วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“ยากที่สุดตรงจุดเริ่มต้น”


                 




             โกวเล้งกล่าวไว้ว่า “จุดจบคือจุดเริ่มต้น”  และ “จุดเริ่มต้นคือจุดจบ”  แต่จะทำอย่างไรให้เกิดจุดเริ่มต้น  เพราะมันเป็นจุดที่ยากที่สุด   ที่มนุษย์คนหนึ่งๆจะเริ่มทำอะไรซักอย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำเป็นกิจวัตรประจำวัน  เช่น  หากเราอยากจะมีสุขภาพที่แข็งแรง  ก็ต้องออกกำลังกายซึ่งวันเริ่มต้นนี้จะเป็นวันที่ยากที่สุด  และจะยากมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วันที่สองสามสี่  แต่.......พอพ้นวันที่ 7 ไปแล้ว ท่านจะรู้สึกว่าติด / ชอบ และสามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่อง  และในทำนองเดียวกันหากท่านหยุดปฏิบัติหรือทำไม่สม่ำเสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหยุดเกิน 7 วันเป็นต้นไปก็จะเป็นการหยุดปฏิบัติอย่างถาวร  ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง  ดังนั้นมหัศจรรย์เลข 7 นี้ใครไม่เชื่อลองทำดู  ผมเองได้ลองทำปฏิบัติมาแล้วหลายวัตรปฏิบัติมีทั้งสำเร็จและล้มเหลว
                ผมเคยตั้งใจไว้ว่าก่อน 60 ปีจะต้องวิ่งมินิมาราธอน 10 กม.ให้ได้โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 ชั่วโมง  ซึ่งผมเองได้วิ่ง 5 กม.มาแล้วประมาณ 30 กว่าอีเวนต์ ทำเวลาประมาณ 45-55 นาที ดังนั้น 10 กม. ก็เลยเอาสองคูณแถมพักอีกนิดหน่อยเลยตั้งไว้ที่  120 นาทีหรือ 2 ชั่วโมง.....คือเป้าหมายที่ผมได้เขียนติดไว้ในบอร์ดที่ทำงาน
                และแล้ววันเวลาก็มาถึง  “จอมบึงมาราธอน”  ซึ่งเป็นมาราธอนในตำนานปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 34 ก็จะเป็นด่านทดสอบของผมว่าสามารถทำได้หรือไม่   สุดท้ายแล้ว.......”ผมทำได้”  ที่เวลาดีกว่าที่คิดมากๆ  คือ  1.35 ชั่วโมง  จนตนเองยังงงว่ามันเป็นไปได้อย่างไร    ก็เลยลองย้อนมาดูว่าสองปีที่ผ่านมาอะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วัตรปฏิบัติของเราเปลี่ยนแปลงไป  จากคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายแม้ว่าจะได้เคยเล่นโยคะอย่างหนักมากสัปดาห์ละ 4-5 วัน  จนเลิกเล่นด้วยสูตรเลข 7 ที่กล่าวไปข้างต้น  คือ”คาลิฟอร์เนียโยคะ” ล้มละลายทำให้ละเลยการเล่นเกิน 7 วันก็เลยลากยาวจนน้ำหนัก 70 เป็น 82 ในที่สุด  แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่มาเริ่มวิ่งออกกำลังวันละ 30 นาที  อย่างน้อยเดือนละ 20 วัน จนอยากสรุปไว้เป็นหลักฐานว่า  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
                1.มีเป้าหมายชัดเจน ที่เป็นรูปธรรม ในที่นี้คือ  วันละ 30 นาที / เดือนละ 20 วัน เป็นอย่างน้อย  และ วิ่งอีเวนต์ 5 กม.เดือนละ 1 ครั้ง   ไม่ใช่แค่ว่า “เราจะออกกำลังกาย”  มันเป็นนามธรรมวัดไม่ได้  และ ลอยๆๆๆๆ
                2.เขียนเป้าหมายไว้คอยเตือนใจ  เตือนสติ  เพื่อกระตุ้นตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในที่นี้ผมใช้ขีดการออกกำลังกายตอนเช้าผมลงในปฏิทิน และนับให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 20 วัน หากไม่เขียนไว้มันอาจจะลืมเพราะไม่มีอะไรคอยกระตุ้น
                3.หา”คนต้นแบบ” สำหรับผมแล้วในที่นี้ไม่ใช่  “พี่ตูน”  แต่เป็นรูปคนที่ป่วยนอนติดเตียง  เทียบกับคนสูงวัยที่มีสุขภาพแข็งแรง   ซึ่งผมเลือกรูปผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรงมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
                4.บริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  คนมักคิดว่าตนเองไม่มีเวลาซึ่งเป็น “เท็จ” ทุกคนมีเวลา 24 ชม.เท่ากันทั้งสิ้น  แต่เราเอาเวลานั้นไปทำอย่างอื่นๆเช่น  นอนแทนที่จะไปวิ่งตอนเช้า  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราบริหารจัดการมัน  ผมเลือกวิ่งเพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากนัก อยู่ที่ไหนก็วิ่งได้  ไปต่างประเทศก็แค่เอารองเท้าวิ่งติดไปด้วยและอย่าลืม เลข 7 นะครับอย่างหยุดเกิน 7 วันติดกันเพราะจะต้องมาเริ่มต้นใหม่
                5.การเสพสื่อที่เป็นแรงบันดาลใจ   เพราะการเสพสื่ออะไรนานๆแล้วมันจะซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึก  เช่น เสพสื่อที่สร้างแรงบันดาลใจ  ตัวอย่างที่ดีๆ  ก็จะทำให้วัตรปฎิบัติเราดีไปด้วยเช่นกัน แต่หากเราเสพสื่อที่คอยบั่นทอน ท้อแท้ เราก็จะกลายเป็นคนเช่นนั้น 
                6.ทัศนคติที่ดีที่ว่า  “เราทำได้”  อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะหากเริ่มต้นว่าเรา “ทำไม่ได้”  แล้วก็จะไม่มีจุดเริ่มต้นอย่างแน่นอน  ผมเริ่มต้นว่าเราต้องวิ่ง 10 กม.ได้ /  2 ชั่วโมง  มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราวิ่งได้จริงๆ
                7.จดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  ซึ่งในที่นี้ผมขีดลงบนปฏิทินและคอยนับทุกๆสัปดาห์และรวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 20 วันต่อเดือน  เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขหรือให้เราทบทวนว่าเหตุใดที่ยังทำไม่ได้
                8.ทุกอย่างยาก  “ตอนเริ่มต้น”  ดังนั้นเริ่มต้นวันนี้  อย่ารอ  อย่าเลื่อน อย่ายอมแพ้ อย่าแท้ท้อ  แล้วท่านจะค้นพบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อวัตรปฏิบัติของท่านอย่างแท้จริง
                พบกันที่เส้นชัยเพราะ  ก่อนอายุ 60 ปี ในเดือนสิงหาคม 2562 นี้ ผมมีเป้าหมายไว้พุ่งชนอีกเป็นหนึ่งคือ “มินิมาราธอน “  ระยะ 21 กม. และ.....แม้ผมจะทำไม่ได้.....(แต่หวังว่าจะทำได้) ...แม้ไม่ได้ 21 กม. แต่ก็มากกว่า 10 กม. ... แต่....ผมได้เริ่มทำแล้ว และคุณละ “เริ่มต้นหรือยัง  เพราะ.....”มันยากตอนเริ่มต้น”   จร้า........####
               

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

“ท่องเที่ยวไทย สู้ๆ”


               


                 ในปี 2553 (2010)  ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวเพียงแค่  8.6 ล้านคนเท่านั้น  ในขณะที่ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวถึง  15.936 ล้าน คือประมาณ 16 ล้าน ก็เกือบสองเท่าของประเทศญี่ปุ่น  โดยสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ถึง  5.92 แสนล้านบาท ตัวเลขกลมๆก็คือ 6 แสนล้านบาท  นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
               เพราะจากวันนั้นมาถึงปี 2560 (2017 ) คือแค่ 7  ปี ตัวเลขนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่น  กลับสูงถึง  28.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง  233 เปอร์เซนต์  คาดกันว่าปี 2561 (2018) ญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวถึง  31.19  ล้านคนจี้ติดประเทศไทย     ซึ่งมีนักท่องเที่ยวคาดว่าในปีที่ผ่านมา 2561 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 37-38  ล้านคน  ทำรายได้ให้ประเทศ 2 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยะต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
                แต่ว่าการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2563 จะมีนักท่องเที่ยวถึง 40 ล้านคน  ( 3 ปี เพิ่ม 10 ล้านคน ) ซึ่งผมจะเป็นหนึ่งใน 40 ล้านคนเพราะจะมีมหกรรมโอลิมปิค 2020 ที่โตเกียว  ดังนั้นยอดเป้าหมาย 40 ล้านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน    และ ปี  2573 เป้าหมายอยู่ที่  60 ล้านคน  ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเทียวนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยจรรโลงเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะนับวันจากความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรมรถยนต์และ เครื่องใช้ไฟฟ้าในอดีต  ถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี่และวัฒนาการของ AI แบรนด์สินค้าใหม่ๆที่เข้ามาครองใจคนทั่วโลก  ทำให้แบรนด์ของญี่ปุ่นนับวันจะมีความขลังน้อยลงไป  คนรุ่นหลังๆอาจจะไม่ค่อยรู้จัก  หรือรู้จักก็ไม่ปลื้มกับแบรนด์  โซนี่  โตชิบา พานาโซนิค  ไอว่า และอีกหลายๆแบรนด์ที่เสื่อมความขลังลงไปในช่วงยี่สิบปีที่ผ่าน
                     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเติบโตสูงขึ้นทุกปีนั้น ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายเรื่องการยกเลิกการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวในหลายๆ ประเทศ เช่น ยกเว้นวีซ่าให้คนไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2556  รวมทั้ง  รัสเซีย อินเดีย มาเลเซีย  อินโดนีเซีย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับทุกๆปี  โดยเฉพาะประเทศไทย จากเดิมที่ก่อนจะยกเว้นวีซ่ามีนักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่นปีละ 1-2 แสนคนเท่านั้น  แต่พอยกเลิกวีซ่าในปี 2556 แล้ว เพียงแค่ 5-6 ปี นักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้านคนเข้าไปแล้ว  และแนวโน้มก็เพิ่มขึ้นปีละ 20-30 เปอร์เซนต์อีกด้วย  เร็วๆนี้คาดว่าจะยกเว้นวีซ่าให้กับ ฟิลิลปินส์  กับ  เวียดนามอีกด้วย 
               
                             ปัจจัยที่ทำให้ “ญี่ปุ่น”  เป็นประเทศที่น่าเดินทางท่องเที่ยวสามารถสรุปได้ดังนี้
                1.แน่นอนครับสำหรับคนไทย  เรื่องการยกเว้นวีซ่า  เป็นปัจจัยที่สำคัญหนึ่งเพราะทำให้สะดวกและนึกอยากไปเมื่อใดก็ซื้อทัวร์  ซื้อตั๋ว แล้วไปโลด
                2.ญี่ปุ่นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายให้เลือก  ทั้งทางวัฒนธรรม ทางศิลปกรรม  ประวัติศาสตร์  และ เทคโนโลยี่  แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (ที่ได้รับการดูแลอย่างดี)  ซึ่งประเทศไทยเราก็มีมากมายเช่นเดียวกันอาจจะยกเว้นเรื่องเทคโนโลยี่เท่านั้นที่เราเป็นรอง  เรียกได้ว่าญี่ปุ่นไปได้ทุกเดือน  ไปได้ทุกเมือง  และความแตกต่างจากเหนือสุด เกาะฮอกไกโด  จนใต้สุด เกาะคิวชู มีความหลากหลายในทุกมิติ ไม่ว่าจะภูมิอากาศ  ประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม ฯลฯ
                3.การเดินทาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟใต้ดิน และ รถไฟระหว่างเมืองต่างๆเมื่อก่อนนี้แม้ว่าจะสะดวกสบาย  แต่สำหรับกระเหรียงไทยแล้วยุ่งยากมาก  ไม่เข้าใจ  และ คนญี่ปุ่นเองในสมัยก่อนก็ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ  แต่ปัจจุบันด้วยแอพพลิเคชั่นต่างๆมาช่วยเติมเต็มชีวิตนักเดินทางให้สะดวก  และรวดเร็ว  แถมนักเดินทางรุ่นใหม่ของไทยเรายังสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ  หรือภาษาคอมพิวเตอร์ (ภาษาแอพพลิเคชั่น) ได้อย่างที่เรียกว่า มีแอพเดียวเที่ยวได้ทุกเมืองนั่นเอง  รวมั้งจีพีเอสที่สามารถบอกตำแหน่งแห่งหนของบรรดาทุกสิ่งในโลกนี้   55555 
                4.ราคาการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพงเกินเอื้อมถึง  ผมไปญี่ปุ่นครั้งแรกประมาณ 30 ปีเศษใช้เงินประมาณ  50,000 บาท ซึ่งนับว่าสูงมากในสมัยนั้น  แต่ปัจจุบัน แค่ 20,000บาทเศษก็ไปได้แล้ว  เพราะมีสายการบินราคาประหยัด  ห้องพักราคาประหยัด ตั๋วรถไฟราคาประหยัด  ทำให้เดินทางได้บ่อยเท่าที่ใจเรียกร้องนั่นเอง  คนรุ่นใหม่ใช้เงินเดือนแค่ เดือนเดียวก็ไปท่องญี่ปุ่นได้แล้ว  ในขณะที่สมัยก่อนต้องใช้เงินเดือนถึง  3-4 เดือน
                5.มีคนกล่าวว่าอัธยาศัยของคนไทยทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเรากันมากมาย  ถ้าจะบอกว่าคนญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน  ลองสังเกตุเวลาเราไปซื้อของเค้าจะห่อของให้ด้วยความประนีต  ตอนทอนตังก็พูดอะไรไม่รู้ยาวชะมัดแต่ว่ารู้สึกดีอ่า     โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเมืองที่สะอาด  ปลอดภัย  และมีวินัย ก็เป็นตัวปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกโสตหนึ่งด้วย
                6.ค่าเงินเย็นที่อ่อนค่าลง  ทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลงในการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น  แถมค่าครองชีพในญี่ปุ่นสิบปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าของราคาเดิม  เพราะว่าเงินเฟ้อในญี่ปุ่นต่ำมากๆจนอาจเรียกได้ว่าบางปีติดลบด้วยซ้ำไป  ตัวอย่างเช่น  เครื่องดื่มโค้กวันนี้ราคาพอๆกับบ้านเราเลยทีเดียวหากซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต
                     แม้ว่าต้นปี 2562  ญี่ปุ่นได้เริ่มทดลองเก็บภาษีการเดินทางจำนวน 1,000 เยน นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางออกจากญี่ปุ่นจะต้องจ่าย 1,000 เยนประมาณ 300 บาท   ถ้ามี 30 ล้านคน ก็จะได้เงิน 9,000 ล้านบาท  ซึ่งรัฐบาลจะนำเอาเงินส่วนนี้มาพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยว  เรียกได้ว่าเก็บตังเพิ่มแต่ไม่ลดคุณภาพ  เห็นอย่างนี้แล้วก็หนาวนะครับ   แม้ประเทศไทยจะพัฒนาการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน  ไม่น้อยกว่า  60 ปีเพราะตอนเด็กๆผมก็เห็นมีองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว  สมัยนั้นชื่อย่อ “ อสท “  แล้วเปลี่ยนมาเป็น การท่องเที่ยว   “ททท”   แต่เราก็ทำงานกันแบบไทยๆ  ค่อยๆไปสโลว์บัทชัวร์ประมาณนี้    
                แต่จากนี้ไปเราจะกินบุญเก่ากันแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับเพราะทุกประเทศ  หันมาเน้นในเรื่อง”ท่องเที่ยว”  กันทั้งนั้น  แล้วใครจะแชร์ส่วนแบ่งได้มากกว่าก็นก็เป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่า “ท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะแซงไทยได้จริงหรือไม่”  
          ไทยแลนด์ สู้ๆ ๆๆๆๆ  ก็แค่ทำตามปัจจัยที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ เดินตามความสำเร็จโดยนำปัจจัยมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศ  อ้อ และก็ห้ามผู้นำหลุดปากบ่อยๆ  ก็พอ  55555  ขำไม่ออก บอกไม่ถูก จร้า


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

“เอฟวัน ฝันเฟื่องหรือไม่?? “




               เมื่อปลายปี 2017 ผมได้มีโอกาสไปชมการแข่งขัน F1   ที่สนามเซปังอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย  เพราะเป็นความไฝ่ฝันที่จะไปชมอีเวนต์ระดับโลก  ไม่ว่าจะโอลิมปิค ฟุตบอลโลก และ F1   พอไปถึงสนามก็ได้ทราบว่าปีนี้จะเป็นการแข่งขันที่มาเลเซียเป็นครั้งสุดท้าย  ก็เลยคิดว่านัดที่เรามาดูนี้เป็นนัดประวัติศาสตร์   และแน่นอนเหตุผลเดียวที่ขอยกเลิกสิทธิ์การจัดย่อมต้องเกิดจาก  “การขาดทุน” เพราะจัดมา 18 ปี ตั้งแต่ปี 1999 แต่ในปีหลังๆมานี้ยอดขายตั๋วและจำนวนผู้ชมถ่ายทอดสดทางบ้านมีจำนวนลดลงมาโดยตลอด  ขายบัตรเข้าชมได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเองผมถึงได้ซื้อตั๋วได้กระมัง  นอกจากนี้แล้วเยรมัน เกาหลีใต้ กับ อินเดีย ก็ยังไม่ต่อสัญญาเป็นผู้จัดการแข่งขัน F1  เพราะประสบกับปัญหาการขาดทุนอีกเช่นกัน
                แล้วอะไรเป็นสาเหตุของการขาดทุนในการจัดการแข่งขัน F1  ซึ่งสวนทางกับการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์  ไม่ว่าจะเป็นโมโตจีพี ฯลฯ  ผมขอตั้งสมมุติฐานว่าสาเหตุหนึ่งก็คือ F1” เป็นเรื่องไกลตัว ที่ผู้คนทั่วไปไม่สามารถสัมผัสได้แม้จะชอบความเร็วปานใดก็ตาม  แต่ในขณะที่มอเตอร์ไซค์เป็นอะไรที่ผู้คนจับต้องได้ เป็นเจ้าของได้ มีประสบการณ์ตรง และเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า  จะสังเกตุได้จากยอดขาย “บิ๊กไบค์” รวมทั้งจำนวนคนที่ตายเพราะบิ๊คไบค์ด้วย  เพราะรถมันแรงแซงไปนรกได้ง่ายดาย  อีกอย่างหนึ่งน่าจะเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจด้วย  อำนาจซื้อของประชากรลดลงทั้งในยุโรป อเมริก และเอเชีย  เศรษฐกิจมันซึมๆ  หงอยๆมาหลายปีเป็นคนป่วยเรื้องรังสะสม จากเดิมที่หวังพึ่งพิงผู้ชมต่างชาติเดินทางมาชมการแข่งขัน  แต่จากปัญหาเศรษฐกิจตกสะเก็ดสะสมทำให้ต้องพึ่งผู้ชมในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งมาเลเซียเองก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน    แล้วอาจจะอีกสาเหตุคือประชากรของมาเลเซียเองมีน้อยแค่  32 ล้านคนเศษเท่านั้นเอง  ก็เลยทำให้จำนวนคนดูน้อยลงไปเป็นลำดับ 
                แล้วทำไม ปี 2020  เวียดนามถึงหาญกล้าไปซื้อลิขสิทธิ์เพื่อจัด F1 ในกรุงฮานอย  โดยจะเป็นการแข่งขันบนถนนโดยมีความยาวทั้งหมด 5.565 กิโลเมตร กับ 24 โค้ง   อะไรทำให้เวียดนามกล้าตัดสินใจลงทุนในครั้งนี้  ทำไมไม่ดูรุ่นพี่ๆทั้งหลายที่ขาดทุนจนต้องเลิกจัด    จะเห็นได้ว่าเวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นลำดับต้นๆของอาเซียนแถมยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และมีประชากรถึง 95 ล้านคนแม้รายได้ต่อหัวของชาวเวียดนามจะไม่มากเท่ามาเลเซีย  แต่การกล้าเสี่ยงในครั้งนี้ของเวียดนามคงต้องรอดูผลในอีก  4-5 ปี ข้างหน้าว่าจะยืนระยะจัดการแข่งขันต่อเนื่องไปหรือไม่   แล้ว “ช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิตที่ได้รับการรับรองมาตราฐาน  เกรด 1 ของสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA)  และผ่านการรับรองสำหรับการแข่งขัน F 1   และ เกรด A จาก  ของสหพันธ์จักรยานยนต์ระหวjางประเทศ (FIM)  จุผู้ชมได้ 50,000 คน  ค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายเกินไปครับ











วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กอล์ฟไทยไปโลด


กอล์ฟไทยไปโลด


                ข่าวที่น่ายินดีปลายปี 2561 นี้คงไม่พ้นข่าวที่ว่า  "โปรเม" เอรียา จุฑานุกาล โชว์ผลงานกระหึ่มโลก กวาดทุกรางวัลแห่งปีของแอลพีจีเอ ทัวร์ โดยไม่แบ่งให้ใครเลย    แม้ว่าในปี 2018 นี้จะได้แชมป์ LPGA แค่ 3 รายการ จากการลงแข่ง 28 รายการก็ตาม   นับรวมคะแนนและเกณฑ์ต่างๆแล้วทำให้ เอรียา กวาดรางวัลทั้งหมดไปคนเดียวทั้งสิ้น 6 รางวัลใหญ่ของแอลพีจีเอ ทัวร์ ได้แก่  1.นักกอล์ฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี “Rolex Player of the Year”, 2.นักกอล์ฟที่ทำผลงานดีที่สุดในระดับเมเจอร์ “Rolex Annika Major Award”, 3.นักกอล์ฟที่ทำเงินรางวัลสูงสุดแห่งปี, 4. นักกอล์ฟที่จบท็อปเท็นมากที่สุดแห่งปี (โบนัส 1 แสนเหรียญ), 5.รางวัลสกอร์เฉลี่ยดีที่สุดแห่งปี แวร์ โทรฟี่และ 6. รางวัลโบนัส 1 ล้านเหรียญ Race to CME Globe.   รวมเงินรางวัลและโบนัสที่เธอทำได้ทั้งสิ้นในปีนี้ 3,743,949 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 123,547,375 บาท  โอ้มายก้อดนี่ขนาดได้แชมป์แค่สามรายการเท่านั้นนะ

                ผมก็เลยนึกถึงโมเดลว่าประเทศไทยน่าจะมีการพัฒนานักกีฬากอล์ฟแบบว่า  หาช้างเผือกจากป่าซึ่งป่าในที่นี้ของผมไม่ได้หมายถึงต่างจังหวัดแต่เพียงอย่างเดียว  และอยากให้องค์กรธุรกิจต่างๆลองใช้โมเดลของผมนี้ดู  หากสำเร็จละก็ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง  คือไปสรรหาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยให้นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นผู้คัดเลือก  และองค์กรธุรกิจเป็นผู้สนับสนุนในการฝึกซ้อมส่งเสริมในการแข่งขัน  แน่นอนต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากมหาศาล   แต่หากว่ามีผลผลิตแบบ “โปรเม”  “โปรโม” ออกมามากๆ   อาจไม่ต้องถึงขั้นนี้แค่ได้มีโอกาสแข่งในอีเวนต์ระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ   ก็สามารถทำเงินได้อย่างมากมายเพราะกอล์ฟเป็นกีฬาที่มีเงินรางวัลสูงเป็นลำดับต้นๆ  และแต่ละปีมีอีเวนต์แข่งทุกสัปดาห์ 
                ได้เยาวชนมาอยู่ในอุปการะแล้วก็สนับสนุนส่งเสริมแบบระยะยาวทั้งด้านกอล์ฟ  และด้านการเรียนโดยมีพันธมิตร   โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  และ องค์กรธุรกิจ หรือ รัฐวิสาหกิจ  โดยมีสัญญาในการเข้าดูแลผลประโยชน์  และตอบแทนในกรณีที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้องค์กรนั้นๆ  เป็นต้น    และสุดท้ายผมเชื่อว่าแม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับ “โปรเม” ก็ตาม   แต่หากสามารถโลดแล่นอยู่ในระดับทวีป  ได้ก็สามารถได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่ได้ลงทุนไปอย่างแน่นอน   โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า “กีฬา”  พรแสวงสำคัญกว่า “พรสวรรค์”  หากเรานำเยาวชนตั้งแต่  5-7 ปี  ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งจะว่าไปแล้วเยาวชนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกมากนัก  มาฝึกทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา  ทางด้านทักษะกอล์ฟ   เรียกได้ว่าประมาณว่า  “ขุน” กันนั่นแหละ  คงไม่ไกลเกินฝันที่เราจะมีโปรระดับโลกอีกในอนาคต    
                หากกีฬากอล์ลงทุนมากไปก็ลองดูกีฬาอื่นๆ  เช่น เทนนิส  จักรยาน  แบดมินตัน ฯลฯ ซึ่งมีอีเวนต์อาชีพบ่อยๆจนทำให้นักกีฬาอาชีพนั้นอยู่ได้จากการเล่นกีฬา      และแสวงหากีฬาที่เป็นกีฬาส่วนบุคคลจะได้ไม่ต้องลงทุนมากคน และ อาศัยวันแมนโดดหากสำเร็จก็ไปโลดได้เลยครับ  สุดท้ายหากไม่ประสบความสำเร็จก็ได้บุญที่ดูแลเยาวชนคนหนึ่งให้มีที่เรียน  มีอาชีพ  และ เป็นเยาวชนที่ดีของชาติได้




B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...