วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ซื้อแล้ว ซื้อต่อ ซื้อเพิ่ม

 


            และแล้วผลการโหวตนายกรอบแรก และรอบต่อๆไปเราก็จะไม่มีนายกที่ชื่อ  “พิธา”  อย่างแน่นอน  แต่ประเด็นที่จะกล่าวอ้างต่อไปนี้ไม่เกี่ยวการเมือง   เพราะแม้ชื่อเรื่องไปพ้องกับ  “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ “ ของท่านนายกประยุทธ์นะครับ  เพราะผมมีความคิดเห็นว่าคนคิดแคมเปญนี้น่าจะพลาด  เปรียบเสมือนสินค้าที่แม้จะดูว่าซื่อสัตย์ (เฉพาะตนท่านนายก)  แต่สมุนและบริวารของท่านยังมีคำถามที่น่าจะคาใจหลายคนอยู่   แต่การกล่าวอ้างผลงานนั้นจะต้องเป็นผลงานที่เป็นที่ถูกอกถูกใจพี่น้องประชาชน    เพราะสามคำข้างต้นมันเปรียบเสมือนว่าทำดีแล้ว  ซึ่งไม่ใช่ในมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่เพราะไม่อย่างนั้นคงได้ สส.มากกว่านี้อีกเท่าหรือสองเท่าตัวแน่

แต่จะเกียวกับการบริหารธุรกิจและการตลาด   เพราะว่าองค์ประกอบหนึ่งของการตลาดคือการโปรโมชั่น  และเครื่องมือโปรโมชั่นตัวหนึ่งที่ทรงอานุภาพมากๆก็คือ  “เซลโปรโมชั่น”  แค่โปรแรงๆ  คนก็ซื้อ ถ้าสินค้านั้นโดน หรือแม่แต้ไม่ว้าว เฉียดๆ ก็ซื้อได้      ท่านเคยมีประสบการณ์เดินเฉียดไปและเห็นโปรแวะเข้าไปดู  จ่ายตังโลด  มั้ย   โดยเฉพาะสาวๆๆ  เพราะโปรมันแรงไม่ต้องแซงทางโค้งชั้นก็ยอมจ่ายเพราะหัวใจละลายแล้วคร้า

 

แต่จะทำให้ลูกค้า    ซื้อแล้ว ซื้อต่อ  ซื้อเพิ่ม  ก็ต้องมีแคมเปญที่ “ว้าว ว้าว ว้าว”  ตัวอย่างช่นในช่วง PRIDE MONTH นี้ทางกาแฟอเมซอนได้ออกโปรแรงมากและทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้หลายสิบเปอร์เซนต์   เพราะมีการแจกพวงกุญแจเป็นรูปแก้วกาแฟอเมซอน   แต่ช้าก่อนพี่น้องมันมีถึง 7 สี  และที่สำคัญต้องซื้อสินค้า 2  แก้ว    ซึ่งแจกวันละสีเท่านั้นแต่ช้าก่อนสีไม่ได้ตามวันทางปฎิทินนะครับ  เช่นวันอาทิตย์สีแดงเพราะทางอเมซอนได้แจกเรียงสีตามธงของเหล่า LGBTQ+  เริ่มจากสีแดงจนไปถึงสีม่วงในวันสุดท้ายซื่งมี 6 สี  นอกจากนี้แล้วในช่วงสุดท้ายของแคมเปญให้สั่งทางไลน์แมนจะได้สีขาวเป็นตัวปิดเกมส์  รวมแล้ว 7 สี ที่ไม่ใช่ทีวีเพื่อคุณ   ซึ่งแต่ละสีมีความหมายดังนี้

·    สีแดง หมายถึง ชีวิต

·    สีส้ม หมายถึง การเยียวยา

·    สีเหลือง หมายถึง แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง

·    สีเขียว หมายถึง ธรรมชาติ

·    สีน้ำเงินม่วง หมายถึง ความสามัคคี

·    สีม่วง หมายถึง จิตวิญญาณอันแน่วแน่

 

ซึ่งแคมเปญนี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่สามประเด็น   

1.ต้องซื้อสินค้าสองแก้วถึงได้พวงกุญแจ  ทำให้ต้องซื้อเพิ่มไม่ว่าจะฝากเพื่อน หรือชวนเพื่อนมาซื้อร่วมกัน แต่เราเอาพวงกุญแจ  555

2.แจกวันละสีเท่านั้น  ทำให้ต้องเข้าร้านทุกวัน  เพิ่มยอดขายได้ 1 สัปดาห์ ทำให้เกิดทราฟฟิคในร้านและสีขาววันสุดท้ายต้องสั่งผ่านไลน์แมน์เท่านั้นทำให้เกิดประสบการณ์ในการสั่งสินค้าและซื้อสินค้าต่อเนื่องจากไลน์แมน (สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยสั่งสินค้าผ่านไลน์แมน)  Co-Promotion

3.จัดในเดือนไพรด์มันท์เพื่อแสดงออกถึงการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ  และสิทธิมนุษย์ชน

โดยสรุปแล้วก็เลยจะขอขยายความตามชื่อเรื่องดังนี้

ซื้อแล้ว    ก็คือ เคยซื้อแล้วด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่  เช่นจากการลดราคา  จากสีสันสวยงาม ฯลฯ   แต่จะซื้อต่อหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่สินค้านั้นใช้แล้ตรง หรือมากกว่าความคาดหวังหรือไม่ หรือจะด้วยชอบด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ ก็จะสู่ขั้นที่สอง

ซื้อต่อ    ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ว่ายังซื้อสินค้านั้นต่อไป เมื่อสินค้านั้นใช้หมดแล้วเรียกว่าเป็นการซื้อต่อเนื่องเท่านั้น    แต่ยังหมายถึงซื้อต่อยอดได้อีก คือซื้อสินค้าในร้านเราได้เพิ่มมากขึ้น  แบ่งได้สองแบบคือ 

UP SELLING    การซื้อในสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น  โมเดล  รุ่น   เกรด  ราคา ที่แพงขึ้น  หรือการเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็จะได้สินค้าที่คุ้มค่ากว่า  เช่น อาหารเป็นชุด  ไก่ทอด รวมน้ำ เฟรนชฟราย ตัวอย่างเช่นการซื้อรถยนต์  จาก  1300 ซีซี ไป เป็น 1600 ซีซีในอนาคต  

CROSS SELLING   ขายของอื่นๆที่ใช้ร่วมกัน หรือข้างเคียง  ไม่ใช่ ซื้อกระดาษทิชชู่ แล้วเสนอ กระดาษทรายเพิ่ม นะ    เช่นขายรถเอสยูวี + แร๊คบนหลังคา+ ตาข่ายคลุม  ซึ่งผมเคยซื้อมาแล้วแต่ปรากฏว่าใช้รถไป 8 ปี ไม่เคยเอาของไปวางบนแร๊คและใช้ตาข่ายนั้นเรย   แต่เซลบอกว่าของมันต้องมีก็เลยจัดไป  5555    หรือการแถมฟีล์มกันแดด   แต่ได้เกรดธรรมดาถ้าต้องการพรีเมียมต้องเพิ่มเงินอีกเท่านั้นเท่านี้ก็จัดไปซิครับพี่น้อง

ซื้อเพิ่ม  ในที่นี้หมายถึงซื้อถี่ขึ้นหรือให้ใช้สินค้านั้นมากขึ้น (ก็จะต้องซื้อถี่ขึ้นนั่นเอง)  เช่นแอร์รีเฟรชเนอร์+เครื่องฉีดอัตโนมัติ  จะทำให้มันฉีดทั้งวัน เพราะปกติแล้วคนเราจะฉีดแค่ครั้งแรกที่เข้าห้องและเปิดแอร์  แต่พอมีเครื่องฉีดอัตโนมัตที่สั่งได้ว่าจะฉีดชั่วโมงละกี่ครั้ง   ก็จะทำให้ต้องเปลี่ยนกระป๋องใหม่อยู่ร่ำไป        หรืออย่างโอวัลตินภูเขาไฟปกติใช้สองสามช้อน  แต่พอมีภูเขาไฟมันต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 6-7 ช้อนทำให้บริโภคต่อครั้งเพิ่มขึ้น  ก็จะซื้อเพิ่มขึ้นนั่นเอง    

สำหรับ “อเมซอน”  ปกติเคยซื้ออาทิตย์ละ สองสามวัน ทำอย่างไรให้บริโภคทุกวัน  ทำอย่างไรให้ซื้อทุกวัน และวันละสองแก้ว แคมเปญนี้เรยโดนอย่างแรง   และที่สำคัญ วันอังคารที่แจกสีส้มนั้นได้รับการตอบรับจากด้อมส้มเป็นอย่างดี  เพราะเดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องผมก็เลยจัดไป 7 วัน 14 แก้ว  แล้วก็รีบไปตรวจน้ำตาลว่าเบาหวานยังสบายดีอยู่อะป่าว .....

   

 

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566

“โปรแรงๆ ไม่ต้องแซงทางโค้ง “ 16 มิถุนายน 256

 


            หลักพื้นฐานของนักการตลาดทุกคนมาจากแนวคิดของ ฟิลิปส์ คอตเลอร์  ที่นับได้ว่าเป็นปรมาจารย์ทางการตลาดแห่งศตวรรษก็ว่าได้ เพราะปัจจุบันท่านอายุ  92  ปี  แต่ยังทรงพลังแห่งการเขียนหนังสือทางการตลาดมากกว่า 80 เล่ม  ท่านเป็นต้นคิดของแนวคิด  4 P  ทางการตลาด  อันได้แก่     PRODUCT  PRICE  PLCE  PROMOTION   แม้ภายหลังจะมีแนวคิดเป็น 6 หรือ 7 P ก็ตามล้วนแตกมาจาก 4P ของคอตเลอร์ทั้งสิ้น    แล้วในส่วนของ PROMOTION คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงก็มักจะนึกถึงแต่ ลด แลก แจก แถม แต่เพียงอย่างเดียว  ซึ่งไม่ถูกทั้งหมดเพราะว่า  การลดแลกแจกแถมเป็นเครื่องมือ ของ  SALE PROMOTION  เท่านั้น  ในส่วนนี้ยังมี  ***** ADVERTISING หรือการโฆษณา   / PUBLIC RELATION  การประชาสัมพันธ์    / และสุดท้ายคือ  SALE FORCE คือการมุ่งเน้นไปส่งเสริมให้พนักงานขายขายสินค้าให้มากขึ้น  ด้วยวิธีการต่างๆที่มักจะใช้กับ  สินค้าอุตสาหกรรม หรือ สินค้าทีเป็นการขายตรง หรือ MLM นั่นเอง

            เราวกกลับมาเรื่องของบทความนี้ คือ   “โปรแรงๆ  ไม่ต้องแซงทางโค้ง “ นั่นก็คือ   SALE PROMOTION  ที่เรียกได้ว่าลดแลกแจกแถมแบบที่  “แรง และ โดน “  เพราะจะสร้างได้ทั้งกระแส  และกระสุน (เงินสด/ยอดขาย)   เรียกได้ว่าหากออกโปรนี้มา  “ต้องหยุดลูกค้า”  ได้อย่างชะงักงั้น  ไม่ซื้อแล้วจะเสียดายไปตลอดชีวิตอะไรปานนั้น   ซึ่งการออกโปรแบบนี้จะต้องระมัดระวังว่าอย่างใช้เวลานานเกินไป  หรือทำถี่เกินไป    เพราะมันจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าจะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้  เหมือนพวกที่ขายของทางทีวี  คอลลาเจ้น  ครีมหน้าใส  ฯลฯ ตอนนี้ไม่ค่อยกล้าซื้อแล้วเพราะกลัวมีโปรแรงกว่าถูกกว่า     ซึ่งสมัยหนึ่งกระทะโคเรียคิงใช้โปรแรงจนแซงตกถนนไปเรยตอนนี้มีใครซื้อ ใครใช้บ้างยกมือขึ้น   หลายคนไม่กล้ายกเพราะถูกเค้าหลอกแบบเต็มใจให้หลอก

            ตัวอย่างที่เราเห็นได้ว่ามีโปรนี้ออกมาแต่เล่นได้นานหลายปี  น่าจะเกิน 10 ปีขึ้นไปก็คือ  S&P วันพุธ ลด 20%  ซึ่งเป็นวันกลางสัปดาห์ที่ยอดขายน้อยที่สุด   สามารถสร้างความสนใจและการจดจำได้เป็นอย่างดี 

เมื่อสองเดือนก่อนผมไปซื้อของที่โลตัส  ปรากฏว่ามีโปรแรงเรียกได้ว่าไม่ซื้อจะเสียดายสุดๆ  คือ  ดันกิ้นโดนัท  ซื้อ 6 แถม 12 มันก็คือ ซื้อ 1 แถม 2 นั่นเอง  แต่บังคับว่าต้องซื้อ 6  เท่ากับว่าสามารถเพิ่มจำนวนซื้อได้โดยปริยาย  ผมเองไม่กินโดนัทมาเกือบสิบปี  เพราะเรื่องไขมัน  แต่พอเจอโปรนี้ซื้อซิครับรออะไร  แต่ไม่ได้ซื้อมาทานเองนะครับ  จัดไปสองชุด  36 ชิ้น  ในราคา 12 ชิ้น  แบกกลับมา 6 กล่องแจกพนักงานในสำนักงาน สำราญใจไปเรยครับ


หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่แรงยิ่งกว่าโดนัท  ก็คือฮ่องกงที่ตอนนี้พิษโควิดซัดเอาฮ่องกงเซและทรุดอย่างน่าตกใจ  แม้สถานการณ์โควิดจะคลีคลายลงตั้งแต่ต้นปี  2565 ก็แต่ ผ่านมา 1 ปีครึ่ง  สถานการณ์แม้จะดีขึ้นแต่ก็ไม่ดีพอที่จะทำให้ฮ่องกงนั้นฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ดีพอ   เพราะว่าธุรกิจหลักคือการท่องเที่ยว และ ช้อปปิ้ง การบริหาร กับ ศูนย์กลางทางการเงิน  ไม่มีหน่วยการผลิตทางเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ   จัดโปรแบบว่าตั๋วเครื่องบิน (คาเธ่ย์แปซิฟิก)  ซื้อ 1 แถม  1  แค่  10,500 บาท / คน   ได้กระเช้าขึ้นไปกลับนองปิง  มูลค่า 1,400 บาท  รถไฟไปกลับในเมือง  700 บาท  บัตรจุดชมวิวที่ชั้น 100 ตึก ไอซีซีที่เป็นตึกที่สูงที่สุดแห่งใหม่ในฮ่องกง  450 บาท  และยังมีบัตรช้อปปิ้งอีก 450 บาท รวมแล้วประมาณ 3000 บาท  เท่ากับว่าค่าตั๋วเพียง 7,000 บาทเศษ  ซึ่งปกติประมาณ 20,00 ขึ้น หรือเฉียดๆสองหมื่น     แต่ได้คนไปเที่ยวสองคนเพราะซื้อ 1 แถม 1 นั่นเอง

แต่สิ่งที่ตามมาคือรายได้จากโรงแรม  อาหาร ของที่ระลึก  ช้อปปิ้ง ฯลฯ อีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆก็จะได้เพิ่มลูกค้าทั้งทางตรง (คือบัตรเข้า) และทางอ้อม (ขายอาหาร ของที่ระลึก ฯลฯ)   เพราะธุรกิจบริการไม่ใช้มันหายไป  ไม่ว่าจะเป็นสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก  รถไฟฟ้าเข้าเมืองจากสนามบิน  กระเช้านองปิง  จุดชมวิวที่ตึกสูงที่สุด เหล่านี้ไม่ว่าจะมีคนน้อยหรือคนมาก  ธุรกิจก็ต้องเปิดให้บริการก็จะเป็นการเติมเต็มผู้รับบริการในการที่จะเพิ่มยอดขายทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง

            แน่อนนครับก็ได้จัดไปเรียบร้อย  1-3  กันยายน 2566 จะไปฉลองครบรอบแต่งงาน  39 ปี ที่ฮ่องกง จากโปรโมขั่นนี้ครับพี่น้อง  อ้อ...งานพิเศษอย่างนี้ก็ตัองจัดร้านอาหารที่สุดชิค และ หรู เป็นพิเศษ  งบประมาณ สองคนอีก 10,000  แล้วค่อยกลับมากินมาม่าบ้านเราอีกสามเดือนก็ได้   สุขสันต์วันครบรอบแต่งงาน  อิอิ......

 

 

 

***********fffvvv


วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

สามลูก ที่ "ปลูก " ยอดขาย

 

สามลูก  ที่ปลูกยอดขาย

10 พฤษภาคม 2566


 

            หลักพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจทั้งที่หวังผลกำไรและไม่หวังผลกำไรก็ตาม  หากต้องการบรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรแล้ว   นั่นก็คือลูกค้าหรือผู้เข้ามารับบริการที่องค์กรจะต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ   ซึ่งการสร้างยอดขายอย่างยั่งยืนให้สอดรับกับชื่อเรื่อง  “ปลูก” ยอดขาย  ไม่ใช่การสร้างยอดขาย   เพราะสร้างยอดขายแค่ลดราคา โปรโมชั่นแรงๆ   ฯลฯ ก็สร้างยอดขายได้แต่ความยั่งยืนของธุรกิจหรือองค์กร   จะต้องใช้การ “ปลูก” ซึ่งต้องมีเมล็ดพันธ์   วัสดุอุปกรณ์  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  ตลอดจนที่สำคัญคือการฟูมฟักดูแลเอาใจใส่ทนุถนอมเพื่อให้ต้นกล้านั้น   เติบโตอย่างยั่งยืนและขยายพันธ์ได้ต่อไปในอนาคตนั่นเอง

ในการตลาดนั้นใครๆก็คงเคยได้ยินว่า  ลูกค้าคือพระเจ้า  ซึ่งก็อาจจะไม่ถูกทั้งหมด หรือไม่??   โดยทั่วไปแล้วเรามักจะนึกถึงลูกค้าที่เป็นคนที่ซื้อสินค้าเราอยู่ในปัจจุบัน  และดูแลเขาอย่างดีที่สุด  ก็อาจจะเป็นมุมมองที่เป็นมุมเดียว  เพราะลูกค้าอาจจะมีในหลายมิติและคุณลักษณะเฉพาะของลูกค้านั้นสามารถแยกได้เป็นสามกลุ่ม  หรือ “สามลูก “ดังชื่อเรื่องนั่นเอง  ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

             1. ลูกค้าปัจจุบัน  ซึ่งเป็นผุ้ที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอยู่แล้ว  ทั้งจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  ซึ่งองค์กรจะต้องดูแลอย่างดี   ซึ่งโดยหลักแล้วเราคงไม่ใช่ว่าจะดูแลลูกค้าทุกคนอย่างดีที่สุด  แต่ทั้งนี้ก็ต้องแยกแยกลูกค้าออกเป็นกลุ่มๆ  ตามลำดับความสำคัญหรือยอดขาย  หรือ Customer Life time value  (CLV ) คือมูลค่าของลูกค้ารายนั้นๆตลอดชีพ    เพราะว่า ณ. ขณะนี้อาจจะยอดขายไม่มากแต่มีศักยภาพในการเจริญเติบโต  โดยดูจากประมารการยอดขายตลอดช่วงอายุ     ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นๆก็ดูแลตามลำดับความสำคัญโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า    ซีอาร์เอ็ม  Consumer Relationship  Management  ที่แบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มๆและดูแลตามลำดับความสำคัญ  เพราะหากเราดูแลทุกคนเท่าเทียมเหมือนกันหมดลูกค้ากลุ่มเปย์หนักก็ไม่รู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ   และก็อาจปันใจไปใช้สินค้าของคู่แข่งได้ในอนาคต   หรือ    ซีอีเอ็ม   Consumer Experience Management   ที่จะคอยสร้างประสบการณ์หรือความประทับใจในสินค้า  องค์กร  การบริการ ฯลฯ  ซึ่งจะคอยเป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อที่ทรงพลังต่อไปในอนาคต

            เมื่ออาทิตย์ก่อนผมไปออกกำลังกายที่สวนรถไฟ  ปรากฏว่ามีตุ๊กตาสุนัขตัวใหญ่มากๆ  และมีเครื่องเล่นต่างๆแบบง่ายๆ   รวมทั้งมีการแบ่งสัดส่วนชัดเจนเพื่อไม่ให้ปะปนกับส่วนที่ประชาชนทั่วไปมาใช้บริการ   เข้าไปดูก็พบว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มีชื่อด้วย   “เจอร์ไฮม์ “  ซึ่งแน่นอนอนว่าเป็นสปอนเซอร์ในการสร้างสวนสำหรับสุนัขนี้  ก็จะช่วยสร้างการจดจำ  ในตราสินค้าที่ลงทุนน้อยมากเพราะลงแค่อุปกรณ์และตุ๊กตาสุนัขเท่านั้น   ผมประเมินดูแล้วไม่น่าถึงแสนบาทก็อยู่ยงคงกระพันไม่รู้กี่สิปปี  และเชื่อว่าจะขยายไปยังสวนสาธารณะอื่นๆ   ก็เป็นการวินๆเพราะทางกทม.ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแค่กันพื้นที่ประมาณ  200-300 ตารางวาเท่านั้น


หรือค่ายรถยนต์ต่างๆก็มีบริการตรวจรถยนต์ฟรี  16 รายการบ้าง ตรวจหน้าฝนบ้าง  ซึ่งแน่นอนตรวจแล้วก็คงต้องมีการเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนบ้าง  แต่แม้ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเรยทางค่ายรถยนต์ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะว่า   ค่าแรง ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ช่างๆต่างๆนั้นก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว  แค่หาช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีรถมาใช้บริการมาก    ก็จะได้เงินและถ้าไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ก็ได้ใจลูกค้า  สร้างความรู้จัก รัก และภักดี ได้   

             2. ลูกค้าในอดีต  ซึ่งผู้บริหารหลายรายมองข้ามความสำคัญของลูกค้ากลุ่มนี้ไป   ต้องมีตัวเลขข้อมูลลูกค้าที่หายไป  ว่ามีจำนวนเท่าใด  แต่ละรายใช้บริการมูลค่าเท่าใด  และที่สำคัญ ทำไมถึงหายไป  แลพะยายามหาทางดึงกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอีกครั้งเพราะเป็นลูกค้าที่รู้จัก  และ ยินดีในสินค้าและบริการของเราอยู่แล้ว  แต่อาจจะมีปัญหาที่เราจะต้องเข้าไปหาสาเหตุและแก้ไข  เพื่อให้กลับมาเป็นลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้อาจจะอยู่ในรูปการส่งบัตรกำนัลให้ที่ต้องจูงใจ   เช่นบัตรกำนัล ลด 500-600  บาท เมื่อซื้อสินค้า  2,000 บาทขึ้นไป  เพราะปกติ ลด 10-20 เปอร์เซนต์อยู่แล้ว   แต่บัตรกำนัลนี้ดูเหมือนว่าลดถึง 25-30 เปอร์เซนต์   แต่ปรากฏว่าในร้านคงไม่มีสินค้าราคา 2,000 บาทเป๊ะๆ หรือถึงมีก็อาจจะไม่ใช้รายการสินค้าที่ลูกค้าจะซื้อ   เปอร์เซนต์การลดก็ลดลงไปตัวอย่างเช่น  บัตร 600 บาท แต่ไปซื้อสินค้า 2,300 บาท  ก็เท่ากับลดแค่ 26 เปอร์เซนต์เท่านั้น   แต่ถ้าสินค้าราคา 2,500 บาท ก็เท่ากับลดแค่  24 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง เมื่อหารเฉลี่ยกับกิจกรรมถึงลูกค้ากลับมาแล้วก็อาจจะอยู่แค่กี่เปอร์เซนต์ก็ขึ้นอยู่กับว่า   ลูกค้าซื้อสินค้าระดับราคาใดๆนั่นเอง  อีกทั้งหากเข้ามาในร้านแล้วต่อมอยากไปเจอสินค้าอื่นๆก็เพิ่มการซื้ออีกรวมแล้วอาจจะไม่ถึงสิบเปอร์เซนต์ก็ได้  อิอิ

           3.ลูกค้าในอนาคต  สำหรับลูกค้าอนาคตนี้แบ่งได้สองช่วงระยะเวลาคือ

                        ระยะเวลาสั้นๆ  ซึ่งก็เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของสินค้านั้น  หรือลูกค้าที่ซื้อสินค้านั้นอยู่แล้ว  ก็ต้องเลือกช่องทางการสื่อสารที่ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมายนั้นๆ   เช่นการใช้ สื่อสังคม   สื่อเฉพาะกลุ่ม    รวมทั้งโปรโมชั่นต่างๆที่จะดังให้มาใช้สินค้าเรา 

                        ระยะเวลาอีกนานข้างหน้า  Next Target Customer   คือลูกค้าที่อาจจะไม่ซื้อสินค้าในอนาคตอันใกล้   แต่การได้ทดลองใช้ หรือ เห็น หรือสัมผัส  กับสินค้า และการบริการก่อน  ก็เชื่อได้ว่าในอนคตก็มีโอกาสในการเป็นลูกค้าจริงๆ  ได้   เช่น  ไนกี้  อาดีแดส  หรือแม้แต่สโมสรในพรีเมียลีก   มี  สินค้าสำหรับเด็ก  สำหรัญผู้หญิง   เป็น

                        หรือธนาคารให้บริการทำบัตรนักศึกษาแก่มหาวิทยาลัยต่างๆ    หรือออมสินมีบริการสำหรับเด็ก  แจกกระปุกออมสินเป็นต้น      หรือการที่สินค้าสำหรับเด็กจัดกิจกรรมอบรมสำหรับผู้ตั้งครรภ์ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นลูกค้าสำหรับสินค้าสำหรับเด็กอ่อนในอีก  ไม่เกิน 9 เดือนข้างหน้า  ก็เป็นการดึงลูกค้ามาก่อนที่จะถึงวันที่ใช้สินค้านั้นจริงๆที่อาจจะสายเกินไป                     


    

                        มีสินค้าสุขภาพค่าย MEGA  จัดกิจกรรมเหมือค่ายสำหรับผู้สูงวัยซึ่งเข้าค่ายเพื่อเรียนรู้     เช็คสุขภาพ  กิจกรรมเสริมทักษะ  และการดำรงชีวิตสำหรับผู้สูงวัย  ในราคาที่จูงใจมากๆสามวันสองคืนแค่  9,500 บาทเอง รวมที่พักอาหารและกิจกรรมทุกอย่าง   ซึ่งราคาก็บรรยายว่า 13,500 บาท  ก็เป็นราคาที่ตั้งไว้เพื่อกำหนดส่วนลดให้จูงใจนั่นเอง  เพราะว่าก็สร้างการรับรู้ในตราสินค้าและเป็นลูกค้าในอนาคต    และเชื่อว่าหากมีคนเข้าร่วมมากพอก็จะสร้างกำไรจากกิจกรรมนี้ได้เพิ่มเติมอีกด้วย

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...