

                   5. ความหลากหลายของภูมิประเทศและวัฒนธรรมเวียดนาม  หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเวียดนามมีหิมะ   ก็ที่ซาปางั้ยครับผมได้มีโอกาสไปเมื่อหลายปีก่อนนั้นตอนขึ้นเคเบิลคาร์   ก่อนไปก็คิดว่าจะปลอดภัยมั้ย  บลาๆๆ   แต่พอเห็นยี่ห้อเคเบิลคาร์ก็สบายใจผมจำไม่ได้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร  แต่จำได้แค่ว่าในยุโรป  ในสวิส  ก็ใช้ยี่ห้อนี้แหละครับ   ประเทศไทยมีเคเบิลคาร์หรือยังครับเพราะคัยกันมา  40 ปีกระมังว่า  ภูกกระดึง  ควรมีเคเบิลคาร์หรือไม  หรือแม้แต่ Bangkok  Tower ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง ของประเทศยังไม่มีเรยครับ    นอกจากนี้แล้วเวียนามมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาว ทำให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ในทริปเดียวหรือมาซ้ำได้หลายครั้ง:

                   สายวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: ฮานอย, ฮอยอัน, เว้

                   สายธรรมชาติและพักผ่อน: ซาปา (นาขั้นบันไดและอากาศหนาว), ล่องเรือที่ฮาลองเบย์, ชายหาดที่ดานังและญาจาง

                   ................ไปเที่ยวเวียดนามกันมั้ยอ่า ...................

                  

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เวียดนาม ...ยามนี้

  เวียดนาม   ...ยามนี้ 9   สิงหาคม 2568                ถ้าถามว่าคู่แข่งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกวันนี้คือประเทศอะไร ????? สำหรับผมขอต...