วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เลน้อยรัน สร้างฝันชุมชน



                 เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสไปร่วมการแข่งขัน “เลน้อยรัน 2019 “  ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งของชาวพัทลุง   โดยมีสมาคมกีฬาจังหวัดพัทลุงเป็นผู้ดำเนินการจัดการแข่งขัน  และทาง ดร.ป้อม วิศิษฐ์   กาญจโนภาสน  ได้ชักชวนให้ไปร่วมการแข่งขันในครั้งนี้   ก็เลยอยากจะเก็บมุมมองเล็กๆมาเล่าสู่กันฟังว่า   การแข่งขันในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 3  โดยในสองครั้งแรกนั้นได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดการแข่งขัน  จาก บริษัทยักษ์ใหญ่ใน กทม.   ซึ่งก็ได้รับการประสานงานจาก รมต. ที่เกี่ยวข้องชาววพัทลุงไม่ต้องออกเงินเลย    แต่พอเปลี่ยนรัฐมนตรีนโยบายก็เปลี่ยนทำให้ขาดการสนับสนุน  ทางสมาคมก็ยังมุ่งมั่นจัดการแข่งขันให้เกิดความต่อเนื่อง  เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว  และประชาสัมพันธ์ทะเลน้อยของจังหวัดพัทลุง  ซึ่งเป็นเมืองปิดเป็นเมืองผ่านให้เป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น  โดยใช้ทีมงานทั้งหมดในท้องถิ่นในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ 
แม้จะมีความเสี่ยงทางด้านงบประมาณแต่ด้วยการเห็นความสำคัญของการแข่งขันซึ่งนอกเหนือจากการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายแล้ว   ยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน   โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้  3,000 คนเศษ  หาคิดคำนวนว่าแต่ละคนใช้จ่ายประมาณคนละ 2,000 บาท ก็เป็นมูลค่า  6 ล้านบาท  อาจจะน้อยเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ  อย่างภูเก็ต หรือ  ชลบุรี  เพราะพัทลุงมี พื้นที่ 3.4 ล้าน ตร.กม เป็นอันดับที่ 58  ประชากรแค่ 5 แสนคนเศษ เป็นอันดับที่ 49  ของประเทศไทย  แต่ว่าพัทลุงมีแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมจะโปรโมทอยู่อีกหลายแห่ง  แน่นอนว่า “ทะเลน้อย “ ซึ่งเป็นสถานที่วิ่งในครั้งนี้   นอกจากนี้ยังมี  เขาอกทะลุ  บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน  ควนนกเต้น    ล่องแก่งหนามมดแดง   หลาดใต้โหนด  นาโปแก    ฯลฯ  แถมจุดเช็คอินแบบฟินๆ  อีกหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น สำเภาทอง  ขนำคอฟฟี่   บิ้งนาคาเฟ  เดอะเคฟ  ที่สำคัญ อาหารที่นี้ราคาไม่แพงมาก  กุ้งแม่น้ำเผา ตัวใหญ่มากๆ ตัวละ 300 เท่านั้นเองที่ร้าน  “บางชาม” 
ข้อมูลของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า จังหวัดพัทลุงมีผู้มาเยี่ยมเยือนในปี 2558 อยู่ที่ 1.32 ล้านคน แยกเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1.31 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.3 หมื่นคน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ออสเตรีย และอังกฤษ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 และ 2556 ที่อยู่ที่ 1.23 ล้านคน และ 1.17 ล้านคนตามลำดับ ขณะที่อัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปี 2558 อยู่ที่ 1,271.89 บาท เพิ่มจากปี 2557 และ 2556 ที่อยู่ที่ 1,191.40 และ 1,158.35 บาท ส่งผลให้ปี 2558 จังหวัดพัทลุงมีรายได้กว่า 2,554.77 ล้านบาท เพิ่มจาก 2 ปีที่ผ่านมาที่มีรายได้อยู่ที่ 2,269.61 และ 2,145.67 ล้านบาท
ดังนั้นหากพัทลุงสามารถมีกิจกรรมกีฬาอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นสร้างการรับรู้ในแหล่งท่องเที่ยว สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น  สร้างงานในท้องถิ่น  และทำให้พัทลุงเป็นที่รู้จักในแผนที่ของนักท่องเที่ยว  และ ในปี 2564 พัทลุงจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 37  และการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 4 อีกด้วย ก็จะเป็นการสนับสนุนแนวคิดที่ว่า  “กีฬาสร้างคน  คนสร้างชาติ  สร้างเศรษฐกิจชุมชน “
ดร.พงษ์ศักดิ์  สวัสดิเกียรติ
ภาควิชาการจัดการการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา  ม.เกษตรศาสตร์

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เสือตัวที่เท่าไหร่....ใครรู้บ้าง ??






             ตอนสมัยผมยังละอ่อนอยู่ก็คือว่าประมาณ 20-30  กว่าปีที่แล้วช่วงปี 1990   มีการกล่าวขานกันว่าประเทศไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย  โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ “มาเลเซีย”   ส่วนเสือ 4 ตัวแรกของเอเชีย ( Four Asian Tigers) หรือมังกรเอเชีย   ซึ่งเป็นการยกประเทศ 4 ประเทศที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  ซึ่งหมายถึโตมากกว่า 7 % ต่อปีช่วงระหว่างปี 2503-2533  ได้แก่  ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้และไต้หวัน  ซึ่งก็มีการคาดการณ์กันว่า  ไทย หรือ มาเลเซียจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย     แต่แล้วในปี 2540 ก็เกิดวิกฤติและหายนะทางเศรษฐกิจที่เราเรียกกันว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง   เพราะจุดเริ่มต้นของวิกฤติเริ่มที่ประเทศไทยและส่งผลให้ประเทศในเอเชียเกิดวิกฤติตามมา  มากบ้างน้อยบางตามแต่พื้นฐานของแต่ละประเทศ  
                ความพยายามของประเทศไทยซึ่งนับว่ามีความได้เปรียบทั้งทางภูมิศาสตร์  และ แหล่งทรัพยากรทั้งหลายดูเหมือนว่าเราจะมีโอกาสมากกว่ามาเลเซีย แต่แล้วความฝันของประเทศไทยก็ค่อยๆเลือนหายไปจากความคิดและหน้าสื่อต่างๆ   อันเป็นผลมาจากหลายๆปัจจัยแม้ว่าช่วงระหว่างปี 2528-2538 เศรษฐกิจของไทยมีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 10 ต่อปีจากนโยบายโหมลงทุนอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก  แต่จาก 10 ปีย้อนหลังไป คือระหว่าง 2551-2560  อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มจาก 7.2 ล้านล้านบาท  เป็น 10.2 ล้านล้านบาท  คือเพิ่มเฉลี่ยแค่  3.24 %  เท่านั้น  ซึ่งนับว่าต่ำมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 
                ในขณะที่ชาติอื่นๆในอาเซียนเติบโต 5 % ขึ้นไปทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโต ไม่น้อยกว่า 7%   ซึ่งเวียดนามเพิ่มพ้นจากสงครามเวียดนามในปี  2518   แค่ 44 ปี แต่เวียดนามสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างน่าทึ่ง  และเปลี่ยนจากคู่ค้าของไทยกลายเป็น “คู่แข่ง”  ของไทยในปัจจุบัน  อันมีสาเหตุมาจากมีสินค้าที่คล้ายๆกันอยู่มาก  ไม่ว่าจะเป็น ข้าว  สิ่งทอ  ส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก รองเท้า เป็นต้น  
                นอกจากนี้แล้วเวียดนามยังมีการเมืองที่มั่นคงซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากๆอันดับต้นๆ  เพราะสามารถนำนโยบายมาปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง  แถมค่าแรงงานในเวียดนามนั้นประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศที่ที่ 150-170 บาท / วันเท่านั้น  ทำให้มีการลงทุนจากต่างประเทศที่เรียกว่า FDI  มากกว่าประเทศไทยถึง 1 เท่าตัวในสองสามปีที่ผ่านมา  ก่อให้เกิดการจ้างงานทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่ประเทศไทยนั้นติดกับดักทางการเมืองมาตั้งแต่  2549 นับแต่การปฏิวัติในครั้งนั้นก็ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองตามมานับเป็นเวลา 13 ปี แถมแนวโน้มก็จะยืดเยื้อเป็นชนักติดหลังคนไทยไปอีกนานเท่านั้น 
                อีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปจำนวนประชากร  และ อัตราการเกิดของประชากรไทยนั้นเกิดน้อยลงไปจากเดิม ปีละ 1 ล้านเศษ  เหลือ 6-7 แสนคนต่อปี ทำให้กำลังภาคการผลิตลดลงไป  ไม่นับว่าคนไทยชอบสบายมีคนจน 14.5 ล้านคน(รวมคนแก่ /ชรา)  ซึ่งคนหนุ่มสาวไม่ทำงานหรือเป็นการว่างงานแบบแอบแฝง  ในขณะที่แรงงานทั้งหลายในการก่อสร้าง  โรงงาน  และ การประมง  เป็นชาว พม่า เขมร ลาว ซึ่งนับเฉพาะที่ขึ้นทะเบียน  2.8  ล้านคน ถ้ารวมพวกผิดกฎหมายคงไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน   แถมสังคมคนชราอย่างสมบูรณ์เข้ามาเยือนประเทศไทยแล้วครับเพราะในปี 2561 ที่ผ่านมามีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 20 % แล้วครับ
                ส่วนประเด็นสุดท้ายคือระบบการศึกษาของไทยที่  ส่งเสริมและมีวัฒนธรรมในการศึกษาระดับปริญญาเพราะเป็นหน้าตาของครอบครัว  และการวางแผนการผลิตซึ่งไม่มีการวางแผนโดยปล่อยให้เป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาผลิตแต่บัณฑิตทางด้านสังคมศาสตร์มา  ทำให้ต้องทำงานต่ำกว่าคุณวุฒินับเป็นการสูญปล่าวทางการศึกษาอย่างยิ่ง  ในขณะที่ประเทศพัฒนาทั้งหลายส่งเสริมการศึกษาทางด้านวิจัย  วิทยาศาสตร์  และ คณิตศาสตร์  อันเป็นการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศได้มากกว่า  มีข่าวเล็กๆว่ามีเด็กเวียดนามประสบความสำเร็จใน “สตาร์ทอัพ”  โดยประดิษฐ์แอพพลิเคชั่นการชำระเงินด้วยการสแกนใบหน้า  FACE PAYMENT  ได้รับเงินทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมากทำให้การขยายตลาดเข้าไปในหลายประเทศทั้งจีน  และกำลังจะเปิดกิจการนี้ในประเทศไทยอีกด้วย
                เสือตัวที่  5   หรือ เสือตัวที่ 6  เสือตัวที่  7   ก็มิอาจเป็นได้แล้วในตอนนี้  คงเป็นได้แค่  “เสือป่วย (เรือรั้ง) แห่งเอเชีย”  เพราะดูแนวโน้มแล้วในชีวิตผมที่เหลืออยู่ซึ่งไม่น่าจะเกิน 20 ปีจากนี้ไปยังไม่เห็นความหวังว่าจะกลับมารุ่งเรืองได้ดังในอดีต  แต่  “ชีวิตต้องก้าวเดิน”  ดังนั้น KEEP WALKING   ครับ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ......!!

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทเรียน กรณี “แพรวา”



                วันเกิดเหตุ คือ 27 ธันวาคม 2553  เหตุการณ์ผ่านไป  9 ปี จนคดีทุกคดีสิ้นสุดลง ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง   ซึ่งในที่สุดศาลอาญาก็มีคำพิพากษาลงโทษ   เมื่อวันที่ 22 เม.ย.57 จำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นให้รอลงอาญา ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดให้รอลงอาญาเป็นเวลา 4 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 3 ปี โดยให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลา 3 ปี รวม 144 ชั่วโมง รวมทั้งห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์  ซึ่งในกรณีอาญานี้ทุกอย่างจบเรียบร้อยไปแล้วรวมทั้งการคุมประพฤติ การรอกำหนดโทษ และ การบำเพ็ญประโยชน์  จำเลยได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้ว (ศาลฏีกา ไม่รับฎีกา)
                ส่วนคดีแพ่งล่าสุดเมื่อ 8 พฤษภาคม 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าให้ชดใช้โจทย์ 28 ราย (เสียชีวิต  9 ราย )  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  24.7 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยซึ่งระยะเวลาที่เนินนานมาถึง 9 ปี ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มพูนเป็นหลายสิบล้านบาทแล้ว  
แล้ว.......สังคมได้เรียนรู้อะไรบ้างสำหรับกรณีนี้บ้าง ??? 
ซึ่งแตกต่างจากหลายคดีที่เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้เสียชีวิต   ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ลูกชายโหน่ง ชะช่าช่า ที่ขับรถชนวิศวกรจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน   แต่ว่าโหน่งพาลูกชายไปกราบศพและขอโทษครอบครัวผู้เสียชิวิต  และประกาศรับผิดชอบพร้อมส่งเสียลูกผู้เสียชีวิตในด้านการศึกษา     ส่วนเสี่ยรถเบนซ์ที่เมาแล้วขับรถชนตำรวจเสียชิวตก็บวชอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย  และมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชิวิต 45 ล้านบาท
                ในขณะที่กรณี “แพรวา” ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าขณะเกิดเหตุน้องอายุแค่ 16-17 ปี  ยังเป็นเยาวชนซึ่งคงจะแบกรับสถาณการณ์ได้ไม่ดีเช่นผู้ใหญ่  แต่ครอบครัวบิดามารดาย่อมต้องเป็นเสาหลักในการให้คำแนะนำ สิ่งที่ทั้ง”แพรวา “ และครอบครัวควรที่จะกระทำในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งมิได้หมายถึงการชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ  แต่ผมหมายถึง
                ...........การแสดงความรู้สึกเสียใจอย่างแท้จริง
                ...........การไปร่วมเคารพศพ  ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย
                ............การไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ
                ............การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆ  ซึ่งต้องควรช่วยเหลือตามกำลังฐานะ ณ. ขณะนั้นๆ  แม้จะไม่มากมายถึง  45 ล้าน หรือ รับส่งเสียอุปการะการศึกษาบุตรผู้เสียหาย  แต่ก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่ครอบครัวจะสามารถช่วยได้    การที่ครอบครัวมีที่ดิน 21 ไร่ บ้านในหมู่บ้านใหญ่โตมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านบาท  ย่อมต้องแสดงออกถึงความมีฐานะทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง   แต่นี่กลับไม่ได้ช่วยเหลือตามสมควรโดยปล่อยให้ว่างเว้นไว้ถึง 9 ปี  และจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้เสียหาย  ได้รับเงินช่วยเหลือในระดับหมื่นเท่านั้นเอง 
                ...........รวมทั้งการแสดงออกและคำพูดของทนายความยังไปทำร้ายจิตใจของผู้เสียหายและครอบครัวเพิ่มเข้าไปอีก  ทำให้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก   ยิ่งปล่อยให้เวลาเนินนานมา ถึง 9 ปี จนศาลสูงสุดตัดสินซึ่งในระหว่างนั้นก็สามารถมอบเงินช่วยเหลือ     ตามกำลังความสามารถของครอบครัวได้อยู่แล้วแต่ไม่ทำ  มาวันนี้บอกมีทรัพยสินมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท    คนมีทรัพยสินขนาดนี้จะบอกว่ามีเงินสดหรือสังหาริมทรัพย์อื่นๆ  กระเป๋า  เครื่องเพชร ฯลฯ  จะไม่มีเลยกระนั้นหรือ ???    แล้วทำไมจึงช่วยเหลือแค่หลักหมื่น ???  เลยยิ่งทำให้อารมณ์ของสังคมนั้นไม่สามารถยอมรับต่อพฤติกรรมนั้นได้ 
                       จนเป็นกระแสที่ทำให้ครอบครัวและน้องแพรวาไม่สามารถยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมีปกติสุข  ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลากีปีที่ครอบครัวนี้จะมีความรู้สึกปกติ..........หรือ..........อาจจะไม่มีโอกาสเลยก็ได้.....หรือไม่ ????    
                การบริหารความรู้สึกของผู้เสียหาย  และ สังคมนั้นเป็นสิ่งเปราะบาง  ยิ่งในสังคมเทคโนโลยี่  โซเชียลมีเดียนั้นมันรุนแรง  และ เร้าร้อน  จึงเป็นสิ่งที่ใครก็ตามต้องให้กรณีนี้เป็นบทเรียนและบริหารความรู้สึกของผู้เสียหายและสังคมให้เหมาะสมต่อไป 
               

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

“กระตุ้นเศรษฐกิจ ใครๆก็คิดได้ “





                     “กระตุ้นเศรษฐกิจใครๆก็คิดได้”  แต่ดูเหมือนว่า  “ใครจะทำแล้วถูกทางมากกว่า”   ถ้าจำได้ผมเคยเขียนบทความเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมีเครื่องยนต์อยู่ 4 ตัว ตามสมการ (ขอทบทวนหน่อย)  ดังนี้
GDP = C+I+G+(EX-IM)
     1) การบริโภคและจับจ่ายในประเทศ ( Consumer Spending ) : คือยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพื่อการอุปโภคบริโภค  ภาษาชาวบ้านคือยอดซื้อของทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยนั่นเอง  วันนี้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง  ทำให้ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา  แม้ว่าเงินเดือนจะไม่ลดแต่ของแพงขึ้นก็เป็นปัจจัยทำให้กำลังซื้อลดลง ในขณะที่ค่าล่วงเวลาของพนักงานมีรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเพราะโรงงานยอดขาย / ยอดส่งออก คงที่หรือลดลง ก็ย่อมกระทบกับกำลังซื้อ  แถมราคาพึชผลเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ยิ่งทำให้ประชากรฐานรากขาดกำลังซื้อ   ซึ่งรายได้ส่วนนี้รวมถึงยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยเรา  ซึ่งอัตราการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายโดยคาดว่าจะลดเหลือ 3.2 ล้านล้านบาท  แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2.1 ล้านล้านบาท และรายได้จากคนไทยท่องเที่ยวในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ ถึง 180,000 ล้าน แล้วถ้าครึ่งปีหลังยอดตกกว่าคาดการ์ณนี้ละ 
โอ้ว....พระเจ้าไม่อย่านึกเลย จริงๆๆ
                 2) การลงทุนภาคเอกชน (Investment ) : ง่ายก็คือบริษัท ห้างร้านเอกชน เอสเอ็มอี  ลงทุนในกิจการต่างๆ  ง่ายๆเลยก็เมื่อคนซื้อของน้อย ส่งออกน้อยลง กำลังผลิตเหลือ เอกชนก็ไม่ขยายการลงทุนไม่ปรับปรุงเครื่องจักร คือไม่แจ่มใสนั่นเอง
                 3) การลงทุนภาครัฐ ( Government Spending ) ชื่อก็บอกแล้วว่าเงินที่รัฐนำมาลงทุนต่างๆ  ถนน น้ำ ไฟ รถไฟฟ้า สาธารณูปโภคต่างๆ   ซึ่งตามแผนระหว่าง ปี พ.ศ 2558 - 2565 ( 8 ปี ) จะลงทุนถึง  3 ล้านล้านบาท ก็หวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย  แต่ที่สำคัญถ้าเศรษฐกิจเติบโตน้อยรัฐก็เก็บภาษีได้น้อยแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน  ง่ายนิดเดียวก็ “ กู้ / ออกพันธบัตร”  นั่นเอง  แล้วจะต้องกู้อีกกี่ปีใช้อีกกี่ชาติ  “ต้องไปถามลุงตู่”เอาเองตอนนี้หนี้ก็ท่วมหัวอยู่แล้ว เพราะที่ลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจไปนั้นมันไปเข้ากระเป๋าบริษัทใหญ่ๆหมดไม่ถึงประชกรฐานราก  ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ที่ขายของอยู่ปากซอย
                 4) การส่งออก ( Net Export ) : คือยอดส่งสินค้าออก ลบ ด้วยยอดสั่งซื้อสินค้านำเข้า ซึ่งแน่นอนว่าปีนี้ 2562 ไทยเราจะส่งออกติดลบครั้งแรกในรอบเกือบสิบปีอย่างแน่นอน  ผลจากที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกก็เลยจะซื้อสินค้า และมาท่องเที่ยวบ้านเราน้อยลง  และแถมค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกยิ่งทำให้ของที่จะขายแพงขึ้นทำให้ลดความสามารถในการแข่งขันก็ยิ่งทำให้ส่งออกน้อยลงไป  เฮ้อ......มันวนเป็นวัวพันหลัก  หาทางออกไม่เจอ ???
                                แล้วตลอด 5 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลลุงตู่ 1 ก็กระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้เงินไปไม่รู้กี่  “ล้านล้าน” บาท แล้วทำไมยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเห็นเป็นรูปกระทำเลย  ผมก็เลยคิดเล่นๆแบบชาวบ้านที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน  เรียนมาแค่ 1 คอรส์เองเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว  และขอนำเสนอแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “บ้าน บ้าน”  เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ  และ การบริโภคในประเทศ
                1.นักท่องเที่ยวต่างชาติ   ให้การบินไทย ซื้อตั๋ว (ราคาเต็ม เพราะทุกวันนี้ขายลดราคาอยู่แล้ว )  1 คน แถม  1 คน มาเลย หรือ ซื้อบิสิเนสคลาส  แถมอีโคให้อีก 1  เพื่อให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
                2.ให้สมาคมโรงแรมออกแคมเปญ  พักฟรี  2 วัน เลย เอามาให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเองพักฟรี  เพราะว่า โรงแรมว่างอยู่แล้วเอามาให้พักฟรี  (โรงแรมมีแค่ ต้นทุนค่าน้ำไฟ และ ซักรีด เท่านั้น)  จำนวนหนึ่ง สมมุติ มี  100 ห้อง อัตราเข้าพักอยู่ที่ 50 ห้อง ก็เอามาให้  10-20 ห้อง แล้วแต่ละโรงแรมหรือขอห้องพัก 5 %ของช่วงโลวซีซัน  ตัวอย่าง  3 เดือน 90 วัน รร.มีจำนวนห้อง 100  ก็จะนับได้ว่ามีรูมไนท์ 9,000 รูมไนท์ ตัดมา 5% ก็ให้มา 45 รูมไนท์มาเลย โดยมอบให้กับทาง ททท. หรือ สมาคมโรงแรมเป็นผู้จัดสรร  หรือมอบให้สายการบินเป็นผู้แจก เรย รับรองปังดังโดนแน่ๆ
                3.ตอนนี้มีบริการทำวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึงอยู่แล้ว VOA =VISA ON ARRIVAL แต่ว่าต้องมายืนรอหากมีนักท่องเที่ยวมากๆ   แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่สถานทูทไทยไม่เคยใช้  คือ การให้วีซ่า  ที่สามารถเข้าออกได้หลายครั้ง   MULTIPLE VISA  และให้ระยะเวลายาวไปเลย  เช่น  2 ปี   ตัวอย่างแคนาดาให้วีซ่าตลอดอายุของพาสปอร์ต์ที่เราไปขอวีซ่า   แชงเก้น(ยุโรป) ให้ 1 ปีบ้าง  2 ปี บ้าง แล้วแต่ขอ แล้วแต่ประวัติของพาสปอร์ต  ทำแบบนี้ทำให้เพิ่มโอกาสในการเดินทางมากขึ้น  หรือถ้าจะให้ดีก็ให้ฟรีวีซ่าไปเลย แบบญี่ปุ่น  ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นนั้นเพิ่มจนเกือบจะ  40 ล้านคน ใกล้เคียงกับประเทศไทยแล้ว   ที่ทราบเพราะว่ามีลูกค้าหลายคนขอวีซ่ามาไทยยากมากๆ  แถมขอแบบเข้าออกหลายครั้งก็ไม่ได้ไม่ยอมให้อีกต่างหาก  กระทรวงต่างประเทศควรปรับนโยบายได้แล้ว  มาขอปุ๊บให้ไปเลย 1 ปี  ซึ่งโดยปกติแล้วค่าธรรมเนียมวีซ่าก็จะมากกว่าที่เข้าออกครั้งเดียวอยู่แล้ว  แต่จะสามารถเพิ่มโอกาสในการเดินทางได้อีก   
                4.แจกบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ เช่น สวนนงนุช  ฟาร์มจรเข้  ภูเก็ตแฟนตาเซีย ฯลฯ หรืออาจจะแค่ 1 แถม หนึ่ง  หรือ 1 แถมสองไปเรย
                5.ห้างร้านทั้งหลายจัดแคมเปญลดแบบสุดๆ  และ ขอคืนภาษีแวตได้โดยปรับให้เป็นแบบญี่ปุ่น คือซื้อร้านไหนลดเดี๋ยวนั้นเลย   ไม่ต้องไปรอขอคืนที่สนามบินอย่าไปกลัวว่าซื้อแล้วจะไม่นำกลับออกไป ซื้อแล้วมอบสินค้านั้นให้คนไทยก็เกิดการจับจ่ายใช้สอย  อย่าไปกลัวว่าคนไทย ร้านไทย จะมั่วมาซื้อแบบไม่มีแวตเพราะเราสามารถกำหนดร้าน / ห้างที่น่าเชื่อถือ (ไม่โกง) / เอาท์เล็ต   ให้เป็นจุดที่จะจัดทำแคมเปญนี้   อาจโดยต้องรูดพาสปอร์ตเพื่อแสดงตัวตนให้ชัดเจนซึ่งปัจจุบันนี้เทคนโนโลยี่ตัวนี้ไม่แพงเพราะที่คิงส์พาวเวอร์มีใช้ทุกจุดชำระเงินอยู่แล้ว
                ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นมาตราการระยะสั้น  สามารถทำได้ทันที่แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องดำเนินมาตราการะยะยาว  เช่นที่ทุกหน่วยงานทราบดีว่าต้องพัฒนาแห่งท่องเที่ยว  ฯลฯ อยู่แล้ว    ที่สำคัญต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันจัดทำแคมเปญในช่วงเวลาเดียวกัน (ช่วงโลว์ซีซั่น) และต้องทำเป็นจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด  เพื่อจะได้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เหมือน ฮ่องกงท่ำแคมเปญลดทั้งเกาะ เป็นต้น  เชื่อได้ว่าจะสามารถกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติได้และเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากๆแล้ว  ก็จะเกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มตัวเลขจีดีพีได้อย่างมีนัยสำคัญ  แล้วก็จะวนมาเรื่องการลงทุนของภาคเอกชน   เพราะถ้ารอแต่การส่งออกตามลำพัแล้วคงเป็นหมันแน่นอน


B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...