วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

แนวโน้มการตลาดปี 202

 


Cr:ภาพจากเฟสบุค Selvedgework

               คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “เด็กๆเวลาเดินช้า”  สูงวัย “เวลาเดินเร็ว”  ดูท่าจะจริงเพราะในความรู้สึกของผมว่าปี 2025 นี้มันเดินเร็วกว่าปกติหรือเปล่า   หรือเป็นเพราะเราเองผ่าน 66 ปีไปก้าวเข้าสู่ 67 นับถอยหลังที่จะอยู่บนโลกนี้แล้วกระมัง 

 ปีนี้แม้จะเป็นปีที่แสนสาหัสซึ่งปีหน้า 2026 ยังมีข่าวดีว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีกว่าปี  2027  นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง  หุหุ.......  สงสัยว่าปี 2027  จะเก็บเถ้ากระดูกกันเรยหรือเปล่า 

อย่างไรก็ตามชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป  ว่าแล้วเราก็มาดูแนวโน้มทางการตลาดที่น่าจับตามอง   ที่ไม่ได้เกิดจากงานวิจัย ไม่ได้เกิดจากเทวานฤมิตร  แต่เกิดจากความรู้สึกส่วนตัว  ประสบกการณ์ส่วนตัว  ดังนั้นก็อ่านเล่นๆเย็นใจเน้อพี่น้อง

1. การก้าวข้าม "ตลาดแมส" สู่ Precision Marketing และ Fragmentatioเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche/Micro-Marketing): แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบหว่านแห และหันไปโฟกัสกลุ่มย่อยที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แบรนด์กลาง ๆ ที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะอยู่รอดได้ยาก  สร้างคุณค่ามากกว่าแค่การขาย (Incremental Values)

 แบรนด์ต้องมี "เหตุผลที่คนอยากเลือก" ที่ชัดเจน นอกเหนือจากตัวสินค้าหรือบริการ  ยกตัวอย่างเช่น  Selvedgework (Customized Denim)  ที่เจาะกลุ่ม Denim Enthusiasts หรือคนที่คลั่งไคล้ยีนส์ผ้าดิบ (Raw Denim) ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มีกำลังซื้อสูงและมีความรู้เรื่องสินค้าลึกซึ้ง  ที่สำคัญลูกค้าเลือกทุกอย่างได้เอง ตั้งแต่ชนิดของผ้าริมจากญี่ปุ่น/อิตาลี, สีด้าย, กระดุม, ไปจนถึงทรงที่พอดีกับสรีระเฉพาะบุคคล

ผลิตขึ้นเพื่อ "คนๆ เดียว" (Segment of One) ซึ่งเป็นการทำ Micro-marketing ขั้นสุด ไม่มีการสต็อกสินค้าเหลือค้างแบบตลาดแมส แต่เน้นการเก็บ Data ความชอบของลูกค้าเพื่อนำเสนอผ้าคอลเลกชันใหม่ที่ตรงใจเป็นรายบุคคล

แถมยังมีรุ่นที่คอลแลปกับนักร้องดังที่มียีนส์ในหัวใจ ป๊อด โมเดินด้อกเป็นทางเลือกที่แพงอีกด้วย


2. ความผันผวนของอัลกอริทึม (Algorithm Volatility) ความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติ  อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและการค้นหาจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและรุนแรงขึ้น ทำให้นักการตลาดต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องการตลาดต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นำตรรกะ  เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ของมนุษย์จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้แบรนด์โดดเด่น  ดังนั้นการมีมือการตลาดที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี่จะช่วยสนับสนุนให้แผนกลยุทธ์ทางการตลาดประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

3. Micro-Influencer แซงหน้า Celebrity ความจริงใจสำคัญกว่าชื่อเสีย   ผู้บริโภคจะให้ความไว้วางใจกับ Micro-Influencer หรือ Creator ที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มเฉพาะ และมีความจริงใจ (Authenticity) มากกว่าดาราหรือคนดัง  เพราะผุ้บริโภคเข้าใจ และรู้ดีว่าเขาเหล่านั้นรับจ้างมาโปรโมท มาเป็นพรีเซนเตอร์      แต่  Influencer เป็นผู้นำทางความคิด (Meaning)  เปลี่ยนจากอินฟลูเอนเซอร์ที่เชียร์แต่การขาย เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำและนำทางความคิดแก่ผู้บริโภค  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Influencer สายท่องเที่ยว   สายบิวตี้ (แบบที่คนธรรมดาก็สวยได้)  สายกีฬา (โดยเฉพาะพวกวิ่ง และ เวทเทรนนิ่ง)  เพราะพวกนี้คือของจริงที่ทนทานต่อการพิสูจน์  ใช้จริง เจ็บจริง ดีจริง ที่สำคัญพูดจริง

4. Trust Economy และความโปร่งใสความไว้วางใจคือสินทรัพย์หลัก ท่ามกลางยุคที่มีเนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI Content) และข้อมูลที่ผิดพลาด (Misinformation) ความไว้วางใจและความโปร่งใสจะเป็นปัจจัยกำหนดความอยู่รอดของแบรนด์ในระยะยาวข้อมูลต้องตรวจสอบได้  การสื่อสารของแบรนด์ต้องเป็นเรื่องจริงและสามารถตรวจสอบได้  อีกไม่ถึง 60 วันก็จะเลือกตั้งคงเป็นตัวอย่างได้ว่าพรรคใดที่พูดจริง  ทำจริง  มีความโปร่งใส  ทำการเมืองแบบซื่อตรง  ก็ต้องรอดูผลการเลือกตั้งในอีกในวันที่ 8 กพ. 69 ว่าการตลาดการเมืองแบบโปร่งใสจะขายได้จริงหรือไม่  และ อย่างไร ??

5. การให้ความสำคัญกับ ESG และ Sustainability ที่วัดผลได้ ESG/ความยั่งยืนเป็น Game of Dataแบรนด์ไม่สามารถพูดถึงความยั่งยืนแค่ผิวเผินอีกต่อไป แต่ต้องสามารถวัดผลและแสดงข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้บริโภคเพื่อส่วนรวม มีกลุ่มผู้บริโภคที่บริโภคเพื่อสนับสนุนชุมชนหรือประเด็นทางสังคมที่ตนเองยึดมั่น  ดังนั้นต้องสื่อสารให้ชัด  จับต้องได้ เป็นรูปธรรม  เช่น  ใช้ภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติกลดการใช้ไปได้ เดือนละกี่ชิ้น  คิดเป็นพลาสติกกี่กิโลกรัม   ลดการใช้น้ำในกิจการของบริษัทไปได้กี่ลิตร  กี่คิว  ฯลฯ  เป็นต้น  ซึ่งต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ  อาจจะเป็นทุกสามเดือน หรืออย่างช้าหกเดือน  เพื่อแสดงถึงจุดยืนของกิจการในเรื่องนี้อย่างชัดเจน  จับต้องได้

6. การเติบโตของ Longevity Economy และ AgeTech  โอกาสในสังคมสูงวัย  ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ประชากรสูงวัย (AgeTech) จะมีการเติบโตอย่างมาก ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และไลฟ์สไตล์ ตลาด Wellness: ธุรกิจสุขภาพ ความงาม โภชนาการ และสุขภาพจิต (Mental Health) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง  น่าจะเป็นธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง  จากข้อมูลของ The Global Wellness Institute  ได้ประเมินมูลค่าการตลาดสูงถึง 6.8 trillian  USD หรือ  6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือเท่ากับ 211.48 ล้านล้านบาท  แถมยังเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง  2019-2024 ถึง  6.2 %  และคาดการณ์ว่า   2024-2029 จะเติบโตเฉลี่ย  7.6%  ทำให้มูลค่าในปี 2029  มีมูลค่าถึง 9.75 trillian USD

ยั่งยืนอย่างไรให้………ยั่งยืน

  ยั่งยืนอย่างไรให้ ……… ยั่งยืน                  วันนี้โลกของเราประสบกับปัญหาสภาวะแวดล้อมในหลายๆมิติ   ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองจน...