เครดิตภาพ **linkedin.com/pulse/adapt-changing-consumer-landscape-get-lost-alex-barseghian
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกในปี 1900-1970
เป็นไปอย่างช้าๆมีพลวัตรที่ทำให้ทุกคนปรับตัวได้ แต่ "การปฏิวัติดิจิทัล" (The Digital
Revolution หรือ Third Industrial Revolution) นั้นไม่มีปีเริ่มต้นที่แน่นอนเพียงปีเดียว
แต่มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลายช่วงเวลา ดังนี้:
ช่วงที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดคือ:
คริสต์ทศวรรษ 1970 เพราะการกำเนิดของไมโครโปรเซสเซอร์
(Microprocessor): การประดิษฐ์ชิปประมวลผลขนาดเล็ก
ทำให้สามารถผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง
และเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
การถือกำเนิดของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer การเปิดตัว PC ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1970 เช่น Apple II ในปี 1977 และ IBM
PC ในปี
1981เป็นจุดที่คอมพิวเตอร์เริ่มแพร่หลายจากห้องปฏิบัติการและองค์กรขนาดใหญ่
เข้าสู่บ้านเรือนและสำนักงานทั่วไป ซึ่งเร่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง
ปี ค.ศ. 1947: การประดิษฐ์
ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค
คริสต์ทศวรรษ 1990
เป็นช่วงที่การปฏิวัติดิจิทัลเร่งตัวถึงขีดสุดและมีผลกระทบไปทั่วโลก
ด้วยการแพร่หลายของ อินเทอร์เน็ต (World
Wide Web) และ โทรศัพท์มือถือดิจิทัล
จุดเริ่มต้นของ AI ยุคใหม่ (Generative
AI Boom) คือช่วงปี ค.ศ. 2022 เพราะการเปิดตัว ChatGPT: OpenAI เปิดตัว
ChatGPT ในปลายปี
2022 ซึ่งเป็นแชทบอทที่ใช้ Generative AI (GPT-3.5)
ที่มีความสามารถในการสนทนาและสร้างข้อความที่เหมือนมนุษย์ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทำให้สาธารณชนตื่นตัวและเข้าถึง AI ได้อย่างกว้างขวาง
การแพร่หลายของ AI สร้างภาพ: เครื่องมือสร้างภาพจากข้อความ (Text-to-Image) ของ ChatGPT หรือ Google Gemini ซึ่งได้เปิดตัวสู่สาธารณะในช่วงปี 2021-2023
ทำให้เกิดการปฏิวัติในการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัล
แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนที่เป็นพื้นฐานในการกำเนิดเอไอยุคใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2017 เป็นจุดกำเนิดสำคัญทางเทคนิคเมื่อ
Google เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง
"Transformer" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมโมเดลที่ใช้ใน
Generative AI สมัยใหม่ทั้งหมด
(รวมถึงตระกูล GPT และ
Gemini)
สรุปคือ การเปลี่ยนแปลงที่ "รวดเร็วและรุนแรง"
ที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้และทำให้เกิดกระแสปฏิวัติในทุกอุตสาหกรรม เริ่มชัดเจนในปี
ค.ศ. 2022 นั้นทำให้ภูมิทัศน์ผู้บริโภค และ พฤติกรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
มิทัศน์
ผู้บริโภค ที่หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือภาพรวมของพฤติกรรม ความต้องการ
และแนวโน้มต่างๆของผู้บริโภคที่ส่งผล ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการ แต่หากให้ความหมายสั้นๆ มันก็คือ
“เหตุ ..ปัจจัย ... ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจ ซื้อหรือไม่ซื้อ สินค้าและบริการ “ นั่นเอง
จากเหตุการณ์ที่แบรนด์หรูในจีนต้องปิดตัวลง
หรือปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับภูมิทัศน์พฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไป เช่น ฮักเก้นด้าสที่ต้องปิดตัวลง 250 สาขา
สตาร์บัคที่มีอยู่ 7 พันกว่าสาขาน่าจะต้องปิดตัวไปไม่น้อยในปีนี้
เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน หรือ ดีแคทลอน ที่ปิดร้านไป 30 เปอร์เซนต์
1. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “คุณค่า”
มากกว่า “ราคา”สนใจสิ่งที่แบรนด์ “ยืนหยัดเพื่ออะไร” (เช่น สิ่งแวดล้อม
ความเท่าเทียม ความโปร่งใส)ต้องการความคุ้มค่าในเชิงอารมณ์ เช่น ความยั่งยืน
หรือสังคม
2.
เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อการใช้ AI, Chatbot, ระบบแนะนำสินค้าส่วนบุคคล
(personalized recommendation)การใช้ AR/VR ในการทดลองสินค้า
3.
ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Hyper-personalization)คาดหวังการสื่อสารที่
“ตรงใจ” ไม่ใช่แค่ “ตรงกลุ่มเป้าหมาย”
4. Gen Z และ
Alpha มีอิทธิพลสูงขึ้นGen Z ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรม, ความเร็ว, ความสนุกแพลตฟอร์มที่นิยม:
TikTok, Instagram Reels, YouTube Shorts
5. พฤติกรรมซื้อแบบ Omnichannelการซื้อสินค้าเริ่มต้นจากออนไลน์และจบที่ออฟไลน์
หรือกลับกันต้องการประสบการณ์ “ไร้รอยต่อ” ระหว่างแพลตฟอร์ม
6. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภค
“เลือกซื้ออย่างมีสติ” (Mindful Consumption)เลือกของที่จำเป็น
หรือยืดหยุ่นได้ (Subscription, Rent, Pre-order)
แล้ว SME ควรปรับตัวอย่างไร?
1. เน้นความแตกต่างด้วย “คุณค่าแบรนด์”
(Brand Purpose)สื่อสารว่าแบรนด์มีเป้าหมายอะไร
ไม่ใช่แค่ขายของ
2.
ใช้เทคโนโลยีช่วยเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าใช้ Data และ
AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อปรับสินค้าและบริการให้ตรงความต้องการใช้
Chatbot, CRM, และระบบ Loyalty Program แบบอัจฉริยะ
3.
ปรับรูปแบบสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เน้นวิดีโอสั้นที่สนุก
เข้าใจง่าย แชร์ง่ายทำ Content Marketing ที่ให้ความรู้และแรงบันดาลใจ
4. ทำ Omnichannel Marketing ให้ครบวงจรพัฒนาประสบการณ์
Online + Offline อย่างไร้รอยต่อช่องทางต่าง ๆ ควรมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
เช่น โปรโมชั่น, สต๊อกสินค้า
5.
ออกแบบสินค้า/บริการที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ เช่น
บริการแบบ subscription, สินค้าแบบ customize, หรือ
bundle set
6. สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Customer
Engagement)การมี Community หรือ
Club ของลูกค้าใช้ Social Listening ในการตอบสนองต่อเสียงของลูกค้า
สรุปได้สั้นๆประโยคเดียวว่า
ผู้บริโภคยุคนี้ได้เปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้มีส่วนร่วมในแบรนด
ดังนั้นเอสเอ็มอีก็ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไป
“ผู้ใดปรับตัวได้
คือ ผู้อยู่รอด !!!!! “

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น