วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

“ใครจ่าย ??? “


เมื่อคืนเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาดถึง 8.3 ริกเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นทำให้เกิด “สึนามิ” ที่มีความรุนแรงมากก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งชิวิตและทรัพย์สิน ถึงแม้ว่าคนที่เสียชีวิตจะไม่มากเหมือนกับคราวที่เกิดในประเทศไทยและบริเวณใกล้เคียงที่มีคนเสียชีวิตรวมถึง 220,000 คน หากเรามองย้อนไปดูว่า 10 ปีเศษที่ผ่านมาเรามีโศกนาฎกรรมใหญ่เกิดขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะสึนามีและแผ่นดินไหว เช่นในเฮติ คนตายถึง 220,570 คน ที่เสฉวน 8 หมื่นคนเศษ ทีปากีสถาน 8 หมื่นคนเศษ ที่อิหร่านสองครั้ง รวมแล้ว 7 หมื่นคนเศษ เราจะเห็นได้ว่าทุกๆปีจะมีเหตุให้ต้องเศร้าเสียใจกันและเหตุการณ์ต่างๆก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆทั้งยอดผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหาย อนาคตโลกแตกคงไม่ไกลเกินกว่าความเป็นจริงเสียเท่าไหร่ ผมเคยคุยกับนักศึกษาว่าให้ดูภาพยนตร์ที่มีเหตุการณ์ต่างๆไว้ว่าในอนาคตช้าหรือเร็วเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในโลก ตอนเป็นเด็กก็หลายสิบปีแล้วมีภาพยนตร์เรื่องโลกแตก (EARTH QUAKE) สมัยนั้น(นานมากแล้ว) เทคนิคสุดยอดดูแล้วตื่นเต้นสุดๆแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงไม่กี่สิบปีให้หลัง พายุหิมะถล่มนิวยอร์คในภาพยนตร์ สัตว์กลายพันธุ์เป็นอสูรกาย (ตัดต่อดีเอ็นเอ) ดาวหางพุ่งเข้าชนโลก น้ำท่วมโลก ฯลฯ เชื่อได้ว่าอนาคตจะเป็นไปได้อย่างแน่นอนคำถามมีอยู่ว่า ช้าหรือเร็วเท่านั้นนั่นเอง
เกริ่นมาเสียนานก็อยากเข้าเรื่องว่าเหตุต่างๆในโลกล้วนแต่มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเราก็สามารถควบคุม แก้ไข หรือ บรรเทาให้ความเสียหายน้อยลงได้เช่น สึนามีในญี่ปุ่นครั้งนี้เนื่องจากมีการเตรียมพร้อม ทั้งอุปกรณ์ตรวจจับ การฝึกซ้อม การเตือนภัย ฯลฯทำให้เสียชีวิตน้อยมาก แล้วคำถามที่ว่า “ใครจ่าย” ก็ต้องตอบว่า มนุษย์และสังคม เป็นคนจ่ายกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติหากเราไม่ดูแลและรักษาธรรมชาติ ลูกหลานเราในอนาคตก็ต้องเป็นคนจ่าย ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ 101 ที่เคยเรียนมาว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่ได้จ่ายแล้วใครเป็นคนจ่ายเท่านั้น เราเห็นโปรโมชั่นต่างๆไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรรที่ปัจจุบันนี้โปรโมชั่นกันว่า ดอกเบี้ย 0% หนึ่งปี หรืออยู่ฟรี 1 ปี ฯลฯ ถามว่า “ฟรีจริงหรือ” คำตอบคือ “ไม่” แล้วใครจ่ายละครับผู้บริโภคนั่นแหละเป็นคนจ่ายเพราะโครงการได้บวกต้นทุนของฟรีเหล่านี้ไว้ในต้นทุนของสินค้าแล้วก่อนจะตั้งราคาขาย ธนาคารคงไม่มีใครให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือต้องผ่อนเป็นเวลาถึงหนึ่งปีแน่ ดังนั้นเจ้าของโครงการจึงเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยหรือผ่อนให้เราหนึ่งปีแทน “ด้วยเงินของเราเองที่รวมอยู่ในต้นทุนสินค้าก่อนที่จะตั้งราคาขายนั่นเอง” บางคนอาจจะแย้งว่าค่ายโทรศัพท์มือถือไงที่มีของฟรีให้ถึงหกเดือนเช่นเล่นเน็ทฟรี แต่เขาคาดหวังว่าเราจะเป็นลูกค้าต่อไปในอนาคตนั้นเองความหมายคือเราก็ต้องจ่ายในอนาคตนั่นเองอีกอย่างหนึ่งในธุรกิจบริการแล้ว “ไม่ใช้มันหายไป” คือไม่ว่าจะมีคุณมาใช้บริการในช่วงนั้นหรือไม่สัญญานเน็ทก็มีอยู่แล้วดังนั้นต้นทุนของผู้ให้บริการไม่มีจึงสามารถมาทำเป็นโปรโมชั่นได้โดยไม่คิดค่าบริการแต่จะได้จากค่าบริการทางด้านอื่นๆแทนเช่นการโทร การส่งเอสเอ็มเอส ฯลฯ ดังนั้น “โอกาสในการได้ลูกค้า”จึงเป็นคนจ่ายค่าบริการนี้แทนนั่นเอง หันมาดูโครงการของรัฐบาลกันบ้างที่มีค่าไฟฟรี 90 หน่วยแรกถามว่าสุดท้ายแล้วฟรีจริงหรือไม่คำตอบคือไม่เพราะ “ใครเป็นคนจ่ายแทนต่างหาก” ในกรณีนี้ยังไม่สรุปว่าจะเป็นเอกชนคนที่ใช้ไฟเกิน 90 หน่วย หรือว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ที่จะต้องแบกรับภาระตรงนี้ทำให้ดูเหมือนว่าไม่ค่อยเป็นธรรมเพราะเราก็ได้จ่ายภาษีไปแล้วทั้งทางตรงหรือทางอ้อม(ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และจะเป็นภาระต่อต้นทุนสินค้าจนทำให้ต้องขึ้นราคาสินค้าก็จะไปมีผลต่อคนที่มีรายได้น้อยอยู่ดีในที่สุด หรือการศึกษาฟรี 15 ปีที่มีการแจกชุดนักเรียนหนังสือฯลฯ ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ควรแจกให้กับทุกคนก็ได้ซึ่งคาดว่ามีคนถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถช่วยตัวเองได้ ควรนำเงินงบประมาณมาแจกให้กับคนจนจริงหรือพัฒนาโรงเรียนให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกันจะดีกว่าหรือไม่ แล้วถามว่าฟรีจริงหรือไม่ “ใครเป็นคนจ่ายแทนต่างหาก” เพราะเป็นงบประมารของรัฐที่เก็บมาจากภาษีอากรของเราดังนั้นพวกเรานั่นเองที่เป็นคนจ่าย หากครึ่งหนึ่งของงบประมาณนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ (เพราะมีผู้ปกครองที่สามารถช่วยตัวเองได้) ก็สามารถนำมาพัฒนาโครงการอื่นๆได้ “นั่นเท่ากับว่าโครงการอื่นๆเป็นคนจ่ายงบประมาณนี้นั่นเอง”
คำกล่าที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” นั่นเอง อาจมีคนแย้งว่ามีสิบางครั้งเราไปเที่ยวแล้วเกี่ยวผู้หญิงมาได้ ดูเหมือนได้ฟรี แต่ว่าจริงๆแล้วคุณต้องจ่าย “ค่าความเสียง” จากการถูกร้องเรียนว่าข่มขืน ถูกจับ(ให้เลี้ยงดู) หรือถูกยิง (จากแฟนของหญิงคนนั้น) ติดโรค (ทางเพศสัมพันธ์) ฯลฯ ดังนั้นค่าใช้จ่ายอาจจะไม่ใช่ตัวเงินก็ได้แต่เป็น “ค่าความเสี่ยง” นั่นเอง เชื่อหรือยังว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่ “จ่าย” ด้วยอะไรเท่านั้นเอง

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

“ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง”



ผมเขียนบทความนี้ในวันแห่งความรัก “วันวาเลนไทน์” ซึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นวัฒนธรรมทางตะวันตกที่เข้าสู่ประเทศไทย ที่เป็นสังคมเปิดและยอมรับวัฒนธรรมต่างๆจนบางครั้งอาจจะดูเหมือนว่าขาดสติในการเปิดรับเสียด้วยซ้ำไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าการค้าขายเนื่องในวันวาเลนไทน์มีมูลค่าถึง 1,120 ล้านบาทเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้ารวมทั้งประเทศก็น่าจะถึง 2,000 ล้านบาทเพิ่มจากปีก่อนถึง 6.7 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขแม้จะไม่มากมายเท่ากับเทศกาลตรุษจีนหรือสงกรานต์ แต่ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีอย่างมีนัยสำคัญเพราะว่าเติบโตตลอดไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีเลวอย่างไร แต่กับเทศกาลสงกรานต์กับตรุษจีนนั้นขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังไม่มีใครทำการวิจัยว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแต่ผมเชื่อได้ว่าเป็นเพราะ “ความรัก” มันเป็นสิ่งที่เป็น “นามธรรม” และถ้าเราเชื่อหรือศรัทธาแล้วเรายอมทำหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ หรือแม้แต่กระทั่งยอมทำทุกอย่างก็ว่าได้เพื่อคนที่เรา “รัก “ หรือ หากให้รุนแรงหรือยกระดับไปมากกว่านั้นก็คือ “ความศรัทธา”
แม้แต่ในวงการเมืองเองก็ตามเราจะเห็นได้ว่าแต่ละค่ายไม่ว่าสีใดจะมี “สาวก” ที่เหนียวแน่นไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดๆก็จะเป็นขาประจำตลอด คนเหล่านี้มาเพราะความศรัทธาซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของตัวบุคคล หรืออุดมการณ์ หรือสถานการณ์ที่หยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการระดมพล ในทางศาสนาเองก็เช่นกันการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ก็จะนำพามาซึ่งเหตุปัจจัยต่างๆแล้ววันหนึ่งศาสดาที่เราเคารพศรัทธาไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ก็เกิดการฟ้องร้อง อาจจะเรียกที่ดินคืน ขอเงินคืน ฯลฯ เราก็เห็นกันมาอยู่เสมอๆๆ “ศรัทธามาร์เก็ตติ้ง” ก็ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ ทำไม”น้ำหมักป้าเช็ง” ถึงขายได้เป็นอย่างที่เรียกว่าเทน้ำ(หมัก)เทเท่าเลยคำตอบเดียวคือ “ศรัทธา” คนเราลองเชื่อซะอย่างที่เหลือไม่ต้องพูดถึง แต่ความเชื่อเป็นอะไรที่สร้างง่ายและก็เลือนหายไปง่ายด้วยเช่นกันส่วนศรัทธานั้นสร้างยากก็ลบล้างยากเฉกเช่นเดียวกันนั่นเอง จะเรียกได้ว่า “ศรัทธา คือ แบรนด์” ก็ว่าได้เพราะว่าแบรนด์คือชื่อเสียงและความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า ตรายี่ห้อ ผู้บริหาร องค์กร ฯลฯ ที่สามารถสัมผัสได้ทางโสตสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดังนั้นหน้าที่นักการตลาดจึงต้องพยายามสร้าง “ศรัทธา” ให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้ได้
ลองดูสุภาพสตรีซิครับยอมเสียเงินซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายหมื่น หรือเป็นแสนบาทนั้นมีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะครับต้องมี “ศรัทธา”ด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้เธอดูดีมีระดับและสามารถเชิดหน้าชูตาในหมู่เพื่อนฝูง(เพราะอยู่ในระดับเดียวกัน)ได้ การซื้อครีมกระปุกละหลายหมื่นเพราะศรัทธาในคุณภาพ ตราสินค้า และ ที่สำคัญศรัทธาว่าจะทำให้เธอสวยและดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริง (ผมไม่ใช้คำว่าไม่แก่ เพราะความแก่เป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้) ซึ่งเป็นไปได้นั่นเอง เราคงเห็นว่าเครื่องรางของขลังทั้งหลายนั้นมูลค่าในการผลิตคงไมกี่สตางค์แต่ทำไมพระผงแต่ละวัดแต่ละอาจารย์จึงมีมูลค่าแตกต่างกันหลายพันลี้ ทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตไม่แตกต่างกันเลย แน่นอนที่สุดการได้พระอาจารย์ที่มาปลุกเสกหรืออิทธิฤทธิ์ของเครื่องรางต่างหากที่ทำให้มูลค่าพระผงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้า “ศรัทธา” ให้เกิดขึ้น ดู “เอเอสทีวี” เป็นตัวอย่างซิครับมีทั้งเว็บไซท์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และ มีทีวีเป็นของตนเอง ทำให้มีแฟนพันธุ์แท้อย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะเป็นหัวข้ออะไรก็จะมีแฟนๆออกมาขานรับกันจำนวนหนึ่ง เพราะบริโภคข่าวสารของเอเอสทีวีกันอย่างสม่ำเสมอ นี่ก็เป็นวิธีการสร้าง”ศรัทธา” แบบหนึ่งโดยการใช้การสื่อสารการตลาดจนทำให้สินค้าของเอเอสทีวี ซึ่งเป็นสินค้าจริงเช่น ข้าวสาร เสื้อ ปลากระป๋อง กาแฟ น้ำข้าวกล้องงอก วิตามิน อาหารเสริม เครื่องเขียน ปู๋ย ถุงขยะ ฯลฯ เรียกได้ว่ามีครบทุกหมวดประมานว่าสากกะเบือยันเรือรบเลยครับ สินค้าเหล่านี้อยู่ได้ก็เพราะ “ศรัทธา” นั่นเอง
นักการตลาดทั้งหลายมีหน้าที่สร้าง “ศรัทธา”ให้เกิดในใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะในการสร้างไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ตัวสินค้าเองจะต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ว่าทำไมเขาจะต้องซื้อสินค้าของเรา ?? สินค้าเราจะให้คุณค่าอะไรเพื่อให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายไป มีราคาที่เหมาะสม มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารการตลาดที่ครบเครื่องแบบบูรณาการ ที่ต้อง เข้าใจ เข้าถึง เข้าถี่ เข้าทุกที่ที่เธอ(ลูกค้าเป้าหมาย)ไป

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

“ASEAN COMMUNITY อีก 10 ปีก็สายเสียแล้ว”


คงมีคนไทยน้อยคนที่จะรู้ว่าในปี 2020 (2563) ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียนจะเข้าสู่โหมด ประชาคมอาเซียน (ASEAN COMMUNITY) ซึ่งมีระยะเวลาเหลืออีกแค่ 10 ปีเท่านั้นเอง เห็นมีแต่ข่าวตอนเช้ามากๆซึ่งก็คงมีคนดูจำนวนไม่มากมีสารคดีว่าด้วยเรื่องประชาคมอาเซียน (เป็นรายการที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นคนบรรยาย) ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะชาวบ้านตาสีตาสา และเอสเอ็มอีทั้งหลายแทบไม่มีใครทราบเรื่องนี้เลย หรือถึงแม้ทราบเรื่องก็มักมีคำถามต่อว่า “แล้วงัย? “ ซึ่งผมว่าเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอมอีซึ่งมีข้อมูล ข่าวสาร มีข้อเท็จจริง ฯลฯ แต่ก็หยุดแค่มี “มัน” เท่านั้นไม่สมารถตอบคำถามต่อไปได้ว่า “แล้วงัย ? หรือ SO WHAT ???? “ หรือไม่สามารถคิดต่อไปได้ว่า มันจะมีผลกระทบอะไร หรือว่า เราจะทำอะไรต่อไปหรืออย่างไรกับ ข้อมูล ข่าวสาร และ ข้อเท็จจริงต่างๆที่เรามี เร็วๆนี้ผมเองได้มีโอกาสไปร่วมเป็นทีปรึกษาคลัสเตอร์ทุ่งกุลา ซึ่งเป็นการส่งเสริมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้สหกรณ์การเกษตรในทุ่งกุลาร้องไห้(ทำไมต้องร้องไห้ก็ไม่รู้) ให้รวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ฯ ก็ได้มีโอกาสไปอบรม แนะนำ และพาออกพบลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะขายสินค้าข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลกทั้งๆที่มีความเข้าใจในสินค้าของตนเองเป็นอย่างดี แต่มักจะไม่สามารถต่อยอดความคิดนำข้อมูลมาขยายผลเพื่อเป็นแนวปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ก็ไม่อยากจะไปโทษระบบการศึกษาว่าสอนให้แต่คนท่องจำไม่ได้สอนให้คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ รู้สึกว่าวนไปวนมาปัญหาในบ้านเมืองของเราก็วนๆกันอยู่อย่างนี้ เหมือนเรื่องการเมืองมีการเลือกตั้ง คอรัปชั่น ปฏิวัติ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้ง กลับมาที่เดิมอีกวนอยู่อย่างนี้ มา 80 ปีพอดี อ้าวไหงมาลงเรื่องการเมืองก็ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอาเซียน
วกกลับมาเรื่องประชาคมอาเซียนต่อก็แล้วกันนะครับว่าในส่วนของประชามคมอาเซียนนั้นแบ่งแนวทางความร่วมมือเป็นสามส่วนใหญ่ๆดังนี้
1.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน(ASEAN SECURITY COMMUNITY - ASC) ซึ่งชื่อก็คงบ่งบอกแล้วนะครับว่าจะเป็นความร่วมมือในด้านความมั่นคง และทำให้ภูมิภาคมีความสงบและสันติสุข รวมทั้งการก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และความมั่นคงทางทะเล
2.ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN SOCIO-CULTURE COMMUNITY – ASCC) ก็มีเป้าหมายให้ชาติสมาชิกปละประชาคมมีสังคมที่สงบ อบอุ่น และเอื้ออาทร พัฒนาทางการศึกษา สังคม สร้างงาน การควบคุมโรคติดต่อต่างๆ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและความร่วมมือของนักคิด และศิลปินในภูมิภาค
3.ประชามคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN ECONOMIC COMMUNITY – AEC) จะเป็นความร่วมมือทางด้านการค้าการลงทุน ให้เป็นตลาดการค้าเสรีจริงๆมุ่งเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิต ความร่วมมือทางด้านการเงิน เศรษกิจมหภาค การประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมร่วมกัน การเกษตร พลังงาน ยกระดับการศึกษาและพัฒนาฝีมือแรงงาน
ซึ่งที่สำคัญไปกว่านั้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้เป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC “ นั้นถูกเร่งรัดให้ดำเนินการเร็วขึ้นกว่า “ประชาคมอาเซียน “ โดยจะมีผลเร็วขึ้นถึง 5 ปี คือในปี 2558 นี้หรือนับจากนี้แค่ 5 ปีเท่านั้นเองที่เราจะเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” โดยเริ่มที่สินค้าจำนวน 11 หมวดได้แก่ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม่ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม / ยานยนต์ / อีเลคทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ / การบริการทางสุขภาพ / การท่องเที่ยว / การขนส่งทางอากาศ โดยจะมีการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การบริการ การลงทุน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน คำถามคือ.......แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับความร่วมมือดังกล่าว ข้อแรกคือจำนวนผู้บริโภคของเราจะเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านกว่าคนในประเทศไทยเป็น 600 กว่าล้านคน แปลว่าความต้องการสินค้าของเราจะมากขึ้น (ถ้าเราสามารถแข่งขันได้ทั้งด้านคุณภาพ และราคา รวมทั้งรูปแบบที่เหมาะสมกับความต้องการและวัฒนธรรมของลูกค้า) พอดีเหลือไปเห็นข่าวที่ว่า อีกสิบปีจีน-อินเดีย (ซึ่งทำความตกลงเสรีการค้ากับอาเซียน) จะผงาดกุมอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยจีนจะมีขนาดเศษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ถึง 73.5 ล้านล้านดอลล่าร์ ที่สำคัญ อินโดนีเซีย จะผงาดมามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกมีขนาดเศรษฐกิจถึง 9.3 ล้านล้านดอลล่าร์ ฯลฯ ซึ่งอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประชามอาเซียน เห็นโอกาสหรือยังครับว่ามันรอเราอยู่ไม่ไกลเลยแค่ 5-10 ปีข้างหน้านี้เอง เราคงต้องปรับตัวทั้งในด้านการผลิตที่ให้ได้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ภาษาและการสื่อสาร รวมทั้งการศึกษาและผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านให้ดีๆ ศึกษาวัฒนธรรม ความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้าให้ดีเพราะว่าอินโดนีเซีย บรูไน และ มาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม มีวัฒนธรรมความเชื่อแตกต่างจากเราพอสมควรหากเราจะเจาะเข้าไปขายสินค้าแล้วจะต้องมีข้อกำหนด เงื่อนไข และความเชื่ออย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เพราะนี่ก็เหลือเวลาอีกแค่ห้าปีเท่านั้นหลับๆตื่นแค่ 1,600 วันเองนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกันนี่ก็เห็นว่าทางสมาคมฟอกย้อมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันสิ่งทอจะจัดทริปเดินทางไปพม่าเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุนเพราะว่าค่าแรงบ้านเราสูงไปแล้วในปัจจุบัน เพราะนักการเมืองพยายามเอาใจผู้ใช้แรงงานโดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างสูงเพราะใกล้โหมดเลือกตั้ง ไม่เห็นว่าจะมาสนับสนุนส่งเสริมภาคธุรกิจซักเท่าไหร่ นี่ก็ออกมาตรการให้คนใช้ไฟไม่ถึง 90 หน่วยใช้ไฟฟรีตลอดชีวิต แต่หารู้ไม่จะมาปรับขึ้นราคาค่าไฟเอากับภาคธุรกิจ หรือกับประชาชนทั่วไปที่ใช้ไฟมาก อันนี้ก็ยังไม่สรุปแต่ของฟรีไม่มีในโลกครับพี่น้องเพราะต้องไปหามาชดเชยไม่จากภาคธุรกิจก็ต้องคนใช้ไฟมาก หรือสุดท้ายก็จากภาษีของพวกเรานี่แหละครับซึ่งก็จะทำให้งบประมาณในการพัฒนาด้านอื่นๆลดน้อยลงไปเป็นสัจจะธรรมครับตามหลักเศรษฐศาสตร์ ของฟรีไม่มีในโลกเพียงแต่ใครเป็นคนจ่ายเท่านั้นเองครับ ก็เห็นแต่ทุกพรรคทุกรัฐบาลก็พยายามเอาใจผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะประดิษฐ์คำว่าอะไร ทั้งประชานิยม หรือประชาภิวัฒน์ แต่อย่าให้ประเทศวิบัติเป็นพอ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยมีใครตอบผมได้ทำไมเวลาประชุมอาเซียนหรือเอเปคต้องยืนแล้วเอามือจับไข้วกันด้วยหว่า อ้าวไหงมาลงที่การเมืองจนได้ซิเอ้า.................

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“ใหญ่ได้เปรียบ”


บทความนี้เขียนในเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีอีกไม่กี่วันก็จะผ่านเข้าสู่ปีใหม่แล้ว วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียนี่กระไร (สำนวนยี่เกไปหน่อย) นั่นคงเป็นความรู้สึกซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพราะว่าข้อเท็จจริง(ความจริงน่าจะเป็นข้อจริงมากกว่า) เวลามันเท่าเดิมคือวันละ 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม แต่ใจเราต่างหากที่คิดไปเองว่ามันเร็วจัง มันช้าจัง ขึ้นอยู่กับสิ่งปรุงแต่ง(ตามพระท่านว่า) แต่ภาษาเราๆเรียกมันว่าสภาพแวดล้อม ท่านที่ทำธุรกิจส่งออกปีหน้าก็คงเป็นปีที่อาจจะแสนสาหัสเพราะว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2552 ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกลับไปที่สามสิบกลางๆอีกอย่างแน่แท้ นอกจากนี้แล้วภาวะสินค้าปรับราคาสูงขึ้นเรื่อยอันอาจจะมีมาจากสองสาเหตุ คือวัตถุดิบขาดแคลนทั้งโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจให้มั่นขาดแคลนเพื่อปรับราคา และต้นทุนปรับสูงขึ้นจึงต้องปรับราคาสูงขึ้น ก็อยากให้ผู้บริโภคสุดท้ายคือเราๆท่านๆทั้งหลายเตรียมรับกับสถานการณ์ไว้ให้ดีและตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
ในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจแล้วก็มีหลากหลายและหนึ่งในความหลากหลายนั้นก็คือการทำ ขยายตัวไปข้างหลัง (Backward Integration) หมายถึงการขยายธุรกิจย้อนกลับไปเป็นผู้จัดหา ผู้ผลิต หรือผู้จัดจำหน่ายกลับมาให้ธุรกิจปัจจุบันของตน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยให้เกิดการครอบคลุมธุรกิจได้ครบวงจร ซึ่งหมายถึงว่าขนาดของธุรกิจจะต้องมีความได้เปรียบคือมีขนาดที่ใหญ่พอที่จะขยายตัวไปข้างหลัง เช่น บริษัทผลิตสับปะรดกระป๋องไซโกที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ภายในโรงงานจะมีการผลิตกระป๋องซึ่งใช้สำหรับบรรจุสับปะรดและมีจำนวนการใช้งานอย่างมหาศาล ทำให้ได้ต้นทุนกระป๋องที่ถูกลงเพราะว่าผลิตเองแถมยังไม่ต้องเสียค่าขนส่งอีกด้วย เพราะว่าพอผลิตเสร็จก็ส่งเข้าไลน์นำสัปปะรดมาใส่และเติมน้ำเชื่อม ปิดฝา ฆ่าเชื้อได้ทันที นี่คงเป็นอานิสงค์ของ “ใหญ่ได้เปรียบ” หันกลับมาดูธุรกิจของ “ค่าย ซีพี” บ้างครับ ถ้าไม่นับธุรกิจน้ำมันแล้วผมเชื่อว่ากลุ่มซีพีมีขนาดของธุรกิจใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพราะเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ลูกพันธุ์ รับซื้อ แปรรูป แช่แข็ง ปรุงสุก ปรุงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีเกือบ 6,000 ส่าขา ร้านซีพีเฟรชมาร์ทที่ปี2554จะโตอย่างก้าวกระโดด มีรถไก่ย่างห้าดาว แถมล่าสุดมีข้าว ก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวกุ้งห้าดาว ข้าวมันไก่ห้าดาว เรียกว่าอะไรจะครบวงจรเสียขนาดนั้น ที่สำคัญยังมี “สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษามีการสอนทั้งหลักสูตระยะสั้นซึ่งก็มีหลักสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ ARM (Advance Ratail Management ) ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการค้าปลีกที่หลากหลายที่สำคัญ ปรัชญาค้าขายแบบตะวันออกและการบริหารงานแบบเซเว่นอีกด้วย และยังมีหลักสูตรในระดับปริญญาทั้งตรี และ โท ที่สำคัญที่สุดวิธีการเรียนการสอนเป็นแบบให้นักศึกษาได้ขบคิดปัญหามากกว่าการป้อนข้อมูลให้จำ เรียกได้ว่าสอดแทรกวัฒนธรรม และปรัชญาของซีพีไว้ตั้งแต่ละอ่อนซึ่งก็เชื่อได้ว่าสำหรับนักศึกษาที่คิดเป็นทำเป็นและมีความสามารถสูงแล้วทางซีพีคงจะได้เลือกไว้เป็นพนักงานก่อน เรียกได้ว่าสามารถสังเกตและรวบรวมข้อมูลไว้ตั้งแต่เข้าเรียนได้เลยครับ หรืออย่าง “แกรมมี่” ก็มี สถาบันดนตรีมีฟ้า นอกจากได้กำไรจากผลประโยชน์ทางธุรกิจเพราะว่าชื่อแกรมมีมีมนต์ขลังต่อ การร้องเต้นเล่นละครแล้วยังได้ส่องมองศิลปินไปในตัวอีกด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ “วิทยาลัยดุสิตธานี” ชื่อก็บอกแล้วว่าเชียวชาญทางด้านการโรงแรมก็อยู่ในลักษณะเดียวกันได้ทั้งประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วยังได้มีโอกาสเฟ้นหาบุคลากรที่มีคุณภาพ (ขอย้ำ)ตามปรัชญาและวัฒนธรรมขององค์กรได้อีกด้วย นี่ก็คงเป็นประโยชน์จาก “ใหญ่ได้เปรียบ” นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ku,ph.d 69 ขอนลอย

ติดต่อกลับหน่อยดิ

มี "เล่าเท่าที่เห็นเล่ม 4 "จามอบให้งะ

พงษ์ศักดิ

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“จะซ้ำรอยหรือไม่ ?? “


เมื่อไม่นานมานี้ซักสามสี่ปีเห็นจะได้พวกเราคงจำได้ว่ามีขนมปังยี่ห้อหนึ่งที่เป็นที่ลือลั่นสนั่นเมือง ใครไม่ไปลองซื้อมากินรู้สึกว่าจะตกยุคตกสมัย กลายเป็นเต่าล้านปีไปเลยขนาดที่ว่าไปยืนเข้าคิวรอซื้ออย่างกับแจกของปอเต็กตึงเลยกว่าจะได้กิน ถ้ายังจำชื่อกันไม่ได้ขอเตือนความจำท่าน “รอตติบอย” จำได้หรือยังครับ สมัยนั้นเปิดสาขากันเป็นว่าเล่นแล้วไม่นานก็เสื่อมเพราะว่าสินค้าเป็นแค่สินค้าแฟชั่น มาเร็วไปเร็วซึ่งสอดคล้องกับนิสัยคนไทยเห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้างอยู่ร่ำไป ซึ่งผมทำนายไว้เมื่อ 20 กันยาย 2549 ว่าไม่รอดแน่นอนเพราะว่าสินค้าไม่ได้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เป็นเพียงแค่กระแสและอิทธิฤทธิ์ของสื่อในการนำเสนอจนคนกรุงเทพอดไม่ได้จะต้องไปเข้าคิว และเปิดสาขามากมายจนขาดความเป็นยูนีคที่หมายถึงว่าซื้อที่ไหนก็ได้เพราะว่ามีสินค้าเลียนแบบ รสชาดใกล้เคียงกันในราคาที่ถูกกว่าที่สำคัญไม่ต้องเข้าคิวสองสาชั่วโมงด้วย มาวันนี้พ.ศ.2553มีสินค้าใกล้เคียงกันเข้ามากระตุ้นต่อมความอยากเราอีกแล้วครับท่าน จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “โดนัทคริสปี้ครีม” “Krispy Kreme Doughnuts” ที่ว่ากันว่าเจ้าตำนานอย่างรอตติบอยต้องชิดซ้ายไปเลย เพราะว่าสาวกต้องต่อแถวยาวออกมานอกสยามพารากอน จนถึงขนาดว่าตอนนี้มีคนรับจ้างไปยืนซื้อให้เลยครับ ก็ดีถือว่าเป็นการสร้างงานให้ชาวบ้าน
ตอนนั้นผมทำนายไว้ว่ารอตติบอยไม่น่าจะเกินหนึ่งปีแล้วก็จากไปตามคำทำนาย แต่สำหรับคริสปี้ครีมนี้นับว่ามีตำนานที่ยาวนานมากในอเมริกาเปิดมาตั้งแต่ปี 1937 อายุยาวนานประมาณคุณปู่ 73 ปีซึ่งก็นับว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ผ่านการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งผิดกับรอตติบอยที่ไม่มีประวัติอะไรมากนัก และที่สำคัญถ้าหากคริสปี้ครีมไม่เปิดสาขามากจนเกินไปก็จะยังคงรักษากระแสไว้ได้เพราะกินแล้วดูดีมีระดับกว่ารอตติบอย แถมมีตำนานความอร่อยซึ่งก็อร่อยจริงๆเหมือนกัน(ได้ทดลองกินแล้วครับผม) แต่ว่าถึงกับให้ไปต่อคิวสามสี่ชั่วโมงเพื่อรอกินก็คงไม่ถึงขนาดเป็นสาวกอย่างนั้น แต่ก็เชื่อได้ว่าอายุจะยืนยาวนานกว่ารอตติบอยอย่างแน่นอน แต่กระแสจะตกลงไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะว่าคนที่ไปเข้าคิวรอซื้ออยู่นั้นแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือเป็นคนที่เคยรู้รสชาติของคริสปี้ครีมมาแล้วโดยอาจจะเคยไปเรียนที่อเมริกาแล้วเป็นปลื้มกับรสชาดที่นุ่มจนเรียกได้ว่าหาใครเทียบเทียมมิได้ หรือไปท่องเที่ยวที่อเมริกาหรือเมืองอื่นในโลกมาก่อนเพราะว่าเค้าก็ขายแฟรนชายส์ไปทั่วโลก แต่ที่ผมเห็นที่กัวลาลัมเปอร์ก็ไม่เห็นต้องเข้าคิวซื้อเลยตอนไปนั้นมีคนนั่งในร้านประมาณ 10 คนได้ และมีคนซื้ออยู่ที่หน้าเค้าท์เตอร์อีกสองคนเท่านั้นเอง (ดูภาพประกอบ) ผิดกับในบ้านเรานะครับ ซึ่งก็ได้ถามลูกค้าที่เป็นคนมาเลเซียว่าช่วงเปิดตัวใหม่ๆนั้นคนมาเข้าคิวต่อแถวซื้อเหมือนบ้านเราหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าก็ขายดีแต่เป็นเห็นถึงกับขนาดว่าเข้าคิดต่อแถวเป็นสามสี่ชั่วโมงเหมือนบ้านเรา หรือว่าบ้านเรามั่นกระต่ายตื่นตูมหรือเพราะว่าแผนการตลาดที่ดีก็ไม่ทราบได้ แต่ก่อนที่จะเปิดตัวสินค้าก็เป็นข่าวมาเป็นระยะๆว่าทายาทของเนสกาแฟจะนำโดนัทคริสปี้ครีมมาเปิดที่สยามพารากอน หรืออาจจะเป็นเพราะว่าไฮโซทำแถมอยู่สยามพารากอนก็ไม่รู้ได้แต่ก็คิดว่าจะมีส่วน หรือที่มากไปกว่านั้นวันแรกๆจะมีหน้าม้าไปยืนต่อแถวซื้อหรือเปล่าอันนี้ก็มิทราบได้ครับผม
แต่อยากให้ดูกันยาวๆว่าสินค้าตัวใดจะอยู่ได้นานๆครองใจประชาชนได้ขนาดเรียกว่ายืนระยะได้ที่สำคัญที่สุดก็คือ “สินค้านั้นจะต้องสนองตอบต่อความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้” หากมองว่าโดนัทนี้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในด้านคุณค่าทางอาหาร ทางโภชนาการ และรสชาติที่อร่อยที่สุดหาที่ใดเทียบเทียมมิได้ หรือแม้แต่หาใกล้เคียงมิได้ ก็จะยืนระยะได้ยาวนานแต่อาจจะไม่หวือหวาเหมือนตอนเปิดตัวใหม่ๆ แต่หากความต้องการที่ลูกค้าปัจจุบันไปเข้าแถวรอซื้อคริสปี้ครีมนี้เป็นเพราะว่าตามแฟชั่นกลัวตกยุค กลัวคุยกะใครเค้าไม่รู้เรื่อง ก็ต้องบอกว่า”ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยแน่นอน” อีกหกเดือนหรืออีกปีค่อยมาคุยกันอีกทีละกัน ..............


วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

“ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา”






ฟอร์เวิดเมล์ที่ส่งๆกันต่อๆมานั้นบางครั้งก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเหมือนกัน เพราะว่าในสังคมข่าวสารรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่จะล้นไปด้วยข้อมูลข่าวสาร การค้นหาข้อมูลต่างๆเป็นไปเพียงแค่นิ้วจิ้มไปยังเสิรช์เอ็นจินต่างๆ เช่นกูเกิ้ล เป็นต้น แต่ในสังคมแบบนี้ก็ต้องระมัดระวังและเสพข่าวสารอย่างมีสติ ไม่ใช่ใครส่งอะไรมาก็เชื่อกันไปหมด ดูอย่างช่วงหนึ่งมีฟอร์เวิดเมล์ว่าในจีนมีการทำไข่ปลอมออกมาขายกัน แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างมีสติเราก็จะรู้ว่า คงไม่มีใครโง่ทำไข่ไก่ปลอมหรอกครับเพราะว่ามันไม่คุ้มกัน ถ้ามีสติเราก็จะคิดได้ว่าคนที่จะปลอมอะไรมาขายสักอย่างหนึ่งย่อมต้องหวังว่าจะได้กำไร แล้วไข่ปลอมมันจะกำไรได้อย่างไรเพราะมูลค่าของไข่แค่นิดเดียวเอง แถมฟังกระบวนการทำไข่ปลอมก็เดาได้แน่นอนว่าต้นทุนต้องแพงกว่าไข่จริงๆแน่ (แล้วจะปลอมมันไปทำไม ?? ) แต่พอเห็นฟอร์เวิดเมล์ที่เป็นโรงแรมเปิดใหม่ในสิงค์โปรที่มีสระน้ำเป็นรูปเรืออยู่บนดาดฟ้า ชื่อ มารีนาเบย์แซนด์ ซึ่งเป็นการลงทุนของกลุ่ม SANDS คาสิโนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาแล้วก็ขอบอกว่ามันน่าจะไปเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่ง ผมเลยถือโอกาสเร็วๆนี้เดินทางพาครอบครัวไปพักผ่อนและเที่ยวยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ พร้อมทั้งนอกที่โรงแรมนี้สองคืนค่าห้องถ้าราคาเต็มก็ประมาณหนึ่งหมื่น แต่พอดีมีเพื่อนของเพื่อนทำงานเป็น ผ.อ.ฝ่ายการขายอยู่เลยเสียแค่ 5 พันบาทเศษนึกเสียว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน
แต่ขอบอกว่าการไปสิงค์โปรเที่ยวนี้ทำให้เห็นอะไรหลายๆอย่างๆเพราะว่ใครๆก็มักคิดว่าไปสิงค์โปรแค่ครั้งเดียวไปเที่ยวก็พอแล้ว (ยกเว้นไปช๊อปปิ้ง) เพราะที่เที่ยวมีจำกัดแต่เที่ยวนี้ต้องขอบอกว่าคิดผิดคิดใหม่ได้นะครับเพราะที่เที่ยวในสิงค์โปรแยกออกเป็นสองส่วน คือที่เที่ยวใหม่ๆเช่น โรงแรมเซนด์กลายเป็นที่ท่องเที่ยวคนที่ไม่ใช่แขกก็ขึ้นไปเยี่ยมชมดาดฟ้า(แต่ไม่สามารถเข้าไปยังส่วนสระว่ายน้ำได้ ชิงช้าสวรรค์แบบว่ารอบละครึ่งชั่วโมงชมวิว แถมมีบริการพิเศษทานอาหารแบบสุดหรูสองรอบบนกระเช้าขายพร้อมอาหารเย็นสองคนคิด ประมาณ 6,300 บาท มีการแข่งขันฟอร์มูล่าวันที่เป็นการแข่งขันบนถนนเรียกว่าปิดถนนแข่งแถมแข่งตอนกลางคืนนับว่ามีที่เดียวในโลก ค่าบัตรเข้าชมคนละนับหมืนบาทเลยแค่เข้าไปนั่งดูรถวิ่งผ่านแค่เสี้ยววิวนาทีแถมยังเสียงดังซะไม่มีผมอยู่บนชั้น 57 สระน้ำของรร.แซนด์ยังได้ยินเสียงดังมากๆๆ มียูนิเวอร์แซลสตูดิโอ พวกนี้นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเก่าๆอย่างไนท์ซาฟารีก็มีการปรับปรุงมีบริการและการแสดงใหม่ๆเสริมเข้ามาแน่นอนว่าต้องมีการเรียกดูดเงินในประเป๋าเราอีกแน่นอน เกาะเซนโตซ่าที่ผมเคยไปครั้งแรกเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนก็มีการปรับปรุงและบริการใหม่อีกเช่นกัน เช่นมีการจัดชก MARTIAL ART COMBAT ประมาณว่าเป็นการต่อสู้บนสังเวียน ค่าบัตรเข้าชมตั้งแต่ 1,250-7,500 บาท ทั้งที่บ้านเราเป็นต้นกำเนิดศิลปะการต่อสู้มวยไทย สวนนกจูรงก็เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าแต่ละสินค้าหรือแหล่งท่องเที่ยวของสิงค์โปรมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าประเทศนี้ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย ไม่ว่าวัฒนธรรม หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องพึ่งพาสมองส่วนที่สร้างสรรค์กิจกรรม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้คนที่มาสิงค์โปรมาแล้วมาได้อีกเรียกว่าเป็นลูกค้าประจำ มี่ร้านขายสินค้าแฟชั่นอยู่ร้านหนึ่งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆทั่วโลกก็ว่าได้ในขณะนี้ CHARLES & KEITH ตอนแรกนึกว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งมังค่าเขาที่ไหนได้เป็นแบรนด์ของคนสิงค์โปร์ ชื่อนายชาลร์ หว่อง กับ นายคีธ หว่อง เพิ่งก่อตั้งร้านขายสินค้าแฟชั่นเมื่อปี 1996 แค่สิบสี่ปีเอง แต่ว่าความชื่นชอบของสาวๆทั่วโลกกลับคลั่งไคล้สินค้ายี่ห้อนี้ก็นอย่าล้นหลามมีร้านอยู่ทั่วโลกทั้งเอเชีย ญี่ปุ่น ยุโรป และ อเมริกา แน่นอนรวมทั้งกรุงเทพด้วย ที่มองๆดูก็จะพบว่าการออกแบบสินค้าน่าจะโดนใจสาวกและที่สำคัญราคาไม่แพงมากจนไม่มีปัญญาซื้อนะครับ แน่นอนท่านคงเชื่อได้ว่าทั้งสองคนคงไม่มีโรงงานในสิงค์โปรเป็นของตนเองเป็นแน่น่าจะผลิตสินค้าจาก จีน ไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซีย อย่างแน่นอน นี่แสดงให้เห็นถึงสมองของคนสิงค์โปร์รู้จักทำมาหากินและพยายามพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการอยู่ตลอดเวลาเรียกว่าไม่ยอมหยุดนิ่งว่างั้นเถอะ
ขอย้อนกลับมาที่ รร.มารีนาเบย์แซนด์อีกนิดนึงก่อนจบว่าถ้ายังไม่เคยไปก็ไปซะ แต่ขอบอกว่านอกจาก สระว่ายน้ำสุดเริดและงดงามเร้าใจแล้วไม่มีอะไรประทับใจเลย โรงแรมใหญ่ๆขนาด 1,500 ห้องที่คอยบริการคนมากมายขนาดนั้นบริการย่อมต้องไม่เป็นไปตามความคาดหวังของท่านอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีบริการที่ครบครัน หรูหรา แต่ถ้าคนขาดเสียซึ่งจิตบริการแล้วละก็เป็นเรื่องลองดูซักเรื่องสองเรื่องก็แล้วกันครับ ผมมีปัญหาเรื่องการจองคอมพิวเตอร์แสดงไว้ว่าจองห้องเดียวกัน ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ต้อนรับชื่อโจนาธานว่าห้องเต็มหรือปล่าวคำตอบคือไม่ แต่ไม่สามารถให้ห้องผมเพิ่มได้เพราะจองมาแค่ 1 ห้อง(ตามข้อมูลในคอมฯ) ดูมันคิดไม่เป็น วันรุ่งขึ้นปรากฏว่าห้องมันล๊อกเข้าห้องไม่ได้มันบอกว่าเราจองแค่คืนเดียวต้องล๊งเล็งกันพักหนึ่งมันถึงยอมให้พักต่ออีกหนึ่งคืน ที่สำคัญมันมีห้องว่าแต่มันต้องให้เราเม๊งแตกก่อนถึงจะให้ห้องเราดูมันคิดซิครับ เพราะงั้นผมถึบอกว่า “ถ้ายังไม่เคยไปก็น่าไปสักครั้ง แต่อย่าไปซ้ำเลยขอบอก 555+ “

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...