วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567

ประทับใจ มิใช่แค่รอยยิ้ม

 

7


            บทความนี้เป็นบทความแรกของปี 2567 ซึ่งคงจะเป็นปีทีภาวะเศรษฐกิจยังคงมีปัญหา และอ่อนไหวต่อการเติบโต  ทั้งของประเทศไทยและของโลก   ซึ่งทุกวันนี้โลกแคบลงทุกวันตลอดจนเทคโนโลยีโดยเฉพาะการสื่อสารนั้นพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  วันนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแค่เพียงไม่ถึง 1 นาที่ประชาคมโลกก็จะทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมกว้างอย่างรวดเร็ว   สำหรับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อไม่กีวันก่อน  คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำพิพากษาคดีคุณพิธาถือหุ้นไอทีวี   ซึ่งเป็นที่สนใจของทั้งด้อมส้ม  เสื้อแดง เหลือง ฟ้า เขียว ฯลฯ   พออ่านจบไม่ถึง 1 นาที   มีการส่งต่อเรื่องนี้ว่า “พิธารอด” ในกลุ่มไลน์อย่างทันทาวงที่   หรือใครที่เป็นแฟนฟุตบอลพรีเมียลลีคหากได้ติดตามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าแม้ไม่ได้ดูถ่ายทอดสดก็สามารถรับทราบผลฟุตบอลสดๆว่าทีมใดนำอยู่  เหลือเวลาอีกกี่นาที  แม้กระทั่งต่อเวลาอีกกี่นาทีก็ตาม

            ดังนั้นการที่เราจะทำให้ธุรกิจและสินค้าของเรานั้นเป็นที่ยอมรับ  และอยู่ในดวงใจของลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าระดับพรีเมียม  หรือลูกค้าที่มียอดซื้อสูง / กำไรสูง  หรือลูกค้าเก่าแก่  แม้แต่ลูกค้าที่เป็นผู้นำทางความคิดนั้น  นอกจากการที่ธุรกิจจะต้องตอบสนองในด้านความต้องการของสินค้าที่แท้จริง  คือสามารถแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้ที่เรียกว่า  PAIN POINT” ได้  คงไม่พอเพียงเพราะแค่นั้นคงเป็นเพียงตอบสนองแค่ความพอใจ  เพราะได้สินค้าตรงกับความคาดหวังเท่านั้น     ยังคงต้องมีองค์ประกอบในเรื่องของการบริการและการตอบสนองลูกค้าทางด้านอารมณ์  ให้เกิดการประทับใจ    และหากเราประทับใจแล้วก็จะเกิดการบอกต่อ  ปกป้อง  และรอคอยว่าจะมีสินค้าใหม่ รุ่นใหม่  หรือบริการใหม่ๆขององค์กรนั้นๆอีกหรือไม่   จะได้ไปใช้บริการและจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง

            การบริการทีดีมิใช่แค่เพียงแต่รอยยิ้ม  หรือคำพูดที่หวานๆ  สุภาพ  ที่มิได้ออกมากจากใจ    พูดเป็นแบบแผนเดียวกันหมด  แต่ไม่เกิดอรรถรสในการฟังเพราะสำเนียง และน้ำเสียงนั้นไม่บ่งบอกถึงจิตใจที่อยากบริการ  ที่เราจะเห็นได้จากโอปเรเตอร์บางบริษัท หรือหน่วยงานรัฐเช่นตำรวจ  เป็นต้น   หรือแค่รอยยิ้มที่ต้องยิ้มทั้งปาก  ใบหน้า  ดวงตา  และ จิตใจด้วยเป็นสำคัญ

            อย่างเพียงแค่ปฏิบัติตามข้อกำหนด (PROCEDUER)  เท่านั้นจะต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าด้วย   มีเรื่องที่เกิดขึ้นอยากนำมาเล่าสู่กันฟังเมื่อหลายปีก่อนผมแขนหักข้างขวาใส่เฝือกแข็งและต้องเดินทางไปอิตาลี   ก็นั่งสายการบินแห่งชาติซึ่งในชั้นบิสิเนสคลาดแอร์ก็บริการครบถ้วนตามกระบวนการที่กำหนดไว้  เสริฟด้วยความเรีบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใส  แต่คงขาดใจที่จะใส่ลงไปว่าลูกค้าจะเปิดขวดแยมอย่างไรหว่า ??   เพราะแขนหักข้างขวาแถมขวดแยมคงนึกออกนะครับว่ามันเป็นขวดแก้วและล๊อคแน่นมาก  (ไม่ใช่แบบตลับพลาสติกปิดด้วยฟรอยด์)    ผมก็พยายามช่วยตัวเองแต่ก็เปิดไม่ได้   เราก็เรยรอว่าเมื่อไหร่เธอเดินมาเราจะทำท่าเปิด ให้เธอเห็นและเธอคงจะช่วยเราเองเน๊อะ   5555  หามีไม่จนต้องออกปากว่าน้องครับรบกวนช่วยเปิดขวดแยมให้หน่อยคราบบบบ

            แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนพาลูกค้าศรีลังกาไปทานอาหารที่ร้าน  “สเวย”  ที่เทอร์มินอล 21  อโศก  ให้คนขับรถเอาบัตรจอดรถมาให้เพื่อว่าชำระเงินแล้วจะได้เอาไปสแตม์ปจอดฟรี   แต่ปรากฏว่าพนักงานเข้าใจว่าเป็นซุปฯหรือ ผจก. ทราบเพราะเราถามนางว่าต้องไปสแตมป์ที่ตรงไหน   นางก็บอกสถานที่แต่.....  แต่..... นางกลับบอกว่าให้เอาสลิปค่าอาหาร(น่าจะของโต๊ะอื่น เพราะเราเพิ่งสั่งไปของยังมาไม่ครบ)  พร้อขอบัตรจอดรถของเรา   และเดินไปให้กับพนักงานขับรถของเราที่เดินออกจากร้านไปแล้ว    เพื่อให้ไปสแตมป์ก่อนและไปรอที่รถเรย

            สุดยอดเรยครับ .......  ขอโทษที่ไม่ได้ขอชื่อนางเพื่อประกาศกิติตคุณว่า  ประทับใจ  ใช่แค่รอยยิ้ม “    แต่ขอบอกต่อถ้าใครไปกินที่ร้านนี้นางจะผมสั้นๆและอาวุโสที่สุดในบรรดาพนักงานที่เดินๆอยู่ในร้าน   ฝากกราบคารวะใน  “จิตบริการ”  ของนางด้วย นะครับ ...........

 

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566

เม็งกะลาบา เมียนมาร์ จับใจ

 

เม็งกะลาบา  เมียนมาร์ จับใจ

26 ธันวาคม 2566


             จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  ไตรมาสที่ 1/2566 กระทรวงแรงงาน ระบุตัวเลขแรงงานต่างชาติในไทยมีจำนวน 2,743,673 คน แบ่งเป็น เมียนมา 1.86 ล้านคน, กัมพูชา 4.14 แสนคน, ลาว 2.10 แสนคน และเวียดนาม 2,230 คน และแรงงานสัญชาติอื่นๆ 3 แสนคน ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวในไทยคิดเป็น 6.92 % ของจำนวนแรงงานทั้งหมดในไทย

แต่ข้อเท็จจริงยังมีแรงงานต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยไม่น่าจะน้อยกว่า  10 ล้านคน และ เป็นเมียนมาร์ถึง 6-7 ล้านคน กระจายอยู่ทั่วประเทศแต่คาดว่าน่าจะมากสุดที่จังหวัดสมุทรสาคร  ซึ่งเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม และ ธุรกิจการประมงเป็นหลัก   ซึ่ง Media Intelligence Group ได้ประเมิณมูลค่าทางเศรษฐกิจของชาวเมียนมาร์ในประเทศไทยสูงถึง 0.85-1.25 ล้านล้านบาทต่อปี  ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มีนัยะสำคัญทางเศรษฐกิจ   หากเราเอาตัวเลขกลมๆก็ 1.0 ล้านล้านบาท  คือเป็นสองเท่าของงบประมาณที่รัฐบาลท่านนายกเศรษฐา  เตรียมที่จะแจกคนไทยคนละ 10,000 บาทในปีหน้า

แต่ว่ายอดเงิน 1.0 ล้านล้านบาทนี้ไม่ได้หมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย  เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าเงินรายได้ของแรงงานเมียนมาร์ในไทยนั้นถูกส่งกลับไปประเทศบ้านเกิดเท่าใด   เพราะไม่ได้ผ่านระบบธนาคาร    แต่ถ้าตั้งบนสมมุติฐาน 50 เปอร์เซนต์ (แต่ข้อเท็จจริงน่าจะส่งกลับไปมากกว่านั้น )   ก็จะประมาณการว่ามีเงินหมุนเวียนในประเทศไทยสร้างจีดีพีไทยถึง  0.5 ล้านล้านบาท หรือ 5 แสนล้านบาทนั่นเอง 

แล้วเราจะหาทางดึงรายได้ของชาวเมียนมาร์เหล่านี้ให้จับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในประเทศไทยได้อย่างไร  ก็คงต้องเฝ้ามองพฤติกรรมของแรงงานเหล่านี้ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร  เพื่อจะดึงให้เขาได้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจาก 5 แสนล้านเป็นอย่างน้อยที่ประเมินว่าส่งกลับบ้าน   หากดึงได้ 1-2 แสนล้านก็มีนัยสำคัญต่อจีดีพีประเทศไทยแล้วครับ

การกรุต้นการบริโภคของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้สามารถทำได้อย่างไม่ยาก  หากหน่วยงานรัฐเห็นความสำคัญและเม็ดเงินนี้ก็สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มกิจกรรมของแรงงานต่างด้าว  ซึ่งรวมถึงชาว ลาว กัมพูชาด้วย  ก็ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆให้คนเหล่านี้ออกมาใช้สอย  โดยกิจกรรมนั้นจะต้องสอดรับกับพฤติกรรม  ของชนชาตินั้นๆ  ไม่ว่าจะเป็นพิธีทางศาสนา  ทางการบันเทิง    โดยอาจจะมีพรีเซนต์เตอร์ หรือ ดารา นักร้อง ที่เป็นขวัญใจของแรงงานแต่ละชาตินั้นๆ เป็นจุดดึงดูด

ผมเคยแนะนำทีมฟุตบอล หรือ ฟุตซอล หรือ วอลเล่ย์บอล  สมุทรสาครให้มีนักกีฬาบิ๊กเนมของชาวเมียนมาร์มาเป็นนักกีฬาในทีมนั้นๆ  แต่ก็ต้องเอาที่มีฝีมือและช่วยทีมได้ในระดับหนึ่ง   เพื่อดึงดูดแฟนคลับให้ติดตาม    และซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันเพราะแรงงานเหล่านี้หยุดงานวันอาทิตย์วันเดียว  ไปไหนไกลไม่ได้เพราะทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย    ดังนั้นการจัดกิจกรรมใดๆที่โดยกับจริตของแรงงานเหล่านี้    โดยจัดในวันอาทิตย์และในแหล่งรวมแรงงานเพื่อไม่ต้องเดินทางไกล   ก็จะเป็นการตอบโจทย์  

หรืออย่ากระนั้นเลยจัดงาน  “เมียนมาร์แฟร์อินมหาชัย”  ไปเลย  จัดแบบว่า ปีละ 2 ครั้ง  เชื่อได้ว่าคนจะมาร่วมงานเป็นแสนๆ คนต่ออีเวนต์อย่างแน่นอน   ซึ่งในสมุรสาครจำนวแรงงานในระบบที่ขึ้นทะเบียนไว้มี  2.6 แสนคน เป็นแรงงานเมียนมาร์ 1.4 แสนคน  ใช่ครับที่ไม่ได้ลงทะเบียนน่าจะอีกเท่าตัวหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ซึ่งแน่นอนการใช้ภาษาท้องถิ่นของชาตินั้นๆย่อมเป็นเครื่องแบรนด์จะดึงดูดลูกค้าชาตินั้นๆให้จดจำ  และเป็นที่ชื่นชอบในแบรนด์นั้นๆ   ต้นแบบในเรื่องนี้ก็คื่อสินค้าในอเมริกาที่กลุ่มเป้าหมายเป็นฮิสปานิค  คือกลุ่มชาติที่ใช้ภาษาสเปนเพื่อการสื่อสาร   ก็จะมีพรีเซนเตอร์  แนวคิดโฆษณา  ประชาสัมพันธ์  และภาษาที่ใช้สอดรับกับชาติเหล่านั้น  ที่เราเห็นอย่างชัดเจนจับต้องได้สำหรับประเทศไทยคือ   น่าจะ 30 ปีที่แล้วเอทีเอ็มในจังหวัดสมุทรสาครจะมีภาษาเมียนมาร์ให้เลือกด้วย

และปัจจุบันนี้หลายๆแบรนด์ก็ได้ใช้แนวคิดนี้มาเพื่อสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติเหล่านี้  โดยในเว็บ  หรือ  ในแอป  จะมีภาษต่างๆให้เลือกมากขึ้นจากเดิมที่มีแต่ ไทย จีน อังกฤษ หรือ ญี่ปุ่น  ก็จะมีลาว  เขมร เมียนมาร์  มาเป็นตัวเลือกอีกด้วยขึ้นอยู่กับลูกค้าเป็นชาติใดๆ   ที่ชัดเจนที่สุดคือ  ค่ายมือถือเอไอเอสได้เริ่มทำมาหลายปีแล้ว   ธนาคาร  รวมทั้งสินค้าอื่นๆก็ต้องปรับตัว  ปรับภาษา   ให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

 

           

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Petmanization

 

             อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงโดยตลอด จากช่วงปี   2520 ซึ่งมีประชากรเกิดใหม่ประมาณปีละ 8 แสน- 1 ล้าน คน  ช่วงปี 2540 ลดเหลือปีละประมาณ 7-8  แสนคน   และลดลงเรื่อยๆจน ปี  2564 เกิดเพียง  5.4 แสน  และปี  2565  5.02 แสนคน  ที่สำคัญคนตายในสองปีหลังนี้จำนวนมากกว่าคนเกิด ทำให้ ปี  2564  ประชากรไทยติดลบ 19,080  คน  2565 ติดลบ 93,858 และเชื่อว่าปี 2566 และปีต่อๆไปจะติดลบมากขึ้นเป็นลำดับ  เรียกได้ว่าแต่ละปีประชากรไทยลดลงประมาณแสนเศษๆ   เกิดอะไรขึ้นกับพฤติกรรมการมีครอบครัวหรือการมีลูกของประชากรไทย

ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศใหญ่ๆทั่วโลกที่จำนวนประชากรลดลงอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่า  เยรมัน  ญี่ปุ่น  สิงค์โปร  แต่มีบางประเทศที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากผู้อพยพด้วยเหตุผลต่างกัน   และประเทศในโลกที่สามที่อัตราการเกิดยังสูงอยู่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอัฟริกา และเอเชียใต้  เช่นอินเดีย  บังคลาเทศ ปากีสถาน    ทำให้คำว่า HUMANIZATION  นั้นอาจจะมีความสำคัญน้อยลง  โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ไม่แต่งงาน หรือแต่งงานแล้วแต่มีบุตรน้อย  หรือไม่ยอมมีบุตรด้วยสาเหตุต่างๆกันไป  

แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมทำให้ต้องมีกิจกรรมและกิจกรรมที่คนโสด หรือ

คนไม่บุตร  นำมาทดแทนการเลี้ยงดูบุตรหรือกิจกรรมในครอบครัวคือ  “สัตว์เลี้ยง”   มีผลการสำรวจของ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)   มีรายงานสำรวจปี 66 เผยคนไทยกว่า 49% เลี้ยงสัตว์แทนลูก และค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยสูงถึง 1-2 หมื่น/ตัว/ปี  มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.4% มาอยู่ที่ 66,748 ล้านบาทในปี 2026

 ( ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1048207)  และยังมีข้อมูลจากสมาคมสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย  ประมาณการว่า ปี 2020 ประเทศไทยมีจำนวนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดประมาณ 15 ล้านตัว โดยจำนวนสุนัขประมาณ 9 ล้านตัว ผ่านมาปี 2023 คงจะเพิ่มอีกเป็นล้านๆตัวเป็นแน่   อันแสดงถึงการเติบโตของจำนวนสัตว์เลี้ยง  และ มูลค่าตลาดหรือผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงอย่างมีนัยสำคัญ  และแนวโน้มเชื่อได้ว่าจะเป็นไปในแนวนี้อย่างต่อเนื่อง 

            สิ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ก็ได้แก่   ค่ายอาร์เอสของเฮียฮ้อสุรชัยที่ขยายกิจการมายังผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง   เพราะเฮียแกเป็นผู้มาก่อนกาลเสมอ   ใครๆทำทีวีดิจิตอลขาดทุนเฮียฮ้อมีกำไรเพราะไม่ได้มองทีวีต้องขายแอร์ไทม์ค่าโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว  แต่เป็นช่องทางในการขายสินค้าเลยทำตัวเป็นแพลทฟอร์มในการขายตรงทางทีวี  อาร์เอสมีสินค้าในหมวดนี้ชื่อ  ‘Lifemate’ ที่มิใช่แค่อาหารสัตว์ แต่เป็น Holistic Wellness  หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวมเรียกว่าเราจะเป็นทาส หมา แมว กันเรยทีเดียว  ดูแค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วไลฟ์เมทคู่ชีวิตนะจ๊ะ

   (เครดิตภาพ  www.rs.co.th

  ประกอบกับคนรุ่นใหม่นิยมอาศัยอยู่ในเมือง ในคอนโด  และแนวรถไฟฟ้ามากขึ้นยิ่งมีการเปิดตัวรถไฟฟ้าอีกหลายสายในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นสายสีแดง  สีชมพู  สีเหลือง  ก็จะยิ่งทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น


(เครดิตภาพ  https://www.bkkcitismart.com )

เลยทำให้อสังาหริมทรัพย์ที่เป็นคอนโดต้องตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคดังกล่าวข้างต้น  จึงได้ตอบโจทย์ความต้องการนั้นด้วย  “คอนโดที่ให้เลี้ยงสัตว์ได้”  ไม่ว่าจะเป็น   เมทิสดิสทริคลาดพร้าว    บริคตันพหลโยธิน   นิวริเวอร์เรสราษฏร์บูรณะ  ออริจินรามอินทรา   มารุลาดพร้าว15  ฯลฯ  ที่ตอบโจทย์ คนเจน   Y / Z   เลยเป็นที่มาของ  PETMANIZATION  คือคำสมาสของ  PET + HUMANIXATION   อย่างหลีกเลี่ยงมิได้นั่นเอง    หรือแม้แต่อพาทเมนท์หรือคอนโดให้เช่าที่ตอบโจทย์คนเลี้ยงสัตว์ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ......

 

 

 



 

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...