วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ยั่งยืนอย่างไรให้………ยั่งยืน

 

ยั่งยืนอย่างไรให้………ยั่งยืน



                วันนี้โลกของเราประสบกับปัญหาสภาวะแวดล้อมในหลายๆมิติ  ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองจนยากต่อการเยียวยาเพราะติดกับดักความสดวกสบาย      เพราะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเคยชินที่ติดมาตั้งแต่เกิด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาพลาสติก  และ ขยะ  ที่ยากต่อการกำจัดและบริหารจัดการ   เราคงไม่สามารถกลับไปอยู่ในยุคที่ซื้อขนมแล้วใส่กระทงที่ทำจากใบกล้วยได้อีก   

               คำถามคือ .......  แล้วเราจะบริหารจัดการอย่างไร ??

               วันนี้การดำเนินธุรกิจ หรือ ธุรกรรมใดๆ ก็ตามจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืน.........  แต่จะทำอย่างไรให้ยั่งยืนแบบยั่งยืน    คือเป็นการยั่งยืนอย่างแท้จริงที่มิได้เพียงแต่การประกาศว่าเป็นองค์กรสีเขียว   แต่ยังใช้ขวดพลาสติกใช้ครั้งเดียว  ฯลฯ    ซึ่งแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ  ธุรกรรม  และ ชีวิตที่ยั่งยืนก็มีแนวคิดที่สามารถสรุปได้ดังนี้

องค์ประกอบของการทำธุรกิจให้ “Sustainable” หรือยั่งยืน และ กลยุทธ์ความยั่งยืน จะต้องคำนึงถึงในหลายมิติ    ซึ่งโดยทั่วไปนิยมจัดแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก (Triple Bottom Line หรือ TBL) และสามารถขยายได้ถึง 5-7 ด้าน ตามบริบทของธุรกิจ ดังนี้:



 

People (ด้านสังคม – Social Sustainability)

ในบริบททั่วไปมักจะมองในแง่การรับผิดชอบต่อสังคม   เช่น  การบริจาค  การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  จนลืมอีกมิติหนึ่งนั่นก็คือ    การดูแลพนักงาน ลูกค้า และชุมชน  การให้ความเท่าเทียมทั้งทางเพศ  ทางเพศสภาพ  และความยุติธรรมทางสังคม รวมทั้งความปลอดภัยในการทำงาน  และการเคารพสิทธิมนุษยชน

Planet (ด้านสิ่งแวดล้อม – Environmental Sustainability)

มิตินี้คงไม่ต้องมีการตีความ   เพราะเป็นการงด  ลด  ละ  เลิก   ในการที่จะทำลายสิ่งแวดล้อม   เช่น  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   การจัดการของเสียและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  การใช้พลังงานสะอาด  ซึ่งเป็นสิ่งที่รับรู้กันโดยทั่วไป  แต่การดำเนินการในการบริหารจัดการคงยังเป็นคำถาม  เพราะว่ามันเป็นการเพิ่มต้นทุนในการทำธุรกิจ  แต่ก็คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ในการที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้เพราะว่าการถูกบีบรัดจากคู่ค่า   และ ผู้บริโภคปลายทางทำให้ทุกธุรกิจต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างมีนัยะสำคัญ

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ  3  R  คือ Reduece  Reuse  Recycle  ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่ผมเองอยากขยายออกเป็น   9 R   คือ  ***Refuse**Replace**Reduce**Reuse **Return **Refill**Repair**Regift**Recycle......

ก็คือ  การพยายามที่จะไม่ใช้สินค้านั้น    การหาสินค้าทนแทน  การลดการใช้   การใช้ซ้ำ + การคืนภาชนะบรรจุ + การใช้ภาชนะแบบเติม   การซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้อีก  การใช้สินค้าหมุนเวียนเปลี่ยนไป  และสุดท้ายหากต้องใช้ก็นำกลับมาใช้ใหม่ทั้งพัฒนารูปลักษณ์หรือเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นหรือแค่ใช้ซ้ำ

 


 

 

Profit (ด้านเศรษฐกิจ – Economic Sustainability)

และแน่นอนที่สุดการดำเนินธุรกิจนั้น  ก็ต้องมีผลกำไรแต่คงไม่ใช่ผลกำไรที่สูงสุด  Maximize Profit   แต่จะต้องเป็นการ Maximize Benefit   ซึ่งเป็นไปในเรื่องของกการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล  การสร้างผลตอบแทนในระยะยาวความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน    และตอบแทนผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆอย่างเหมาะสม   โดยแยกได้เป็นสี่ประการคือ

Purpose (เป้าหมายองค์กร) ธุรกิจควรมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่แค่กำไรแต่เพียงอย่างเดียว   มีการแบ่งปันกันอย่างเหมาะสม   ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้น   พนักงาน   ชุมชน   สังคม และประเทศชาติ

Partnership  (ความร่วมมือ)   ต้องเป็นการประสานความร่วมมือกับทั้ง ภาครัฐ เอกชน ชุมชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร 

Policy &  Governance  (นโยบายและธรรมาภิบาล)   ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งแนวคิดนี้หาได้ยากในองค์กรภาครัฐที่นับว่าจะยิ่งบริหารงานแบบขาดธรรมาภิบาล  ซึ่งเป็นปัญหาหลักและใหญ่ที่สุดของประเทศไทยที่จะต้อ   “ปฎิรูป / ขจัด / ล้างบาง “  ให้ลดเหลือน้อยที่สุด  มิฉนันหายะจะบังเกิดแก่ชาติและสังคมไทยในอนาคตอย่างแน่นอน   เพราะเราคงจะเห็นว่าในรอบ 20-30 ปีที่ผ่านมาความสารถในการแข่งขันของประเทศลงลงตามลำดับจาก  “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย”    เป็นแมวตัวที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเอเชีย

               Innovation ( นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน )   จะต้องมีการพัฒนา  หรือ ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง  การออกแบบผลิตภัณฑ์รวมทั้งภาชนะบรรจุที่หมุนเวียนหรือใช้ซ้ำได้  หรือ แนวคิดอื่นๆที่จะสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง  PEOPLE  PLANET  PROFIT  ดังได้กล่าวไว้ในตอนต้น

 

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568

แนวโน้มการตลาดปี 202

 


Cr:ภาพจากเฟสบุค Selvedgework

               คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “เด็กๆเวลาเดินช้า”  สูงวัย “เวลาเดินเร็ว”  ดูท่าจะจริงเพราะในความรู้สึกของผมว่าปี 2025 นี้มันเดินเร็วกว่าปกติหรือเปล่า   หรือเป็นเพราะเราเองผ่าน 66 ปีไปก้าวเข้าสู่ 67 นับถอยหลังที่จะอยู่บนโลกนี้แล้วกระมัง 

 ปีนี้แม้จะเป็นปีที่แสนสาหัสซึ่งปีหน้า 2026 ยังมีข่าวดีว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีกว่าปี  2027  นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง  หุหุ.......  สงสัยว่าปี 2027  จะเก็บเถ้ากระดูกกันเรยหรือเปล่า 

อย่างไรก็ตามชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป  ว่าแล้วเราก็มาดูแนวโน้มทางการตลาดที่น่าจับตามอง   ที่ไม่ได้เกิดจากงานวิจัย ไม่ได้เกิดจากเทวานฤมิตร  แต่เกิดจากความรู้สึกส่วนตัว  ประสบกการณ์ส่วนตัว  ดังนั้นก็อ่านเล่นๆเย็นใจเน้อพี่น้อง

1. การก้าวข้าม "ตลาดแมส" สู่ Precision Marketing และ Fragmentatioเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche/Micro-Marketing): แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบหว่านแห และหันไปโฟกัสกลุ่มย่อยที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แบรนด์กลาง ๆ ที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะอยู่รอดได้ยาก  สร้างคุณค่ามากกว่าแค่การขาย (Incremental Values)

 แบรนด์ต้องมี "เหตุผลที่คนอยากเลือก" ที่ชัดเจน นอกเหนือจากตัวสินค้าหรือบริการ  ยกตัวอย่างเช่น  Selvedgework (Customized Denim)  ที่เจาะกลุ่ม Denim Enthusiasts หรือคนที่คลั่งไคล้ยีนส์ผ้าดิบ (Raw Denim) ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มีกำลังซื้อสูงและมีความรู้เรื่องสินค้าลึกซึ้ง  ที่สำคัญลูกค้าเลือกทุกอย่างได้เอง ตั้งแต่ชนิดของผ้าริมจากญี่ปุ่น/อิตาลี, สีด้าย, กระดุม, ไปจนถึงทรงที่พอดีกับสรีระเฉพาะบุคคล

ผลิตขึ้นเพื่อ "คนๆ เดียว" (Segment of One) ซึ่งเป็นการทำ Micro-marketing ขั้นสุด ไม่มีการสต็อกสินค้าเหลือค้างแบบตลาดแมส แต่เน้นการเก็บ Data ความชอบของลูกค้าเพื่อนำเสนอผ้าคอลเลกชันใหม่ที่ตรงใจเป็นรายบุคคล

แถมยังมีรุ่นที่คอลแลปกับนักร้องดังที่มียีนส์ในหัวใจ ป๊อด โมเดินด้อกเป็นทางเลือกที่แพงอีกด้วย


2. ความผันผวนของอัลกอริทึม (Algorithm Volatility) ความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติ  อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและการค้นหาจะเปลี่ยนแปลงบ่อยและรุนแรงขึ้น ทำให้นักการตลาดต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องการตลาดต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นำตรรกะ  เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ของมนุษย์จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้แบรนด์โดดเด่น  ดังนั้นการมีมือการตลาดที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี่จะช่วยสนับสนุนให้แผนกลยุทธ์ทางการตลาดประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

3. Micro-Influencer แซงหน้า Celebrity ความจริงใจสำคัญกว่าชื่อเสีย   ผู้บริโภคจะให้ความไว้วางใจกับ Micro-Influencer หรือ Creator ที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มเฉพาะ และมีความจริงใจ (Authenticity) มากกว่าดาราหรือคนดัง  เพราะผุ้บริโภคเข้าใจ และรู้ดีว่าเขาเหล่านั้นรับจ้างมาโปรโมท มาเป็นพรีเซนเตอร์      แต่  Influencer เป็นผู้นำทางความคิด (Meaning)  เปลี่ยนจากอินฟลูเอนเซอร์ที่เชียร์แต่การขาย เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำและนำทางความคิดแก่ผู้บริโภค  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Influencer สายท่องเที่ยว   สายบิวตี้ (แบบที่คนธรรมดาก็สวยได้)  สายกีฬา (โดยเฉพาะพวกวิ่ง และ เวทเทรนนิ่ง)  เพราะพวกนี้คือของจริงที่ทนทานต่อการพิสูจน์  ใช้จริง เจ็บจริง ดีจริง ที่สำคัญพูดจริง

4. Trust Economy และความโปร่งใสความไว้วางใจคือสินทรัพย์หลัก ท่ามกลางยุคที่มีเนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI Content) และข้อมูลที่ผิดพลาด (Misinformation) ความไว้วางใจและความโปร่งใสจะเป็นปัจจัยกำหนดความอยู่รอดของแบรนด์ในระยะยาวข้อมูลต้องตรวจสอบได้  การสื่อสารของแบรนด์ต้องเป็นเรื่องจริงและสามารถตรวจสอบได้  อีกไม่ถึง 60 วันก็จะเลือกตั้งคงเป็นตัวอย่างได้ว่าพรรคใดที่พูดจริง  ทำจริง  มีความโปร่งใส  ทำการเมืองแบบซื่อตรง  ก็ต้องรอดูผลการเลือกตั้งในอีกในวันที่ 8 กพ. 69 ว่าการตลาดการเมืองแบบโปร่งใสจะขายได้จริงหรือไม่  และ อย่างไร ??

5. การให้ความสำคัญกับ ESG และ Sustainability ที่วัดผลได้ ESG/ความยั่งยืนเป็น Game of Dataแบรนด์ไม่สามารถพูดถึงความยั่งยืนแค่ผิวเผินอีกต่อไป แต่ต้องสามารถวัดผลและแสดงข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้บริโภคเพื่อส่วนรวม มีกลุ่มผู้บริโภคที่บริโภคเพื่อสนับสนุนชุมชนหรือประเด็นทางสังคมที่ตนเองยึดมั่น  ดังนั้นต้องสื่อสารให้ชัด  จับต้องได้ เป็นรูปธรรม  เช่น  ใช้ภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติกลดการใช้ไปได้ เดือนละกี่ชิ้น  คิดเป็นพลาสติกกี่กิโลกรัม   ลดการใช้น้ำในกิจการของบริษัทไปได้กี่ลิตร  กี่คิว  ฯลฯ  เป็นต้น  ซึ่งต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ  อาจจะเป็นทุกสามเดือน หรืออย่างช้าหกเดือน  เพื่อแสดงถึงจุดยืนของกิจการในเรื่องนี้อย่างชัดเจน  จับต้องได้

6. การเติบโตของ Longevity Economy และ AgeTech  โอกาสในสังคมสูงวัย  ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ประชากรสูงวัย (AgeTech) จะมีการเติบโตอย่างมาก ทั้งด้านสุขภาพ การเงิน และไลฟ์สไตล์ ตลาด Wellness: ธุรกิจสุขภาพ ความงาม โภชนาการ และสุขภาพจิต (Mental Health) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง  น่าจะเป็นธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง  จากข้อมูลของ The Global Wellness Institute  ได้ประเมินมูลค่าการตลาดสูงถึง 6.8 trillian  USD หรือ  6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือเท่ากับ 211.48 ล้านล้านบาท  แถมยังเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง  2019-2024 ถึง  6.2 %  และคาดการณ์ว่า   2024-2029 จะเติบโตเฉลี่ย  7.6%  ทำให้มูลค่าในปี 2029  มีมูลค่าถึง 9.75 trillian USD

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สร้างสมดุลย์ กระตุ้นความร่วมมือ

 



สร้างสมดุลย์  กระตุ้นความร่วมมือ

26  พฤศจิกายน 2568

               เมื่อเดือนที่แล้วได้รับโจทย์จากท่ายยุทธ  ศิริบุญรักษา  ผู้พิพากษาอาวุโส  ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ให้ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับ  “การไกล่เกลี่ย”  และ “การแสวงหาข้อเท็จจริง”  หรือ  “การโน้มน้าวจูงใจ”   ก็เลยได้มีโอกาสคิดวิเคราะห์จากประสบการณ์ในอดีต  และองค์ความรู้ที่มีจึงได้ข้อสรุปเป็นประเด็นต่างๆ  ในอันที่จะโน้มน้าว  จูงใจ  ให้บุคคลที่สามคล้อยตามหรือปฏิบัติตาม    โดยการขยายคำว่า  BALANCE   ซึ่งขยายความได้ดังนี้

            B = Base   คือข้อมูลพื้นฐาน  ที่เราจะต้องแสวงหา   และในโลกปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีตัวตนในโลกออนไลน์  ก็จะทำให้แสวงหาข้อมูลได้ง่ายและมากขึ้น  นอกจากนี้แล้วยังแสวงหาข้อเท็จจริงได้จากการสอบถาม  การสืบประวัติ  จากครอบครัว จากชุมชน และ ข้อมูลที่ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมให้  ที่สำคัญคือความต้องการที่แท้จริงของคู่กรณี  ซึ่งมีตัวอย่างหนึ่งที่พ่อตาฟ้องขอคืนทิ่ดินจากลูกเขย (ลูกสาวเสียชีวิต)  แต่ผมได้ค้นหาความจริงได้ว่า  พ่อตากลัวลูกเขยเอาไปขายและใช้เงินหมดเลยสรุปจบได้ว่าโอนทิ่ดินให้กับหลานไปก็เลยจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

           A = Action  คือต้องดูปฏิริยาของบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด  รวมทั้งบุคคลที่ร่วมในกิจกรรมนั้น  ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการ  เช่น ในการไกล่เกลี่ยซึ่งอาจจะนำญาติของแต่ละฝ่ายเข้ามาด้วยประสงค์ใดก็แล้วแต่   อันอาจจะทำให้การเจรจานั้นไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะมีลูกยุหรือศักดิ์ศรีค้ำคออยู่   บางครั้งการแยกบุคคลที่สามออกไปก่อนการแสวงหาข้อเท็จจริง และ เจรจาก็อาจจะทำให้การเจรจานั้นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น 

          L = Love  ความรักจะเยียวยาทุกสิ่ง  เพราะหากรักแล้วทุกอย่างได้หมดเพราะสดชื่นนั่นเอง  หากค้นหาได้ว่ามีความรัก  ภักดี  หรือนิยมชมชอบอะไร  ก็พยายามเอาเรื่องเหล่านั้นมาพูดคุยในระหว่างการสนทนา  จะได้ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันอาจจะก่อให้เกิดการคล้อยตาม หรือ ยอดมปฏิบัติตาม   ในภาพยนต์เรื่องหนึ่งทางช่อง AXN  ตำรวจพยายามถามผุ้ร้ายที่สมรู้ร่วมคิดในการวางระเบิดที่จะทำให้คนตายเป็นหลายร้อยคน  ในเบื้องต้นพยายามข่มขู่ ฯลฯ  ไม่เป็นผล   แต่ข้อมูลคือคนท้องถิ่นของฮาวาย (ซึ่งมีความรักในถิ่นฐานมาก)  ก็เลยเปลี่ยนคำจูงใจใหม่ว่า   “คุณไม่ต้องบอกข้อมูลที่วางระเบิดเพราะกลัวถูกโทษหนัก   แต่ให้คุณทำเพื่อ ฮาวาย     เท่านั้นแหละครับบอกที่วางระเบิดเรย  อาจจะเป็นเรื่องในภาพยนต์แต่สามารถนำมาปรับใช้ในกรณีนี้ได้เป็นอย่างดี    หรืออย่างในกรณีพ่อตากับลูกเขยข้างต้นก็จบลงด้วยความรักที่มีต่อลูกและหลานเหมือนกันนั่นเอง

           A = Asset  ในกรณีนี้นอกจากความหมายว่าคือทรัพยสินแล้ว   ก็ยังตีความหมายได้ถึงมูลค่าของผลประโยชน์ที่เป็นกรณีที่ขัดแย้งกันด้วย  ซึ่งมีทั้งผลประโยชน์ที่จับต้องได้ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน บ้าน รถ ทรัพย์สินเงินทอง  กับผลประโยชน์ทางจิตใจเช่นความสงบ  ความสุข  ฯลฯ เป็นต้น  ต้องคนหาและบริหารให้สมดุลย์กับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย  ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วไม่มีอะไรที่ยุติธรรม 100%  แต่เป็นข้อตกลงที่ยอมรับได้กันทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

          N = New Attitude  คือทัศนคิตและความเชื่อใหม่  หากสามารถปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “เราต้องชนะ” แต่เพียงอย่างเดียวก็จะสามารถคลีคลายสถานการณ์ไป  โดยมีตัวเลือกที่สมดลุย์ได้บ้างเสียบ้างแต่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย  ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าในกรณีที่แพ้แล้วอาจไม่ได้ หรือไม่เหลืออะไรเรยหรือไม่?

        C = Compromise   การประณีประนอม  นอกจากนี้ยังอาจมีความหมายว่า ยอมความ, อ่อนข้อ, หรือ อะลุ้มอล่วย ในเชิงกริยา  ต้องดึงดูดทุกฝ่ายให้มีแนวคิดในการประณีประนอมมากกว่าการเอาชนะคะคานกัน  ซึ่งจะทำให้เกิดสถานการณ์  WIN-WIN  แต่ก็อาจจะได้ไม่หมด  ได้บางส่วน และเสียบางส่วนไปเพื่อความผาสุขของทุกฝ่ายหรือไม่ ??

        E = Equity  ในภาษาบัญชีหมายถึงทุน  แต่ในทางสังคมศาสตร์แล้วหมายถึง   “ความเสมอภาค”  ซึ่งขยายความได้ว่า    ความยุติธรรม (equity) คือ การได้รับโอกาสตามที่ต้องการอย่างเป็นธรรมสมเหตุสมผล (fairness)   ต่างจากคำว่า    ความเท่าเทียม (equality) คือ การได้รับโอกาสทุกอย่างเหมือนกัน (sameness)  ตัวอย่างในกรณีนี้  เช่น  การแบ่งทรัพย์สิน  อาจจะมีกรณีที่ไม่สามารถแบ่งได้ลงตัวตามจำนวนเงิน  แต่อาจจะแบ่งเพื่อให้โอกาสสำหรับผู้ด้อยกว่า (มีเงิน หรือ โอกาสหาเงินได้น้อยกว่า)  ได้รับทรัพย์สินที่มากกว่า (พอประมาณ) โดยอาศัยความรัก และ ความผูกพัน ดีกว่าหรือไม่ ??

               ท้ายที่สุดนี้ก็คงเป็นแค่แนวทางในการเจรจาต่อรอง ไกล่เกลี่ย  โน้มน้าว  ฯลฯ  ส่วนในสนามจริงยังคงมีเหตุปัจจัยอีกหลายประการที่ต้องอาศัยความชำนาญ  องค์ความรู้ในด้านต่างๆ และ ประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นสำคัญนั่นเอง

              


วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ภูมิทัศน์ผู้บริโภค ปี 2025 + เปลี่ยนไปอย่างไร?

 

เครดิตภาพ **linkedin.com/pulse/adapt-changing-consumer-landscape-get-lost-alex-barseghian

            การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกในปี  1900-1970   เป็นไปอย่างช้าๆมีพลวัตรที่ทำให้ทุกคนปรับตัวได้   แต่ "การปฏิวัติดิจิทัล" (The Digital Revolution หรือ Third Industrial Revolution) นั้นไม่มีปีเริ่มต้นที่แน่นอนเพียงปีเดียว แต่มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลายช่วงเวลา ดังนี้:

ช่วงที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดคือ: คริสต์ทศวรรษ 1970   เพราะการกำเนิดของไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor): การประดิษฐ์ชิปประมวลผลขนาดเล็ก ทำให้สามารถผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง และเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

การถือกำเนิดของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer การเปิดตัว PC ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1970 เช่น Apple II ในปี 1977 และ IBM PC ในปี 1981เป็นจุดที่คอมพิวเตอร์เริ่มแพร่หลายจากห้องปฏิบัติการและองค์กรขนาดใหญ่ เข้าสู่บ้านเรือนและสำนักงานทั่วไป ซึ่งเร่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรุนแรง

ปี ค.ศ. 1947: การประดิษฐ์ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นช่วงที่การปฏิวัติดิจิทัลเร่งตัวถึงขีดสุดและมีผลกระทบไปทั่วโลก ด้วยการแพร่หลายของ อินเทอร์เน็ต (World Wide Web) และ โทรศัพท์มือถือดิจิทัล

 

 

จุดเริ่มต้นของ AI ยุคใหม่ (Generative AI Boom) คือช่วงปี ค.ศ. 2022  เพราะการเปิดตัว ChatGPT: OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปลายปี 2022  ซึ่งเป็นแชทบอทที่ใช้ Generative AI (GPT-3.5) ที่มีความสามารถในการสนทนาและสร้างข้อความที่เหมือนมนุษย์ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สาธารณชนตื่นตัวและเข้าถึง AI ได้อย่างกว้างขวาง

การแพร่หลายของ AI สร้างภาพ: เครื่องมือสร้างภาพจากข้อความ (Text-to-Image)  ของ  ChatGPT  หรือ Google Gemini   ซึ่งได้เปิดตัวสู่สาธารณะในช่วงปี 2021-2023 ทำให้เกิดการปฏิวัติในการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัล

แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนที่เป็นพื้นฐานในการกำเนิดเอไอยุคใหม่  โดยเริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2017 เป็นจุดกำเนิดสำคัญทางเทคนิคเมื่อ Google เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง "Transformer" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมโมเดลที่ใช้ใน Generative AI สมัยใหม่ทั้งหมด (รวมถึงตระกูล GPT และ Gemini)

 

สรุปคือ การเปลี่ยนแปลงที่ "รวดเร็วและรุนแรง" ที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้และทำให้เกิดกระแสปฏิวัติในทุกอุตสาหกรรม เริ่มชัดเจนในปี ค.ศ. 2022 นั้นทำให้ภูมิทัศน์ผู้บริโภค และ พฤติกรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

มิทัศน์ ผู้บริโภค  ที่หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือภาพรวมของพฤติกรรม  ความต้องการ และแนวโน้มต่างๆของผู้บริโภคที่ส่งผล ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการ   แต่หากให้ความหมายสั้นๆ  มันก็คือ  “เหตุ ..ปัจจัย ... ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจ ซื้อหรือไม่ซื้อ  สินค้าและบริการ “  นั่นเอง

จากเหตุการณ์ที่แบรนด์หรูในจีนต้องปิดตัวลง  หรือปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกับภูมิทัศน์พฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไป   เช่น ฮักเก้นด้าสที่ต้องปิดตัวลง  250 สาขา   สตาร์บัคที่มีอยู่ 7 พันกว่าสาขาน่าจะต้องปิดตัวไปไม่น้อยในปีนี้ เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน  หรือ  ดีแคทลอน ที่ปิดร้านไป 30 เปอร์เซนต์

1. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มากกว่า “ราคา”สนใจสิ่งที่แบรนด์ “ยืนหยัดเพื่ออะไร” (เช่น สิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม ความโปร่งใส)ต้องการความคุ้มค่าในเชิงอารมณ์ เช่น ความยั่งยืน หรือสังคม

2. เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อการใช้ AI, Chatbot, ระบบแนะนำสินค้าส่วนบุคคล (personalized recommendation)การใช้ AR/VR ในการทดลองสินค้า

3. ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Hyper-personalization)คาดหวังการสื่อสารที่ “ตรงใจ” ไม่ใช่แค่ “ตรงกลุ่มเป้าหมาย”

4. Gen Z และ Alpha มีอิทธิพลสูงขึ้นGen Z ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรม, ความเร็ว, ความสนุกแพลตฟอร์มที่นิยม: TikTok, Instagram Reels, YouTube Shorts

5. พฤติกรรมซื้อแบบ Omnichannelการซื้อสินค้าเริ่มต้นจากออนไลน์และจบที่ออฟไลน์ หรือกลับกันต้องการประสบการณ์ “ไร้รอยต่อ” ระหว่างแพลตฟอร์ม

6. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภค “เลือกซื้ออย่างมีสติ” (Mindful Consumption)เลือกของที่จำเป็น หรือยืดหยุ่นได้ (Subscription, Rent, Pre-order)

แล้ว  SME ควรปรับตัวอย่างไร?

1. เน้นความแตกต่างด้วย “คุณค่าแบรนด์” (Brand Purpose)สื่อสารว่าแบรนด์มีเป้าหมายอะไร ไม่ใช่แค่ขายของ

2. ใช้เทคโนโลยีช่วยเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าใช้ Data และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อปรับสินค้าและบริการให้ตรงความต้องการใช้ Chatbot, CRM, และระบบ Loyalty Program แบบอัจฉริยะ

3. ปรับรูปแบบสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เน้นวิดีโอสั้นที่สนุก เข้าใจง่าย แชร์ง่ายทำ Content Marketing ที่ให้ความรู้และแรงบันดาลใจ

4. ทำ Omnichannel Marketing ให้ครบวงจรพัฒนาประสบการณ์ Online + Offline อย่างไร้รอยต่อช่องทางต่าง ๆ ควรมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เช่น โปรโมชั่น, สต๊อกสินค้า

5. ออกแบบสินค้า/บริการที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ เช่น บริการแบบ subscription, สินค้าแบบ customize, หรือ bundle set

6. สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Customer Engagement)การมี Community หรือ Club ของลูกค้าใช้ Social Listening ในการตอบสนองต่อเสียงของลูกค้า

สรุปได้สั้นๆประโยคเดียวว่า  ผู้บริโภคยุคนี้ได้เปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้มีส่วนร่วมในแบรนด ดังนั้นเอสเอ็มอีก็ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไป  

“ผู้ใดปรับตัวได้ คือ ผู้อยู่รอด !!!!! “

 

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568

Pain point สอยให้เจอ

 

Pain point  สอยให้เจอ

8 กันยายน  2568



            จุดที่ยากลำบากที่สุดในการทำธุรกิจก็คือการหาความต้องการของผู้บริโภค  นักธุรกิจเอสเอ็มอีรุ่นเก่าๆมักจะแห่ทำกัน  เห็นอะไรดีก็แห่ทำตามกันเป็นพรวนโดยมิได้ทราบความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค  เช่น ร้านกาแฟ  กับ ร้านอาหาร  เปิดกันเป็นดอกเห็ดและก็ล้มหายตายจากไปในปีแรก ตามสถิติของทั้งสองแหล่งระบุว่าปิดตัวถึง 60 % ดังนี้

ผลสำรวจจาก FoodStory และ MarketThink (2023): พบว่า 60% ของร้านอาหารปิดตัวลงภายใน 5 ปี

รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทยและวิจัยกรุงศรี (2024): พบว่าธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่ม มีอัตราการปิดตัวสูงถึง 60-70% ภายใน 3 ปีแรก

ดังนั้นการแสวงหาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค หรือ PAIN POINT จึงเป็นข้อมูลที่สำคัญในอันที่จะทำให้ธุรกิจนั้นไปรอดและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

             แนวคิดหลักของการ “คิดนอกกรอบตอบโจทย์ Pain Point”

1. สังเกต Pain Point – มองหาสิ่งที่ผู้บริโภค "บ่น" หรือ "ลำบากใจ" อยู่ทุกวัน

2. หาคำตอบที่ต่างไปจากเดิม – ไม่ใช่แค่พัฒนาเล็กน้อย แต่หาวิธีใหม่ เช่น จากรถแท็กซี่ Super App

3. ผสมผสานเทคโนโลยี + พฤติกรรมผู้บริโภค – ใช้ data, mobile, digital มาตอบโจทย์

4. ทำให้เข้าถึงง่าย – ราคาไม่แพง เข้าถึง mass market ได้

5. สร้างประสบการณ์ใหม่ (User Experience) – เช่น iPhone ไม่ได้ขายมือถือ แต่ขาย "ความง่าย + lifestyle

ตัวอย่าง สินค้าไทย

1. เบบี้ไมด์ สบู่เหลวเด็ก (Babi Mild)

Pain Point: คุณแม่กังวลว่าสบู่ทั่วไปแรงเกินไปสำหรับผิวเด็ก

นวัตกรรม: สูตรสบู่อ่อนโยน pH Balance และใช้สารสกัดธรรมชาติ

Impact: กลายเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์เด็กของไทย และต่อยอดสู่สินค้าสำหรับครอบครัว

2. J-PARK   บริการที่จอดรถ

Pain Point: ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอในกรุงเทพ  โดยเฉพาะสถานที่ราชการ และ ตึกสูง

นวัตกรรม: พัฒนานวตกรรม AI ในการตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์  และคำนวนค่าบริการพร้อมทั้งชำระเงินทางแอปพลิเคชั่น  หรือ โอนผ่านธนาคาร

Impact: ได้รับความนิยมทั้งในไทยมีจุดบริการถึง 39 แห่ง  และมีแผนขยายไปสู่ตลาดอาเซียน  


ตัวอย่างสินค้าเอเชีย

3. Shiseido Bio-Performance (ญี่ปุ่น)

Pain Point: ผู้หญิงกังวลริ้วรอย แต่ไม่อยากผ่าตัดหรือฉีดโบท็อกซ์

นวัตกรรม: ครีมบำรุงผิว Anti-aging ที่ใช้ Bio-Technology กระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิว

Impact: เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ของ “นวัตกรรมครีมลดริ้วรอย”

4. SK-II Facial Treatment Essence (ญี่ปุ่น)

Pain Point: ผิวหมองคล้ำและแก่เร็วจากมลภาวะ

นวัตกรรม: ค้นพบ Pitera™ สารสกัดจากการหมักยีสต์ ที่ฟื้นฟูผิวให้ใสสุขภาพดีImpact: กลายเป็น iconic product ที่ขายได้ทั่วโลก

 สินค้าระดับโลก

5. Dyson Supersonic Hair Dryer (อังกฤษ)

Pain Point: ไดร์เป่าผมทั่วไปเสียงดัง ร้อนเกินไป ทำลายเส้นผม

นวัตกรรม: ใช้มอเตอร์ดิจิทัลความเร็วสูง + เทคโนโลยีควบคุมความร้อนอัตโนมัติ

Impact: พลิกโฉมอุตสาหกรรมดูแลเส้นผม ทำให้ Dyson เป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมียม

6. Clutch  กาวติดเสื้อผ้า กับร่างกายมนุษย์   (ออสเตรเลีย)

Pain Point: ผุ้หญิงที่ใส่เสื้อเกาะอก  หรือ  เสื้อเปิดไหล  หรือเซ็กซี่  มักจะเจอปัญหาเสื้อหลุด

นวัตกรรม: คิดค้นกาวที่สามารถติดเสื้อกับร่างกายมนุษย์ได้อย่างดี และ ล้างออกง่าย

Impact: เป็นนวัตกรรม ที่เกิดจากรายการ  Shark Tank Australia  ยอดขายปัจจุบันนับได้เป็น 100,000 ชิ้น จากฝีมีของ คุณ  Annabel Hay


 

            6. Kidd coffee  กาแฟสำหรับเด็ก (สหรํฐอเมริกา)

Pain Point:  ก่อตั้งโดยพ่อลูกคู่หนึ่งคือ David และ Ethan Sanborn โดยมีแนวคิดมาจาก Ethan เด็กชายวัย 8 ขวบที่ชอบดื่มกาแฟ  แล้วถามพ่อว่าทำไมไม่มีกาแฟสำหรับเด็ก ??

นวัตกรรม: กาแฟที่มีคาเฟอีนแค่  0.01%  และเติมวิตามิน  และรสชาด ดั้งเดิม คารามล และ ช้อคโกแลต

Impact: เป็นนวัตกรรม ที่เกิดจากรายการ  Shark Tank USA  ยอดขายปี 2024 ถึง  75,000 USD

ยั่งยืนอย่างไรให้………ยั่งยืน

  ยั่งยืนอย่างไรให้ ……… ยั่งยืน                  วันนี้โลกของเราประสบกับปัญหาสภาวะแวดล้อมในหลายๆมิติ   ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองจน...