วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

“อ่าน คิด วิเคราห์”

                               ปี 2556 นี้ กรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรของเราได้รับการคัดเลือกให้เป็น “เมืองหนังสือโลก” โดยองค์การยูเนสโก และมีเป้าหมายให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน เพราะจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม เมื่อก่อนนานมากแล้วมีคนเคยกล่าวว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 50 บรรทัด ไม่รู้ว่าสำรวด้วยวิธีการใดหรือเพียงแต่พูดประชดประชันเท่านั้น แต่จากข้อมูลว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 5 เล่ม ผมก็อนุมานเอาได้ว่า คงจะนำมาจากจำนวนหนังสือที่ขายในแต่ละปีแล้วหารด้วยจำนวนประชากรก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้คงไม่สามารถวัดผลได้อย่างแท้จริงเพราะว่าปัจจุบัน การอ่านมิได้มีแต่เพียงการอ่านในหนังสือหรือนิตยสารเท่านั้นยังสามารถหาอ่านได้จากสืออื่นๆ เช่น อินเตอร์เน็ต อีบุ๊ค เป็นต้น


                            จริงอยู่การอ่านหนังสือเป็นการเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างดีวิธีหนึ่ง เพราะการอ่านนั้นเราจะต้องมีสมาธิ และต้องจินตนาการไม่เหมือนกับการฟังหรือดูเพราะสามารถเข้าใจได้เลย แต่ถ้าเราไปเดินสำรวจในร้านหนังสือต่างๆ ซึ่งหน้าร้านส่วนใหญ่จะวางหนังสืออยู่ 2 กลุ่ม คือ หนังสือใหม่ และ หนังสือขายดี / แนะนำ จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ HOW TO เสียเท่าใด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของวิชาการล้วนๆ ไม่ก็นิยายล้วนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันจะพบว่ามีหนังสืออยู่ 2 ประเภทที่มักจะวางอยู่ในหมวดหนังสือขายดี คือประเภท ตัดกรรมและธรรมะ ซึ่งก็ต้องพิจารณาด้วยนะครับว่าอันไหนของแท้ของเทียมเพราะมีหลายเล่มทีเดียวที่มีแน้วโน้มจะเป็นของไม่แท้จริงตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า กับอีกประเภทหนึ่งคือ ใช้เงินให้ทำงาน , จากร้อยเป็นร้อยล้าน ฯลฯ คือประมาณว่าพวกส่งเสริมการลงทุน ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ ทอง ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใดเพราะทุกคนก็คงมองถึงความสำเร็จด้วยความมั่งคั่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือมีกี่คนที่มีสติเพียงพอต่อการลงทุนเพราะในหนังสือเหล่านั้น สอนแต่วิธีที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จซึ่งไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วอาจจะลืมสอนให้มีสติในการลงทุนเสียด้วยซ้ำ เรามักจะพบอยู่เสมอว่าคนซื้อหุ้นตอนหุ้นขึ้น แล้วขายตอนหุ้นลง เพราะอะไรครับ แน่นอนเพราะว่าหวังกำไรระยะสั้นจากการขึ้นของหุ้นคือเห็นว่าหุ้นกำลังขึ้นก็ซื้อ แล้วขายใน 3 วัน 7 วัน อีกสิบวันมันขึ้นอีกก็กลับมาซื้ออะไรทำนองนี้ คือเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นนั่นเอง เพราะได้อ่านแต่ตอนที่เขาเล่นเล้วรวย และลงทุนอย่างไม่มีสตินั้นเอง

                                  หมายความว่าเราอ่าน แล้วไม่ได้คิด ไม่ได้วิเคราะห์ คือว่าอ่านแล้วเชื่อและทำตามเลยแม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า หุ้นตัวที่เราซื้อนั้นมันทำกิจการอะไร กำไรปีละเท่าไหร่ กำไรต่อหุ้นปีละเท่าไหร่ ผลประกอบการย้อนหลังเป็นอย่างไร ที่สำคัญแนวโน้มของธุรกิจนั้นมันอยู่ในช่วงใด ขาขึ้น หรือ ขาลง และที่สำคัญจะอยู่ในช่วงขาขึ้นมาพาดหัวเราหรือเปล่า ซึ่งหลักในการเลือกซื้อหุ้นนั้นแม้ผมจะไม่ใช่เซียนหุ้น ก็อยากนำเสนอวิธีการที่ผมได้ใช้ในการเลือกซื้อหุ้นคือ EIC

              ECONOMIC ภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเศรษกิจดี หุ้นในกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ก็จะได้รับอานิสงค์ แต่ถ้าหุ้นนั้นทำธุรกิจกับ สหรัฐ ยุโรป ก็ต้องดูเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรบ

              INDUSTRIAL อุตสาหกรรมนั้นๆเป็นอย่างไร ผลิตน้ำมันปลาม์อีกไม่นานเราก็เข้าสู่ประชาคมอาเซียน น้ำมันปาล์มบ้านเราจะถูกคู่แข่งจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เข้ามาขายตีตลาดเพราะถูกกว่า หรือราคาเราถูกกว่าและส่งไปขายเขา ซึ่งมีประชากร 200 กว่าล้านคนได้

             COMPANY ตัวองค์กร หรือผู้บริหารเป็นอย่างไร มีฝีมือ มีวิสัยทัศน์ และธรรมาภิบาลหรือไม่ เราเห็นอยู่บ่อยไปที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ล้มละลาย แต่ผู้บริหารกลับแล้วจนลืมเพื่อนฝูง

                  ก็คงเป็นหลักงายในเบื้องต้นที่จะเป็นเครื่องมือในการพิจารณาลงทุนซื้อหุ้น แต่เชื่อหัวไอ้เรื่องเถอะ เกือบจะร้อยทั้งร้อยรู้หลักและแนวคิดนี้แต่สิ่งที่ขาดคือ “สติ “ และ “และคิด วิเคราห์” นั่นเองเพราะไปเชื่อตั้งแต่อ่านจากที่ไหนก็ตาม เชื่อเขาเสียไปหมด...........

                           กลับมาเรื่องการอ่านอีกนิดหนึ่งนะครับเพราะส่วนใหญ่คิดว่า การส่งเสริมการอ่านนั้นก็แค่มีห้องสมุด หนังสือราคาถูก แต่ลืมไปอยู่อย่างว่า “นิสัยรักการอ่าน” สำคัญที่สุดต้องมีการรณรงค์กันให้รักการอ่านตั้งแต่เด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นตัวต้นเรื่องในเรื่องนี้ และจะต้องให้เขาอ่านแบบ “อ่าน คิด วิเคราห์” ไม่ใช่อ่านแบบ “อ่าน เชื่อ และงมงาย

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“อะไรก็เกิดขึ้นได้”

                      ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอน รู้สึกว่าคำนี้ผมจะได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆไม่ทราบว่าใครเป็นคนบัญญติไว้ แต่เข้าใจเอาเองว่าคงไม่ได้มาจากราชบัณฑิตแน่นอน เพราะพวกท่านเหล่านั้นจะบัญญัติอะไรที่มักจะไม่ค่อยได้ตรงใจวัยรุ่นเสียเท่าไหร่ และดูเหมือนว่าท่านไม่ค่อยจะเห็นชอบกับวัฒนาการของภาษา หรือแม้แต่บางครั้งภาษาแฟชั่นท่านก็เอามาเป็นเรื่องเป็นราว เพราะท่านไม่เข้าใจว่าถ้าเป็นภาษาแฟชั่นมันมาเดี๋ยวด๋าวแล้วก็จากไป ชิมิชิมิ.......ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ยินก็แล้ว เพราะมีคำว่า “น่ารักจุงเบย” มาแทนที่ อิอิ....


                 ผมเขียนบทความนี้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ “น้องเม”เอรียา จุฑานุกาล ซึ่งเธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น เพิ่งพลาดโอกาสในการเป็นแชมป์ LPGA ทั้งๆที่เมื่อจบหลุม 17 นำอยู่ถึง 2 สโตรค เพราะว่าในหลุ่ม 18 เพียงแค่เซฟพาร์ หรือแค่โบกี้ ก็ยังสามารถเป็นแชมป์อยู่เพราะว่าคู่แข่งขันของเธอ ปาร์ค อิน บี จากเกาหลีใต้ เล่นจบ 18 หลุมไปแล้วและ “น้องเม” ยังนำอยู่ 2สโตรค หรืออย่างเลวล้ายที่สุดออกดับเบิ้ลโบกี้ซึ่งจะทำให้มีคะแนนเท่ากัน ก็ยังสามารถมาเล่นเพลย์ออฟคือเรียกว่ามีโอกาสแก้ตัวเล่นใหม่เพื่อหาแชมป์เดี่ยวๆได้ ซี่งนักกอล์ฟในระดับโลกขนาดนี้ การออกดับเบิ้ลโบกี้แทบจะเรียกได้ว่ายากมากๆที่จะมีใครเล่นแย่ขนาดนั้น ใครเลยจะเชื่อว่า “น้องเม” ตีช๊อตที่ 2 ไปตกในทรายแถมอยู่ที่ขอบและต้องยอมเสียดร๊อป ตีขึ้นจากทรายก็หลุดเลยกรีนไปต้องพัทเข้ามาใหม่ ดันติดฟินขอบกรีนอีกทำให้ต้องพัทซึ่งโอกาสน้อยมากเพราะระยะค่อนข้างไกลแถมถ้าพัทแรงไปจะไหลลงกรีนเลย ถ้าพัทลงก็ยังสามารถได้แชมป์รับเงินรางวัล 6 ล้านกว่าบาทไป แน่นอนพัทไม่ลงก็เลยต้องพัทอีกครั้งในระยะที่เรียกว่าไม่น่าพลาด เพราะถ้าพัทลูกนี้ลงก็ยังมีโอกาสแก้ตัวไปเล่นเพลย์ออฟได้อีก ไม่น่าเชื่อว่าระยะแค่นั้นกับดีกรีนักกอล์ฟระดับโลก .......”อะไรก็เกิดขึ้นได้” น้องเมพัทไม่ลงและเสียตำแหน่งแชม์ปทั้งๆที่ ปาร์คอินบี ขยับแข้งขยับขาเพื่อเตรียมรอแข่งเพลย์ออฟแล้ว ทำให้ได้แชมป์ไปแบบส้มหล่นไม่ต้องเหนื่อยทั้งๆที่เรียกได้ว่าโอกาสลุ้นแทบไม่มีอยู่แล้ว..................น้องเม ได้แค่รองแชมป์รับเงินรางวัล ไปประมาณ 4 ล้านบาท......@@


               เลยทำให้ผมนึกถึงการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษครั้งหนึ่งที่มีปาฎิหาร์เกิดขึ้นคล้ายๆกับ “น้องเม” เหมือนกัน เมื่อปีกลายนี้ 2555 คู่ปิดฤดูกาลชิงตำแหน่งแชมป์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด “แมนยู” กับ แมนเชสเตอร์ซิตี้ “แมนซิ” ทั้งสองมีคะแนนเท่านกันเพียงแต่ว่าประตูได้เสีย “แมนซิ” ดีกว่า คือหมายความว่า ถ้านัดนี้ทั้งสองทีมชนะ “แมนซิ” จะได้แชมป์ไปแม้คะแนนจะได้เท่ากันแต่พราะประตูได้เสียดีกว่า ครบเวลาเล่นทาง “แมนยู” ชนะไป 1 ต่อ 0 ในขณะที่ “แมนซิ” หมดเวลาแล้วยังตามคู่แข่งอยู่ 1 ต่อ 2 แต่มีทดเวลา 5 นาที ใครเลยจะเชื่อว่า “แมนซิ” จะยิงได้อีก 2 ประตู ในเวลา 5 นาที ทำให้ชนะไป 3 ต่อ 2 และเป็นแชมป์ไปชนะเพียงแค่ขนจมูกแบบต้องถ่ายรูปเลย เรียกได้ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” จริงๆ ทั้งสองกรณีนี้คงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” เพราะหากยังไม่หมดเวลาแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้เพียงแต่มีความมุ่งมั่น ไม่ประมาท และมีสมาธิกับเกมส์เพราะเห็นได้ชัดว่า “น้องเม” สมาธิหลุด และใจเสียตั้งต้องเสียดร๊อปในหลุมทรายแล้ว ยิ่งตีขึ้นจากทรายก็เลยออกนอกกรีนไปอีก ยิ่งใจเสียไปกันใหญ่แต่น้องเค้ายังเด็กมีโอกาสอีกมากมายหลายสิบปีที่แจะพัฒนาต่อไปและเชื่อว่าจะยืนอยู่ในตำแหน่งต้นๆของนักกอล์ฟระดับโลก อายุเพียงแค่ 17 ปี ยังมีดีอีกเยอะครับน้องเมเพราะเด็กไทยอายุ 17 ปีอีกหลายล้านคนยังวิ่งเล่น และติดเกมส์ ติดยา ติดหญิง อยุ่เลยครับน้องอย่าได้เสียกำลังใจและมุ่งมั่นสู้ใหม่ และน้องจะยิ่งใหญ่ทั้งในเกมส์กอล์ฟ และ ยิ่งใหญ่ในหัวใจของกองเชียร์ชาวไทยอย่างแน่นอน
  
                   ในเกมส์ธุรกิจก็เฉกเช่นเดียวกันแม้เราจะมีข้อมูลและวางแผนทั้งแผนธุรกิจหรือแผนตลาดที่ดีเพียงใดก็ตาม  แม้คู่แข่งขันของเราจะอ่อนแรงลงอย่างไรก็ตาม  แต่ "อะไรก็เกิดขึ้นได้"  เฉกเช่นเดียวกับตัวอย่างของเกมส์กีฬาทั้งสองข้างต้น   ดังนั้นก็เหมือนกับที่พระท่านว่า "อย่าประมาท" และ "อนิจจัง" คือความไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั่นเอง

                      อีก 5 วัน ก็จะได้เลือกผู้ว่า กทม. ซึ่งจะได้คนเก่าหรือคนใหม่ประชาชนเท่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะครั้งนี้รู้สึกว่าคะแนนจะสูสีกันมากที่สุดเท่าที่เคยมีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.มา แม้โพลหลายสำนักจะออกมาตรงกันว่า “จูดี้” จาก เพื่อไทย จะนำ “คุณชาย” จาก ประชาธิปัตย์ อยู่ มากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่โพล ที่สำคัญทุกโพลให้ “จูดี้” นำทุกโพลนี่ซิน่าคิดครับ เพราะ “อะไรก็เกิดขึ้นได้” สุดท้ายประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เพราะเกมส์นี้ไม่ใช่ นักแข่งทั้งสองคนเป็นคนตัดสิน เหมือน “น้องเม” และ “แมนซิ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้สมัคร หรือ คู่แข่ง แต่อยู่ในมือของประชาชนดังนั้น เชื่อผมเถอะว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” ไหงมามาลงที่ ผู้ว่า กทม. ก็มิรู้ “คิดไม่ถืกเลย “ (ไม่ได้พิมพ์ผิด ขอบอก )

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“โอฮาโย ฮอกไกโด”

                “หนาวนี้ไปไหนดี” คงเป็นคำถามที่หลายๆคนถูกถามเมื่อฤดูหนาวย่างเข้ามา เพราะหน้าหนาวจะมีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกติที่คนไทยได้สัมผัสอยู่เป็นประจำ เพราะสำหรับคนกรุงเทพแล้วถ้าอากาศเย็นนิดๆก็ดีใจแล้วเพราะว่า ผมเคยตอบลูกค้าที่เป็นชาวต่างประเทศว่ากรุงเทพมีสามฤดู คือร้อน ร้อนกว่า และ ร้อนที่สุด เรียกว่าฤดูหนาวของกรุงเทพ ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อกันหนาวเลยซะงั้น แต่เห็นใครๆก็ไปซับโปโรกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบินไทยตอนปลายปี 2555 ได้เปิดเที่ยวบินตรงไปยังซับโปโรโดยตรง ก็แปลว่ามีผู้โดยสารมากพอที่จะเปิดเที่ยวบิน ปีนี้ก็เลยได้มีโอกาสไปซับโปโรและได้เที่ยวชมเทศกาลหิมะของซับโปโรเป็นที่เรียบร้อย


                      เทศกาลหิมะของเมืองซัปโปะโระเริ่มขึ้นเมื่อราว ปี ค.ศ. 1950 โดยความร่วมมือของสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวซัปโปะโระและเขตซัปโปะโระ ในเทศกาลหิมะครั้งแรกนี้ เพราะไม่มีใครเคยสร้างรูปปั้นหิมะมาก่อน คณะกรรมการจัดงานจึงต้องขอร้องให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายในเมืองซับโปโรร่วมกันก่อรูปปั้นหิมะจนได้รูปปั้นจำนวน 6 ชิ้นในบริเวณลานในสวนสาธารณะโอโดริซึ่งเดิมใช้เป็นที่ทิ้งหิมะ รูปปั้นหิมะรุ่นแรก ๆ นั้นมีความสูงอย่างมากเพียง 7 เมตรเท่านั้น แต่ในงานครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ. 1953 มีการสร้างรูปปั้นที่มีขนาดสูงถึง 15 เมตร ซึ่งต้องใช้หิมะจำนวนมาก จึงต้องใช้รถบรรทุกและรถดันดินมาช่วยในการสร้าง และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรูปปั้นหิมะขนาดใหญ่อย่างในปัจจุบัน ในปี 2013 นี้จึงเป็นการจัดงานครั้งที่ 63 และที่น่ายินดีที่รูปปั้นหิมะของประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยชนะเลิศมาแล้วถ้าจำไปไม่ผิด 3 ครั้ง





                       ก่อนไปเราก็จินตนาการว่างานจะต้องอลังการงานสร้างแบบอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆแล้วถึงแม้ว่าจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆที่อุณหภูมิ – 10 องศา แต่ว่ามันไม่อลังการเท่าที่คิดไว้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามงานเทศกาลหิมะนี้ก็สามารถดึงดูดผู้คนให้ไปท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก หากรวมทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นเองประมาณกันว่ามีจำนวนมากถึง 2 ล้านคน สามารถทำรายได้ให้ท้องถิ่นเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วหากคนในประเทศที่เคยสัมผัสหิมะเป็นประจำก็คงไม่รู้สึกอะไรเหมือนกับกระเหรียงจากเมืองไทย (อิอิ) แต่ประเด็นมันอยู่ที่วิสัยทัศน์ของเมืองต่างหากที่เอาอุปสรรคมาเป็นโอกาสไหนๆมันก็หนาว ทำมาหากินยากอยู่แล้ว ไปไหนมาไหนไม่สะดวก ก็เอาความหนาวมาขายเสียให้สิ้นเรื่อง โดยการจัดเป็นเทศกาลหิมะอย่างเป็นกิจลักษณะเสียเลย ในประเทศไทยเราเองก็มีหลายๆจังหวัดพยายามจัดเทศกาลของจังหวัดตัวเองขึ้นทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น ตรัง มีเทศกาลวิวาห์ใต้สมุทรในวันวาเลนไทน์ ด้วย เห็นว่าปีนี้ที่เขตบางรักมีการจดทะเบียนถึง 548 คู่ ไม่รู้ว่าแต่งในเทศกาลวาเลนไทน์แล้วอนาคตหย่ากี่คู่ก็ไม่มีการสำรวจเสียด้วย หรือทางสุพรรณของป๋าเติ้งก็มีเทศกาลตรุษจีนและอลังการ์ เทียบได้กับทางนครสวรรค์ แถมดังกว่าเพราะพลุระเบิดปีนี้เลยงดการยิงพลุเสียเลย

                                นี่ก็ใกล้ที่ทางคณะกรรมการจัดงานเอ็กซ์โป 2020 จะพิจารณาประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งประเทศไทยของเราก็ส่ง อยุธยา เข้าประกวดหากได้รับการคัดเลือกก็จะถือว่าเป็นมหกรรมระดับโลกที่น่าจะสามารถดังดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวในประเทศไทยหลายสิบล้านคน เพราะที่เซี่ยงไฮ้มีคนเข้าชมงานถึง 70 ล้านคนทั้งคนจีนและชาวต่างชาติ หน้าที่ของรัฐบาลไทยคงจะต้องคอยหาอีเวนต์ หรือเทศกาล งานต่างๆเข้ามาเพื่อเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว เรามี สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.เป็นตัวขับเคลื่อน พยายามสนับสนุนการจัดประชุมสัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ หรือเรียกโดยรวมว่า "อุตสาหกรรมไมซ์" (MICE-Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) ในประเทศไทย แต่ผมอยากให้เติมเป็น MICES ตัว S ที่เพิ่มเติมมาคือ SPORT ปี 2014 บราซิลจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และปี 2018 จะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ก็คงจะได้กระตุ้นเศรษฐกิจของบราซิลให้ไปโลดโดยไม่ต้องโฆษณามากอย่างแน่นอน

                     และลองนึกภาพดูนะครับถ้า “อาเซียน” จะจัดฟุตบอลโลกขึ้นมาบ้าง โดยอาจจะจัดใน 4 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ สิงค์โปร รับไปจัดประเทศละ สองสาย เพราะฟุตบอลโลกจะมี 8 สายๆละ 4 ทีม เฮ้อ....ผมฝันไปหรือเปล่าว่าจะเขียอนซับโปโรไหงมาลง “อาเซียน”จนได้....งั้นขอไปต่อซับโปโรภาคสองก็แล้วกัน เพราะต้องตื่นไปแปรงฟันล้างหน้าก่อนครับผม .......เพราะเราฝันไป 555 @@@@@@@@@@




วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“เพิ่มมูลค่า VALUE ADD “

                     บทความนี้เขียนขึ้นหลังจากผ่านพ้นวันสิ้นโลก 21.12.2012 ไม่รู้ใครคิดหรือเป็นคนจุดกระแสวันสิ้นโลกขึ้นมาในโลกนี้ และก็มีคนเชื่อ(อย่างงมงาย)เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่ก็ดีที่ทำให้เรารู้จักชนเผ่ามายาขึ้นมาซึ่งเดิมเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาอยู่ตรงไหนมีความเป็นมาอย่างไร แต่ที่เห็นว่าไอ้วันสิ้นโลกนี้มีประโยชน์ก็คงที่ฉวยเอาวิกฤติ(ซึ่งจริงๆคงไม่ใช่วิกฤติ) มาเป็นโอกาสไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ที่อิงวันสิ้นโลก แต่ดันมาฉายช่วงวันสิ้นโลกและถ้สิ้นโลกจริงมันคงเจ๊งแน่ๆ สถานที่ต่างๆที่จัดกิจกรรมวันสิ้นโลกไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวที่อิงกับความเชื่อทางชนเผ่าต่างๆ เห็นข่าวว่ามีร้านอาหารที่ต่างประเทศแห่งหนึ่งจัดเมนูรับวันสิ้นโลกในราคาแพงมากๆและบอกว่าถ้าโลกไม่สิ้นจะคืนเงินให้ครึ่งหนึ่ง เล่นกะใครไม่เล่นมาเล่นกับนักการตลาดหัวใสเพราะพี่แกเล่นบวกค่าอาหารให้แพงซะงั้น เพราะรู้อยู่แล้ววว่ายังไงโลกก็ไม่สิ้นและต้องคืนเงินให้ครึ่งหนึ่งไม่รู้ว่าฟาดกำไรไปเท่าไหร่ เพราะคนจองจนเต็มร้านเพียบแบบจัดหนักเลยครับ


                      เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “มูลค่าเพิ่ม” ซึ่งจริงๆแล้วมันก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดใส่งลงไปในสินค้า และ บริการ ซึ่งบางครั้งไม่ได้ใส่จริงๆแต่เป็นการเอาปรากฏการณ์ หรือ เหตุการณ์ หรือ ความมีจำกัดมาเป็น “มูลค่าเพิ่ม” เช่นเหตุการณ์วันสิ้นโลก หรือ การจัดทำสินค้ารุ่นลิมิเต็ม แล้วอย่างไรจึงจะเพิ่มแล้วโดนใจคนละครับ อันนี้ก็ต้องพึ่งงานวิจัยว่าจริงๆแล้วผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของเรานั้นต้องการสิ้นค้า และ บริการให้มีรูปลักษณ์ และ คุณสมบัติ หรือบริการอย่างไรแล้วเรามานำเสนอให้ตรงกับควาต้องการนั้นเสีย อันนี้พูดนะง่ายแต่ทำยากมากๆแต่ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงเพราะเรามีเครื่องมือ ที่เรียกว่า”การวิจัย”มาคอยตอบคำถามนี้อยู่ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ “เซนส์ SENSE “ ของทีมงานด้วยในการแปลผลงานวิจัย หรือจินตนาการ(โดยมีงานวิจัยอ้างอิง) มาเป็น ส่วนเพิมในสินค้าหรือบริการนั้น เพราะต้องเข้าใจว่าจิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึงเลยต้องอาศัยประสบการณ์และจินตนาการของทีมงานการตลาดด้วยเป็นสำคัญอีกข้อหนึ่ง

                ช่วงวันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่สิงคโปรอีกครั้งหนึ่ง ก็มีคนถามว่าไม่เบื่อเหรอไปสิงคโปร์จริงๆแล้วก็เบื่อเหมือนกันเพราะไปมาหลายครั้ง แต่ก็อยากเห็นว่าเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 2-3 ปี เพราะอย่าลืมว่าสิงค์โปรเป็นเกาะเล็กๆที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ และ ปัจจัยแรงงานในการผลิต แต่ GDP ของประชากรสิงค์โปรสูงที่สุดในอาเซียนและสูงในลำดับต้นๆของโลก แน่นอนว่าอุตสาหกรรมหนึ่งที่ทำเงินให้สิงค์โปรก็คือการท่องเที่ยว ผมเคยไปสิงค์โปรครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อนทัวร์พาไปดูการกรีดยาง ทั้งๆที่ทั้งเกาะไม่มีสวนยาง (แบบที่เป็นธุรกิจ)เลย 5555

                  ไปแต่ละครั้งก็เห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเซนโตซ่าซึ่งเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลยตอนปี 2010 ไปก็มียูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ฯลฯ อีกมากมาย มีมารีนาเบย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมความบันเทิงและคาสิโนพร้อมกับโรงแรมที่หลายคนอยากไปพัก แต่ขอบอกว่าไปครั้งเดียวก็พอ (หาอ่านได้จากบทความเก่าของผมว่าทำไม) และมี SINGAPORE FLYER มันก็คือชิงช้าสวรรค์เหมือนบ้านเราแต่มันใหญ่โตมโหราฬเท่านั้นเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่สิงค์โปร์ใส่ไปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเขา แถมยังมีบริการพิเศษเพราะว่าถ้า

             Singapore flight 33 เหรียญ ประมาณ 825 บาท

            Singapore sling flight คือมีเครื่องดื่มเข้ามา คิด 69 เหรียญ ประมาณ 1,725 บาท

            Dinner flight รวมอาหารเย็นพร้อมพนักงานส่วนตัวคิด คู่ละ 269 เหรียญ ก็คนละ 3,360 บาท

และแน่นอน ยังมีบริการอื่นๆอื่นที่เสริมเข้าไปจากการขึ้นไปชมวิวเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงคริสมาส ปีใหม่ COUNT DOWN ที่จะได้รับประสบการณ์ในการชม พลุ แบบสูงเสียฟ้าท้ามฤตยูอะไรปานนั้นนั่นเอง

                  นอกจากนี้แล้วยังเปิดให้บริษัทต่างๆไปเช่าจัดงานอีเวนต์ได้อีกเรียกว่าใช้ชิงช้าสวรรค์ซะให้คุ้มค่าทั้งเจ้าของกิจการและผู้ใช้บริการได้เลือกหาตามกำลังทรัพย์ และ ตามกำลังจิตใจที่จะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สิงค์โปรสอนคนของเขาให้คิดและมีจิตสำนึกว่า ประเทศตนเองจะสร้างมูลค่าเพิ่มและอยู่รอดได้อย่างไรในอนาคตข้างหน้าเพราะว่าประเทศตนเองขาดทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานการผลิต

                      เหมือนกับฟุตบอลและกีฬาต่าๆเราคงไม่แปลกใจที่สิงค์โปรได้แชมป์ ได้เหรียญมากกว่าแต่ก่อนนี่ก็เพิ่งมาได้แชมป์ AFF SUZUKI 2012 ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนเป็นสมัยที่ 4 เพราะพี่แกเล่นมีนักเตะแปลงสัญชาติซะ 7 คน (แต่จะภูมิใจหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...........น่าคิดเหมือนกัน)
                     มีคนเล่าต่อกันมาว่าตอนไอโฟนออกรุ่นใหม่ ไอโฟน 5 เด็กสิงคโปร์สุมหัวกันว่าจะเขียนแอพมาขายในไอโฟน ส่วนเด็กไต้หวันสุมหัวกันจะหาอะไหร่ อุปกรณ์เสริมมาขายทำเงิน ส่วนเด็กไทยสุมหัวกันหารือว่าจะโกหกแม่เอาตังไปถอยไอโฟน 5 อย่างไรดี........อนิจจังประเทศไทย.......เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้...............@@@@

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

“แล้วอะไรจะเกิด ?? “

@@@@@@@                          ใครเลยจะเชื่อว่า “เป็บซี่” กับ “เสริมสุข” ที่เป็นพันธมิตรกันมาถึง 60 ปีจะต้องพังทลายลง มันคงเปรียบเหมือนกับคู่ครองที่อยู่กันจนแก่เฒ่า ประสบความสำเร็จลูกหลานเติบโตซึ่งน่าจะมีความสุข แต่พอเข้าวัยเกษียณกลับต้องมาหย่ากัน ต่างคนต่างอยู่แต่ในกรณีนี้อาจจะแตกต่างกัน เพราะเมื่อแยกจากกันแล้วกลับต้องมาเป็นคู่แข่งกัน ความสำเร็จของเป็บซี่ในประเทศไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสริมสุข” เป็นปัจจัยที่สำคัญในลำดับต้นๆ เป็บซี่ไทยจะมีวันนี้ไมได้เลยหากขาดเสริมสุขซึ่งนอกเหนือจากเป็นผู้บรรจุ ผู้ผลิต แล้วยังเป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย ถ้าบอกว่าช่องทางตู้แช่แล้วละก็ต้องยกนิ้วให้กับเสริมสุขเพราะนอกจาก คลังสินค้าในแต่ละจังหวัดซึ่งมีอยู่ 49 แห่ง โรงงานอีก สามแห่ง ที่สำคัญรถเสริมสุขที่มีถึง 1,200 คัน ซึ่งสามารถเข้าถึงตู้แช่ที่มีถึง 250,000 แห่งทุกตู้ด้วยความถี่ที่ขอบอกว่าถี่มากๆ เพราะด้วยระบบผลตอบแทนพนักงานขายซึ่งก็คือพนักงานขับรถด้วยนั้นทำให้พวกเขาทำงานกันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย


                           จากช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งนี่เองทำให้ ผู้บริหารของคาราบาวแดงถึงกับบอกว่าความสำเร็จของคาราบาวแดง คือ ABCD ไม่ใช่ 4P ตามตำราการตลาด ซึ่ง A หมายถึง แอ๊ด คาราบาว Bหมายถึง แบรนด์ เป็นสินค้าที่มีแบรนด์มาก่อนหน้าแล้วคือวงดนตรีคาราบาว C คือ คาราบาวทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว และ D คือ ผู้กระจายสินค้า นั่นก็คือเสริมสุข ทำให้คาราบาวแดงอยู่ยั้งยืนยงแบบยืนยง โอภากุล มาถึงทุกวันนี้

                          แล้วอะไรทำให้ ทั้งเสริมสุขและเป็บซี่ต้องมาแยกกัน แน่นอนผลประโยชน์คือคำตอบสุดท้าย ผมคงไม่กล่าวงที่มาที่ไปเพราะว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวคราวต่างๆก็คงจะทราบกันดีพอประมาณแล้ว แต่ข้อเขียนนี้อยากจะตั้งคำถามว่า “แล้วอะไรจะเกิดขี้น ?? “

                          แน่นอนที่สุด “เสริมสุข” ต้องมีน้ำดำของตัวเอง ซึ่งการผลิตน้ำดำนั้นไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก ผมหมายถึงแค่ผลิต.....แต่จะให้รสชาดถูกใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนี่ซิยากยิ่ง ซึ่งในกรณีนี้คือคนรุ่นใหม่ที่ใหม่กว่าคนรุ่นใหม่ของเป็บซี่ เพราะมันเป็นสินค้าแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในท้องตลาดคนที่จะเอ่ยปากสั่ง “กระเพาไก่ไข่ดาว และ เอส ครับเจ๊” คงจะมีไม่มากนักเป็นแน่ แล้วเหตุไฉนเสริมสุขถึงกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนั้นที่จะมีน้ำดำเป็นของตนเอง

                           คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ .................เมื่อวานไปทานข้าวกลางวันที่ตลาดอยุธยาเราก็สั่งตามประโยคข้างต้นนั้นแหละ แต่เจ๊เจ้าของร้านบอกว่า “เป็บซี่ ไม่มี มีแต่เอส จะรับมั๊ยคะ” เรียบร้อยโรงเรียนเสริมสุขครับพี่น้อง ทั้งโต๊ะบอกก็ได้เพราะมันเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ผมเชื่อว่าคงมีส่วนน้อย ถึงน้อยมากที่บอกว่าไม่เอา จะเอาเป็บซี่ถ้าไม่มีเอาน้ำเปล่ามาแทน แล้วยิ่ง เป็บซี่ ปัจจุบันนี้ไม่มีแบบที่บรรจุขวดซึ่งขายมีสัดส่วนถึง 70% เป็นขนาดบรรจุที่ขายในร้านอาหารตามสั่ง ตามตู้แช่ ร้านโชวห่วย ซึ่งก็เป็นเพราะเหตุสองเรื่อง คือ ไม่สามารถกระจายสินค้าได้แบบเสริมสุขเพราะแบบบรรจุขวดแก้วนั้นเป็นอะไรที่งานหนักมากๆ ที่สำคัญคงไม่อยากลงทุนซื้อรถ 1,200 คัน พร้อมจ้างคนอีกไม่รู้เท่าไหร่ เรื่องที่สองก็คือโรงงานผลิตขวดแก้วนั้นในประเทศไทยมีอยู่จำกัด และก็เป็นของขาใหญ่ที่ใช้ขวดแก้วเยอะ ก็คือ ค่ายช้าง กับ ค่ายสิงห์

                        ถึงแม้ว่าทางเป็บซี่จะออกข่าวว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาดื่มแบบขวดพลาสติกกันมากขึ้น คำตอบนี้ถูกต้องแค่ครึ่งเดียวครับเพราะว่าในโมเดินเทรดแน่นอนขวดพลาสติกขายดีกว่าและก็มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของโมเดินเทรดซึ่งจะเห็นได้จากสัดส่วนการตลาดของค่าย บิ๊กโคล่า ที่เจาะแต่เฉพาะขวดพลาสติก ที่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากเดิมที่มีแค่สองค่ายคือ เป็บซี่กับโค้กเท่านั้น ที่สำคัญที่เป็นตัวเลขที่ทำให้เสริมสุขกล้าแตกหักกับเป็บซี่ก็คือ สัดส่วนการขายแบบขวดแก้วคิดเป็นถึง 70% ของยอดขายน้ำดำ เลยทำให้เสริมสุขมั่นใจว่าจะมาแชร์ส่วนแบ่งตลาดได้เหมือนกับว่า ขายน้อยแต่กำไรมากดีกว่าขายมากำไรน้อยแถมต้องเป็นขี้ข้าฝรั่งตลอดชาติ (กำไรของน้ำดำสูงมากแต่ถ้าขายเป็บซี่กำไรจะต้องนำมาจ่ายค่าหัวเชื้อฝรั่งเก็บชิ้นปลามันไป สู้ผลิตเองไม่ต้องจ่ายค่าหัวเชื้อและค่าแบรนด์ดีกว่า) แต่สำหรับตลาดแบบดั่งเดิมและร้านอาหารตามสั่งแล้วแบบขวดทรงอิทธิพลกว่าเยอะมากๆ ก็คงต้องรออีกสามถึงหกเดือนค่อยมาดูกันว่าตัวเลข ของ เอส จะเป็นเท่าใด แล้วตัวเลขของเป็บซี่ตกลงเท่าใด ซึ่งแน่นอนว่ายอดต้องตกลงจนทางค่ายโค้ก กับ ค่ายเอเจ นอนยิ้มรับส้มที่จะหล่นจากต้นมาแบบไม่ต้องออกแรงเขย่าเลย

                     ............ว่าจะจบบทความนี้พอดีเหลือบไปเห็นข่าวเล็กข่าวหนึ่งว่า “เอส” ฉลอง 5 วันทะลุ ล้านลังซึ่งเป็นตลาดดั่งเดิมและร้านอาหารตามสั่ง หลังจากเปิดตัวแบบขวดแก้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 และ เปิดตัวในโมเดินเทรดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 แล้วผู้บริหารของเป็บซี่โคให้ข่าวว่าจากการสำรวจพบว่า เป็บซี่เป็นแบรนด์ที่มีคนไทยรักถึง 73% และมั่นใจว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 50% ฝันไปเถอะเพราะว่าถึงแม้จะรักอย่างไรแต่ถ้าร้านนั้นไม่มีขายละโยมเค้าก็สั่ง “เอส” ไปกินดิครับ

                   อ้อ........อีกเรื่องหนึ่งเป็บซี่ถึงกับลงทุนซื้อโฆษณาในไทยรัฐถึงครึ่งหน้าเพื่อแจ้งว่า เป็บซี่ยังมีจำหน่ายเหมือนเดิม ที่ต้องโฆษณาอย่างนี้คิดง่ายๆก็คือเพราะว่า ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่า “เป็บซี่ ไม่มีขายแล้ว “ นั่นเอง เพราะว่าวันนี้ร้านค้าใดจะขายเป็บซี่ต้องโทรไปสั่งที่เอเยนต์ที่อยู่ในเขตของตนเอง เรียกว่าอยากขายต้องติดต่อมาซิแล้วเราจะไปส่งให้ มันจะสู้กับมีคนคอยตรวจว่าของจะหมดหรือยังอาทิตย์ละสองครั้งปริมาณมากน้อยก็จัดการให้เรียบร้อยโรงเรียนเสริมสุข จากนี้ไปเราคงต้องคอยดูว่า “อะไรจะเกิดขึ้น??” เอส จะแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้มากน้อยแค่ไหน และอะไรสำคัญกว่าระหว่าง “แบรนด์” กับ “การกระจายสินค้า และ ช่องทางการจัดจำหน่าย” และ “ขวดแก้ว กับ ขวดพลาสติก อะไรจะมีอิทธิพลต่อคนไทยมากกว่ากัน” แต่ที่แน่ๆ งานนี้สะใจคนไทยอย่างผมเพราะว่าไม่ต้องเป็นขี้ข้าฝรัง และประกาศจุดยืนที่ชัดเจน เลยต้องออก “ชาเขียวโออิชิ” มากกระตุกเงินในกระเป๋าเราอีก “เจ๊ กระเพาไก่ กับ โออิชิ “ 5555 ในที่สุดก็เสร็จเสี่ยเจริญเรียบร้อย โรงเรียนไทยเบฟไปอีกราย @@@@@@@@@@



วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

“อนิจจัง กะ กัสจัง”

                  อย่าคิดว่าผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องธรรมะนะครับ เพราะว่าผมยังมีกิเลสและตันหาอยู่ มิกล้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับธรรมะแน่ๆ เรื่องมันสืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้มีพายุและฝนตกหนักมาก ขอบอกว่าม๊ากๆ (ซึ่งตามหลักภาษาไทยหมายถึงมากที่สุด) และต้นมะม่วงที่บ้านผมซึ่งมีอายุถึง 28 ปี เท่ากับตัวบ้านนั้นเอียงจนถึงขั้นล้มลง ถ้าไม่ไปพิงกับบ้านคุณอาที่อยู่ข้างๆก็คงจะล้มลงอย่างสมบูรณ์เป็นแน่แท่ ทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า มันเกิดขึ้น(เมื่อ 28ปีที่แล้ว) ตั้งอยู่และเติบโตมาถึง 28 ปี และมันก็ต้องจากไป ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกมนุษย์นั่นเอง แต่ต้นไม้อื่นๆในบ้านบางต้นก็อายุเท่ากัน บางต้นก็อายุน้อยกว่า แม้จะเล็กกว่า เตี้ยกว่า แต่ก็ทนกับกระแสลมพายุได้


                        แล้วองค์กรธุรกิจละครับก็คงมีสภาพไม่แตกต่างกันเสียเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันจะยืนยาวอยู่นานเท่าไหร่ และจะปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในสมัยก่อนๆหน้านานมากแล้วเราจะพบว่า องค์กรธุรกิจกว่าจะเติบโตก็จะค่อยๆเติบโตและมีฐานรากที่มั่นคง สะสมประสบการณ์และองค์ความรู้อยู่นานแสนนานกว่าจะเติบใหญ่ และมั่นคงได้ แต่ในชั่วอายุคนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยเพียงพอกับความยั่งยืนขององค์กร แต่ในสังคมโลกปัจจุบันนี้เราจะได้เห็นองค์กรหนึ่ง ที่เกิดใหม่ เติบใหญ่(อย่างรวดเร็ว) และก็(อาจจะ) จากไปอย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน

“โนเกีย” คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตอบคำถามในเรื่องนี้ได้อย่างดี ใครเลยจะนึกว่าประเทศฟินแลนด์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีมากนัก จะครองส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งในรูปมูลค่า และ จำนวนเครื่องเป็นอันดับหนึ่งของโลกสำหรับโทรศัพท์มือถือ เป็นองค์กรที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครคาดคิด แต่ปัจจุบันความถดถอยเกิดขึ้นกับโนเกียอย่างเห็นได้ชัดเจนจนถึงกับต้องมีการปลดพนักงาน

“แบล็คเบอรี่” หรือ ว่า “อีริคสัน”ที่ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็น”โซนี่อีริคสัน”ก็อยู่ในสถานะใกล้เคียงกันกับ “โนเกีย”

“แอ็ปเปิ้ล “ ก็เคยล้มลุกคลุกคลานมาก่อนที่ไอโฟน ไอแพด จะมากระชากหัวใจดวงน้อยๆของสาวก “สตีฟ จ๊อบ” ให้คลั่งใคร้และลุ่มหลงในอุปกรณ์ที่ไม่มีแล้วเหมือนกับอยู่ในยุคหินอะไรจะปานนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไรในชั่วชีวิตเราอาจจะได้เห็นก็เป็นไปได้

“ซัมซุง” โทรศัพท์มือถือ ละครับ เกิดขึ้นใหม่ เติบใหญ่อย่างรวดเร็ว สามารถครองตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อนาคตละครับจะเป็นอย่างไร จะยั่งยืนนานต้านลมพายุและความรู้สึกของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

                      เราจะเห็นได้ว่าเราอยู่ในยุคอะไรก็ด่วนไปเสียหมด สะดวก รวดเร็วไปเสียหมด ไม่ว่าจะอาหารจานด่วน การหาข้อมูลด่วนจากอาจารย์กู (กูเกิ้ล) ชีวิตสะดวกสบายไปเสียหมด เรียกว่าต้องการอะไรก็สามารถตอบสนองได้อย่างจานด่วนพิเศษ ซึ่งรวมถึงความรู้สึก หรือแม่แต่ความรัก เมื่อก่อนเราเรียกว่ามีเมียน้อย (แต่อยู่กันนาน) แต่สมัยนี้เราเรียก “กิ๊ก” ผมถามวัยรุ่นว่ามันทำไมเรียกกิ๊ก เค้าตอบว่าเพราะมันมาจาก”คลิ๊ก” คงหมายถึงการเล่นคอมพิวเตอร์ และคลิ๊ก มันเหมือนเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนใหม่อีกคลิ๊กนั่นเอง (คงงั้นมั้ง) คือคบกันแป๊บเดียวก็เลี้ยวไปคบคนใหม่ ความชอบของผู้บริโภคต่อสินค้าก็เช่นเดียวกัน แปรเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วซึ่งนั้นก็คือ   ประสบการณ์ของลูกค้านั้นเอง ( Consumer Experience) อันหมายถึงประสบการณ์ในการใช้สินค้าและบริการของเรา ถ้าสินค้าและบริการดีก็ใช้ต่อ หรือการใช้สินค้าของคู่แข่งขันแล้วสินค้าหรือบริการไม่ดีก็เลิกใช้และอาจจะหันมาใช้สินค้าของเราแทนก็ได้ มันก็มี 4P ของการบริหารประสบการณ์ของลูกค้าด้วยเหมือนกันดังนี้

PRODUCT ซึ่งสินค้านั้นต้องตอบสนองได้ทั้งความต้องการหลัก และ ความรู้สึกของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เช่น ไอโฟน ตอบสนองความต้องการหลักทางด้านการโทรและการสื่อสาร นอกจากนั้นยังตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจว่า “ฉันมีแล้วนะ อิอิ “ อะไรปานนั้น “เธอยังไม่มีเหรอเชยจัง เดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น (แต่คนใช้ STUPID ป่าวไม่สนอะ) “ นอกจากนี้แล้วยังต้องมีสินค้าตอบสนองอย่างหลากหลาย รวมทั้งยังต่างจากคู่แข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม แถมความต่างนั้นจะต้องโดน(ใจ) ลูกค้าด้วย

PEOPLE แน่นอนไม่ว่าสินค้าจะดีอย่างไรถ้าคนขาย คนบริการ คนติดตั้ง คนเก็บเงิน คนส่งเอกสาร คนส่งของ ฯลฯ สามารถบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในแง่ ความรู้ความสามารถ การเอาอกเอาใจ การแก้ไขปัญหา ความเป็นมืออาชีพ แม้แต่บุคลิกลักษณะของพนักงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่สร้างสรรค์ประสบการณ์ทั้งดีและเลวให้กับลูกค้าได้อย่างเท่าเทียมกัน

PROCEDURE หรือกระบวนการต่างๆซึ่งปัจจุบันระบบไอเอสโอมีขั้นตอนในการสร้างกระบวนการและดำเนินการตามกระบวนการนั้นๆอย่างเข้มแข็ง ซึ่งในมุมหนึ่งก็ดีเพราะว่ามีมาตรฐาน เปลี่ยนพนักงานก็มีเอกสารแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่อีกมุมหนึ่งก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์บริการใหม่ หรือปรับปรุงขั้นตอนให้กระชับรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ (เพราะว่าทำกันมาจนชินเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปเลย) รวมทั้งขั้นตอนของเรายืดยาดแบบหน่วยงานราชการหรือไม่ การให้อำนาจพนักงานในระดับต่างๆเพื่อจัดการ บริการ บริหารลูกค้าได้เป็นส่วนๆไป หรือว่า ต้องให้นายใหญ่สั่งการแต่เพียงอย่างเดียว รวมทั้งการคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา หรือ ป้องกัน ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นไปในทิศทางใด ท่านลองให้พนักงานที่รับผิดชอบในสายงานนั้นปรับปรุงProcedure ดูซิครับอาจจะกำหนดว่าทุกๆ 6 เดือน ให้มาทบทวนกระบวนการและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยในเรื่องนี้ได้

POLICY แน่นอนว่านโยบายของผู้บริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุด จะต้องมีความยืดหยุ่น และสอดรับกับทุกหน่วยงานในการประสานงานและประสานความร่วมมือในการสร้างประสบการณ์ที่ดีๆให้กับลูกค้า ซึ่งการบริหารประสบการณ์นี้คงไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายขายและการตลาดแต่เพียงอย่างเดียว เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันดำเนินการ ท่านลองนึกดูนะครับว่า ถ้าหากท่านที่บริษัทหนึ่งพอไปหลายๆครั้งแล้วแม่บ้านจำได้ว่าเราขอกาแฟไม่ใส่ครีมเป็นเครื่องดื่มเป็นประจำ ครั้งต่อไปแม่บ้านชงกาแฟไม่ใส่นมมาให้เลยท่านจะรู้สึกอย่างไร พอดีผมได้มีโอกาสไปอบรมให้กับพนักงานของ อสมท. เป็นเวลา 6 ครั้ง 6 รุ่น 6 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมท่านหนึ่ง น่าจะเป็นกัปตัน (เสียดายไม่ได้ถามชื่อไว้) เค้าคงฟังผมไปด้วยในระหว่างการบรรยายของผม สัปดาห์ที่สามช่วงเบรกยกชามาให้ผมเลยครับโดยไม่ต้องถาม ขอบอกว่ามันโดนใจจริงๆครับ นับเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ผมคงไม่ลืมและขอบอกต่อๆยังท่านว่า โรงแรมดิเอ็มเมอรัลมีพนักงานที่ทรงคุณค่าจริงๆครับสำหรับน้องกัปตันคนนั้น ขอบอกว่า “นานแน่มาก ยกนิ้วให้เล้ย”

หรือว่าดูอย่าง “กัสจัง” ยังอนิจจัง กับ “พี่โดม” เลย แล้วนับประสาอะไรกับองค์กรงที่ก็คงต้อง “อนิจจัง” ด้วยเหมือนกัน เอ๊ะจะเกี่ยวกันมั๊ยนี่ อิอะ อิอะ................@@



วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

“ควันหลงโอลิมปิค ลอนดอน 2012 ”

28 กันยายน 2555


ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ

ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์



                                บทความนี้เป็นตอนที่สองเกี่ยวกับโอลิมปิค 2012 แต่จะขออนุญาติรวมพาราลิมปิคไปด้วยเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ชาติใดเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคหรือเอเชียนเกมส์ก็จะจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการต่อไปเลย เรียกว่าไหนๆก็จัดการแข่งขันแล้วทุกอย่างพร้อมทั้งสถานที่ บุคลากร อุปกรณ์ต่างๆจะได้เป็นการลงทุนและคุ้มค่า และจะได้มีแมทช์การแข่งขันสำหรับคนพิการเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้รู้สึกว่า ตนเองไม่ใช่ภาระของสังคมและยังมีคุณค่าต่อสังคมอยู่นั่นเอง

                   ใครทราบบ้างว่าสมาคมมวยสากลสมัครเล่น และ สมาคมยกน้ำหนัก ใครเป็นสปอนเซอร์หลักของสองสมาคมนี้บ้าง คงมีคนกว่าครึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นสปอนเซอร์ให้กับทั้งสองสมาคม ถึงแม้จะเป็นสปอนเซอร์มาเป็นเวลานานหมดไปเป็น 100 ล้าน เช่นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสนับสนุนยกน้ำหนัก ส่วนมวยสากลก็มีสิงห์ และ โอสถสภา ถ้านับว่าเม็ดเงินที่ทุ่มสนับสนุนแล้วได้ดอกผลเป็นความสำเร็จของสมาคมกีฬา ของชาติไทย และของคนไทยทุกคนแล้วนับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง แต่หากมองในแง่ธุรกิจแล้วอาจจะไม่คุ้มค่าเท่ากับการโฆษณาที่สามารถวัดผลและมีผลตอบแทนทางธุรกิจที่เป็นผลกำไรได้อย่างแท้จริง นับว่าผู้สนับสนุนกีฬานี้จะต้องมีความตั้งใจและรักที่จะสนับสนุนวงการกีฬาจริงๆ หรืออย่างธนาคารกรุงไทยสนับสนุนมวยสากลปีละ 15 ล้านเป็นเวลา 4 ปี จำนวนวนรวม 60 ล้าน แต่คนแทบไม่ทราบเลยว่าธนาคารกรุงไทยสนับสนุนอยู่ ยิ่งสำหรับกีฬาคนพิการแล้วใครทราบบ้างว่า การไฟฟ้านครหลวงและธนาคารเพื่อการเกษตรฯสนับสนุนอยู่หน่วยงานละ 10 ล้านบาทรวม 20 ล้านบาทในเวลาสี่ปีข้างหน้า ต้องขอขอบพระคุณจริงๆสำหรับสปอนเซอร์ที่ปิดทองอยู่หลังพระ แต่สำหรับคุณตัน จากอิชิตัน ผู้ซึ่งมีไอเดียกิ๊บเก๋ยูเรก้าอยู่ตลอดเวลาและรู้จักใช้เงินเป็นแถมวิธีการแจกเงินของคุณตันนี้ซิสุดยอดจริงๆ ช่วงที่คุณตันออกมาประกาศว่าจะมอบเงิน 10 ล้านบาทให้ผู้ที่ได้เหรียญทองนั้นใครๆก็คิดว่าคุณตันฉลาดมากเพราะดูแล้วโอกาสนักกีฬาไทยได้เหรียญทองน้อยมาก เรียกว่าประกาศ 10 ล้านแต่จ่ายไม่ถึงทว่าคนจะจำคำว่า 10 ล้านบาทได้ ซึ่งในภายหลังแม้ว่า “แก้ว” จะได้เหรียญเงินคุณตันก็ยังมอบเงินให้เปรียบเสมือนได้เหรียญทอง ผมมีคำถามและมุมมองซึ่งมิได้จะลบหลู่น้ำใจคุณตัน (ซึ่งมีอย่างเหลือเฟือ ....ขอคารวะ) ว่า ถ้า “แก้ว” แพ้อย่างหมดรูป หรือแพ้อย่างไม่มีข้อกังขา คุณตันจะมอบเงิน 10 ล้านหรือไม่ คำตอบจะเป็นอย่างไรคงไม่มีใครทราบเพราะหวยออกแล้วถ้าตอบตอนนี้จะตอบอย่างไรก็ได้ (ชิมิ ชิมิ) แต่การที่คุณตันเป็นข่าวตั้งแต่ตอนประกาศมอบ 10 ล้านจนถึงวันที่แก้วเดินทางกลับและมอบเงินเสร็จนี่ซิที่น่าสนใจและบะละฮึ่มสุดยอดนักบริหารเลยเพราะ ว่าคุณตันและอิชิตันสามารถเป็นข่าวได้ในทุกสื่อทั้งสื่อหลัก สื่อรอง สื่อออนไลน์ โซเชียลเน็ตเวิรค์ ที่สำคัญแฟคลับคุณตัน ที่มีถึง 1.9 ล้านคน(รวมทั้งผมด้วย อิอิ) เพราะ
 


1.เป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่ประกาศให้ 10 ล้านแล้ว 2.เป็นข่าวใหญ่มีภาพคุณตันสวมนวมชกมวย สวมชุดเเควันโด ฯลฯ แบ่งเป็นระยะๆ เรียกว่าเป็นข่าวได้ตลอด 3.เป็นข่าวใหญ่แจ้งว่าเบิกเงินสดๆมาแล้ว 10 ล้านบาท 4.ถูกสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆมากมาย 5.วันแจกเงินที่แปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะรายอื่นแจกแบบทางการเป็นป้ายมอบเงินแบบแห้งๆ เลยออกข่าวแค่แป๊บเดียวเอง ส่วนคุณตันหอบเงินสดๆ 10 ล้าน เต็มกระเป๋าไปให้ แก้ว ถึงเครื่องบินเลยก็จะมีข่าวนาน ข่าวมากกว่ายืนแจกป้ายมอบเงิน แน่นอนต้องไปกับชุดตันสวมหมวกกัปตันด้วยเพราะภาพข่าวที่ออกมาใครๆก็รู้ ใครๆก็จำได้ ว่า ตันไม่ตัน นั่นเอง เพราะผมเคยเขียนถึงคุณตันว่าสุดยอดจริงๆและเรียกคุณตันและตั้งชื่อบทความครั้งนั้นว่า “ตันที่ไม่ตัน”ตั้งแต่ มิถุนายน 2550

    มาพาราลิมปิคบ้างครับเพราะนอกจากเหรียญรางวัลเหรียญทองที่ได้มาถึง 4 เหรียญแล้วมีสิ่งงดงามเล็กๆที่ยิ่งใหญ่สำหรับ พัทยา เทศทอง ทีได้เหรียญทองถึง 2 เหรียญสำหรับผู้พิการทางสมองไม่สามารถเดินได้ พูดก็ไม่ชัดและลำบากอย่างยิ่งในการพูด มือหงิกงอ แต่ตอนให้สัมภาษณ์ว่าจะนำเงินรางวัลไปสร้างยิมเนเซียมสำหรับนักกีฬาพิการอย่างตนเองนี่ ผมน้ำตาซึมเลยครับเพราะน้องเค้าคงได้รางวัลไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ว่าน้องทั้งพิการ การศึกษา ฐานะ ก็ด้อยกว่าเรามากมายแต่จิตใจน้องเค้างดงามกว่าเรามหาศาล จะบริจาคเงินสร้างโรงยิมสำหรับคนพิการ “พัทยา” ฮีโร่ที่แท้จริงทั้งฮีโร่ในเกมส์กีฬาและฮีโร่ทางจิตใจสมควรปรบมือและยกย่องให้อย่างแท้จริงสำหรับ “พัทยา” น้องจะอยู่ในใจของพี่ตลอดไป ด้วยจิตคารวะ@@@@

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...