วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

“CREONOMIC”


นานมากแล้วที่หลักเศรษฐศาสตร์เคยสอนเราไว้ว่าให้ ECONOMY OF SCALE คือยิ่งผลิตมากๆราคายิ่งถูกลงเรื่อยๆ รวมทั้งเกิดทักษะจากการผลิตเมื่อต้นทุนต่ำกว่าก็สามารถขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าซึ่งน่าจะทำให้เกิดยอดขายที่สูงได้ แต่ถ้าถามว่ากำไรสูงสุดหรือเปล่าในสมัยก่อนคงตอบว่าน่าจะใช่ แต่ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นคำตอบนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้ การขายน้อยชิ้นกว่าอาจทำกำไรได้มากกว่าก็ได้ถ้าหากสินค้านั้นมันตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั้งทางเหตุผลและอารมณ์ เหมือนอย่างเช่นการผลิตน้ำดื่มธรรมดาๆก็คงขายได้ขวดละไม่เกิน 5-7 บาท แต่ถ้าน้ำดื่มนั้นบรรจุขวดที่สวยงามและสามารถสื่อสารได้ถึงความบริสุทธิ์และดื่มแล้วมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิต (และที่สำคัญต่ออารมณ์ของคุณ)แล้วละก็ขวดละ หลายร้อยก็ขายได้ เช่นน้ำดื่มยี่ห้อ BLING H2O ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถขายน้ำดื่มได้ราคาสูงสุดถึง 2,600 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 83,000 บาท ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับเพราะเป็นรุ่น Dubai Ten Thousand เพราะขวดประดับด้วยคริสตรัลสวารอฟสกี้ หนึ่งหมื่นเม็ดครับแถมเป็นรุ่นที่มีจำกัดผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ถ้าเป็นพระเครื่องคงจะต้องตอกเลขประจำด้วย คนซื้อนอกจากมีเงินอย่างเดียวไม่พอครับต้อง “โง่และบ้า” ด้วย แต่มีคนซื้อจริงๆครับไม่เชื่อเข้าไปดูได้ที่เว็บไซท์ http://www.blingh2o.com/ ได้เลยครับ ราคารุ่นที่ต่ำสุดรู้สึกว่าจะประมาณขวดละพันบาทครับผม
ตั้งแต่พฤษภาคมถึงตุลาคมปี2553นี้จะมีมหกรรม WORLD EXPO ที่เซี่ยงไฮ้ก็เป็นอะไรอีกครั้งหนึ่งที่จีนมหาอำนาจโลกชาติหนึ่งจะจัดขึ้นหลังจากที่จัดโอลิมปิกไปเมื่อปี 2008 โดยลงทุนไปถึง 1.4 แสนล้านบาทประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศไทยครับ มีพื้นที่ในการจัดงาน 5.28 ตร.กม.ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลมาก แถมตั้งอยู่ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งที่ผ่ากลางเมืองเซี่ยงไฮ้เป็นอะไรที่เลิศหรูอลังการมากยิ่งใครได้ดูทีวีพิธีเปิดงานแล้วอึ้งไปสามวันเลยครับ เป้าหมายของการจัดงานจะมีคนเข้าชม 70 ล้านคนครับ โดย 80 เปอร์เซนต์เป็นคนจีนจากมณฑลต่างๆ ลองนึกภาพดูนะครับจะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเท่าไหร่หากมีคนมาในเมืองถึง 70 ล้านคนคิดเล่นๆว่าจะใช้จ่ายเงินคนละ 15,000 บาท ก็จะมีการหมุนเวียนของเงินรอบแรก 1.1 ล้านล้านบาทโดยประมาณ ก็ประมาณงบประมาณของรัฐบาลไทยทั้งปีละครับ นี่แค่รอบแรกคือเมื่อเราใช้จ่ายเงินไปซื้อของหรือใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องมีผู้ผลิต ผู้ขายส่ง ผู้ขายปลีก คนงานที่รับค่าแรง คนขายของ ฯลฯ ก็จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนไปไม่รู้เท่าไหร่ ในขณะที่ประเทศไทยต้องกู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ”ไทยเข้มแข็ง” 4 แสนล้านบาท ก็ลองคิดดูครับว่าใครเป็น CREONOMIC กว่ากัน เพราะคำนี้มาจากคำว่า CREATIVE+ECONOMIN นั่นเอง คือต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์ ดีไซน์ ไอเดีย ไลฟ์สไตล์ มุมมอง และนำเสนอ เป็นระบบและกระตุกต่อมเร้าของลูกค้าได้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ได้อ่านข่าวว่าคุณอรรคพล สรสุชาติ ซึ่งเป็น ผอ.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ มีแนวคิดจะให้ไทยเสนอตัวรับเป็นเจ้าภาพ WORLD WXPO ในปี 2020 คืออีก 10 ปีจากนี้ไปคงต้องไปแข่งขันกันนำเสนอตัวเป็นเจ้าภาพถ้าสำเร็จประเทศไทยก็คงเฮละครับ แต่น่าคิดต่อไปว่าจะหาคนมาร่วมงาน 50-70 ล้านคนได้อย่างไรงานอย่างนี้ต้องอาศัยลูกค้าหรือกำลังซื้อในประเทศหรือประเทศใกล้เคียง ผมก็ห่วงว่าคนไทยที่มีศักยภาพและอยากดูงานนี้มีซักกี่ล้านคนเพื่อนบ้านลาว เขมร พม่า ไม่ต้องพึ่ง อาเซียนที่เหลือคงพอเก็บตกคนมาร่วมงานได้บ้าง เพราะอย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าบัตรเข้างานต้องมีค่าเดินทางหากเดินทางมาจากยุโรป อเมริกา อัฟริกา คงมีไม่กี่มากน้อยต้องอาศัยคนในภูมิภาค ก็คงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกันคิดต่อไปในอนาคต(หากได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ) แค่คิดว่าจะขอเป็นเจ้าภาพก็รู้สึกได้ถึงความเป็น CRATIVE แล้วครับ ผมให้คะแนนคุณอรรคพลเต็มร้อยครับ ทำไมเกาหลีเค้าพัฒนาประเทศไปได้เร็วกว่าไทยจำได้ว่าสมัยผมเด็กๆเกาหลีไม่มีเงินจัดเอเชียนเกมส์รู้สึกว่าจะครั้งที่ 6 ไทยรับเป็นเจ้าภาพให้ครับเกาหลีมีโครงการ “พัฒนาประเทศเรียกว่า ซะมะเอินอุนดง(แต่คงสะกดไม่ถูก) “ ก็คงคล้ายกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของเรานะครับ ตอนนี้เค้าจัดโอลิมปิก ฟุตบอลโลกไปเรียบร้อยแล้วครับ เค้าสร้างสังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จริงๆครับ จนสำเร็จเป็น K-TREND ที่ลูกหลานเราเป็นสาวกอยู่ทุกวันนี้ไงละครับ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า ดารา นักร้อง ภาพยนตร์ อาหาร ฯลฯ โอ้ยๆฝันว่า T-TREND กำลังจะเกิดครับผม
แค่ฝันก็เป็นสุขได้ครับแต่อย่าฝันแบบว่าลมลมแล้งๆที่ไม่มีโอกาสเป็นจริงได้ก็แล้วกัน เช่นฝันว่าคนๆหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยไปตามที่เราต้องการได้ทั้งหมด แล้วเราจะมาจมทุกข์อยู่กับความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงของเค้าอยู่ทำมัยละครับ BOSS ผมเลยสอนว่า “อย่าโกรธเขาเพราะเขาไม่ใช่คนที่เรารัก” คิดได้ดังนี้ก็มีความสุขแล้วครับเจ้านาย ก็ลองดูซิครับว่าลูกชาวบ้านติดยาเราไม่โกรธแต่พอลูกเราติดยาเราคงโกรธนะเพราะเรา “รัก” เขานั่นเอง ขอบคุณครับ BOSS คุณภคิน นิธิธนภัทร.....

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

“48 ดอกเตอร์และว่าที่ดอกเตอร์ ??? ”


เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมได้พานักศึกษาปริญญาเอการจัดการกีฬา ของม.เกษตรศาสตร์รวมสามรุ่นรวมทั้งคณาจารย์แล้ว 48 คน เดินทางไปร่วมงาน FORUM กับ น.ศ. ปริญญาเอก ของ SHANGHAI UNIVERSITU OF SPORT เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอผลงาน ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่อง SPORT MARKETING ด้วย การนำเสนอผลงานทางวิชาการก็เรียบร้อยดี แต่ทุกท่านที่เคยไปทัวร์จีนก็คงจะทราบว่าจะมีการพาไปซื้อของต่างๆทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชา บัวหิมะ หยก ฯลฯ ก็เป็นไปตามสเต็ปเพราะว่ามันก็เหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญบ้านเรา ที่บริษัททัวร์ท้องถิ่นจะคิดค่าบริการถูกๆแต่จะพาไปซื้อของและหวังกำไรจากตรงค่าคอมมิสชั่นแทนนั่นเอง ได้เรื่องครับเพราะกลุ่มเราเป็นนักศึกษาปริญญาเอก แน่นอนคณาจารย์ก็ปริญญาเอก ผมเองก็เฝ้าดูว่าคนขายจะมาไม้ไหน (ผมรู้มุกของคนขายแล้วเพราะไปจีนหลายครั้งแล้ว) เพื่อที่จะมากระชากเงินจากกระเป๋าของเหล่า ดร. และ ว่าที่ ดร.ทั้งหลาย ซึ่งมีคุณเป็ด เชิญยิ้ม เป็นประธาน น.ศ.รุ่น 2 ไปด้วย ได้เรื่องครับขณะอยู่บนรถไกด์ชื่อ อากุล แต่เราเรียกเธอว่า อากุง(พูดไม่ชัดงะ) หรือตั้งชื่อเต็มเธอว่า “ปฏิกุง” 555+ ก็พรรณนาว่าเงินทองถึงแม้จะเป็นเรื่องสำคัญแต่ความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ก็สำคัญประมาณว่า มีเพื่อนคนหนึ่งแม่อยู่ต่างจังหวัดป่วยกระเซาะกระแซะมานาน แล้วมีผ้าห่มที่ทำจากรังไหมที่ดีสารพัดนึกแต่กว่าจะซื้อไปให้แม่ได้ ..............ผมกระซิบบอกกับนักศึกษาบนรถว่า “เดี่ยวแม่มันต้องตายแน่นอน” ว่าแล้วอีก 5 วินาที แม่เธอก็ตายจริงๆสมกับเป็นลูกอกตัญญู เสร็จแล้วก็มีพวกเราซื้อผ้าห่มรังไหมไป 10 กว่าผืนรวมทั้ง คุณชัย นิมากร ซึ่งเป็นทั้ง น.ศ.ปริญญาเอกรุ่นที่ 3 และยังเป็นอาจารย์พิเศษด้วย ซึ่งเป็นเจ้าของ “แกรนด์สปอร์ต” รวมทั้งตัวผมเองด้วยเพราะเราอยากเป็น “ลูกชวนป๋วยปี่แปะกอ” คืออยากเป็นลูกกตัญญูนั่นเอง 5555+
ช๊อตที่สองไกด์พาเราไปร้านขายชาเมื่อก่อนผมได้ยินแต่ชาเกรด A หรือ AA แต่เที่ยวนี้มาใหม่เป็นชาเกรดธรรมดา กับ “ชาฮ่องแต้” กระป๋องละ 4 ,000 บาท ซึ่งเป็นขอดชาอ่อนสุดๆเก็บตอนตีสามยี่สิบนาที โดยหญิงสาวบริสุทธิ์แห่งยอดเขาเหลียงซาน ฯลฯ รวมทั้งให้หนอนชาเขียวกระดื๊บๆ ผ่านสามรอบก่อนเพื่อความเป็นศิริมงคล แน่นอนของแพงต้องมีการพิสูจน์ ว่าสมราคาแล้วคนขายก็เอาน้ำเปล่ามา 2 แก้ว เทน้ำยาทิงเจอร์ไอโอดีนลงไป (แบบที่ใส่แผลสดนะ) ว่าแล้วก็เอา “น้ำชา” ที่ชงจากชาธรรมดาใส่ลงไป ปรากฏว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่อีกแก้วหนึ่ง “กำใบชาฮ่องเต้” (ไม่ใช่น้ำชาที่ชงจากชาฮ่องเต้) กวนๆสักครู่หนึ่งน้ำที่มีสีของทิงเจอร์ไอโอดีนที่ออกสีน้ำตาลเข้มๆ ก็จางลงและใสในที่สุดยิ่งกว่าเล่นกลอีกครับพี่น้อง ว่าแล้วบรรดาพลพรรคนักศึกษาปริญญาเอกทั้งหลายก็ระดมซื้อกันไปบัตรเครดิตรูดกันกระจาย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมทบ ว่าที่ผู้บริหารของสโมสรราชวิถี คุณก้องศักดิ์ เลขานุการ รมต. คุณสมคิด ผอ.ใหญ่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย รวมทั้ง คุณต้น ตระการ
ผมมีคำถามให้พิจารณา 3 ข้อ 1.ทิงเจอร์ไอโอดีน มันคือของเสียในร่างการเราหรือเปล่า หรือมันสัมพันธ์ หรือเป็นเครื่องบ่งบอกว่าร่างกายเรามีของเสียเยอะแยะไปหมดหรือเปล่า คำตอบคือ “ไม่เกี่ยวกันเลย” แต่คนขายแสดงเพื่อให้เห็นถึงความต่างและความสามารถอันเลอเลิศ(เพื่อเพิ่มมูลค่า) แต่ไม่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยเลย 2.แก้วใบแรก ใช้ “น้ำชา” ซึ่งแปลว่า มันมีความเข้มข้นต่ำใช่หรือไม่ ในขณะที่ แก้วใบทีสองที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ใช้ “ใบชาฮ่องแต้กำใส่ลงไป” แปลว่าความเข้มข้นสูงใช่หรือไม่ คำตอบคือ “ใช่” 3.ถ้าเป็นชาชนิดอื่นๆที่อาจมีคุณสมบัติทางเคมีใกล้เคียงกันกับ”ชาฮ่องเต้” จะทำให้น้ำในแก้วที่สองกลับมาใสเหมือเดิมได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้” เพราะว่าผมได้ทดลองเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว เอาบรรดาสรรพชาที่มีในสำนักงาน ชาถุงต่างๆ ก็พบว่า ชาเขียวซองหนึ่งก็ทำให้น้ำใสได้เหมือน “ชาฮ่องเต้” ผมเลยตั้งชื่อชาเขียวนั้นว่า “ชาองค์ชายสี่” 5555+++
มาช๊อตสุดท้ายพาไปร้านขายหยก คนขายคนแรกเป็นหญิงสาวเข้ามาสักครู่ก็บอกว่า วันนี้ลูกเถ้าแก่มาด้วยพูดไทยได้ด้วยเพราะว่ามีแม่เป็นคนไทย (ผมถามว่าเถ้าแก่ชื่อรัย เค้ามะตอบ) พอลูกเถ้าแก่มาผมดูสารรูปแล้วฟันธง และคนเฟิมโดยไม่ต้องอาศัยหมอลักษ์ หมอกฤษ เลยว่า มันมั่วมาแน่นอนว่าแล้วลูกเถ้าแก่ก็ลดราคามแบบสุดๆ ทำให้เราเชื่อโดยสนิทใจว่าไม่โดนหลอกแน่ เพราะขนาดที่ว่าพนักงานหญิงถามลูกเถ้าแก่ว่าขายได้ยังไง ขาดทุนนะ แต่ดันถามเป็นภาษาไทย (ซึ่งมันควรจะถามเป็นภาษาจีน เพื่อไม่ให้เรารู้) แต่วัตถุประสงค์มันต้องการให้เรารู้จึงถามเป็นภาษาไทย ตีบทแตกกระจุยสมควรได้รับตุ๊กตาทอง ว่าแล้วพี่เป็ดเชิญยิ้มก็อัญเชิญ “ปี๋เซีย” ไปหนึ่งคู่ แค่ไม่กีหมื่นเอง 555+ ที่เหลือก็กระจายๆกันไปอุดหนุนเชื้อสายคนไทยปลอมๆ เพราะมันให้เราเป็นญาติมันตั้งแต่บอกว่ามีแม่เป็นคนไทยอยู่เชียงใหม่แล้วนั่นเอง สรุปนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ 5555++ท่านดอกเตอร์และว่าทีดอกเตอร์ทั้งหลาย สาธุ สาธุ คัมภีร์นักขายนี้สมควรเอาเป็นแบบอย่างจิงจิงจิงจิง

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

“ชื่อนั้นสำคัญไฉน”





เห็นชื่อเรื่องก็คงไม่ต้องจินตนาการหรือเดาว่าบทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้จะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งชื่อสินค้าอย่างแน่นอน ถูกต้องครับเพราะว่าในการบริหารธุรกิจปัจจุบันนั้นจะไปมุ่งเน้นแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่าสินค้าเราดี ทนทาน นานร้อยปีแบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้วครับ เพราะว่าในปัจจุบันผู้บริโภคนั้นนอกจากดูคุณสมบัติ (Core Benefit) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น นาฬิกาต้องบอกเวลาได้ รถยนต์ต้องวิ่งได้ หรือ สบู่ ยาสระผม ต้องสามารถชะล้างทำความสะอาดร่างกายและศีรษะได้ ซึ่งใครที่จะทำสินค้าเหล่านี้มาขายก็จำเป็นอยู่ดีที่จะต้องมีคุณสมบัติดังกล่าว จากนั้นก็เข้าสู่ยุคที่ว่าต้องสร้างความแตกต่างในสินค้าและบริการซึ่งทำให้สินค้าของเราแตกต่างกว่าจากคู่แข่งขัน เรียกว่าฟูลออฟชั่นกันเลยเพราะทุกค่ายก็หันมาเอาอกเอาใจผู้บริโภค ปรนเปรอกันทุกทางให้สินค้าของตนเป็นหนึ่งเดียวในดวงใจของผู้บริโภคกันเลย ไม่ว่าจะเป็นการผสมสารต่างๆที่มีคุณสมบัติพิเศษทำให้รากผมแข็งแรง เส้นผมนุ่มสลวย ฯลฯ เราเรียกสิ่งต่างๆเหล่านี้ว่าคุณประโยชน์ส่วนเพิ่มที่สามารถจับต้องได้ (Tangible Benefit) นั่นเอง
แต่ยังมีบางสิ่งที่เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกได้ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างอารมณ์และความอยากในการซื้อสินค้า ซึ่งเราเรียกว่าคุณประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้(แต่รู้สึกได้) (Intangible Benefit) สิ่งต่างๆเหล่านี้เช่นภาพลักษณ์อย่างนาฬิกาโรเล็กซ์ ผมไม่เชื่อว่าจะบอกเวลาเที่ยงตรงกว่าไซโก้ หรือถึงบอกเวลาได้เที่ยงตรงกว่ามากๆแล้วมันมีผลต่อการดำรงชีวิตของผมหรือไม่คำตอบคือไม่ แต่ทำไมเราถึงจ่ายเงินแพงกว่าหลายสิบเท่า ถึงร้อยเท่าเพื่อเป็นเจ้าของนาฬิกาโรเล็กซ์สักเรื่อนหนึ่ง คำตอบคือเพราะเราต้องการให้รางวัลแห่งชีวิต เพราะว่าภาพลักษณ์หรือตราสินค้า (Brand) ของสินค้าดีใส่แล้วดูมีระดับ ใครๆในสังคมชั้นสูง(ซึ่งแปลว่ามีเงิน)เค้าก็ใส่กันทั้งนั้น อันนี้คงจะแตกต่างกันในสินค้าบางหมวดเช่นรถยนต์ ระบบความปลอดภัย ระบบการขับเคลื่อน ระบบสิ่งอำนวยความสะดวกจะแตกต่างกันมากในรถยนต์แต่ละยี่ห้อ หรือแม้แต่ในยี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่น
องค์ประกอบหนึ่งในการทำให้แบรนต์สินค้านั้นมีภาพลักษณ์ที่ดีก็คือเรื่องชื่อสินค้านั่นเอง สินค้าหลายตัวไม่ประสบความสำเร็จทั้งๆที่แนวคิดของสินค้าตัวนั้นดีมากเช่น สบู่ยี่ห้อ MWNS ซึ่งมีคุณสมบัติและกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายที่นับวันจะมีคนออกกำลังกายที่เราเรียกว่าเป็นผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ลองสังเกตุจากจำนวนฟิตเนสเซ็นเตอร์ และ ศูนย์แอโรบิคที่รัฐและหน่วยงานต่างๆจัดขึ้น หรือตามสวนสาธารณะก็จะเห็นว่ามีผู้คนมาใช้บริการมากขึ้น สบู่ยี่ห้อนี้ล้มเหลวก็คงจะมีสาเหตุมาจากหลายๆสาเหตุเช่น ภาชนะบรรจุ ประโยชน์ใช้สอยที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง(หลังจากซื้อไปทดลองใช้แล้ว) หรือมาจากชื่อสินค้าก็ได้เพราะว่าสินค้านี้มีถึง 6 คำ จะเรียกว่ายาวไปก็ได้แต่ว่ามันไม่สื่อถึงอะไรเลย แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า MWSN ย่อมาจาก MAN AND WOMEN NEED SPORT คนตั้งชื่อไม่รู้ว่าคิดได้ยังงัยนะ แต่สินค้าบางตัวก็อาจจะตั้งชื่อยาวๆแต่ประสบความสำเร็จก็มี เช่น “โชโกบุตซึโมโนกาตาริ” กดเข้าไป 9 คำซึ่งนับว่ายาวมากๆ แต่ประสบความสำเร็จจนต้องออก “ฟอร์เมน” เข้ามาเพิ่ม เลยเป็น 11 คำเลยอาจจะเป็นสินค้าที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกก็ได้ แต่ก็คงขายได้แค่เอเชียเพราะเราคุ้นเคยกับวัฒนธรรม ชื่อ ฯลฯ ของญี่ปุ่นทำให้เราสามารถจดจำ ปลื้ม พอใจ กับชื่อและสินค้าตัวนี้ได้ เพราะว่าผมไม่เคยเห็นสินค้าตัวนี้ในยุโรป อัฟริกา หรือแม้แต่ในเอเชียใต้ เช่นอินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกาเลย แต่ประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บ้างก็เอาชื่อเจ้าของ เช่น แม่กิมลั้ง น้ำพริกเผาแม่ประนอม แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนหรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจเปลี่ยน หรือกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเปลี่ยน ก็ต้องปรับปรุงให้เหมาะสมและทันสมัย เช่น ห้างทองแม่ทองสุก ปรับรูปแบบธุรกิจมาเป็นการซื้อขายทองในตลาดล่วงหน้าก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น MTS GOLD หรือหากเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่ชื่อเป็นจีนแต่อยากเปลี่ยนลุคก็ลองดูตึก “เล่าเป็งง้วน”ครับซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล็ก และลิฟท์บันไดลื่อน ยังเปลี่ยนเป็น LPN BUILDING เลยครับ แม้แต่ปูนซีเมนต์ไทยยังต้องเปลี่ยนเป็น “SCG” เลยครับเพราะเดี๋ยวนี้บริษัทไม่ได้ผลิตปูนซีเมนต์แต่เพียงอย่างเดียว มีสินค้าและบริการครอบคลุมทั้ง วัสดุก่อสร้าง กระดาษ เคมีภัณฑ์ ตลอดจนบริการ ฯลฯ หรืออาจจะเอาภูมิศาสตร์รวมทั้งปอนเซอร์เป็นชื่อสินค้าก็ได้เช่น ทีมฟุตบอล “บุรีรัมย์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” ที่มียี้ห้อยร้อยยี่สิบ เนวิน ชิดชอบ เป็นเจ้าของสโมสรก็ได้ครับ หรือ “เมืองทองหนอจอกยูไนเต็ด” เป็นต้น หรืออาจจะตั้งชื่อสินค้าเพื่อบ่งบอกกิจการก็ได้เช่น “พิซซ่าฮัท” คงไม่ได้ขายสบู่และยาสระผมแน่นอน แต่ก็ต้องคิดและมองระยะยาวและไกลนะครับว่าสินค้าเราจะขายแต่ในประเทศหรือจะส่งออกในอนาคตด้วยเพราะชื่อที่ดีและมีความหมายในประเทศหนึ่งอาจจะไม่มีความหมาย หรือ ถึงกับความหมายตรงกันข้าม หรือเรียกยากมากๆในอีกประเทศหนึ่งก็ได้ เช่น “พิมเสนน้ำตราโป๊ยเซียน” คำว่า “โป๊ยเซียน” ถ้าส่งไปขายที่กวางเจา ซัวเถาคงไม่มีปัญหาแต่ถ้าส่งไปฟิลิปปินส์ มาเลเซียก็คงจะเรียกยากน่าดู ถ้าจำไม่ผิดมีรถมอเตอร์ไซค์รุ่น “NOVA” ส่งไปขายที่อเมริกาใต้ ชื่อรุ่นนี้กลับมีความหมายว่า “ไม่วิ่ง” ก็เลยแท้งตั้งแต่ยังไม่คลอดเลยครับผม

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

“อิทธิฤทธิ์ทีวีดาวเทียม”


เวลาแค่10 ปีที่ทีวีจากอานาล๊อกปรับมาเป็นดิจิทอลไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันทีวีมีในประเทศไทยมีมากกว่า 200 ช่อง และเราคงเห็นแล้วว่าอิทธิฤทธิ์และอานุภาพของทีวีดาวเทียมนั้นมันมีแรงส่งมหาศาลแค่ไหน เพราะว่าอย่าลืมว่าคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมดทุกคนไม่ว่าจะฐานะอะไร การศึกษาสูงหรือต่ำ รายได้มากหรือน้อย ฯลน ไม่ว่าเราจะแตกต่างกันอย่างไรทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ความเชื่อ แต่เราก็มีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงเท่ากัน และในเวลาใดเวลาหนึ่งนั้นเราสามารถเสพสื่อได้เพียงอย่างเดียว ดังนั้นหากเราสามารถทำรายการได้โดนใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายแล้วละก็อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ
ดูตัวอย่าง เอเอสทีวี ของค่ายเสื้อเหลืองซิครับรับประกันได้ว่าถ้าไม่มีช่องนี้กลุ่มนี้ไม่สามารถขยายเครือข่ายได้ขนาดนี้ นี่เห็นว่ามีสินค้าที่ตีตราเอเอสทีวีขายทั้งในทีวี ทั้งในหนังสือเครือผู้จัดการไม่ว่าจะเป็น ข้าสาร อาหารแห้ง น้ำปลา ฯลฯ มาดูค่ายทีวีของเสื้อแดงบ้างก็เฉกเช่นเดียวกัน มีขายทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำดื่ม เครื่องดื่ม ฯลฯ แล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองค่ายนั้นต่างก็โฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกัน โจมตีฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ลืมหูลืมตา (เหมือนกัน) แล้วสังคมเราจะอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างไรครับก็เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็ปลุกระดมฝ่ายตนและมองฝ่ายตนถูกแบบไม่ลืมหูลืมตา และฝ่ายตรงข้ามก็ผิดแบบไม่ลืมหูลืมตาเช่นเดียวกัน นี่เป็นอิทธิพลของทีวีดาวเทียมทางด้านการเมือง
ข่าวคราวการจับกุมป้าเช็ง และ ปูแดง ตลอดจน เหรียญพลังมหัศจรรย์พันลึกอะไรนั้น ก็เป็นเครื่องบ่งบอกถึงอิทธิฤทธิ์ทีวีดาวเทียมได้เป็นอย่างดีในแง่ของการโฆษณาชวนเชื่อทางธุรกิจ มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก และสามารถสร้างรายได้อย่างมากมายให้กับเจ้าของช่อง เจ้าของสินค้า และปัจจุบันนี้การเปิดทีวีดาวเทียมซักช่องหนึ่งไม่ใช้เรื่องยากเย็นทางด้านต้นทุน แค่ราคาเท่ากับรถเบนซ์สักคันหนึ่งเท่านั้นเองเจ้าของสินค้าสมัยก่อนกว่าจะทำโฆษณาทางทีวี จ่ายค่าแอร์ไทม์ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ในหนึ่งปีของสินค้าตัวหนึ่งอาจจะสร้างทีวีดาวเทียมได้ 10 ช่องเลยก็ได้ ยิ่งเนื้อหาหรือคอนเทนท์ของทีวีดาวเทียมก็สร้างกับแบบสุกเอาเผากิน เอามิวสิควีดีโอมาเปิดบ้าง เอาหนังเก่าๆมาฉายบ้าง เชิญคนนั้นคนนี้มาพูด ฯลฯ แบบไม่ต้องเตรียมการอะไร หรือลงทุนอะไรมากนัก ถึงเวลาก็โฆษณาขายสินค้าแบบชวนเชื่อจนผู้คนหลงเป็นเหยื่อมากมายโดยเฉพาะคนในต่างจังหวัด ก็ได้แต่นั่งดูกทช.หรือ กสช.ซึ่งบัดนี้ยังตั้งกรรมการกันไม่ครบและไม่เห็นทำอะไรเลย ต้องรอให้ผู้คนตาบอด หรือถูกหลอกจนทนไม่ไหวต้องแจ้งความจึงดำเนินการ ก็ได้แต่สงสารคนไทยที่ถูกเค้าหลอกอยู่ร่ำไป บางค่ายก็หันมาทำทีวีดาวเทียมกันเองแล้วไม่ว่าจะเป็น สหมงคล จีเอ็มเอ็มในเครื่ออากู๋แกรมมี่ มีช่องรายการการศีกษา รายการทางการเงินตลาดหลักทรัพย์ เร็วนี้ก็จะมีช่องสาม และช่องอื่นๆก็ขยายตามมาอย่างแน่นอน หรืออาจจะมีช่องที่เกี่ยวกับ ทองคำโดยตรง การเกษตร การป่าไม้ ช่องกีฬาก็คงจะมีมากขึ้นเพราะการจัดการกีฬาในปัจจุบันเป็นแบบธุรกิจ คงเห็นได้จากไทยพรีเมียลีคที่เติบโตทั้งในแง่จำนวนผู้ดูฟุตบอล และสปอนเซอร์ ตลอดจนสินค้าของสโมสร ฯลฯ และทั้งฟันธงรวมทั้งคอนเฟิมทั้งนั่งยันนอนยันว่าอนาคตทีวีดาวเทียมมีเป็น 1,000 ช่องแน่นอน (หนึ่งพันช่องครับ ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ) เพราะการจัดทำทีวีดาวเทียมนั้นนอกจากต้นทุนถูกแล้ว ยังสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงไม่เหมือนฟรีทีวีที่จะเป็นแบบทีวีแมสหรือทีวีมวลชนไป และที่สำคัญไปกว่านั้นราคาจานดาวเทียมถูกลงจนไม่น่าเชื่อจากหลายหมื่น หรือแค่หมื่นกว่า และเหลือแค่ 2,000 กว่าบาทในปัจจุบัน เชื่อว่าเร็วๆนี้อาจจะต่ำกว่า 2,000 แน่นอน แล้วเราจะค่อยๆเห็นว่าเสาทีวีแบบก้างปลาจะหายไปและเป็นสินค้าที่ถูกจัดเข้าสู่พิพิธภันฑ์ในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วเราจะไม่มองหาลู่ทางในการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ทั้ง ราคาถูกมากออกโฆษณาในฟรีทีวีหลังข่าวหนึ่งนาที ออกทีวีดาวเทียมได้เป็นเดือนเลยครับพี่น้อง ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สามารถโฆษณาได้ความถี่มากกว่าเดิม ทำให้ข้อความสื่อสารตอกย้ำอยู่ในใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายและตัดสินใจซื้อได้ในที่สุด ดูอย่างป้าเช็งแก่ซิครับพูดกรอหูอยู่ทุกวันคนยังซื้อน้ำหมักไปหยอดตาได้เลยครับพี่น้อง จากน้ำหมักเหม็นเป็นน้ำเทวดาได้แล้วจะไม่เรียกว่า “อิทธิฤทธิ์” หรือครับ ???? นี่เห็นว่าคุณตัน โออิชิ แกก็กำลังจะทำทีวีดาวเทียมอยู่เหมือนกันและเชื่อฝีมีและวิสัยทัศน์คุณตันได้ว่าแกทำอะไรแล้วไม่ผิดหวังแน่นอนจะต้องลือลั่นสนั่นเมือง แบบว่าเล็กๆไม่ใหญ่ๆตันชอบงะพี่น้อง แล้วคนไทยจะบริโภคชาเขียวของพี่แกแทนน้ำเหมือนว่าไปเยรมันน้ำเปล่าแพงกว่าเบียร์ยังไงยังงั้นเลยครับเจ้านาย

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553







“สีสันการตลาด”
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ / กรรมการบริหาร พิสิษฐ์กรุ๊ป

ถ้าอ่านแค่ชื่อเรื่องคงนึกว่าผมคงจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องความเคลื่อนไหวทางการตลาด ว่าปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีความเร้าใจ ตื่นเต้นทางการตลาดอะไรทำนองนั้น แต่วันนี้ตั้งใจเขียน “สีสัน” ที่เป็นสี (Colour) จริง เราคงจะพอรู้มาบ้างว่าสีนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้รู้สึกได้ดีเมื่อรับรู้สีต่างๆกันก็จะทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันได้ เช่นสี แดง รู้สึกได้ถึงความร้อนแรง ความตื่นตัว สีทอง รู้สึกได้ว่ามีคุณค่า มีราคา เป็นต้น นักการตลาดเลยเอาสีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการสะท้อนบุคลิกภาพของสินค้านั้น เช่น เหล้า แบลคเลเบิล้ดั้งเดิมนั้นขวดและฉลากเป็นสีดำล้วนๆ แต่นักการตลาดซีกโลกตะวันออกซึ่งประชากรและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีเชื้อสายจีน และสีทองเป็นสีที่แสดงถึงความมีโชคลาภและแถมยังตัดกับสีดำทำให้กล่องและฉลากเพิ่มคุณค่าขึ้นจึงมีสีดำกับสีทองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นอกจากนี้แล้วสียังเป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ ( Identity ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเห็นชัดในปัจจุบันก็คือ ธนาคาร ช่วงสิบปีที่ผ่านมามีการนำเอาสีมาเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างชัดเจนที่สุด ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นแต่ละธนาคารก็มีสีประจำธนาคารอยู่แล้วแต่ไม่ได้นำมาสื่อสารให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน ธนาคารที่นำสีมาเป็นยุทธวิธีน่าจะเป็นธนาคารไทยพานิชย์ที่เอาสีม่วงมาเป็นเอกลักษณ์ของธนาคารแต่สีม่วงก็เป็นสีประจำธนาคารอยู่แล้วเอามาสื่อสารกับลูกค้ามากขึ้นและเด่นชัดขึ้นเท่านั้นเอง แต่ที่รู้สึกมีการเปลี่ยนแปลงมาก (เปลี่ยนสีประจำธนาคารเลย ) และมีกิจกรรมต่อเนื่องน่าจะเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา จากสีน้ำตาลมาเป็นสีเหลืองสดใสทำให้ดูธนาคารนั้นอ่อนเยาว์ลง มีความเป็นวัยรุ่นและร่วมสมัยมากขึ้นเพราะจากการสำรวจของธนาคารพบว่าในสายตาลูกค้าแล้ว ธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้น อบอุ่น มีความเป็นไทย เงียบ อนุรักษ์นิยม เชย ล้าสมัย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และใช้งบประมาณน้อยที่สุดคือ การเปลี่ยนลุค ถ้าเป็นคนก็คงเป็นเสื้อผ้าหน้าผม ธนาคารก็เลยต้องเปลี่ยนสีสันให้ดูสดใส สว่าง กระตือรือร้น ร่วมสมัยขึ้น ดังนั้นธนาคารจึงเปลี่ยนสีทั้งตู้เอทีเอ็ม ป้ายหน้าธนาคาร สื่อโฆษณา ของแจกของแถม นามบัตรพนักงาน สาขาธนาคารก็จะเหลืองไปหมด นี่คงจะเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ส่วนธนาคารอื่นๆก็ปรับมานำเสนอตามสื่อต่างๆให้เด่นชัดขึ้นเพราะตนเองมีสีประจำธนาคารอยู่แล้ว เช่น ธนาคารกสิกรไทยก็ต้องสีเขียว แต่มีแดงแซมมา เพื่อให้แสดงถึงความมีพลัง ความมั่งคั่ง ธนาคารกรุงเทพเดิมเป็นสีน้ำเงินอยู่แล้ว ซึ่งแสดงถึงความสุขุม สุภาพ สง่า ดูภูมิฐาน ก็เติมสีส้มลงไปเพื่อให้เกิดทันสมัย และกระตือรือร้นขึ้น ธนาคารใหม่ๆอย่างธนชาติ ก็มีสีส้มเป็นแกนบ่งบอกถึง ความเป็นมิตร และความคิดสร้างสรรค์ เพราะเป็นธนาคารใหม่ แต่อย่างที่เคยเขียนไว้ละครับในทางการตลาดแล้วใครพูดก่อนก็เป็นของๆคนนั้น ธนาคารออมสิน มาทีหลัง(ทั้งๆที่ตั้งก่อนธนาคารอื่นๆอีกหลายธนาคาร) ก็อยากมีสีประจำธนาคารบ้าง เพื่อนฝูงจองไปหมดแล้วไม่รู้จะเอาสีอะไรก็เลยเป็นสีชมพูหวานแหวไปเลยทำให้คนห้าวๆอย่างเราไม่กล้าเข้าไปใช้บริการ หรือออมสินจะมุ่งเน้นแต่เด็กและเยาวชนสมกับเป็นแบงค์ที่หากินกับเด็กเป็นขวัญใจที่เด็กนำเงินไปฝาก แต่ปัจจุบันนี้คงน้อยลงไปตามลำดับเพราะธนาคารอื่นๆก็มามุ่งเน้นที่ลูกค้าในอนาคตกัน(ก็เด็กๆเหล่านี้ที่อนาคตก็จะเป็นลูกค้าแบงค์) กันทั้งนั้น

ท่านเจ้าของกิจการและท่านผู้บริหารครับท่านมีสีประจำองค์กร ประจำสินค้า เช่นเนสกาแฟ มาร์โบโล และ โค้ก สีแดง จนเป็บซี่ต้องเพิ่มน้ำหนักของสีน้ำเงินเพราะก่อนหน้านั้นเป็ปซี่มีสีแดงและน้ำเงินในสัดส่วนพอๆกันจนไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ จึงปรับเปลี่ยนมามีสีน้ำเงินมากกว่าจนเห็นได้ชัดจนมีโปรเจคบลู นำเครื่องบินคองคอร์ดมาพ่นสีน้ำเงินและมีโลโก้ใหม่ติดอยู่บนเครื่องบิน นี่ปีนี้เป็บซี่ปรับลุคอีกแล้วครับ ให้ดูทันสมัยเหมาะกับวัยรุ่นมากขึ้นลองสังเกตุดูให้ดีนะครับว่าโลโก้เป็บซี่เปี่ยนปัยเน้อ
ผู้มาที่หลังมักจะไม่ค่อยเหลือทางเลือกมากนักนี่ถ้ามีธนาคารเปิดใหม่แบบซิงๆเลยไม่รู้ว่าจะใช้สีอะไรเป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ ผมขอแนะนำให้ใช้เหลืองแดงแบบธรรมศาสตร์ไปเลย เพราะเบื่อไอ้พวกทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงจริงๆทุกวันนี้ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ แต่เห็นว่าฟุตบอลธรรมศาสคร์ปีนี้ฝ่ายธรรมศาสตร์ใช้เสื้อสีขาวและมีลายประมาณว่าธงชาติเป็นองค์ประกอบ เพราะก็คงเบื่อทั้งสองสีเหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะหยุดกันซะทีนึงครับพี่น้อง

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ACADEMY OF HOPE & TRUST



  • ช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีจะเป็นเดือนที่พวกเรามีความสุขเพราะเป็นเดือนที่พวกเราชาวไทยทั้งหลายจะได้ร่วมกันเฉลิมฉลองเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้เป็นที่รักและเทิดทูนของพวกเราทุกคน ปีนี้เป็นปีพิเศษที่ทรงพระชนม์มายุ 82 พรรษา ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรงแต่ก็ทรงเสด็จมหาสมาคมและทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัส ฟังแล้วก็ให้รู้สึกมีความสุขที่พ่อหลวงของเราทรงเตือนพวกเราทั้งหลาย ทุกฝ่าย ให้นึกถึงประเทศชาติเป็นสำคัญไม่ว่าจะอยู่ทีมเสื้อสีใดก็ตาม ก็หวังว่านักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลได้นำไปปฏิบัติจริงๆด้วยเพราะเห็นมีแต่น้อมกระแสพระราชดำรัส แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงๆซักปีซึ่งหากไม่ปฏิบัติแล้วอนาคตของชาติเห็นอยู่ไรๆว่าคงต้องจบลงแบบไหน
    สองเดือนที่แล้วผมพานักศึกษาเอ็มบีเอมหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิไปดูงานกวางเจาเทรดแฟร์ซึ่งจัดเป็นปีที่ 50 กว่าแล้ว และจัดปีละสองครั้งก็เป็นการโปรโมทและจัดงานให้ผู้ซื้อพบผู้ขายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขอยืนยันเพราะจัดกัน 3 ช่วงเวลาตามแต่ละอุตสาหกรรมและจัดปีละสองครั้ง งานยิ่งใหญ่อลังการจริงทั้งจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมและจำนวนบริษัทที่มาเปิดบูทแนะนำสินค้า เรียกได้ว่าอยากหาสินค้าใดที่ผลิตในจีนสามารถหาได้หมด แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือตอนที่อยู่ที่ฮ่องกง หลังจากออกจากสนามบินก็ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยังเซินเจิ้นระหว่างนั้นก็มีการแนะนำไกด์คนไทยชื่อ “คุณเมย์” ซึ่งอยู่ที่ฮ่องกงมานานแล้วหลังจากแนะนำตัวเสร็จเธอก็บรรยายเกี่ยวกับวันนี้เป็นวันพระใหญ่ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับโชคลาภต่างๆ ซึ่งช่วงนั้นเป็นเทศกาลกินเจด้วย เราก็คิดในใจแล้วเดี๋ยวตอนขากลับเข้าฮ่องกงอีกครั้งมันต้องขายอะไรเราแน่เลย หลังจากนั้นก็แนะนำว่าโปรแกรมเรามีอะไรบ้างก็มีการแถมว่าจะพาไปโน่นนั่นนี่ แต่ละที่ก็เหมือนจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮ่องกงทั้งนั้น แล้วก็จริงดังว่าตอนขากลับออกจากไปดูงานต้องกลับมาฮ่องกงอีกหนึ่งวันเต็มเธอก็พาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายสองสามแห่ง แล้วก็เข้าสู่บรรยากาศโน้มน้าวตีเข่าบรรยายถึงเรื่องปี๋เซีย และ ใบพัดของวัดแชกง ซึ่งเป็นที่สักการะของชาวฮ่องกง เราก็ตั้งมั่นแล้วว่าเราเคยไปมาหลายทริปแล้วไม่เสียเงินเรื่องเหล่านี้ซะทีนึ่งคราวนี้ก็คงไม่เสียตัง ที่ไหนได้เธอเล่าต่อไปว่าที่ร้านจะมีคนไทยคนหนึ่งชื่อคุณโคโค ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการดูชะตาราศีของบุคคลได้ เคยดูให้คนดังๆมาแล้วนับไม่ถ้วนทั้งดารานักร้องไทย ไฮโซไทย ดารานักร้องฮ่องกง (มีรูปถ่ายคู่ประกอบติดอยู่ที่ร้านด้วย เพื่อสร้างศรัทธา ) งานเข้าเลยครั้งเธอจับให้ผมและอาจารย์อีกสองท่านนั่งหน้าแล้วให้คุณโคโคดูชะตาราศีให้แน่นอนที่สุดเธอต้องพูดแต่เรื่องดีๆของอาจารย์ทั้งหลาย (ซึ่งในทางการตลาดแล้วเราเรียกว่าเป็น INFLUENCER ผู้มีอิทธิพลทางความคิด) สุดท้ายทั้งๆที่เราตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะไม่ซื้อทีไหนได้เคลิ้มไปหมดปี๋เซียไป 12,000 และแหวนพัดลมแชกงอีก 28,000 งานนี้หมดไปทั้งสิ้น 40,000 บาทถ้วยครับผม เราซื้อของเพราอะไรลองทบทวนดูนะครับถ้ามองแต่เฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ทำของทั้งสองชิ้นนั้นไม่น่ากิน 20% ของราคาขาย แต่ที่ขายของได้ราคาขนาดนั้นได้เพราะเราใส่ความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธาลงไปด้วยเลยยอมจ่ายสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของสินค้า เพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจที่เรียกว่าความหวังและศรัทธาลงไปด้วย อาจาร์อีกสองท่านก็หมดไปพอๆกัน แล้วลูกศิษย์ผมจะเหลือเหรอครับก็หมดตังกันไปถ้วนหน้าซิครับ
    นักการตลาดทั้งหลายก็จะต้องใส่สิ่งต่างๆเหล่านี้ลงไปในผลิตภัฑณ์ดูได้ชัดเจนก็พวกประมาณ “ผม ผิว สิว ขาว” ล้วนแล้วแต่ใส่ความเชื่อและความหวังลงไปว่าถ้าใจแล้วจะสวย จะขาว จะไม่แก่ จะมีคนหลงรัก มีหนุ่มมาจีบอะไรปานนั้น สุดท้ายแล้วเราก็ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะเราใส่คุณค่าของสินค้าที่เรียกว่าความหวังลงไปด้วยนั่นเองครับ ลองมองมาที่สินค้าของท่านเองซิครับว่าท่านใส่คุณค่าอะไรลงไปในสินค้าของท่านแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพของสินค้าทีดีกว่าที่เดี๋ยวนี้ก็ทัดเทียมกันหมด ความแตกต่างของสินค้า รูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือของซัมซุง มีรูปลักษณ์ ดีไซน์ที่แตกต่างกันโดนใจคนรุ่นใหม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และคุณค่าของการบริการทีเหนือกว่า หรือสามารถใส่ความหวัง ความศรัทธาลงไปในสินค้า ลงไปในองค์กร ลงไปในพนักงาน และผู้บริหารของท่าได้หรือไม่ เพื่อที่ท่านจะได้ขายของได้ราคาดีกว่าและไม่ต้องไปแข่งขันกันลดราคาละเลง ในน่านน้ำสีเลือด RED OCEAN นั่นเองครับ..................

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552








“อลังการ์งานสร้างของกวางเจาแฟร์”

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์


มีคนเคยเล่าให้ฟังว่างานกวางเจาเทรดแฟร์ยิ่งใหญ่จริงๆเพราะมีการจัดถึง 3 เฟส และแต่ละเฟสก็ยิ่งใหญ่อลังการ์สมกับฐานะของประเทศจีนจริงๆ แต่ก็ไม่เคยไปซักทีหนึ่งปีนี้เป็นการจัดเป็นครั้งที่ 106 นับเป็นปีที่ 53 เพราะว่าจัดปีละสองครั้งซึ่งปีนี้นับเป็นโอกาสดีที่ได้พานักศึกษา MBA ของมหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิไปดูงาน ซึ่งการจัดงานแฟร์นี้นับว่าใหญ่โตสมคำร่ำลือจริงๆเพราะว่าถ้าจะให้เดินดูทั้งหมดคงต้องใช้เวลา 3 วันเอาแค่เฉี่ยวๆนะ คาดว่าตลอดงานจะมีชาวต่างชาติเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5 แสนคนเมื่อรวมกับชาวจีนจากเมืองอื่นๆคงไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ก็นับว่าเป็นกลยุทธ์ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลย ลองตามมาดูกันนะครับว่านกแต่ละตัวหมายถึงอะไร
นกตัวที่หนึ่งซึ่งเป็นผลจากการจัดงานโดยตรงก็คือสามารถทำให้ผู้ผลิตในจีนสามารถขายสินค้าได้ ทั้งขายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศเพราะมีผู้ซื้อจากต่างประเทศมาถึง 5 แสนคนซึ่งจากตัวเลขยอดค้าขายระหว่างงานปี 2008 ที่ผ่านมา มียอดถึง 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เท่ากับประมาณ 2.3 ล้านล้านบาทครับผม มากกว่างบประมาณของรัฐบาลไทยสองปีพอดีเลย นี่ไม่รวมทั้งการสั่งซื้อขายหลังจากงานจบแล้วเพราะว่าเป็นงานที่นักธุรกิจต่างชาติเดินทางไปดูและเลือกซื้อสินค้าที่ผมเชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก สถานที่จัดงานถ้านับพื้นที่แสดงสินค้าแล้วก็นับได้ว่าขนาดประมาณ 5 เท่า ของอิมแพคเมืองทองธานีทุกฮอล์รวมกันนะครับ คงจินตนาการออกว่ามันจะใหญ่ขนาดไหนนะครับ ขนาดที่ว่าร้านแมคโดนัลต้องมีเคาท์เตอร์ประมาณ 30 เคาท์เตอร์ต้องเข้าคิวรอนานมากกว่าจะได้กิน นี่ขนาดว่าแต่ละฮอลล์ย่อยก็มีร้านอาหารอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ผมลองแวะแบบละเอียดสามสี่บู๊ทมีอยู่รายหนึ่งทำสินค้าไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี คือมันเป็นรูปทำด้วยโลหะขนาดประมาณเอ 4 คล้ายๆกับที่เราเห็นอยู่ในร้านเหล้า ร้านอาหารสมัยเก่าในหนังฝรั่ง เป็นภาพโฆษณาบ้าง เป็นคำขวัญบ้าง ฯลฯ ลองทายซิครับว่าราคาเท่าไหร่จ้างก็ทายไม่ถูก แค่ 0.53 เหรียญ ประมาณ 17 บาทบ้านเราเองแค่ค่าโลหะที่นำมาผลิตก็คงเกินแล้วไม่รู้ว่าเค้าขายได้อย่างไรครับ
นกตัวที่สองที่เป็นผลพลอยได้อย่างมหาศาลก็คือค่าใช้จ่ายที่นักธุรกิจเดินทางไปชมงาน ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน (อาจจบินสายการบินจีนบางส่วน) ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ช๊อปปิ้ง ค่าบันเทิง ส่วนหนึ่งก็จะไปท่องเที่ยวต่อ ซึ่งก็มีบริการทัวร์ในงานไม่ว่าจะไปเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หรือสถานที่อื่นๆในจีน จากคน 5 แสนคนถ้าใช้คนละ 50,000 บาท 25,000 ล้านบาทครับ ขอบย้ำสองหมื่นห้าพันล้านบาทเป็นอย่างน้อยนะครับ
นกตัวที่สามคงเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกได้หรือสัมผัสได้ก็คือภาพลักษณ์ นักธุรกิจที่เดินทางไปย่อมบอกต่อๆกันไปว่าถ้าจะหาสินค้าไม่ว่าอะไรสามารถมาหาได้ที่ประเทศจีน และถือว่าเป็นวันสต๊อปเลยเพราะไปงานเดียวเจอซัพพลยเออร์นับไม่ถ้วน และถ้ามีเวลาก็ไปดูสินค้าอื่นๆเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจเรียกได้ว่าไปที่อื่นๆก็ดูได้แต่ธุรกิจที่ตนเองทำอยู่ แต่ไปกวางเจาแฟร์ดูโอกาสทางธุรกิจได้ ผมเองเลยให้โจทย์นักศึกษาไปว่าสมมุติว่าเป็นนักธุรกิจไปเดินดูงานให้มองหาสินค้าที่จะมาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลมาทำแผนธุรกิจ ต่อไป ซึ่งก็จะทำให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ทางตรงที่ว่าเมื่อวันหนึ่งมาถึงพวกเขาจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคตได้
และปีหน้า 2010 เซียงไฮ้ ก็จะมีงานเอ็กซ์โปซึ่งคาดว่าจะมีคนเข้าชมงานประมาณ 60 ล้านคน ถ้าใช้จ่ายคนละ 50,000บาท ลองคำนวณรายได้เข้าประเทศซิครับว่าจะเป็นเม็ดเงินซักเท่าไหร่ประมาณว่า 3 ล้านล้านบาทครับ นี่แหละครับที่เค้าเรียกว่าการบริหารแบบกลยุทธ์ไม่ใช่การบริการแบบ PM ที่ไม่ย่อมาจาก PRIME MINISTER แต่เป็น PODIUM MANAGEMENT ที่บริหารไปวันๆบนโพเดียมคือเอาแต่พูด บริหารอย่างไร้จุดหมายและยุทธวิธีที่จะสร้างานสร้างอาชีพ และนำเงินมาต่อเงินได้ทำให้เศรษฐกิจจีนไม่สะดุดหัวทิ่ม เหมือนอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และไทยแลนด์แดนแห่งสยามเมืองยิ้ม จริงๆแล้วว่าจะเขียน ACADEMY OF BELIVE & HOPE เพราะพวกเราไปจีนเที่ยวนี้นักศึกษารวมอาจารย์ 42 ชีวิตหมดเงินรวมกันแล้วนับล้านบาทเชียวเพราะ BELIVE & HOPE โปรดติดตามตอนต่อไปจร้า................

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...