วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

“ตลาดเทศกาล เบิกบานยอดขาย”



                     ก็เหมือนเช่นเคยที่เทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทยที่นับว่าเป็นเทศกาลที่น่าจะมีเงินหมุนเวียนมากที่สุดเทศกาลหนึ่ง   เพราะมีวันหยุดยาวและผู้คนเดินทางกลับไปเยี่ยมบุพการีและเป้นวันครอบครัว   แต่ก็อีกเช่นกันจะเป็นเทสกาลที่มีคนตายหรือประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางรถยนต์มากที่สุด  ทุกปีมีคนตายประมาณ 300 คนเศษซึ่งปี 2557 นี้ก็มีคนตาย 300 คนเศษเช่นเดิม   เป็นปัญหาซ้ำซากที่ไม่สามารถแก้ได้เลยหรือ ??  จากปี 2550 เป็นต้นมามีเพียง ปี 2554 เท่านั้นที่คนตายน้อยกว่า 300 คน     เดิมคาดการณ์กันว่านักท่องเที่ยวที่จะมาช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คงจะลดน้อยลงอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองในบ้านเรา  นี่ดีที่เหตุการณ์ทุเลาลงบ้างเลยทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยกันอย่างคึกคัก  แถมยังมากกว่าปี 2556  และมีเงินหมุนเวียนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

                            และในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้อีกเช่นกันสินค้าหลายๆตัวก็จะทำการส่งเสริมการตลาด   ส่งเสริมการขาย  เพราะเทศกาลเป็นช่วงแห่งความคึกคักและสร้างอารมณ์ให้ผู้คนได้จับจ่ายใช้สอย   เรียกง่ายๆว่าทำให้มีอารมณ์ซื้อของว่างั้น >>>>>>>    เพราะเมื่อมีการเดินทางเกิดขึ้นก็จะเกิดการจับจ่ายใช้สอย  ประมาณการกันว่าจะมีคนไทยเดินทางถึง 4 ล้านคน   ยิ่งเป็นการเดินทางระยะเวลาหลายๆวันแล้วการจับจ่ายใช้สอยก็ยี่งมากขึ้นตามจำนวนวันนั่นเอง   ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย  รวมถึงศูนย์การค้า  การคมนาคมขนส่ง  ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ต้องมุ่งเน้นการแสวงหายอดขายในช่วงนี้กันอย่างสุดขั้ว    เพราะเวลามันผ่านมาแล้วมันผ่านไปและต้องรอไปอีกปีหนึ่งทเศกาลนี้ถึงกลับมาอีกครั้ง   

                                ช่วงสงกรานต์ก็จะมีสินค้าที่เป็นคู่กัดกันตลอดกาลและจะขายดีช่วงเทศกาลนี้  เพราะมันเป็นฤดูร้อนที่ทุกคนต้องหิวกระหาย  ยิ่งอยู่นอกบ้านแล้วอากาสร้อนมากๆเช่นนี้ยิ่งทำให้กระหายน้ำดื่มเป็นอย่างแรง .......  น้ำดำ  ซึ่งแต่ก่อนมีคู่กันอภิมหาอมตนิรันดร์กาลอยู่เพียงคู่เดียว  คือ  โค้ก  กับ เป็บซี่   ปีนี้ได้ตัวเสริมที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นน้องใหม่ไฟแรงแซงด้วยช่องทางการจัดจำหน่าย  อย่าง เอส มาเป็นตัวกระตุ้นตลาดด้วยแล้วทำให้ตลาดคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นตลาดที่หอมหวลมูลค่าถึง 45,000 ล้านบาทนะจะบอกให้.....

                                เอส  ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “EST”  ที่หากเอา EST ไปต่อท้ายตัวใดแล้วมันหมายถึง ที่สุด   เช่น COOLEST BIGGEST   BEST  TALLEST   เป็นต้น  แถมออกเสียงเป็น  เอส ที่เป็นอักษรแรกของบริษัทเสริมสุขอีกเสียด้วย   ได้ทุ่มงบประมาณทุ่มเงินในช่วงเทศกาลนี้ถึง  30 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปีที่ 300 ล้านบาท   โดยสามารถแทรกตัวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของการจัดงานสงกรานต์ที่   

                ถนนข้าวสาร        ในกรุงเทพมหานคร  โดยแย่งการเป็นผู้สนับสนุนหลักมาจากโค้ก

                ถนนข้าวเหนียว   ในขอนแก่น

                งานสงกรานต์พัทยา

                งานสกรานต์อุดรธานี

                งานสงกรานต์จันทบุรี



                นับเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการแข่งขัน ระหว่าง  โค้ก  กับ เป็บซี่  ไปเป็นโค้ก กับ เอส  แทนอย่างไม่ต้องสงสัย  นี่ถ้าหากว่าไม่มีตลาดโมเดิ้นเทรดแล้วป่านนี้เป็บซี่อาจจะต้องเก็บของกลับบ้านไปแล้ว   เพราะสูญเสียตลาดในส่วนต่างจังหวัด  และตลาดร้านอาหารตามสั่ง  หรือร้านอาหารทั่วๆไป  ซึ่งเป็นตลาดขวดแก้วให้กับทั้งโค้ก และเอสไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา    จนเป็บซี่ ต้องออกกลยุทธเรื่องขนาดโดยมีกระป๋องสลิม  ขวด PET   มาแต่ก็เอาไม่อยู่เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เป็บซี่ขาดก็คือ   ขวดแก้ว  และ  การกระจายสินค้าสู่ตลาดที่เรียกว่า เทรดดิชั่นแนล (ตลาดดั้งเดิม  เช่น ร้านอาหารตามสั่ง  ร้านค้าทั่วไป  ตู้แช่   ร้านกาแฟข้างถนน  ร้านส้มตำ ฯลฯ)  ที่เป็นตลาดส่วนใหญ่ ของน้ำดำ 
                แล้วสงกรานต์นี้ทำให้ผมสงสัยว่าเรามีถนนตระกูลข้าวอยู่ที่ไหนบ้าง   พอไปค้นหาก็พบว่ามีมากมายดังนี้   ถนนข้าวหอมมะลิ  ร้อยเอ็ด  /  ถนนข้าวเม่า  มหาสารคาม / ถนนข้าสังข์หยด พัทลุง / ถนนข้าวโพด  ชัยนาท  / ถนนข้าวต้ม  นครนายก  / ถนนข้าวแดง  ตาก  / ถนนข้าวเหนียวทุเรียน  จันทบุรี  .............น่าจะมีถนนข้าว....อื่นๆอีกใครตอบได้ช่วยบอกทีเถอะ @@   อนาคตคงมีออกมาเรื่อยๆ    ถนนข้าวมันไก่   ถนนข้าวหมูแดง  แน่ๆ.......
                

                 แต่มีสินค้าตัวหนึ่งออกแคมเปญมาช่วงสงกรานต์  ขอบอกว่าเมพมากๆ   กล้องวงจรปิด  ไว้จับ / ปราม  ขโมยก็ยังมาตักตวงยอดขายจากเทศกาลสงกรานต์กะเขาเหมือนกัน   เรียกว่าไม่ให้หลุดเทรนด   เพราะช่วงสงกรานต์ฝากบ้านไว้กะตำรวจแถมมีวงจรปิดเป็นตัวเสริมก็ดีมิใช่น้อย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

“LOGISTIC ไม่ใช่แค่รับจ้างขนส่ง”



                    
                                    และแล้วพรบ.ที่อนุญาติให้กู้เงิน 2.2 ล้านๆบาทก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไปตามความคาดหมาย  ซึ่งคงไม่ขอก้าวล่วงว่ากระบวนการ  วิธีการ และ ข้อกฎหมาย  ใครถูกใครผิด  เพราะแต่ละฝ่ายก็มองในมุมของตนแต่เพียงอย่างเดียว  (ซึ่งก็รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยในยุคทศวรรษ 2550)    เพียงแต่ว่าจะหยิบยกประเด็นมาเสริมต่อว่าประเทศไทยจะเสียโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพี้นฐาน  และเชื่อขนมกินได้เลยว่า รฟท.หรือรถ/ไฟไทยไปไม่ถึงไหนแน่   เมื่อ 20 ปีก่อนผมเดินทางไปประเทศจีนเพื่อไปดูเครื่องจักรจำไม่ได้ว่าเมืองอะไร   แต่ต้องนั่งรถไฟไปซึ่งย่ำแย่กว่า รฟท.อีกแบบภาษาวัยรุ่นว่า ฝุด ฝุด    เวลาแค่ 20 ปี วันนี้ จีนมีรถไฟความเร็วสูงไม่รู้ว่ากีพันกิโลเมตร    มีรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งในปักกิ่ง  เซียงไฮ้  กวางเจา ฯลฯ    ก็เลยมาลงที่เรื่องโลจิสติกส์ LOGISTIC   ซึ่งไม่ใช่แค่การรับจ้างขนส่งสินค้าเหมือน  บริษัทนิ่มซีเส็งจำกัด  (บริษัทรับขนส่งสินค้าที่มีเครือข่ายมากที่สุดในภาคเหนือ   เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าโลจิสติกส์ก็แค่รับจ้างขนส่งสินค้า  ขนาดนักศึกษาเอ็มบีเอผมคนหนึ่งผมถามว่าทำงานอะไร    คำตอบคือผมมีธุรกิจโลจิสติกส์   ที่มีรถกระบะ 2 คัน รับจ้างเป็นซัพบคอนแทรกเตอร์ขนส่งสินค้า  
 
                แล้วข้อเท็จจริงหรือความหมายของโลจิสติกส์  ก็คือ..........ระบบการจัดการ  การส่งสินค้า  ข้อมูล  และทรัพยากรต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด  เป็นการผสมผสานของ  ข้อมูล  ขนส่ง  เคลื่อนย้าย  บริหารวัสดุคงคลัง  การจัดการวัตถุดิบ  หีบห่อ (ให้ปลอดภัย เหมาะสม ประหยัด)    ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันครอบคลุมทั้งระบบ  เพียงแต่การขนส่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่คนทั่วไปมองเห็นเท่านั้นเอง  เลยนึกเอาว่าโลจิสติกส์คือแค่ขนส่งเท่านั้น
                ซึ่งในระบบโลจิสติกส์นี้ถ้าเราจะสรุปให้ชัดเจนว่าการจัดการทั้งหลายนั้นทำไปเพื่ออะไร  ก็ขอสรุปว่าเป็นไปเพื่อ  3 ลด  3  เพิ่ม   อันได้แก่
                ลดค่าใช้จ่าย   ซึ่งเป็นต้นทุนของกระบวนการทางธุรกิจที่สำคัย  อันได้แก่  การจัดซื้อจัดหา    การเก็บรักษา  การบริหารคลังสินค้า  การจัดการขนส่ง  ค่าขนส่งเพื่อส่งออก  (ค่าใช้จ่าย / ค่าระวางเรือ)
                ลดเวลา     และ  ลดปัญหา  คือการมีสินค้า  พอ  ทัน  และ สมบูรณ์(ถูกต้องตามสเปค)  ในเวลาที่ต้องการทั้งเพื่อการผลิต และ เมื่อลูกค้าต้องการนั่นเอง
                เพิ่มประสิทธิภาพ   เพิ่มประสิทธิผล  และ เพิ่มผลผลิต  อันจะทำให้ต้นทุนต่างๆลดลงและสามารถแข่งขันในตลาดได้นั่นเอง  ซึ่งถ้ามองจากตัวเลขในอดีต  จะเห็นได้ว่า  สหรัฐอเมริกา  มีต้นโลจิสติกส์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดดังนี้
                ปี 1981  ต้นทุน  คิดเป็น  16%  ของ GDP
                ผ่านไป 20 ปี ในปี 2001  ต้นทุนคิดเป็น 9% ของ GDP   ในขณะที่ EU ต้นทุนอยู่ที่ 8-9%  ของ GDP
                ส่วนประเทศไทยอันเป็นทีรักยิ่งของเรา  ลดจาก  18 % ในปี 2544  เหลือ 14% ในปี 2555   ถ้าดูจากตัวเลขนี้ก็จะเห็นว่า ตัวเลขโลจิสติกส์ไทยปัจจับันใกล้เคียงกับ สหรัฐอเมริกาในปี 1981  หรือเมื่อประมาณ 30 ปีเศษ    ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเราใช้ระบบการขนส่งทาง รางคิดเป็นแค่  2%  ทางน้ำ 10% และทางถนนสูงถึง 82%  ซึ่งทางถนนต้นทุนสูงที่สุดไม่ว่าจะเป็นค่าเชื้อเพลิง  ความรวดเร็ว ปริมาณขนส่งต่อเที่ยว  ต้นทุนต่อหน่วย
                  ในอียูนั้นระบบขนส่งทางน้ำและทางรางได้พัฒนาจนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ  ผมเคยไปเยี่ยมโรงงานสต๊อกเฮาเซ่น  ที่เยรมันซึ่งย่านนั้นเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเรียกได้ว่า  หลังติดน้ำหน้าติดรางเลยทีเดียว   และตอนเดินทางไปจากดุลเซนดอฟก็นั่งรถไฟ  ปรากฏว่าทางรถไฟมีหลายช่วงเลียบขนานกับแม่น้ำาซึ่งเห็นเรืออขนส่งสินค้าอยู่ในแม่น้ำอยู่เต็มไปหมด  นึกไม่ออกก็นึกถึงเรื่อที่ขนข้าว  ขนน้ำตาลในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ล่องมาจากภาคกลางภาคเหนือนั่นแหละครับ   แต่ของเขาเรือใหญ่กว่ามากๆนั่นเอง   โลจิสติกส์ของเขานั้นสะดวก  รวดเร็ว ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  จนต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่  8-9 % ของ GDP  เท่านั้น
                 2 เรื่องสุดท้ายที่จะขอสรุปเกี่ยวกับโลจิสติกส์ก็คือ  วิธีการวัดประสิทธิภาพ และ  กิจกรรมของโลจิสติกส์   ซึ่งวิธีการวัดประสิทธิภาพมีอยู่ 5 วิธีการดังนี้
                1.วัดที่ต้นทุน 
                2.วัดที่อัตราการหมุนเวียนของสินค้า  (ต้องมีสต๊อกสินค้าพอเพียง  หมุนเวียนเร็ว  และมีสต๊อกสินค้าให้น้อยที่สุด)
          3.รอบเวลาในการขนส่ง
                4.ความพึงพอใจของลูกค้า ที่ได้รับสินค้าในเวลาที่ต้องการ และในสภาพที่สมบูรณ์
                5.ความพึงพอใจของพนักงาน และ องค์กรได้ดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้
และกิจกรรมของโลจิสติกส์ซึ่งได้กล่าวรวมๆไว้ในตอนต้นแต่จะขอสรุปในรายละเอียดดังนี้
1.    ORDER MANAGEMANT  การบริหารคำสั่งซื้อ
2.    PACKAGING  การบริหารเรื่องบรรจุภัณฑ์
3.    MATTERIAL  HANDLING การบริหารวัตถุดิบ และวัสดุสิ้นเปลือง
4.    TRANSPORTATION   การจัดการเรื่องการขนส่ง
5.    WAREHOUSE MANAGEMENT  การบริหารคลังสินค้า
6.    INVENTORY CONTROL  การบริหารสินค้าคงคลัง
7.    SUPPLYER MANAGEMENT การบริหารผู้จัดส่งวัตถุดิบ
8.    DISTRIBUTION CENTER  การบริหารและจัดการศูนย์กระจายสินค้า
9.     MANUFACTURING CONTROL การบริหารการผลิต
ซึ่งจากกิจกรรมทั้ง 9 ข้อนั้นก็จะต้องเป็นการผสมผสานกันระหว่างองค์ความรู้ทางวิศวกรรม  เพื่อวางแผนในเรื่องวัตถุดิบ  แผนผลิต     องค์ความรู้ทางบริหารธุรกิจ ในเรื่องต้นทุน  ภาษี กฎหมาย คลังสินค้า  และองค์ความรู้ทางด้านไอที  เรื่องซอฟแวร์ ฮาร์ดแวร์เพื่อการบริหารจัดการดังกล่าวข้างต้น
                อีกสองปีการเข้าสู่ประชามคมอาเซียนก็จะมาถึงโดยถ้ามองแค่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว  ประเทศไทยได้เปรียบทั้งทางด้าน บก  เรือ  อากาศ  เพราะตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของอาเซียน  และมีพรมแดนติดกับอีก 4 ประเทศ   แต่ว่าระบบรางของไทยเราอีก 10 ปีคงต้องตามหลัง CLMV คือ  CAMBODIA  LAOS  MYNMAR  VIETNAM   ทำใจได้ถ้ารถไฟไทยจะสู้  สิงค์โปร จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น  แต่ถ้า CLMV ละก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหน   แต่ไม่เป็นไรตอนนั้นเราคงตำน้ำกินแล้ว  หรืออาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้.............แค่สงสารลูกหลานไทยที่จะต้องไปขึ้นรถไฟไฮสปีดเทรนที่ลาวแทน   ไม่เป็นรัยนึกว่าช่วยส่งเสริมการท่องเทียงวลาวก็แล้วกันครับพี่น้อง ..........อมิตพุทธ  รฟท. ####

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

“ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ??.



ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ??.


                                ปีม้าปีนี้หลายๆคนก็ห่วงว่าเศรษฐกิจมันจะไปทางไหน  เพราะถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะกระเตื้องขึ้น  แต่ปัญหาภายในประเทศของเราโดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองที่มีแต่ความแตกแยก   คงไม่จบลงได้อย่างง่ายๆ  และดูเหมือนว่าจะเป็นแผลหรือโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาดได้เป็นแน่    แต่สำหรับนักธุรกิจแล้วโอกาสมาก็ต้องคว้าแม้จะมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย    ถ้าใครจำได้เมื่อประมาณปี 2549  พวกเราคงจำได้ว่ามีขนมปังยี่ห้อหนึ่งที่เป็นที่ลือลั่นสนั่นเมือง  ใครไม่ไปลองซื้อมากินรู้สึกว่าจะตกยุคตกสมัย  กลายเป็นเต่าล้านปีไปเลยขนาดที่ว่าไปยืนเข้าคิวรอซื้ออย่างกับแจกของปอเต็กตึงเลยกว่าจะได้กิน   ถ้ายังจำชื่อกันไม่ได้ขอเตือนความจำท่าน รอตติบอย  จำได้หรือยังครับ
                    ผ่านไป  2553  มีสินค้าใกล้เคียงกันเข้ามากระตุ้นต่อมความอยากเราอีกแล้วครับท่าน  จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก   โดนัทคริสปี้ครีม  Krispy Kreme Doughnuts  รอซื้อที่พารากอนจนแถวยาวเป็นงู  ถึงกับต้องจ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปเข้าคิวซื้อเลย  ซึ่งผมก็ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 
 แต่มาวันนี้เป็นอย่างไรครับ  เงียบ  จนน่าตกใจ   ผมไม่เห็น รอตติบอย  แล้ว  แต่ โดนัทคริสปี้ครีม  ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างแต่ก็อยู่แบบ เหงา เหงา  เพราะอะไรลองไปหาอ่านดูนะครับ
                มาวันนี้ปีที่ “ SHUT DOWN BANGKOK”  มีสินค้าแฟชั่นขวัญใจหนุ่มสาวยุคใหม่เปิดตัวร้าน  การ์เร็ต ป๊อปคอร์น GARRETT  POPCORN สายพันธ์อเมริกัน  ที่มีอายุถึง 65 ปี   เพราะก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1949 ตกทอดมา 3 ชั่วอายุคนแล้ว   ไม่รู้ว่ามันดังได้อย่างไรน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่หนุ่มสาวไทยไป  สิงค์โปร  ฮ่องกง  ซื้อมาฝากมากินกันจนกลายเป็นแฟชั่นซึ่งเป็นข้อสังเกตุของผมเอง  บนสมมุติฐานว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนพอรู้จักปั๊บก็ดังเลย   หรือว่ามันจะเป็นเพราะราคาที่ค่อนข้างสูง (ที่ยังพอจ่ายได้) ก็ไม่รู้ทำให้เรา(หนุ่มสาว) อุปทานว่า  ร๊อยมาก   ลองดูตารางเปรียบเทียบราคา

                ถ้าดูที่ราคาอย่างเดียวกก็เหมือนกับว่าไม่แพงเท่าใดเพราะเวลาเราไปชมภาพยนต์  ราคาป๊อปคอร์นก็ประมานนี้    ซึ่งผมเองได้โอกาสไปลองชิมมาแล้วครับพี่น้องต้องฝ่ามวลมหาประชาชนเข้าไปถึงได้ลิ้มลอง   ไม่ผิดหวังครับสำหรับรสชาติเพราะเข้มข้นจนรู้สึกว่าถูกปากถูกใจ    แต่จะเป็นอุปทานของหมู่มหาประชาชนหรือไม่ทราบได้ว่าอาจจะเป็นเพราะราคาสูงเลยคิดว่ามันอร่อย  หรือเปล่า ??    กลัวด่าตัวเองว่าโง่อะไรปานนั้น 
                คำถามถามว่า ??......................ชะตาชีวิตของ  การ์เร็ต  จะเหมือน  รอตติบอย  หรือ คริสปี้ครีม  หรือไม่เพราะเวลาเปิดตัวมันเหมือนกับหนังเก่าเก็บเอามาฉายซ้ำ  และผมก็ยังเชื่ออีกต่อไปว่า @@@   ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย   เป็นแน่แท้   เพราะว่าสินค้านี้เป็นสินค้าฉาบฉวย  กระแสสร้างขึ้นได้แต่ว่าจะอยู่ยาวหรือไม่คงมีเหตุปัจจัยหลายประการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่ามีคนกินป๊อปคอร์นเป็นกิจวัตรมากน้อยแค่ไหน   แม้จะมีรสชาติที่โดนมากๆแถมกินแล้วดูดีมีชาติตระกูลอีกต่างหาก   แต่เมื่อมันใม่ใช่วิถีชีวิตของคนไทยแล้วมันก็จะค่อยๆถอยออกไปเองเมื่อกระแสมันอ่อนลง   ต่างจากกาแฟ สตาร์บัค  เพราะว่าคนไทยกินกาแฟกันเป็นกิจวัตรนั่นเอง    เขียนแปะข้างฝาเลยให้เวลา 1 ปี   กุมภาพันธ์ 2558  มาดูกันว่ายังมีคนต่อแถวซื้อ การ์เร็ต กันอีกกีมากน้อย  รับรองเข้าคิวไม่เกิน  15  คน .........................................
               


วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

“โอกาส โอกาส ที่หลุดลอยไปกับอากาศ ”






                                ปีใหม่ผ่านไปด้วยความทุกข์ระทมทั้งของฝ่ายค้านอันรวมถึง กปปส  และรัฐบาล  และที่ทุกข์ยิ่งกว่าก็คือประชาชน และ ประชาธิปไตยที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวอ้างทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ   ที่มีนักวิชาการทั้งทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์หนุนหลังทั้งสองฝ่าย  จนฝ่ายประชาชนก็รู้สึกงงกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  โดยเฉพาะสังคมข่าวสารออนไลน์และโลกของโซเชียลมีเดีย  ซึ่งผมเคยเขียนเตือนไว้ตั้งแต่เดือน  กันยายน2556เป็นต้นมา    และก็เป็นจริงดังว่าในที่สุดคนไทยก็เกลียดกันจริงๆฆ่ากันได้จริงเพราะความเห็นต่างกันทางการเมือง   นักการเมือง(ทั้งสองฝ่าย) ที่เคารพสิ่งที่ท่านคาดหวังว่าจะทำให้คนไทยเกลียดกันเพราะความคิดเห็นทางการเมืองจนสามารถฆ่ากันได้นันเป็นจริงแล้วครับ  
                                มันน่าเศร้าที่ในปีที่ผ่านมาและปีนี้ (2557) น่าจะเป็นปีที่เราสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นมรรคผล  เพราะว่า  จีนกับญี่ปุ่นมีปัญหากันในการอ้างสิทธิเกาะเล็กแห่งหนึ่ง  จนทำให้ภาคเศรษฐกิจของญี่ปุ่นต้องทบทวน (ซึ่งแปลว่า หาทางเปลี่ยนนั่นเอง)  การลงทุนในจีน   ซึ่งไทยเราน่าจะได้รับโอกาสอันนี้เพราะว่าเรามีพื้นฐานที่ดีเหมาะกับการลงทุน  และญี่ปุ่นลงทุนในไทยมานานมากแล้วความสัมพันธ์ก็ดีมากๆ   แต่เหตุการณ์ทางการเมืองกลับทำให้เราเสียโอกาสนั้นไป    เพราะนอกจากจะไม่ย้ายการผลิตจากจีนมาไทยแล้วยังอาจจะย้ายการผลิตหรือแผนเดิมที่จะลงทุนในไทยย้ายไปประเทศอื่นเสียอีก       โอกาสที่หลุดลอยไป 1  @@@@@@
                                สถานการณ์ทางการเมืองในบังคลาเทศคล้ายสถานการณ์ในบ้านเราในปัจจุบันมาก  เพียงแต่ว่ามันรุนแรงและมีคนตาย(หลายคนมาก)   พรรครัฐบาลต้องการเลือกตั้งแต่ฝ่ายค้านขัดขวางการเลือกตั้ง  จนมีการยกพวกและเข่นฆ่ากันตายไปหลายศพ  ผมมีลูกค้าอยู่ที่บังคลาเทศเล่าให้ฟังว่ามีการปิดประเทศถนนหนทางไปมาหาสู่และค้าขายกันไม่ได้   มาเป็นเวลาหลายเดือนจนลูกค้าไม่สามารถส่งสินค้าออกไปต่างประเทศได้  ท่านที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจสิ่งทอก็คงไม่ทราบว่า   บังคลาเทศเป็นประเทศที่ส่งออกสิ่งทอในตลาดโลกเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีน  อันเป็นผลมาจากค่าแรงงานที่ถูกมากแถมมีฝีมือและยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆอีกด้วย  ประกอบกับมีเหตุการณ์ตึกโรงงานสิ่งทอถล่มในบังคลาเทศมีคนงานล้มตายไปเห็นหลักร้อย    นอกจากนี้แล้วมีการประท้วงและสลายการชุมนุมของโรงงานสิ่งทอในเขมร    ทำให้คู่ค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นสหรัฐอเมริกา และ อียู  ต้องปรับเปลี่ยนออเดอร์ไปยังประเทศอื่นๆเพราะโอกาสที่จะได้รับสินค้าทันเวลาที่ต้องการมีความเสี่ยงสูง  (ถึงแม้จะมีราคาทีถูกกว่าก็ตาม)   โอกาสนี้น่าจะมาที่เมืองไทยเพราะเรามีชื่อเสียงทางสิ่งทอในระดับต้นๆของโลก   แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น  แรกๆออเดอร์ก็มาบ้านเราพอสมควรจนเหตุการณ์ยืดเยื้อจากเดือนพฤศจิกายน 2556 เป็นต้นมา  ทำให้ออเดอร์ในไตรมาสแรกของปี2557 เริ่มหายไปพอสมควร โอกาสที่หลุดลอยไป 2  @@@@@
                   อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่นับวันจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  เดิมทีตั้งเป้าไว้ว่านาจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย  28  ล้านคน  โดย 9 เดือนแรกก็เป็นไปตามเป้าหมายและเชื่อได้ว่าคงบรรลุเป้าหมายและสร้างประวัติศาสตร์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว   แต่พอเหตุการณ์แตกแยกในสังคมไทยทำให้นักท่องเที่ยวหนีไปเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนเพราะถึงแม้ว่าจะมีคนจีนมาเที่ยวไทยเพิ่มจาก 2.78 ล้านคนในปี 2555  เป็น 4.70 ล้านคนในปี 2556  เพิ่มถึง 68 เปอร์เซนต์ก็ตาม  อันเป็นผลมาจากภาพยนต์เรื่อง LOST IN THAILAND  และเศรษฐกิจในประเทศจีนทำให้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นจนสามารถเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ(มากขึ้นกว่าเดิม)  ที่หลายประเทศตั้งให้เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องไปชักจูงมาท่องเที่ยวยังประเทศของตน    และช่วงนี้ตรงกับเทศกาลตรุษจีนที่นับว่าเป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย   แต่.........ปรากฏว่ามีเที่ยวบินยกเลิกในช่วง มกราคม-มีนาคม 2557  เช่น สิงค์โปรแอร์ไลน์ 19 เที่ยวบิน  อ่องกงแอร์ไลน์ 20 เที่ยวบิน  คาเธย์แปซิฟิก 16 เที่ยวบิน ไชน่าแอร์ 19 เที่ยวบิน ฯลฯ รวมแล้ววันหนึ่งๆน่าจะมีนักท่องเที่ยวหายไป 5,000 -20,000 คน จากสถิติของผู้โดยสารที่มาใช้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ   ..................สมมุติว่านักท่องเที่ยวหายไป   5  ล้านคนต่อปี  ใช้เงินคนละ 5,000 บาทต่อวัน เฉลี่ยอยู่คนละ  4 วัน (สถิติของกรมการท่องเที่ยว)  ก็เท่ากับคนละ 20,000 บาท  เท่ากับเป็นเงิน  100,000,0000  (หนึ่งแสนล้านบาทนะครับ)  แล้วเงินนี้มันหมุน  4 รอบนะครับตามหลักการ  ก็จะเท่ากับเงิน 4 แสนล้านบาทครับพี่น้อง   โอกาสที่หลุดลอยไป 3 @@@@@


          ผมไม่โทษว่าเป็นความผิดของใครเพราะมันขึ้นอยู่กับมุมมอง   แต่นักคู่ค้าของคนไทย  คู่ค้าของประเทศไทย  นักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวเมืองไทย  .............ไม่ผิดแน่อน......ก็เหมือนกับก๊าซโซฮลล์ไม่ผิด..........
เพียงแต่บ่นให้ฟังว่า.....โอกาส  โอกาส ...........ที่หลุดลอยไปกับอากาศ  เท่านั้น @@  จิงๆๆๆ

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

“สุนทรียมาร์เก็ตติ้ง (AESTHETIC MARKETING)”









                                ก็คงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอีกครั้งหนึ่ง  ที่มวลมหาประชาชนออกมากันเต็มท้องถนนตั้งแต่ต้นเดือน พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นมา   ส่วนว่าจะเป็นมวลมหาประชาชนของกลุ่มใด  ฝ่ายใด  มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนคิด  ใครเป็นคนมอง หรือว่าใครเป็นคนพูด  เพราะสังคมไทยในปัจจุบันนี้มันคงยากที่จะประสานรอยแตกแยก(ไม่ใช่รอยร้าว  แว้ว)   มีแต่คนบอกว่าต้องปรองดอง.....แต่สำหรับผมแล้วอยากจะบอกว่า ต้องลดความเกลียดชัง  ลงก่อน  ศาสดาของแต่ละกลุ่มก็พยายามจะล้างสมองสากวกของตนเองให้เชื่อในสิ่งที่ตนปรารถนา   วันนี้ใครคิดเห็นไม่เหมือนกันแม้แต่เรื่องเพียงเล็กน้อย (มาก)  ก็ถูกผลักให้ไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่งจนไม่มีที่ยืนของคนกลางๆ   ซึ่งหมายถึงเลือกที่จะเห็นด้วยในบางเรื่องและไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง  ถูกสั่งว่าต้องเลือกข้าง..............แล้วในที่สุดเราจะต้องเลือกหรือไม่ที่จะต้องอยู่ไทยเหนือ  หรือ ไทยใต้ ...........จนสังคมไทยเกือบจะขาด  สุนทรีย   ก็เลยคิดว่าน่าจะมาเล่าเรื่อง  สุนทรียมาร์เก็ตติ้ง  กัน  เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตรึงครียด  ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดจะผ่อนคลายกัน  .............(สงสัยอีก 3 GENERATION)
                                สุนทรีย .....หมายถึง ความงดงาม  ศิลป  ความจดจำ  ฯลฯ  ที่เป็นไปในเชิงบวก  เชิงสร้างสรรค์  จรรโลงใจให้มีความสุข  ตรงกับภาษาอังกฤษว่า  SCIENCE OF PERCEPTION  ซึ่งหากเราแบ่งออกเป็น  2  ส่วนใหญ่ก็จะได้ดังนี้
                                1.ส่วนที่เป็นวัตถุ   อันอาจได้แก่  ศิลปวัตถุต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด  ภาพแกะสลัก   วัตถุโบราณ  เสียงเพลง   การแสดงดนตรี นาฎศิลป  แต่พอเอาคำว่า  ความสุข  และ งดงาม  มาบวกกับ การตลาดเราอาจรวมไปได้ถึง  การตกแต่ง  การประดับประดา  และ แน่อนอนที่สุด  ที่กำลังฮิตติดลมบนของสาวและหนุ่มเจเนอเรชั่น  Y  คือผู้เกิดระหว่าง ค.ศ. 1977-1994 (พ.ศ. 2520-2537)  ซึ่งปัจจุบัน 19-36 ปีซึ่งมีพฤติกรรมที่สนใจในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก บุคลิกภาพ และการยอมรับ  จะต้อง ทำศัลยกรรม  และต้องแบบ เกาหลี  อีกด้วย  ซึ่งก็คงเกิดจากอิทธิพลของ  ดารา  นักร้อง  K-POP  นั่นเอง
                                จนศูนย์ศัลยกรรมแห่งหนึ่งมีโปรโมชั่นวันแม่ว่า  พาแม่มา จะได้รับโปร ซื้อ 1 แถม 1  มันเป็นการเอา สุนทรียมาร์เก็ตติ้ง  มา รวมกับ กตัญญุตามาร์เก็ตติ้ง  เพราะเราเคยถามคุณแม่มั๊ยว่าอยากทำศัลยกรรมหรือเปล่า  หรือจริงๆแล้วเราอยากทำแต่รู้สึกว่าถ้าซื้อโปรนี้มันจะทำให้เราเป็น ลูกชวนป๋วยปี่แปะกอ  (ลูกกตัญญู)  แถมเรายังได้สนองตอบตันหาของตนเองในการทำศัลยกรรมตนเองอีกด้วย.......
                                 
                            2.ส่วนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ  ประสบการณ์  หรือการบริการ   เช่นในเรื่อง  สปา   การนวดอโรมาในแบบหรูหรามีชาติตระกูล   หรือร้านอาหารที่เราคงไม่ได้บริโภคแต่เพียงรสชาติของอาหาร  คงต้องรวมทั้งบรรยากาศและการบริการอีกด้วย  ไม่นานมานี้ผมได้รับเชิญไปรับประทานอาหารทีร้าน ทัสคานี  พหลโยธิน 23  บรรยากาศชิวๆมากแถมอยู่ใกล้ที่ทำงาน (แต่ไม่ยักรู้ว่ามีร้านนี้ด้วย...นิ)  หรือร้านที่ดังๆมาก  ช๊อกโกเล็ตวิลล่า  ชิลๆๆๆๆๆ   หรือไม่หรูแต่วิวข้างนอกนั้น  แร่ม....มาก  อย่าง กินลมชมสะพาน  เป็นต้น

                                ล่าสุด  น้าแร่เอเวียง  ได้ออกรุ่น ลิมิตเต็ดเอดิชั่น 2013  รุ่น เอลีซาบ   ซึ่งเป็นศิลปินเลบานอน  (คนไทยคงไม่มีใครรู้จัก)  ก็เป็นการเอาศิลปที่ศิลปินเอลีซาบมีแรงบันดาลใจมาจาก  ลายลูกไม้  เอามาบรรจงบนขวดน้ำแร่เอวียงนั่นเอง  (ดูภาพประกอบ)



น้ำแร่เอเวียงปกติก็แพงม๊วก....อยู่แล้ว  พอเป็นรุ่นลิมิตเต็ดแถมมี นาย / หรือ นางก็ไม่รู้ที่ชื่อ เอลิซาบ ที่คนไทยไม่รู้จัก  แต่ก็หลงรักและซื้อไปด้วยเพราะว่ามัน  สุนทรีย  จริงๆ......
และทุกปีเอเวียงจะมีรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นให้สาวกทั้งหลายได้   ลิ้มลอง  และน่าจะ สะสม (ขวด)  ด้วย แน่นอนที่สุดศิลปบนขวดจะต้อง  โดน...ดูดี... เพื่อสาวกจะได้  ดี่มด่ำ .....กับคุณค่าของน้ำแร่  และจดจำ..........เป็นแน่    ส่วนผมขอแค่น้ำสิงห์  หรือ ช้าง  ก็คงพอนะครับเพราะ สุนทรียอยู่ในระดับกลาง    ที่สำคัญเงินในกระเป๋ามันไม่เป็นใจครับ   พี่น้องมหาประชาชนที่รัก.....@@@@@@




                               

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“เขาเล่าว่า”

            
วันนี้ และ หลายๆๆๆๆ วันได้รับไลน์ที่ส่งต่อๆกันมาว่า 

   
 “วันนี้เป็นวันเกิดหลวงพ่อโสธร...................................................ให้ส่งต่อ .......”
            
           อาจารย์ ดร...................เล่าให้ฟังว่า..................................................... ช่วยกันส่งต่อด้วยนะครับเพื่อชาติของเรา.....................ฯลฯ
          พ่อเพื่อนที่เป็นนายพล ระดับ ผู้บัญชาการ.........................................เล่าให้เพื่อนฟังมี สไนเปอร์ อยู่จริงที่......................และยิงทำให้ นายพล...................................เสียชีวิต ฯลฯ
               บริษัท................................................สินค้า.............................................เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ น้าของเมียเพื่อน............................. ช่วยกันส่งต่อ และเลิกซื้อสินค้า..........ฯลฯ

             วันๆเรารับข่าวต่างๆเหล่านี้มากมายก่ายกอง เคยนับหรือไม่ครับผมลองนับดูเมื่อเช้าซึ่งมี ไลน์เข้ามาทั้งสิ้น 435 หักที่เป็นสติกเกอร์ และรูปสวัสดี อนุโมทนา ดอกไม้ สายลม แสงแดด แล้วเหลือ 227 มีข้อความ
“เขาล่าว่า”สีย 48 ข้อความ (นับตั้งแต่ตอนนอน ถึงตื่นขึ้นมา) ถ้าทั้งวันคิดว่ามีไม่น้อยกว่า 200 แน่ๆ ที่เป็นข้อความ ข้อมูล แบบ “เขาเล่าว่า” “ส่งต่อกันมา”

             แล้วเราก็แชร์ไปเรื่อย ลองตรองดูนะครับว่า

1. หลวงพ่อโสธรท่านเป็นพระพุทธรูปมิใช่หรือ ท่านจะมีวันเกิดได้อย่างไร ? จบปะ
2. การอ้าง อาจารย์ นายพล ดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ ฯลฯ หรือแม้แต่กระทั่ง น้องของเมียเพื่อน ก็เพื่อให้รู้สึกว่าน่าเชื่อถือ เคยลองโทรกลับไปถามว่าน้าของเมียเพื่อนคนที่ส่งมาไปเจอเหตุมาเองเหรอ คำตอบแน่นอนว่าไม่ใช่ เลยให้เพื่อนโทรไปถามคนที่ส่งมาให้เขาอีกต่อหนึ่ง แน่นอนก็ไม่ใช่เพื่อนของเพื่อน ฯลฯ
3. ใครได้ประโยชน์จากการเขียนข้อความนั้น ?? ประโยชน์ย่อมตกอยู่กับคนแรกที่เป็นคนเขียนข้อความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่เป็น “ความเท็จ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของควาสนุกสนาน การได้ประโยชน์ทางการค้า ทางการเมือง ทางการแกล้งเพื่อน ฯลฯ
4. ถ้าเป็นเรื่อง “จริง” อันนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดที่รถหายบ่อยๆ ภัยจากมิจฉาชีพในลักษณะต่างๆ หรือ “เรื่องจริงเพียงส่วนเดียว”

                ในสมัยก่อนนั้นมีสุภาษิตว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เดี๋ยวนี้อาจจะต้องปรับเป็น “ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง อย่าเพิ่งเชื่อ” เพราะแม้แต่ภาพถ่าย คลิป ฯลฯ ก็ยังสามารถทำ ตัดต่อ ฯลฯ ได้เพื่อประโยชน์ของคนที่ทำนั้นนั่นเอง


              สังคมเราปัจจุบันเป็นโลกของโซเชียลเมีเดียอย่างสมบูรณ์ อันเป็นผลมาจากเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (แต่สติวพิดยูสเซอร์ ?? ) และค่าบริการอินเตอร์เน็ตที่ถูกลงและแพร่หลาย จนคนทุกระดับชั้นสามารถใช้และเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง (ภาษาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ใครๆก็ใช้ได้ ดังนี้แล) ดังนั้นถ้าคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการใช้เทคโนโลยี่นี้มาในทางสร้างสรรค์ก็สามารถทำให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้นได้ แต่หากเอามาใช้ในทางที่ไม่สร้างสรรค์และเป็นภัยต่อสังคมก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ….และเป็นห่วง. !!

                น่าสนใจว่า แล้วสังคมแห่งความจริง ......... สังคมแห่งความมีสติ.............สังคมแห่งความคิดวิเคราห์........สังคมแห่งความเอื้ออาทร.........สังคมแห่งความรักและสามัคคี..........

                  จะยังมีเหลืออยู่................................ในสังคมไทย ??????

           หรือจะให้เป็นสังคมของ.................. ความไม่มีสติ ..........คววามเกลียดชัง........ไม่ต้องคิดวิเคราะห์ ....................วันๆขอแชร์

                 จนมีเรื่องขำๆว่า เพื่อนของผมคนหนึ่งที่เป็นชาย 100% แชร์ข้อมูลว่า

ไม่ได้ดูแล้วจะเสียใจงดงามมากๆวิวสวยจริงๆ www.youtube.com...........................................................

ได้รับมาแล้วก็กด COPY ส่งต่อกันไปหลายๆคน ทั้งชายและหญิง โดยที่ตนเองไม่ได้เปิดดูคลิปนั้นเลยแม้แต่น้อย ไม่นานก็โดนเพื่อนผู้หญิงที่ “ปฎิบัติธรรมอย่างแรงงงง” โทรมาต่อว่าส่งอะไรไปให้ดู .....................เจอเต็มๆ เป็นคลิป สยิวกิ้ว ???? แบบจัดเต็ม.....................


                       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “เพราะไม่ส่งคลิปนั้นมาให้ผม กรรมเลยตามทัน” จะเกี่ยวกันมั๊ยนี่ หุหุ ..................

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...