วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

“สงสัยให้ค้นหา”

ในตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงการตั้งคำถามว่า “จริงหรือ ? “ กับปรากฏการณ์หนึ่งๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ลองใช้ประสบการณ์ องค์ความรู้ วิสัยทัศน์ ฯลฯ ยกเว้น ทัศนคติเพราะทัศนคติจะทำให้เราเบี่ยงเบนกับเหตุผลที่จะตอบคำถามว่า มัน “จริง” หรือ “ไม่จริง” ด้วยความรู้สึกถ้าศรัทธา หรือ หลง กับแหล่งข่าวแล้วเราก็มักจะเชื่อโดยขาดข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกับข่าวในเชิงลบจนมีคนพูดกันเล่นๆว่า “ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีเสียตัง” ว่าเข้าไปนั่น


เมื่อนานมากแล้วมีข่าวว่านักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งถ้าจำไม่ผิดเธอชื่อ “หมวยโซ” ไปแจ้งความตำรวจว่าถูกข่มขืน บนรถตุ๊กๆ ที่ข้างเขาดิน ตรงข้ามรัฐสภา ถ้าอ่านแล้วไม่คิดวิเคราะห์ ก็จะรุมประนามไอ้คนที่ขมขื่นน้องเค้าเพราะทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย (ถ้าจริง) ผมก็คุยกับน้องๆในสำนักงานว่า ลองกลับไปดูข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายแจ้งความซิครับ ข้อแรก......รถตุ๊กๆมันเปิดโล่งโจ้ง ?? ข้อที่สอง.....ข้างเขาดินตรงข้ามรัฐสภา มันมีรปภ. และไม่ใช่ที่เปลี่ยว ?? มันน่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ครับ ?? สุดท้ายก็เป็นการแจ้งควาเท็จรู้สึกว่าจะโดนลงโทษโดยการกักขังนะครับ


กลับมาดูเรื่องที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปประชุม World Economic Forum (WEF) แล้วกลับมาก็ออกข่าวว่าประเทศไทยแย่แล้ว ที่ประชุม WEF บอกว่าการศึกษาของประเทศไทยอยู่อันดับ 78 ของโลก และอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน แพ้แม้กระทั่ง เขมร (อันดับ 76) ลาว (อันดับ 57) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40) อินโดนีเซีย (อันดับ 36) ส่วนสิงค์โปร บรูไน และมาเลเซีย คงทราบดีอยู่แล้วว่าน่าจะดีกว่าเราแน่นอน


แค่นั้นแหละครับเต้นกันทั้งประเทศรุมด่าระบบการศึกษา ด่าครู ด่ารัฐมนตรีศึกษา ฯลฯ กันยกใหญ่ (ซึ่งก็น่าด่าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะข่าวๆนี้) ผมก็ตั้งคำถามว่า “จริงหรือ? “ แพ้สิงค์โปร มาเลเซีย บรูไน ในเรื่องการศึกษา ก็คงไม่แปลก แพ้อินโดนีเซีย พิลิปินส์ นี่ยังเป็นที่น่าสงสัย แต่ถึงกับขนาดแพ้ลาว เขมร นี่ซิมันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เชื่อทุกอย่างที่เป็นข่าวโดยขาดการคิด วิเคราห์ ท่านละครับมีข้อสงสัยเหมือนผมหรือไม่ ????

“สงสัยให้ค้นหา” ครูผมสอนผมไว้อย่างนี้ ..................ผมก็เลยไปค้นหาซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยี่สมัยนี้หาได้ทุกอย่างในโลกไซเบอร์ครับพี่น้อง ไปที่ลิงค์ตามนี้เลยครับ

http://www3.weforum.org/docs/WEF_GlobalCompetitivenessReport_2013-14.pdf


แล้วเปิดไปหน้า 462 ก็จะพบตารางแสดง คุณภาพของระบบการศึกษา ผลก็เป็นไปตามที่เป็นข่าวครับ แพ้เขมร ลาว ไปอย่างน้ำตาตกดิน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจาก..................................จากไหนครับ ใต้ตาราง 5.03 Quality of the education system เค้าเขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับ โปรดพิจารณา

How well does the education system in your country meet the needs of a competitive economy ?

ซึ่งหมายถึงมันเป็นคำถามจากการสำรวจ ซึ่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ในหน้า X หัวข้อ Partner institution เป็นแค่การสำรวจ (แต่ผมหาข้อมูลไม่เจอว่าใครคือผู้ตอบแบบสำรวจนี้ เพราะรายงานนี้มีถึง 569 หน้า) แน่นอนที่สุดต้องเป็นคนไทย 100 %


แล้วท่านทราบหรือไม่ครับว่า ญี่ปุ่นและเกาหลี อยู่อันดับที่เท่าไหร่ครับ ญี่ปุ่นอันดับ 50 แพ้ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีอยู่อันดับ 64 แพ้ลาวเพิ่มไปอีกประเทศ


ต้องตีความหมายครับเพราะนี่เป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนในประเทศนั้นๆว่า “คิดว่าระบบการศึกษาของท่านนั้นตอบสนองต่อความสามารถในระบบเศรฐกิจปัจจุบันหรือไม่ ??? “ คนในบางประเทศอาจจะมีความคาดหวังสูงคะแนนเลยออกมาน้อย แต่คนบางประเทศคาดหวังไม่สูงคะแนนก็เลยออกมีดีเป็นไปได้หรือไม่? :ซึ่งรายงานนี้ไม่ใช่การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษที่ดูเหมือนว่ามีองค์กรหนึ่งคือ PISA เป็นผู้วัดผลสัมฤทธิ์นี้


คนญี่ปุ่นคนเกาหลืเองเค้าก็ไม่พอใจระบบการศึกษาของเขา แต่ผลการสอบPISA ละครับ อันนี้ผมยังไม่รู้ยังไม่ได้ค้นหาตามหัวเรื่องของผมก็ขอค้างไว้ก่อน แต่เชื่อได้ว่าต้องดีกว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว มาเลเซีย บรูไน แน่ๆ ชิมิชิมิ


ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีศึกษาจะเรียกผู้ช่วรัฐมนตรีท่านนั้นมาเบิร์ดกระโหลกเสียหน่อยโทษฐานที่ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปแจกแจง แถมทำรัฐบาลเสียหายอีก” แล้วตั้งผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทนเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง.......เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ
อ้อ แถมอีกนิดนึง ความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมซึ่งจากการสำรวจใน 12 ด้านปรากฎในหน้า 15 ว่าประเทศไทยอันดับดีขึ้นจาก 38 มาเป็นอันดับ 37 จาก 148 ประเทศครับ เห็นหรือยังว่า “คนสนใจข่าวร้ายมากกว่า” หันมาช่วยเสนอแนะปรับปรุงพัฒนาระบบการศึกษาไทยดีกว่า “ได้แต่ ก่นด่า ตำหนิ ทับถม “ แค่เอามันเข้าว่าข้าไม่เกี่ยวเรื่องอื่น ว่าแล้วก็ลองพิจารณาตาราง 5.03 ข้างล่างนี้เป็นหลักฐานครับผม


วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

จริงหรือ ???????





“จริงหรือ ??? “
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พิสิษฐ์กรุ๊ป
10 กันยายน 2556


ในวันที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการเก็บภาษีคนโสดโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็มีการส่งต่อข้อมูลกันไปในโลโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แน่นอนพร้อทั้งคำต่อว่าและแสดงความไม่เห็นด้วย ยิ่งถ้าเสื้อคนละสีด้วยแล้วละก็เรียกได้ว่าเข้าทางปืน ถล่มกระหนำด่าว่าอย่างรุนแรงเพราะลูกบอลมันเข้าเท้าพอดีก็เลยต้องยิง คืนนั้นมีนักศึกษาถามผมว่า"อาจารย์คิดว่าอย่างไร ? " ผมก็เลยตั้งปุจฉาว่า "จริงหรือ ?"

ข้อแรกเลยจริงหรือว่านี่เป็นข้อมูลว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีคนโสดเพื่อกระตุ้นให้คนมีครอบครัวและมีลูก อันเป็นเหตุมาจากคนในวัยทำงานน้อยลง มีคนแก่มากขึ้นปัจจุบันมีมากกว่า 10 ล้านคน อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีถึง 15-16 ล้านคน ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ทราบว่าเป็นเพียงความคิดเห็นของนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งเท่านั้น ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นไว้ในวงวิชาการเท่านั้น ซึ่งข่าวก็คงได้ลงว่าข้อเท็จจริงนี้แต่เพียงเราเอาแต่เพียงหัวข่าว หรือเรียกได้ว่าอ่านแต่หัวข่าวแล้วกดไลค์ กดแชร์ กดด่าไปเรียบร้อยโรงเรียน"ไม่ได้คิด วิเคราะห์"

จริงหรือ ? ถ้าบังคับให้คนแต่งงานแล้วเขาจะมีลูก หรือแค่จดทะเบียนสมรสเพื่อไม่ต้องเสียภาษี
จริงหรือ ? ถ้าเก็บภาษีแล้วคนจะแต่งงานกัน ถ้าภาษีนั้นไม่มาก คนก็อาจจะยอมเสียภาษีแทนก็ได้
จริงหรือ ? ถ้าเก็บภาษีมากๆ คนก็จะยอมจดทะเบียนกัน แล้วก็ย้อนกลับไปข้อเดิมว่าแต่งแล้วจะมีลูกหรือ นี่ยังไม่นับว่าแต่งจริงหรือแต่งหลอกๆ

สังคมไทยในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เชื่อ "ช่าวลือ" "ชาดสติ ในการคิด วิเคราห์ " โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวในทางลบมักจะขายได้ และเป็นที่สนุกปาก แต่ข่าวดีๆในเชิงสร้างสรรค์กลับไม่ค่อยสนใจหรือกระจายข่าวเสียเท่าไหร่ ใครไม่เคยดูทีวี่ช่องไทยพีบีเอสลองเข้าไปดูบ้างนะครับมีหลายรายการที่ดีมากๆขอบอก ฝึกให้คนได้คิด วิเคราะห์ โต้เถียงกันอย่างใช้เหตุและผล เลิกดู เลิกเสพ เลิกเชื่อสือที่เป็นของนักการเมืองได้แล้วครับพี่น้องทั้งหลาย เพราะสือเหล่านี้กำลังปั่นหัวคนไทยให้คิดไม่เป็น วิเคราห์ไม่เป็น ขาดสติ แค่ขอให้หลงเชื่อแล้วเดินตามเท่านนั้นเป็นพอ

นักศึกษาถามต่อในเฟสบุคของผมว่าอยากให้อาจารย์วิเคราห์เรื่อง “ยางพารา” ว่าต้นเหตุการประท้วงมาจากอะไร และอนาคตยางพาราไทยจะเป็นเช่นไร ผมก็ถามกลับไปว่ราคายางตอนนี้เท่าไหร่ แล้วก็ให้ไปคนหาดูว่าราคายางในช่วงนายกรัฐมนตรีแต่ละคนนั้นราคาเท่าไหร่ ก็จะได้คำตอบซึ่งผมเองไม่ทราบจริงๆว่าราคายางแต่ละช่วงนั้นเป็นเท่าใด แต่พยายามฝึกนักศึกษาให้คิด วิเคราห์ หาข้อมูล ฯลฯ ส่วนอนาคตยางพาราไทยจะเป็นอย่างไร ผมไม่ใช้ผู้รู้ทางยางพาราแต่อยากแสดงความคิดเห็นเล็กๆไว้ดังนี้

พื้นที่ปลูกยาพาราเพิ่มจาก 17.25 ล้านไร่ในปี 2552 เป็น 18.46 ล้านไร่ในปี 2554 ปีนี้2556 ยังไม่มีตัวเลขออกมา แต่คาดว่าไม่น้อยกว่า 19-20 ล้านไร่ เพราะส่งเสริมการปลูกไปทุกภาคทั่วไทย ทีนี้ราคายางมันผันแปรกับ 1.ราคาน้ำมันดิบ เพราะสามารถมาทำยางสังเคราะห์ซึ่งเป็น สินค้าทดแทนกับยางพาราธรรมชาติ ถ้าราคาน้ำมันดิบสูงราคายางก็สูงไปด้วย 2.ความต้องการ DEMAND และตลาดที่บริโภคใหญ่ที่สุดคือจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจจีนเติบโตชลอตัวลง ทำให้ความต้องการลดลง 3.ผลผลิต SUPPLY ซึ่งถ้าผลผลิตออกมามากๆแล้วราคามันก็เป็นไปตามกลไกตลาดคือราคาจะถูกลง แล้วก็ให้นักศึกษษคิดต่อว่า ราคามันน่าจะเป็นเช่นไร ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามส่งเสริมให้มีการผลิต “ผลผลิตจากยาง” คือเอายางมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือยาง ฯลฯ แต่ผมถามว่าถ้าความต้องการสินค้าไม่ได้มากขึ้น รถยนต์ขายได้เท่าเดิม แล้วยางรถยนต์จะขายได้เพิ่มหรือไม่เพราะเพียงแค่ไปผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกเท่านั้น และต้องไปแย่งตลาดกกับคู่แข่งขันอีก ดังนั้นวิธีที่น่าจะทำกว่าคือเพิ่มสินค้าที่ผลิตจากยางพารา เช่น การนำไปทำถนน หรือ ทำส่วนประกอบรถยนต์ วัสดุตกแต่งบ้าน ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ (ทำได้หรือเปล่าไม่รู้ ) ซึ่งเป็นการเพิ่มตลาดใหม่ให้กับสินค้ายางนั่นเอง

รายการทีวีเรื่องหนึ่งในช่อง AXN ทางทรูวิชั่น หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ศาสตราจารย์เฮล ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายแฝงตัวมา และพูดต่อต้านสังคมในหมู่นักศึกษาสร้างอิทธิพลและทำให้นักศึกษาต่อต้าน เกลียดสังคม และก่อเหตุร้ายต่างๆนาๆ พอตำรวจจับได้ก็มีการกล่าวอ้างว่าตนเองไม่ผิดเพราะว่าเป็นเสรีภาพทางความคิด ตำรวจก็เลยบอกว่า “ รู้จักดีทริค เอ็คฮาร์ท หรือไม่..............คงไม่มีใครรู้จัก เพราะเขาคือ ครู.......ของฮิตเลอร์ ปั้นฮิตเลอร์ ให้เป็นอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน “ ถ้าไม่มีนายดีทริคคนนี้ ก็ไม่มีฮิตเลอร์ในวันนั้น

เพราะ “ความเกลียดชัง” ที่ ส่งเสริม และสะสม ไว้เป็นเวลานานมันมาประทุเอาตอนฮิตเลอร์เป็นผู้นำทำให้โลกต้องสยองกับภารกิจของฮิตเลอร์ที่เป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน


เราพยายามสร้าง “ความปรองดอง” แต่ผมว่าเรามา “ลดความเกลียดชัง” กันก่อนดีกว่าหรือไม่??

สังคมไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นสังคมที่สะสมความเกลียดชังมาถึง 6-7 ปี แล้วลูกหลานเราที่จะเติบโตขึ้นมาในอีก 10 -20 ปีข้างหน้าจะคิดอย่างไร เป็นอย่างไร และประเทศชาติของเราจะเป็นอย่างไร

ต้องถามว่า “วันนี้คุณลดความเกลียดชังลงหรือยัง ?? “ คำถามนี้ผมขอถามทุกฝ่ายในบ้านเมือง และพวกเราที่เหลือละครับ “อ่าน คิด วิเคราะห์ “ ได้หรือไม่ เราตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองทั้งสองฝัง "จริงหรือ ไม่ ?? "

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

โวยวาย

       การประกอบธุรกิจใดในภาวะที่การแข่งขันสูง และโลกแห่งนวตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น การเรียนรู้ในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด การแสวงหาเทคโนโลยี่หรือองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ แม้แต่กระทั่งการผลิตต่างๆสามารถที่จะเรียนทันกันได้ในที่สุด แต่มีสิ่งหนึ่งที่แต่ละองค์กรสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างยั่งยืนก็คือการบริการ เพราะสามารถที่จะตราตรึง (Engagement) ลูกค้าให้อยู่กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แม้ว่าการบริการนั้นๆจะสามารถสร้างได้ด้วยโปรแกรม ขั้นตอนการบริการ (Proceduer) การฝึกอบรม การตรวจสอบใดๆก็ตาม แต่หากว่าเป็นเรื่องของมนุษย์แล้ว ความบกพร่องผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้อย่ามิต้องสงสัย เพราะแม้แต่พนักงานที่เรียกได้ว่ารับรางวัลพนักงานดีเด่นในด้านบริการมากี่สมัยก็ตาม การบริการของเขาในแต่ละวัน ในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละลูกค้า ก็ย่อมมีโอกาสพลาดได้ แน่นอนย่อมพลาดน้อยกว่าพนักงานบริการโดยทั่วไป


การบริการที่ดีมิได้มีแต่เพียงว่าบริการครบตามขั้นตอบการบริการที่กำหนดไว้แต่เพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ ต้องใส่จิต (Service mind) ลงไปในบริการด้วย เปรียบเสมือนกับคนไทยทุกคนยิ้มเป็นแต่ว่าทำไมบางคนยิ้มแล้วสวยดูน่ารัก น่าทนุถนอม แต่บางคนยิ้มแล้วเราไม่รู้สึกอย่างนั้นเพราะนั่นมันเป็นศิลปของการยิ้ม การบริการก็เช่นกันมันมีศิลปะของการบริการ


แต่หากว่าแม้ว่าเราจะบริการดีเพียงใดก็อาจจะเกิดข้อบกพร่องขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะว่าลูกค้าแบบที่เขาเรียกกันว่า “ ร้อยพ่อพันแม่ “ แถมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หรืออีกอย่างหนึ่งข้อ “โวยวาย” หรือ “ข้อร้องเรียน” นั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากการบริการของพนักงานคนนั้นก็ได้ เพียงแต่เขาต้องเป็นผู้รับการติดต่อเพื่อให้แก้ไขหรือตอบสนองความต้องการนั้นๆนั่นเอง


เมื่อกลางเดือนเมษายน 2556 มีข่าวคลิปไม่หลุดแต่ว่าตั้งใจถ่ายเลยว่า เป็นกรณีของผู้จัดการโรงภาพยนต์เมเจอร์แห่งหนึ่ง ทะเลาะกับลูกค้าที่ต่อว่าเรื่องแอร์ไม่เย็น (ซึ่งไม่ใช่ความผิดของ ผจก.ท่านนั้นเลย) แทนที่จะรับเรื่องหรือแค่ดูแลให้ลูกค้าผ่อนคลาย เรื่องราวก็คงไม่ใหญ่โตพอที่จะเป็นข่าวของคุณสรยุทธ์เป็นแน่ แต่กลับเอาอารมณ์ของลูกค้าท่านนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบการสนทนาก่อนหน้านั้นว่าดุเดือดรุนแรงแค่ไหนหรือไม่ มาแบบที่เรียกว่า “อิน” กับมัน เลยทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โตจนตนเองต้องลาออกในที่สุด ผมก็เลยอยากเสนอแนวทางในการรับมือกับการ “โวยวาย” ของลูกค้า ด้วยหลัก ABCDEF


APOLOGISE อันดับแรกเลยต้อง “ขอโทษ” แม้ว่าลูกค้าจะไม่ผิดก็ตาม เพราะการขอโทษเป็นการลดแรงกดดันที่รู้ค้ามีความรู้สึกต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นความพยายามในการอธิบายโดยเริ่มต้นว่า “ผมเข้าใจครับ.......” แต่ข้อเท็จจริงก็คือเรารู้ว่าเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นแต่จะรู้สึกแบบเดียวกับลูกค้าท่านนั้น(แม้ว่าบริษัทจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม) นั้นจริงหรือ ?? ลองเอาตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำบ้างว่าเรารู้สึกอย่างไร ดังนั้นการกล่าว “ขอโทษ” ก่อนย่อมเป็นการดีกว่ามีใช่หรือ ??


BRING THEM OUT FROM THE BATTLE การมีข้อขัดแย้งในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การสนทนาจะเริ่มบานปลายทั้งๆที่ไม่อยู่ในที่สาธารณะ ก็มีเหตุให้ต้องหลบเลี่ยงจากสงครามหรือการหลุดที่อาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย เช่นเหตุการณ์ผู้จัดการเมเจอร์ข้างต้น แรกเลยก็ควรจะต้องเชิญลูกค้าไปยังสำนักงานหาน้ำหาท่าให้เพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลาย แถมยังถ้าลูกค้าโวยวายมากๆก็ยังอยู่ในที่ลับย่อมดีกว่าอยู่ในที่แจ้ง และหากว่าคุยกันแล้วยังไม่เข้าใจหรือสถานการณ์อาจบานปลายก็ต้องให้บุคคลอื่นมาคุยแทน เรียกว่าหากรู้ว่าตนเองจะไม่ไหวจะระเบิดแล้ว (ซึ่งไม่แปลก ก็หนูเป็นคนธรรมดานี่คะ) ก็ต้องเรียนบุคคลอื่นมาคุยแทนเรียกว่าหลบจากสนามรบไปก่อน แต่ในกรณีนี้ลูกค้าแค่โวยวายเรื่องแอร์ไม่เย็นซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้จัดการโดยตรง ก็แค่ขอโทษและรับจะไปดำเนินการให้โดยเร็ว


COMPENSATION อ้อ..............แต่ถ้าจะให้ดี ก็มอบบัตรดูหนังฟรีอีกซักเรื่องสองเรื่องข้อหานั้นก็จะหมดไปทันที ถึงแม้แอร์จะไม่เย็นแต่ศรีทนได้ค่า อิอิ.........เพราะบัตรฟรีนั้นทางเมเจอร์ไม่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มแม้แต่น้อยเพราะว่า ไม่ว่าจะมีคนใช้บัตรฟรีนี้มาดูหรือไม่ถึงเวลา / รอบฉาย เมเจอร์ก็ต้องฉายภาพยนต์เรื่องนั้นๆอยู่ดี ชิมิชิมิ .........ก็แค่ชดเชยความรู้สึกที่ไม่ดีของลูกค้าเสีย ซึ่งธุรกิจบริการทำได้ง่ายกว่าเพราะว่ามไม่มีต้นทุนผันแปรในค่าบริการเสียเท่าใด


DO NOT EXCUSE ในขณะที่ลูกค้ากำลังโวยวาย บ่น อย่าพยายามอธิบายและใช้คำพูดว่า “ผมเข้าใจ”...ในตอนต้นๆของเหตุการณ์.........เพราะจะดูเหมือนว่าทางเราพยายามแก้ตัวเสียมากกว่า ต้องพยายามให้ลูกค้าลดระดับความร้อนแรงของอารมณ์ลงก่อนค่อยทำการอธิบาย พร้อมทั้ง........สำคัญมาก.....ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์นั้น เช่น จะดำเนินการแก้ไขและส่งให้ภายใน X วัน (แถมฟรีอีกต่างหาก) เป็นต้น ไม่ต้องการคำอธิบายว่าเครื่องมันเสียเพราะ.......... แล้วไงต่อละครับ .....ลูกค้าต้องการรู้ตรงนี้ต่างหาก..........ว่าและจะยังไงต่อไป ##


EXLORATION บางครั้งลูกค้าก็แค่บ่นๆไปอย่างนั้นอยากให้คนมาชี้แจง แก้ไข หรือมีคำตอบ ดังนั้นการประเมินสถานการณ์หรือขุดคุ้ยความต้องการที่แท้จริงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อาจจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้เพราะ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆก็แค่มี “คำตอบ” ให้เรื่องก็จบ เฉกเช่นแอร์ไม่เย็นก็ ขอโทษ...........จะแก้ไขในX........แถมให้บัตรดูฟรีอีกสองใบ..........คลิปในเรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น



FUN WITH THEM สนุกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะทำใจยากสักหน่อย ก็คุณไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี่ครับ อันนี้ไม่เถียง..........แต่อยากบอกว่า สุดท้ายแล้วขอให้มีความสุข และสนุกกับงาน หรือเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา เพราะมันคือประสบการณ์ และการทดสอบตัวตนของเราแม้ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ก็แค่ “หลีกเลี่ยงจากสนามรบ” ให้เหมาะกับเวลา


“ประสบการณ์ดี ไม่มีขายอยากได้ต้องแสวงหาเอาเอง” แต่ก็คงไม่อยากมีประสบการณ์แบบในคลิปนะครับ เพราะกลัวหลุด “ชก” หน้าลูกค้า “จอมโวยวาย” นั่นเอง.........@@@@

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ งดงามแม้ยามกดดัน ”







หัวข้อเรื่องนี้อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายงงๆอยู่บ้างว่า บทความนี้จะสื่อเกี่ยวกับเรื่องอะไร เคยมีการสัมนาเรื่องธุรกิจกีฬาหรืออุตสาหกรรมกีฬาของประเทศไทยว่ามีขนาดหรือมูลค่าซักเท่าไหร่ดี ในการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนเพราะว่าเราไม่ได้มีการคำนวน หรือเห็นคุณค่าของอุตสาหกรรมกีฬา แต่ถ้าถามว่าเบียร์ เราตอบได้ว่า 125,000 ล้านบาท น้ำอัดลม 38,500 ล้านบาท ครีมอาบน้ำ 5,000 ล้านบาท ฯลฯ ก็เลยตั้งปุจฉากันไว้ว่าน่าจะมีการประสานงานกับนักเศรษฐศาสตร์หรือสถาบันวิจัยต่างๆให้ทำการสำรวจวิจัยว่าขนาดของอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทยเรา จะมีขนาดใหญ่โตซักขนาดไหนกันแน่
ในช่วงเดือน กรกฏาคมและสิงหาคมปี 2556 นี้นับเป็นปีพิเศษจริงที่เรามีทีมฟุตบอลสโมสรระดับโลก ได้มาโชว์ฝีเท้าในประเทศไทยของเราซึ่งจัดโดยบุญรอดบริวเวอร์รี่ ก็นำแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เชลซี ซึ่งสิงห์เป็นสปอนเซอร์มาเตะในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลอง 80 ปี บุญรอดบริวเวอร์รี่ นอกจากนี้แล้วเรายังได้เห็นอีกสองทีม คือ ลิเวอร์พูล และ บาร์เซโลน่า มาโชว์ฝีมือในประเทศไทยอีกด้วย ท่านทราบหรือไม่ว่าอุตสาหกรรมฟุตบอลนั้นเอาแค่ในประเทศอังกฤษ ฟุตบอลพรีเมียลีค PREMIER LEAGUE มีมูลค่า ถึง2,700 ล้านปอนด์ หรือ 135,000 ล้านบาท (ประมาณ 5 % ของงบประมาณประเทศไทยนะครับ) มูลค่าของทีมละครับ Manchester United 293 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8,790 ล้านบาทครับซึ่งเกิดจากการคำนวณของนิตสารฟอร์บ


แต่ถ้าเป็นการประเมินมูลค่าแบรนด์ แล้ว อันดับที่ 1 ได้แก่ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมจากกีฬาฟุตบอล มูลค่า 2.23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 66,900 ล้านบาท) ... อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม รีล มาดริด ทีมจากกีฬาฟุตบอล มูลค่า 1.88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 56,400 ล้านบาท)... อะไรจะมากมายมหาศาลประมาณนั้น ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อบอกว่าอุตสาหกรรมกีฬาถ้ามันเจริญเติบโตแล้วมันมีมูลค่ามหาศาลครับพี่น้อง ลองดูแค่ไทยพรีเมียลีคในปีที 2555 ที่ผ่านมาก็มีมูลค่าเฉพาะ ค่าตั๋วเข้าชมและขายของที่ระลึกก็มีมูลค่าถึง 171 ล้านบาทเศษ ไม่นับมูลค่าอื่นๆนะครับ.......
แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมกีฬานี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดดนั้นคงเป็นคำถามที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันส่งเสริมและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น การกีฬาแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุดคือภาคเอกชนให้การสนับสนุน และอีกเหตุปัจจัยหนึ่งก็คือ นักกีฬาเรามีความสามารถในระดับโลก ซึ่งในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมานั้นเราเห็นว่าวงการกีฬาของเราพัฒนาไปมากพอสมควร และเป็นที่น่ายินดีว่าเรามีนักกีฬาระดับโลกเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทควันโด วอลเลย์บอลหญิง และ แบดมินตัน


11 สิงหาคม 2556 ประวัติศาตร์ของวงการแบดมินตันโลกและของประเทศไทย จะต้องจารึกไว้ว่าน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ อายุแค่ 18 ปี 6 เดือน กะ 6 วัน ได้เป็นแชมป์โลกแบดมินตัน สามารถเอาชนะมือหนึ่งของประเทศจีนได้ในประเทศจีน ความสำเร็จในวันนี้คงมีหลายเหตุปัจจัยโดยที่เราไม่ควรละเลยหรือมองข้ามไปก็คือ โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดโดยคุณกมลา ทองกร ที่เริ่มต้นจากความรักในกีฬาแบดมินตัน และอยากให้ลูกๆได้เล่นกีฬานี้และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสถาบันที่สร้างนักแบดมินตันให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สุดเขต ประภากมล ทรงพล อนุกฤตยาวรรณ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ด้วยการสนับสนุนจากภาคเอกชน คือ SCG ที่ให้การสนับสนุนวงการแบดมินตันไทยมานักหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยวันนี้ได้มีโอกาสชื่นชมกับความสำเร็จของน้องๆนักแบดมินตันชาวไทย แม้จะยังไม่สามารถหยิบเหรียญโอลิมปิคมาได้แต่ก็เฉียดไปเฉียดมา และเชื่อได้ว่าโอลิมปิค 2516 ที่บราซิลเราน่าจะได้เหรียญใดเหรียญหนึ่งที่นอกเหนือจากเทควันโด และมวยสากลสมัครเล่นแล้ว


ไม่ทราบมีใครสังเกตุหรือเปล่าครับว่า “น้องนก” นั้นเขาเล่นกีฬาด้วยความสุข ตีไปยิ้มไปแม้จะตีเสียก็ยังยิ้มไม่เห็นว่าน้องเค้าส่ายหัวเลยตลอดการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ตรงกันข้ามเสียอีกนักแบดมือหนึ่งของจีนต่างหากที่ดูเคร่งเครียด ซึ่งถ้าว่าไปตามฟอร์มการเล่นแล้วเค้ามีภาษีดีกว่าน้องนกอยู่หลายขุม และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ทำให้รู้สึกกดดัน เพราะน้องนกถึงแพ้ก็เสมอตัวแต่ชนะละก็บะลึ้มฮึ่มเลยตีแบบสบายๆถ้าคิดแค่นั้นก็อาจจะใช่ แต่เท่าที่ได้ดูการแข่งขันของน้องนกทางทีวีอยู่บ่อยๆก็จะเห็นว่านี่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของน้องนกเค้า ไม่ว่าจะตีกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนกว่าหรือแข็งกว่าน้องเค้ายิ้มอยู่เสมอไม่ว่าจะตีดีหรือเสีย ยิ่งมาได้ฟังน้องนกมาให้สัมภาษณ์รายการเจาะข่ายเด็นในวันรุ่งขึ้นของป๋าสรยุทธ ( เสือปืนไวจริง ๆ ที่คว้าน้องเค้ามาออกรายการแรกได้) น้องนกให้สัมภาษณ์ว่าคู่ต่อสู้รู้สึกเครียดและนั่งนิ่งๆก่อนการแข่งขัน (พวกเราไม่เห็นบรรยากาศก่อนก่อนแข่งขัน) ก็เลยอนุมานเอาว่าน้องเค้าสมาธิและใจเขาเป็นสุขที่ได้เล่นกีฬาที่เขารักทำให้เขามีความมุ่งมันในการฝึกซ้อม และประสบความสำเร็จได้ในที่สุดก็น่าจะได้ประกอบการกับการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนนั้นเอง อ้อ .........อีกสองประเด็นที่เป็นความงดงามที่อยากจะฝากไว้ ก็คือในเกมส์แรกที่น้องนกตามอยู่ถึง 19 ต่อ 12 ห่างกันถึง 7 แต้ม และใครเลยจะเชื่อว่าน้องนกสามารถสู้จนมาดิวส์และชนะไปในที่สุด 22 ต่อ 20 ได้ แสดงว่าใจต้องนิ่งจริงๆ.... และการไหว้ของน้องนกนั้นถ้าเราได้สังเกตุก็จะพบว่าเธอไหว้แตกต่างจากนักกีฬาคนอื่นๆ เพราะเธอไหว้คนดู ไห้วคู่แข่งขันเพื่อขอโทษเวลาตบเข้าตัว (งดงาม) ไห้วกรรมการก่อนจับมือหลังจากการแข่งขัน ไห้วโค้ช และ ที่สำคัญเธอไห้ว...........แม้กระทั่ง คนมาเช็ดสนาม ....ไม่เรียกว่าเก่งและแสนดีแล้วเราจะเรียกเธอว่าอะไรดีละครับ เป็นวัฒนธรรมไทยๆที่แสนจะชินตาแต่มันงดงามกว่าคนอื่นๆตรงที่เธอปฎิบัติต่อทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตามเพื่อแสดงความขอบคุณ แสดงความขอโทษ แสดงความยินดี และ.........................................แสดงความเป็นไทย..........................

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ V- For THAILAND “


V- For THAILAND “

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์

กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์ กรุ๊ป

8 สิงหาคม 2556


เห็นหัวข้อบทความนี้อย่าเพิ่งคิดนะครับว่าผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดและก็เห็นแล้วว่าในสังคมเราทุกวันนี้มีความแตกแยกอยู่มากพอแล้ว และยากยิ่งที่จะประสานมีแต่คนพูดกันว่า “ปรองดอง “ “สมานฉันท์” โดยเฉพาะนักการเมืองทั้งหลาย ผมว่าเรามาเริ่มที่ “ลด / เลิก ความเกลียดชัง” กันก่อนดีกว่า เพราะถ้าความเกลียดชังยังคงอยู่สิ่งที่เราเฝ้าหาคือปรองดองก็คงไม่มาอย่างแน่นอน นึกถึงเรื่องนี้แล้วเศร้าใจ เพราะประชาชนตาดำๆ (ทำไม่ต้องมีสร้อยนี้ต่อท้ายก็ไม่รู้) ก็ตกเป็นเหยื่อยของผลประโยชน์ทางการเมืองที่มีมายาวนานตั้งแต่ 2475 นั่นเอง

มาเรื่อง V- For THAILAND ของผมดีกว่าว่าไม่เกี่ยวกับหน้ากากขาว หน้ากากเขียวแล้วมันจะหมายถึงอะไรกัน เพราะถ้าท่านได้ลองย้อนอ่านเรื่องเก่าๆของผม ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียนถึง กลยุทธ์ของประเทศ โดยได้ยกตัวอย่าง ดูไบ ที่วันหนึ่งข้างหน้าน้ำมันจะหมดไปไม่มีสินค้ามาเสนอต่อลูกค้าแล้ว ก็เนรมิตประเทศให้เป็นแหล่งการค้า การลงทุน การเงิน การท่องเที่ยว เรียกว่าลูกหลานคนดูไบในอนาคตถ้าแค่เก็บค่าต๋ง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้วบริหารประเทศเจ้งก็เป็นกรรมของดูไปไปก็แล้วกัน สิงค์โปรก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของที่ผมอยากจะกล่าวถึงในตอนนี้ ทุกท่านคงทราบดีว่าประชากรสิงค์โปร มีแค่ประมาณ 5 ล้านคนเศษ พื้นที่แค่ 700 ตารางกิโลเมตร ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆที่มากพ่อต่อการผลิตเพื่อการส่งออก แม้แต่น้ำยังต้องซื้อจากมาเลเซีย (ปัจจุบันซื้อน้อยลง เพราะว่าผลิตน้ำเองได้ รวมทั้งรีไซเคิลน้ำมาใช้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุด ) แต่ว่าจีดีพีต่อหัว เกือบ 50,000 เหรียญสหรัฐ สูงที่สุดในอาเซียน ในขณะที่พี่ไทยเราประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อคน ก็เทียบได้ประมาณ 10 % ของชาวสิงค์โปร แล้วเขามีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรท่านก็คงได้รับทราบมาจากแหล่งอื่นๆอยุ่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ กล่าวกันว่าครูสิงค์โปรนั้นมีรายได้สูงมากๆแลมีคนเก่งๆไปเป็นครูเพื่อสร้างคน และการลงทุนในประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอยู่ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจน CLMV ที่กำลังเติบโต (เขมร ลาว เมียนมาร์และ เวียดนาม) หันกลับมามองประเทศไทยซึ่งจริงๆแล้วมีศักยภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพนีและสถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์กลางของการบิน แหล่งผลิตทั้งเพื่อบริโภคในประเทสและเพื่อการส่งออก ภูมิอากาศที่เหมาะต่อการเพาะปลูก และภัยพิบัติต่างๆที่ถือว่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ แล้ว V ของประเทศไทย หรือ VALUE ของประเทศไทยจะต้องพัฒนาอย่างไร ไปในทิศทางไหน ก็ขอแสดงความคิดเห็นอันน้อยนิดที่อาจจะเป็นมุมมองของคนเล็กๆคนหนึ่งดังนี้

V of Product คือคุณค่าของสินค้าและบริการ ที่เราจะต้องใส่ไปในสินค้าของประเทศไทย ตัวอย่างเช่นการท่องเที่ยว เรามีแหล่งท่องเที่ยวมากมายแต่การบริหารจัดการรู้สึกว่าจะล้มเหลว ลองดูตัวอย่าง “อัมพวา” เมื่อก่อนเงียบเหงาแต่พอบูมขึ้นมาท่านที่ไปอัมพวาตอนนี้ ลองถามว่าจริงๆแล้วท่านอยากให้อัพวาเป็นอย่างทุกวันนี้เหรือ คือไปซื้อของที่ผลิตจาก กรุงเทพ เสียเป็นส่วนใหญ่ความเป็น ออริจินอลอัมพวาแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย

V of Service คุณค่าของการบริการ ซึ่งตรงนี้นับได้ว่าคนไทยมีพรสวรรค์เป็นพิเศษสำหรับ รอยยิ้มและจิตบริการ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมาปรับให้สอดคล้องกับบรรดาเหล่าลูกค้า และให้เป็นจิตบริการที่เกิดจากจิตวิญญาณที่แท้วจริง

V of Personal ทุนมนุษย์ที่คนไทยจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราการศึกษาต่อของคนไทยจะสูงขึ้น การศึกษาเฉลี่ยสูงขึ้น แต่คุณภาพกลับลดลงเพราะระบบการศึกษาเป็นเหตุ ครั้งหนึ่งผมเคยออกข้อสอบโดยให้นักศึกษาปริญญาโท บริหาธุรกิจ เอาหนังสือพิมพ์ธุรกิจมาคนละฉบับ แล้วให้อ่านหลังจากนั้นให้เลือกเรื่องที่คิดว่าตนเองจะสามารถแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ เสนอแนะ ได้เพียงเรื่องเดียวมาเป็นคำตอบ ก็พบได้ว่าไบ้รับประทานเป็นแถวๆ คงไม่ปฏิเสธว่าคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก มากขึ้นแต่ว่าความรู้ และการแสวงหาความรู้กับลดน้อยลง มีนตึ๊บ สิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนก็คือการสอนให้รู้จักคิด และ วิเคราะห์ ตลอดจนการนำเสนออย่างมีเหตุผล สามารถโน้มน้าวผู้คนให้คล้อยตามหรือเห็นพ้องต้องกันได้

V of Human (TOUCH) คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะใส่อะไรเข้าไปในสินค้า หรือบริการก็ตาม แต่ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ต่างหากคือของจริงที่จะต้องมีอยู่ เพราะจะเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น เราอาจจะฝึกพนักงานให้กล่าวสวัสดีทุกครั้งที่มีเสียงลูกค้าเดินเข้าร้าน แต่ไม่เคยมองหน้าลูกค้า ไม่เคยสบตา ไม่มีรอยยิ้ม แล้วจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพราะแม้จะทำตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้อง 100 % แต่ขาดความเป็นมนุษย์ไปเสีย ก็เปรียบเสมือนหุ่นยนต์นั่นเอง

V of Creation ความคิดสร้างสรรค์ที่มันจะทำให้สินค้าและบริการการ ตลอดจนกลยุทธ์ หรือยุทธวิธี ของเราแตกต่างและโดนใจผู้บริโภค เรามี ECO TOURUSM ซึ่งเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ HEALTH TOURISM ทำไมเราไม่มี SPIRITUAL TOURISM ที่เน้นเรื่องการบริหารจิต (ที่ไม่ได้แค่ การนั่งสมาธิ) ที่นับวันมนุษย์จะแสวงหาและโหยหา มิใช่แค่การแชร์ บทความ ข้อความดีๆ ข้อคิดเตือนใจ แล้วเคยถามมั๊ยว่าไอ้ที่แชร์ ที่ไลค์ กันอยู่ทุกวัน ทุกชั่วโมงนั้น คุณทำกันอะป่าววววววว และขอเสนอแนะผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้ “สมีคำ ” รับรองไปสวรรค์ และนิพพานกันทุกคน อมิตพุทธิ ไปก่อนนะโยมเครื่องบินเจ็ตรออยู่...............................................

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เมพจริง ๆ


                      วันที่ผมเขียนบทความนี้คือวันที่ 4 กรกฏาคม 2556 ซึ่งตรงกับวันชาติอเมริกา สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ขนาด 9.63 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 313 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดั
บที่ 3 หรือ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากจีน และ อินเดีย เป็นประเทศซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเชื้อชาติและวัฒนธรรม อันเป็นผลมาจากการอพยพจากหลายประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นเศรษฐกิจระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในไม่ช้านี้คาดกันว่าอีก 10 ปีจากนี้ไปประเทศจีนน่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก อันเป็นผลมาจากการที่จำนวนประชากรจีนที่มีถึง 1.3 พันล้านคนในปัจจุบัน และจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่มีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมาในยุคสังคมนิยมแบบทุนนิยม ตามความเห็นผมคือว่าจีนปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยมแบบทุนนิยม เราจะเห็นได้จากการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศจีนเติบโตขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งคงจะหาโอกาสอื่นมาคุยกันถึงความเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดเศรษฐกิจ ของประเทศทางเอเชียไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย ซึ่งทั้งสามประเทศรวมกันจะมีประชากร ถึง 2.83 พันล้านคน คิดเป็น 40 % ของประชากรทั้งโลก




                   เข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ดีกว่าว่า “เมพจริงๆ” ซึ่งเป็นภาษาวัยรุ่นแปลได้ว่า “เข้าขั้นเทพจริงๆ” หรือเอาให้ง่ายเข้าก็ “สุดยอด” ซึ่งผมมีโอกาสไปทำบุญทอดผ้าป่าเพื่อสร้างห้องเรียน ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสกลนคร หลังจากนั้นก็เดินทางไปเที่ยวที่หนองคายก่อนกลับกรุงเทพ แน่นอนไปหนองคายต้องไปทานอาหารที่ ร้านแดงแหนมเนือง ซึ่งข้างโต๊ะที่ผมรับประทานอาหารอยู่นั้นก็มีรูปภาพพระอยู่ในกรอบทองประดับเพชร มีพญานาคเป็นลวดลายประดับ รูปนี้ใส่ในกรอบหลุยส์สวยงามมาก (เมพ 1 ) มุมเล็กเขียนในกรอบว่า “กวงทอง” ดูแล้วสวยงามมากทั้งองค์พระกรอบพระ และกรอบรูปหลุยส์มันเข้ากันไปหมด


              ก็เลยถามพนักงานเสิรฟ์ว่าทางร้านมีให้เช่าเหรอ ได้รับคำตอบว่าไปเช่าได้ที่ร้านกวงทองอยู่ฝั่งตรงข้ามเอง เท่านั้นแหละครับทานข้าวเสร็จก็ข้ามไปยล เดินเข้าไปการจัดวางและตกแต่งร้านประกอบกับกรอบพระทั้งหลายที่โชว์อยู่ในตู้ มันช่างชวนให้หลงไหลและปลื้มไปกับศิลปและฝีมือของเจ้าของร้าน เยี่ยมชมได้ที่ www.kuangthong.com (เมพ 2) สอบถามราคาก็ทำให้ชงักไปนิดนึง เพราะแบบกรอบเงิน ราคา 29,999 บาทครับ กรอบทอง 65,999 บาท ผมก็ตัดสินใจว่าเอาแบบเงินแต่ภรรยาผมสนใจแบบทองก็เลยถามว่า “บัตรเครดิต คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มหรือเปล่า” (แสดงว่ามีสัญญาณการซื้อแบบเต็มๆ) ทางร้านแจ้งว่าคิด 3 เปอร์เซนต์ (ซึ่งเป็นปกติของร้านทอง) ไม่อยากเสียเงินเพิ่มก็เลยสรุปว่าเอาแบบกรอบเงินก็แล้วกัน เดินไปกดเงินเอทีเอ็มกลับมาเจ้าของร้านพูดว่า “ถ้าพี่ชอบแบบกรอบทอง พี่เอาไปก่อนแล้วค่อยโอนเงินมาให้ผมก็ได้” (เมพ 3) นายกล้ามากที่เสนอเงื่อนไขที่จะสามารถปิดการขายที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ผมก็ถามว่า “แล้วน้องไว้ใจพี่เหรอ” ซึ่งได้รับคำตอบกลับมายืดยาว สรุปใจความได้ว่า “เชื่อใจ / เชื่อเกียรติ และ เชื่อ กรรม”

                จะเหลือเหรอครับควักบัตรเครดิตออกมารูดปื๊ด ๆ เรียบร้อยโรงเรียน “กวงทอง” ก่อนรูดก็เอาบัตรประจำตัวผู้พิพากษาสมทยื่นไปพร้อมกัน เพราะเราคิดว่าเขาคงจะสบายใจขึ้นหากเห็นและทำสำเนาบัตรประจำตัวเราไว้ คำตอบคือ “ไม่ต้องหรอกครับ ผมเชื่อใจพี่” (เมพ 4) ระหว่างแพคกิ้งก็สอบถามพูดคุยไปเรื่อย นึกว่าน้องเค้าคงเรียนจบทางศิลปะ หรือ การตลาดมาซักอย่าง ฟังแล้วอย่าตกใจนะครับ “จบ ป.6” แต่พ่อเป็นช่างทองก็เลยเรียนฝีมือจากคุณพ่อ ส่วนการตลาดนั้นไม่เคยรู้ว่าคืออะไรแต่มันอยู่ในสายเลือดเองกระมัง

                  กลับมาถึงกรุงเทพต้องรีบโอนเงินสี่หมี่นกว่าให้ทันที่เพราะต้องขอบคุณน้องเค้าที่ให้เกียรติ และเชื่อในความซื่อสัตย์ของเรา โอนเสร็จก็ต้องรีบไลน์ไปบอก โทรไปคุยอีกรอบเพราะน้องเค้า “เมพจริงๆ “.................คุณกฤษณ์ ไกรเหมกร ...............อ้อ..ลืมเล่าไปว่า กรอบรูปหลุยส์สวยที่ผมกล่าวถึงในตอนต้นนั้นนะเค้าทำและนำไปมอบให้ร้านอาหารต่างๆในหนองคาย ประมาณ 30 ร้าน เปรียบเสมือนโฆษณษาชั้นดีที่ใช้งบลงทุนน้อยมากแค่กรอบละ พันกว่าบาทเองครับท่าน (เมพ 4 สุดท้านจริงๆ) อีดนิดนึง ทำไมคุณกฤษณ์ ถึงไม่ให้เรารูดบัตรเครดิตแล้วไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากเรา ซึ่งก็จะทำให้เขาแค่ขาดทุนกำไรไปประมาณ 1,300 บาท แต่กลับต้องมาแบกรับความเสี่ยง ในกรณีที่ผมโกงถึง 4 หมื่นกว่าบาท ใครตอบได้ข่วยผมหน่อยเถอะพี่น้อง แต่นี่คือ เมพสุดท้ายจริงๆ (อีกครั้ง) เพราะผมจะได้เล่าเรื่องดีๆที่พบเห็นที่ “กวงทอง ณ. หนองคาย “ งัยครับท่าน #######

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“SPORTTAINMENT VALUE CREATION”

       
                                 เร็วๆนี้แฟนคลับผีแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคงจะต้องช๊อคบการลงจากบัลลังค์ในขณะที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ของป๋าเซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน ซึ่งถือว่าเป็นตำนานของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะผลงานตลอดเวลา 26 ปีของการเป็นผู้จัดการทีมสามารถนำทีมครองแชม์ปทั้งพรีเมียลีก เอฟเอคัพ ยูฟาแชมเปียนลีก ฯลฯ มากมายเรียกได้ว่า เป็นตำนานของสโมสรเลยทีเดียว ท่านทราบหรือไม่ครับว่ารายได้ของสโมสรแมนยูฯในปีที่ผ่านมา 502 ล้านเหรียญสหรัฐ 15,060 ล้านบาท กำไร 144 ล้านเหรียญ หรือเท่ากับ 4,320 ล้านบาท และมูลค่าของพรีเมียลีกของอังกฤษมีมูลค่าถึง 27,000 ล้านปอนด์ หรือ 135,000 ล้านบาท และถ้ารวมมูลค่าของลีกใหญ่ในยุโรบคือพรีเมียลีก บุนเดสซิกา ลาลีกา และกัลโซซีรีอาร์ แค่สีลีกรายได้รวมกันถึง 6,650 ล้านปอน์ด หรือ 332,500 ล้านบาท คิดเป็น 13.3 % ของงบประมาณประเทศไทยเลยนะครับ อะไรมันจะมูลค่ามากมายประมาณนั้นนี่แค่กีฬาประเภทเดียวและแค่ 4 ลีกหลักๆเท่านั้น และหากรวมมูลค่าของ อุตสาหกรรมกีฬาทัวโลกไม่รู้ว่าจะมีมูลค่าซักเท่าใด

 
                           ประเทศไทยเรามีผู้ดูแลด้านกีฬาหลักๆอยู่ 3 หน่วยงานคือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับ การกีฬาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ขณะนี้คณะทำงานด้านกีฬาของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมกีฬาจึงได้ระดมสมองกัน เพื่อที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมกีฬานี้เพราะเชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยได้ระดมสมอง จัดสัมนา และแสวงหาแนวทางเพื่อเสนอแนะรัฐบาลในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬา แน่นอนว่าเราเคยได้ยินคำว่า บูรณาการ (INTEGRATE) กันมาจนชินหูแต่พอถึงเวลาเข้าสู่การปฏิบัติงาน มันไม่ได้สวยหรูตามคำพูดเพราะมีเหตุปัจจัยอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง “ความคิด” ของมนุษย์ในการบูรณาการ เพราะมักคิดแต่ในมิติเดียว โดยเฉพาะกรอบแนวคิดและการทำงานของราชการที่กฎและวัฒนธรรมองค์กรที่มาเป็นกรอบซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและการทำงาน อีกสองปีคือปี 2558 เราจะมีการแข่งขัน เอฟวัน F1 แน่นอนจะเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬา และการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมไม่คุยกันในระหว่างหน่วยราชการให้เรียบร้อยเสียก่อน ที่จะประชาสัมพันธ์ว่าจะจัดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ซึ่งพอประชาสัมพันธ์เสร็จ ก็มีอีกหลายหน่วยงานออกมาไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผล(ที่ดีฟังได้ทั้งนั้น) แต่ทำไมไม่หาข้อสรุปให้ได้ก่อนที่จะออกมาประชาสัมพันธ์ขนาดที่ว่ามีเส้นทางแข่งขันเรียบร้อยแล้ว ไทยแลนด์โอนลี่ จิงๆ.............................


                       มาดูเอกชนดีกว่าเราจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนเองเริ่มมองเห็นความสำคัญและมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมกีฬามาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็น “ไทยไฟต์” ซึ่งเป็นที่ติดตลาดของโลกแล้ว ผมเองมองว่า “ไทยไฟต์” เป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน เพราะดูมวยไทยไฟต์สนุก และน่าติดตาม (สมใจพวกซาดิสม์) มากกว่าดูมวยราชดำเนิน ลุมพีนี เพราะมีแต่แย๊ปแล้วกอด กอดแล้วแย๊ป ไม่สนุกเพราะเป็นกีฬา ไม่ใช่กีฬาเพื่อความบันเทิง ลองไปถามคนที่ไม่ใช่แฟนฟุตบอลตัวยงเอาเทปการแข่งขัน ฟุตบอลซีเกมส์ กับ พรีเมียลลีก ให้ดูแล้วสอบถามว่าดูฟุตบอลนัดใดสนุกสนาน รับประกันได้ว่าพรีเมียลีกดูแล้วสนุกเรียกว่าได้ลุ้นกันตลอด ไม่ใช่ส่งกันไปกันมาอยู่กลางสนามไม่ได้เฮ ได้ฮา นั่งกันเงียบกริบ....


                        การที่ผู้จัดการแข่งขันศึกมวยไทยซุปเปอร์ไฟท์แชมเปี้ยนที่พัทยา วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2556นี้โดยคู่เอกของรายการอยู่ในรุ่นซูปเปอร์เฮฟวีเวต (เกิน 210 ปอนด์) เป็นการพบกันนะหว่าง "บิ๊ก แดดดี้" ริดดิก โบว์ อดีตแชมป์โลกรุ่นยักษ์ 4 สถาบันจากสหรัฐอเมริกา วัย 45 ปี ปะทะ เลฟเกน โกโลวิน จากรัสเซีย เป็นการดึงบิกเนมมาชกมวยไทย ผมเองไม่แน่ใจว่าริดดิกสนใจมวยไทยจริงหรือเปล่า ?? ฝึกซ้อมมวยไทยมากีปี กี่เดือน หรือว่ามาหัด แค่ 1 เดือนที่มาอยู่ในเมืองไทยก่อนการชกเท่านั้น ??


                        แต่มันโดนในแง่การตลาดเป็นการดึงคนดังมาถ้าระหว่างการชกนั้น สนุกสนาน และ เอ็นเทอร์เทนคนดูได้ ก็แสดงว่าการแข่งขันครั้งนี้ประสบความสำเร็จและจะสามารถจุดติดกระแสมวยไทยรุ่นใหญ่ๆได้ (หลังจากที่ ไทยไฟท์จุดติดรุ่นกลางๆมาแล้ว) แต่ถ้าขึ้นไปแล้วเตะไม่เป็น ชกแบบจำอวด เหมือนเอา นายกอบจ. มาชก กับ นายกเทศมนตรี อะไรปานนั้นเกมส์นี้ก็จบข่าว เพราะมันเป็นการจำอวด ผมเองตั้งอัดรายการนี้ไว้แล้วและจะขอกลับมาดูเทปการชก เพราะวันดังกล่าวผมติดสอนนักศึกษาเอ็มบีเอของ มทร.ราชมงคลอยู่ ดูแล้วจะมาวิพากษ์ต่อนะครับ

                        แต่อย่างไรก็ตามต้องขอชมผู้จัดที่เข้าใจว่า กีฬาสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและไม่ได้มองว่า กีฬาเป็นแค่ SPORT แต่เป็น SPORTTAINMENT ที่หากเข้าใจคนดูและสร้างสิ่งโดนๆมันก็จะสร้ามูลค่าเพิ่มให้กับเศรฐกิจและสังคมได้ ไม่เชื่อลองให้ อาเซียนจัดฟุตบอลโลกในปี 2534 ดูซิ แล้วความฝันเราจะเป็นจริงป่าวฮับพี่น้อง @@@



B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...