วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“เขาเล่าว่า”

            
วันนี้ และ หลายๆๆๆๆ วันได้รับไลน์ที่ส่งต่อๆกันมาว่า 

   
 “วันนี้เป็นวันเกิดหลวงพ่อโสธร...................................................ให้ส่งต่อ .......”
            
           อาจารย์ ดร...................เล่าให้ฟังว่า..................................................... ช่วยกันส่งต่อด้วยนะครับเพื่อชาติของเรา.....................ฯลฯ
          พ่อเพื่อนที่เป็นนายพล ระดับ ผู้บัญชาการ.........................................เล่าให้เพื่อนฟังมี สไนเปอร์ อยู่จริงที่......................และยิงทำให้ นายพล...................................เสียชีวิต ฯลฯ
               บริษัท................................................สินค้า.............................................เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ น้าของเมียเพื่อน............................. ช่วยกันส่งต่อ และเลิกซื้อสินค้า..........ฯลฯ

             วันๆเรารับข่าวต่างๆเหล่านี้มากมายก่ายกอง เคยนับหรือไม่ครับผมลองนับดูเมื่อเช้าซึ่งมี ไลน์เข้ามาทั้งสิ้น 435 หักที่เป็นสติกเกอร์ และรูปสวัสดี อนุโมทนา ดอกไม้ สายลม แสงแดด แล้วเหลือ 227 มีข้อความ
“เขาล่าว่า”สีย 48 ข้อความ (นับตั้งแต่ตอนนอน ถึงตื่นขึ้นมา) ถ้าทั้งวันคิดว่ามีไม่น้อยกว่า 200 แน่ๆ ที่เป็นข้อความ ข้อมูล แบบ “เขาเล่าว่า” “ส่งต่อกันมา”

             แล้วเราก็แชร์ไปเรื่อย ลองตรองดูนะครับว่า

1. หลวงพ่อโสธรท่านเป็นพระพุทธรูปมิใช่หรือ ท่านจะมีวันเกิดได้อย่างไร ? จบปะ
2. การอ้าง อาจารย์ นายพล ดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ ฯลฯ หรือแม้แต่กระทั่ง น้องของเมียเพื่อน ก็เพื่อให้รู้สึกว่าน่าเชื่อถือ เคยลองโทรกลับไปถามว่าน้าของเมียเพื่อนคนที่ส่งมาไปเจอเหตุมาเองเหรอ คำตอบแน่นอนว่าไม่ใช่ เลยให้เพื่อนโทรไปถามคนที่ส่งมาให้เขาอีกต่อหนึ่ง แน่นอนก็ไม่ใช่เพื่อนของเพื่อน ฯลฯ
3. ใครได้ประโยชน์จากการเขียนข้อความนั้น ?? ประโยชน์ย่อมตกอยู่กับคนแรกที่เป็นคนเขียนข้อความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่เป็น “ความเท็จ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของควาสนุกสนาน การได้ประโยชน์ทางการค้า ทางการเมือง ทางการแกล้งเพื่อน ฯลฯ
4. ถ้าเป็นเรื่อง “จริง” อันนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดที่รถหายบ่อยๆ ภัยจากมิจฉาชีพในลักษณะต่างๆ หรือ “เรื่องจริงเพียงส่วนเดียว”

                ในสมัยก่อนนั้นมีสุภาษิตว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” เดี๋ยวนี้อาจจะต้องปรับเป็น “ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง อย่าเพิ่งเชื่อ” เพราะแม้แต่ภาพถ่าย คลิป ฯลฯ ก็ยังสามารถทำ ตัดต่อ ฯลฯ ได้เพื่อประโยชน์ของคนที่ทำนั้นนั่นเอง


              สังคมเราปัจจุบันเป็นโลกของโซเชียลเมีเดียอย่างสมบูรณ์ อันเป็นผลมาจากเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (แต่สติวพิดยูสเซอร์ ?? ) และค่าบริการอินเตอร์เน็ตที่ถูกลงและแพร่หลาย จนคนทุกระดับชั้นสามารถใช้และเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง (ภาษาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ใครๆก็ใช้ได้ ดังนี้แล) ดังนั้นถ้าคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการใช้เทคโนโลยี่นี้มาในทางสร้างสรรค์ก็สามารถทำให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้นได้ แต่หากเอามาใช้ในทางที่ไม่สร้างสรรค์และเป็นภัยต่อสังคมก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ….และเป็นห่วง. !!

                น่าสนใจว่า แล้วสังคมแห่งความจริง ......... สังคมแห่งความมีสติ.............สังคมแห่งความคิดวิเคราห์........สังคมแห่งความเอื้ออาทร.........สังคมแห่งความรักและสามัคคี..........

                  จะยังมีเหลืออยู่................................ในสังคมไทย ??????

           หรือจะให้เป็นสังคมของ.................. ความไม่มีสติ ..........คววามเกลียดชัง........ไม่ต้องคิดวิเคราะห์ ....................วันๆขอแชร์

                 จนมีเรื่องขำๆว่า เพื่อนของผมคนหนึ่งที่เป็นชาย 100% แชร์ข้อมูลว่า

ไม่ได้ดูแล้วจะเสียใจงดงามมากๆวิวสวยจริงๆ www.youtube.com...........................................................

ได้รับมาแล้วก็กด COPY ส่งต่อกันไปหลายๆคน ทั้งชายและหญิง โดยที่ตนเองไม่ได้เปิดดูคลิปนั้นเลยแม้แต่น้อย ไม่นานก็โดนเพื่อนผู้หญิงที่ “ปฎิบัติธรรมอย่างแรงงงง” โทรมาต่อว่าส่งอะไรไปให้ดู .....................เจอเต็มๆ เป็นคลิป สยิวกิ้ว ???? แบบจัดเต็ม.....................


                       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “เพราะไม่ส่งคลิปนั้นมาให้ผม กรรมเลยตามทัน” จะเกี่ยวกันมั๊ยนี่ หุหุ ..................

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

“โอกินาว่า......น่าไปมั๊ย ?? “

“โอกินาว่า......น่าไปมั๊ย ?? “
ช่วงนี้เดินทางไปเที่ยวบ่อยๆปีนี้ก็ 3 เที่ยวแล้ว สงสัยจะเป็นเพราะว่าเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ต้องประสบเหตุไม่ว่าจะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะโรคหมาหมู่อันประกอบไปด้วย ความดัน คลอเรสเตอรอล เบาหวาน และเส้นเลือดในสมองแตก แถมพี่ๆเพื่อนๆก็ต้องมาจากไปหลายคน ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้ใช้สตางค์ที่สะสมมาตั้งแต่เยาว์วัย (เลยพอประมาณวัยได้เลยชิมิ) ก็เลยจัดทริปแบบจัดเต็มซะ 3 ทริป (เฉพาะไปพักผ่อนในปี 2556 นี้ ) หากท่านผู้อ่านท่านใดจะทำตามก็ไม่ขัดข้องนะครับไม่ว่าจะเดินทางหาประสบการณ์ในสถานที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ อย่ามาอ้างว่าไม่มีเวลาเลยครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ สว. ตั้งแต่ครึ่งศตวรรษเป็นต้นไป เดี๋ยวตอนมีเวลามากๆแล้วจะไม่สามารถไปได้ก็จะมานั่งเสียดายโอกาสปล่าวๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นกลัวว่าจะอยู่ไม่ทันเกษียนนะครับพี่น้อง
ปีนี้ไปญี่ปุ่นสองครั้งครั้งแรกฮอกไกโด มาคราวนี้ไปโอกินาว่าก็เลยจั่วหัวไว้ว่า “โอกินาว่า...น่าไปมั๊ย ?? “ ไปทริปนี้เลือกไปให้ตรงกับเทศกาลชักคะเย่อยักษ์ ของเมืองนาฮาครั้งที่ 43 โดยเครื่องบินเช่าหมาลำจากการบินไทย ปรากฏว่าคนไทยเต็มลำทั้งขาไปและขากลับไม่รู้ว่าได้อานิสงค์ของการที่ไม่ต้องทำวีซ่าหรือไม่ ? พอลงถึงสนามบินซึ่งขอบอกว่า “เล็กม๊วกกกก” ประมาณเกือบเท่าขอนแก่น แต่สิ่งที่ประทับใจก็คือมีป้ายต้องรับเป็นภาษาไทยว่า “ยินดีต้อนรับสู่โอกินาวา” แถมมีนางงามหน้าตาจิ้มลิ้มยืนประกบป้ายดังกล่าว ที่ทราบก็เพราะว่าเธอมีป้ายเฉียงๆติดอยู่ สอบถามไกด์ก็ได้ความว่าเป็นนางงามประมาณนางนพมาศสุโขทัยนะครับ

ได้ใจหมู่มวลนักท่องเที่ยวชาวไทยไปไม่น้อย หลังจากไปเที่ยวตอนเย็นกลับเข้าที่พักก็ได้ป้ายอันเดิมนี่แหละครับ มาปักต้อนรับเราที่โรงแรมอีก แม้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยแต่ก็ทำให้คนไทยปลี้มเปรียบเสมือนคนโอกินาว่าให้ความสำคัญกับคนไทย สิบกว่าปีก่อนใครเดินทางไปญี่ปุ่นจะประสบปัญหาอย่างมากที่ป้ายสาธารณะ และแผนที่ หรือเอกสารการท่องเที่ยวมีแต่ภาษาท้องถิ่น แต่ปัจจุบันนี้มีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน บางสถานที่มีภาษาเกาหลี และภาษาไทยอีกด้วย การท่องเที่ยวของเขาทำงานแบบเข้าใจความรู้สึกของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ยิ่งหลังจากโรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิด และภาวะเศรษฐกิจมีปัญหาทั่วโลกสินค้าญี่ปุ่นทั้งที่ผลิตในญี่ปุ่น หรือมีฐานการผลิตในประเทศต่างๆก็ขายได้น้อยลง หนทางที่จะหารายได้เข้าประเทศ ญี่ปุ่นจึงต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งยกเลิกวีซ่าให้กับหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยแลนด์แดนสยามของเราด้วย
แล้วสถานที่ท่องเที่ยวละครับมีอะไรน่าสนใจหรือไม่ ?? ถ้าให้ตอบแบบ “บ่องตง” ก็ขอบอกว่า “งั้นๆ” เพราะแม้แต่เทศกาลชักคะเย่อยักษ์ซึ่งจัดมาถึง 43 ปี ก็เป็นเพียงแค่ว่ามีเชือกยักษ์แบบมันใหญ่มาก และมีสาขาของเชือกยักษ์นั้นออกมาเป็นแขนงๆ แล้วก็ให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายช่วยกันลาก / ดึง ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็จบ แต่สามารถดึงคนหลายหมื่นคนให้ไปร่วมได้ทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติก็ตื่นตาตื่นใจ เพราะว่า “มันแปลก ก็แค่นั้นเอง” อ้อ...แล้วพอจบการชักคะเย่อก็อนุญาติให้ตัดเชือกที่เป็นเส้นแขนง เอาไปเป็นเครื่องลางของขลังได้อีกโดยไม่มีการปลุกเศกแต่
อย่างใด (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) แต่ไอ้ความแปลกนี่แหละที่มันทำให้คนอยากมาดู ก็เรียกได้ว่าต้องคิดหากิจกรรมแปลกๆมาเพื่อเป็นสิ่งเร้าให้คนมาดู แต่เขาทำมาตั้งแต่ 43 ปีที่แล้วนี่ซิมันแปลกกว่าเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมเรียกแขกได้นั่นเอง ได้ทราบข่าวมาว่าทางจังหวัดเพชรบุรีได้จัดเทศกาลไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร เอาเกลือมาปั้นให้เป็นรูปต่างๆ แล้วประกวดกัน (คงแปลงมาจาก ปั้นหิมะของฮอกไกโดที่จัดมา 63 ปีแล้ว) ผมเห็นว่าน่าส่งเสริมไม่น้อยแต่อาจจะขาดซึ่งทีมงานมืออาชีพ ที่จะมาโปรโมทเทศกาลนี้แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานของจังหวัดเพชรบุรี “สู้ๆครับ”
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งสำหรับทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ก็คือ “มันสีม่วง” ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะมันก็ก็คือมันที่มีสี่ม่วง แต่ญี่ปุ่นเอามาทำให้เป็นสินค้าของเกาะได้เพราะเมื่อนึกถึงโอกินาว่าคนจะนึกถึง “มันสีม่วง” เพราะเธอเอามาทำสารพัดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขนมที่มีส่วนผสมของมันสีม่วงนี้ให้เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าของเกาะแบบสุดซอยไปเลย แม้แต่คิดแคท หรือ กูลิโกะ ก็เอามันสีม่วงนี้มาเป็นส่วนผสมด้วย เรียกได้ว่าทั้งเกาะเขาเล่นเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง ก็เลยมานึกได้ว่า โอท๊อป ของไทยแม้จะมีพัฒนาการมาไม่น้อยแต่ก็อีกไม่น้อยที่ซะเปะซะปะไม่ได้แจ้งเกิดเสียที ผมเองก็ไปบรรยายมาไม่น้อยให้โอท๊อปเรียกได้ว่ามีหลายหน่วยงานมากที่จัดบรรยายฟรีให้โอท๊อป แต่ขาดการต่อยอดก็เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาหรือไม่ ที่ทางภาครัฐอาจจะจัดทีมมืออาชีพจากภาคเอกชนไปโปรโมทสินค้า หรือ สร้างแบรนด์ประจำจังหวัดแล้วให้โอท๊อป ใช้แบรนด์เดียวกัน พูดไปในทิศทางเดียวกัน มีกิจกรรมของจังหวัดที่เรียกได้ว่า ไม่ไปไม่ได้ ปีละ 2-3 งาน ก็จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ และสามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ให้โอท๊อปรอจัดงานที่เมืองทองปีละ 2 ครั้งๆละไม่กีวัน
ก็ฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ให้ขบคิดกันเล่น เพราะผมจะขอเตรียมตัวไป “คิวชู” ต่อครับผม @@@@@

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

“สงสัยให้ค้นหา”

ในตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงการตั้งคำถามว่า “จริงหรือ ? “ กับปรากฏการณ์หนึ่งๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ลองใช้ประสบการณ์ องค์ความรู้ วิสัยทัศน์ ฯลฯ ยกเว้น ทัศนคติเพราะทัศนคติจะทำให้เราเบี่ยงเบนกับเหตุผลที่จะตอบคำถามว่า มัน “จริง” หรือ “ไม่จริง” ด้วยความรู้สึกถ้าศรัทธา หรือ หลง กับแหล่งข่าวแล้วเราก็มักจะเชื่อโดยขาดข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกับข่าวในเชิงลบจนมีคนพูดกันเล่นๆว่า “ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีเสียตัง” ว่าเข้าไปนั่น


เมื่อนานมากแล้วมีข่าวว่านักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งถ้าจำไม่ผิดเธอชื่อ “หมวยโซ” ไปแจ้งความตำรวจว่าถูกข่มขืน บนรถตุ๊กๆ ที่ข้างเขาดิน ตรงข้ามรัฐสภา ถ้าอ่านแล้วไม่คิดวิเคราะห์ ก็จะรุมประนามไอ้คนที่ขมขื่นน้องเค้าเพราะทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย (ถ้าจริง) ผมก็คุยกับน้องๆในสำนักงานว่า ลองกลับไปดูข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายแจ้งความซิครับ ข้อแรก......รถตุ๊กๆมันเปิดโล่งโจ้ง ?? ข้อที่สอง.....ข้างเขาดินตรงข้ามรัฐสภา มันมีรปภ. และไม่ใช่ที่เปลี่ยว ?? มันน่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ครับ ?? สุดท้ายก็เป็นการแจ้งควาเท็จรู้สึกว่าจะโดนลงโทษโดยการกักขังนะครับ


กลับมาดูเรื่องที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ผู้ช่วยรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปประชุม World Economic Forum (WEF) แล้วกลับมาก็ออกข่าวว่าประเทศไทยแย่แล้ว ที่ประชุม WEF บอกว่าการศึกษาของประเทศไทยอยู่อันดับ 78 ของโลก และอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน แพ้แม้กระทั่ง เขมร (อันดับ 76) ลาว (อันดับ 57) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 40) อินโดนีเซีย (อันดับ 36) ส่วนสิงค์โปร บรูไน และมาเลเซีย คงทราบดีอยู่แล้วว่าน่าจะดีกว่าเราแน่นอน


แค่นั้นแหละครับเต้นกันทั้งประเทศรุมด่าระบบการศึกษา ด่าครู ด่ารัฐมนตรีศึกษา ฯลฯ กันยกใหญ่ (ซึ่งก็น่าด่าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะข่าวๆนี้) ผมก็ตั้งคำถามว่า “จริงหรือ? “ แพ้สิงค์โปร มาเลเซีย บรูไน ในเรื่องการศึกษา ก็คงไม่แปลก แพ้อินโดนีเซีย พิลิปินส์ นี่ยังเป็นที่น่าสงสัย แต่ถึงกับขนาดแพ้ลาว เขมร นี่ซิมันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เชื่อทุกอย่างที่เป็นข่าวโดยขาดการคิด วิเคราห์ ท่านละครับมีข้อสงสัยเหมือนผมหรือไม่ ????

“สงสัยให้ค้นหา” ครูผมสอนผมไว้อย่างนี้ ..................ผมก็เลยไปค้นหาซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยี่สมัยนี้หาได้ทุกอย่างในโลกไซเบอร์ครับพี่น้อง ไปที่ลิงค์ตามนี้เลยครับ

http://www3.weforum.org/docs/WEF_GlobalCompetitivenessReport_2013-14.pdf


แล้วเปิดไปหน้า 462 ก็จะพบตารางแสดง คุณภาพของระบบการศึกษา ผลก็เป็นไปตามที่เป็นข่าวครับ แพ้เขมร ลาว ไปอย่างน้ำตาตกดิน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจาก..................................จากไหนครับ ใต้ตาราง 5.03 Quality of the education system เค้าเขียนไว้ว่าอย่างนี้ครับ โปรดพิจารณา

How well does the education system in your country meet the needs of a competitive economy ?

ซึ่งหมายถึงมันเป็นคำถามจากการสำรวจ ซึ่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ในหน้า X หัวข้อ Partner institution เป็นแค่การสำรวจ (แต่ผมหาข้อมูลไม่เจอว่าใครคือผู้ตอบแบบสำรวจนี้ เพราะรายงานนี้มีถึง 569 หน้า) แน่นอนที่สุดต้องเป็นคนไทย 100 %


แล้วท่านทราบหรือไม่ครับว่า ญี่ปุ่นและเกาหลี อยู่อันดับที่เท่าไหร่ครับ ญี่ปุ่นอันดับ 50 แพ้ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีอยู่อันดับ 64 แพ้ลาวเพิ่มไปอีกประเทศ


ต้องตีความหมายครับเพราะนี่เป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนในประเทศนั้นๆว่า “คิดว่าระบบการศึกษาของท่านนั้นตอบสนองต่อความสามารถในระบบเศรฐกิจปัจจุบันหรือไม่ ??? “ คนในบางประเทศอาจจะมีความคาดหวังสูงคะแนนเลยออกมาน้อย แต่คนบางประเทศคาดหวังไม่สูงคะแนนก็เลยออกมีดีเป็นไปได้หรือไม่? :ซึ่งรายงานนี้ไม่ใช่การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษที่ดูเหมือนว่ามีองค์กรหนึ่งคือ PISA เป็นผู้วัดผลสัมฤทธิ์นี้


คนญี่ปุ่นคนเกาหลืเองเค้าก็ไม่พอใจระบบการศึกษาของเขา แต่ผลการสอบPISA ละครับ อันนี้ผมยังไม่รู้ยังไม่ได้ค้นหาตามหัวเรื่องของผมก็ขอค้างไว้ก่อน แต่เชื่อได้ว่าต้องดีกว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว มาเลเซีย บรูไน แน่ๆ ชิมิชิมิ


ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีศึกษาจะเรียกผู้ช่วรัฐมนตรีท่านนั้นมาเบิร์ดกระโหลกเสียหน่อยโทษฐานที่ “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปแจกแจง แถมทำรัฐบาลเสียหายอีก” แล้วตั้งผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทนเท่านี้ก็สิ้นเรื่อง.......เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ
อ้อ แถมอีกนิดนึง ความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมซึ่งจากการสำรวจใน 12 ด้านปรากฎในหน้า 15 ว่าประเทศไทยอันดับดีขึ้นจาก 38 มาเป็นอันดับ 37 จาก 148 ประเทศครับ เห็นหรือยังว่า “คนสนใจข่าวร้ายมากกว่า” หันมาช่วยเสนอแนะปรับปรุงพัฒนาระบบการศึกษาไทยดีกว่า “ได้แต่ ก่นด่า ตำหนิ ทับถม “ แค่เอามันเข้าว่าข้าไม่เกี่ยวเรื่องอื่น ว่าแล้วก็ลองพิจารณาตาราง 5.03 ข้างล่างนี้เป็นหลักฐานครับผม


วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

จริงหรือ ???????





“จริงหรือ ??? “
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พิสิษฐ์กรุ๊ป
10 กันยายน 2556


ในวันที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการเก็บภาษีคนโสดโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็มีการส่งต่อข้อมูลกันไปในโลโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แน่นอนพร้อทั้งคำต่อว่าและแสดงความไม่เห็นด้วย ยิ่งถ้าเสื้อคนละสีด้วยแล้วละก็เรียกได้ว่าเข้าทางปืน ถล่มกระหนำด่าว่าอย่างรุนแรงเพราะลูกบอลมันเข้าเท้าพอดีก็เลยต้องยิง คืนนั้นมีนักศึกษาถามผมว่า"อาจารย์คิดว่าอย่างไร ? " ผมก็เลยตั้งปุจฉาว่า "จริงหรือ ?"

ข้อแรกเลยจริงหรือว่านี่เป็นข้อมูลว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีคนโสดเพื่อกระตุ้นให้คนมีครอบครัวและมีลูก อันเป็นเหตุมาจากคนในวัยทำงานน้อยลง มีคนแก่มากขึ้นปัจจุบันมีมากกว่า 10 ล้านคน อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีถึง 15-16 ล้านคน ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ทราบว่าเป็นเพียงความคิดเห็นของนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งเท่านั้น ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นไว้ในวงวิชาการเท่านั้น ซึ่งข่าวก็คงได้ลงว่าข้อเท็จจริงนี้แต่เพียงเราเอาแต่เพียงหัวข่าว หรือเรียกได้ว่าอ่านแต่หัวข่าวแล้วกดไลค์ กดแชร์ กดด่าไปเรียบร้อยโรงเรียน"ไม่ได้คิด วิเคราะห์"

จริงหรือ ? ถ้าบังคับให้คนแต่งงานแล้วเขาจะมีลูก หรือแค่จดทะเบียนสมรสเพื่อไม่ต้องเสียภาษี
จริงหรือ ? ถ้าเก็บภาษีแล้วคนจะแต่งงานกัน ถ้าภาษีนั้นไม่มาก คนก็อาจจะยอมเสียภาษีแทนก็ได้
จริงหรือ ? ถ้าเก็บภาษีมากๆ คนก็จะยอมจดทะเบียนกัน แล้วก็ย้อนกลับไปข้อเดิมว่าแต่งแล้วจะมีลูกหรือ นี่ยังไม่นับว่าแต่งจริงหรือแต่งหลอกๆ

สังคมไทยในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่เชื่อ "ช่าวลือ" "ชาดสติ ในการคิด วิเคราห์ " โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวในทางลบมักจะขายได้ และเป็นที่สนุกปาก แต่ข่าวดีๆในเชิงสร้างสรรค์กลับไม่ค่อยสนใจหรือกระจายข่าวเสียเท่าไหร่ ใครไม่เคยดูทีวี่ช่องไทยพีบีเอสลองเข้าไปดูบ้างนะครับมีหลายรายการที่ดีมากๆขอบอก ฝึกให้คนได้คิด วิเคราะห์ โต้เถียงกันอย่างใช้เหตุและผล เลิกดู เลิกเสพ เลิกเชื่อสือที่เป็นของนักการเมืองได้แล้วครับพี่น้องทั้งหลาย เพราะสือเหล่านี้กำลังปั่นหัวคนไทยให้คิดไม่เป็น วิเคราห์ไม่เป็น ขาดสติ แค่ขอให้หลงเชื่อแล้วเดินตามเท่านนั้นเป็นพอ

นักศึกษาถามต่อในเฟสบุคของผมว่าอยากให้อาจารย์วิเคราห์เรื่อง “ยางพารา” ว่าต้นเหตุการประท้วงมาจากอะไร และอนาคตยางพาราไทยจะเป็นเช่นไร ผมก็ถามกลับไปว่ราคายางตอนนี้เท่าไหร่ แล้วก็ให้ไปคนหาดูว่าราคายางในช่วงนายกรัฐมนตรีแต่ละคนนั้นราคาเท่าไหร่ ก็จะได้คำตอบซึ่งผมเองไม่ทราบจริงๆว่าราคายางแต่ละช่วงนั้นเป็นเท่าใด แต่พยายามฝึกนักศึกษาให้คิด วิเคราห์ หาข้อมูล ฯลฯ ส่วนอนาคตยางพาราไทยจะเป็นอย่างไร ผมไม่ใช้ผู้รู้ทางยางพาราแต่อยากแสดงความคิดเห็นเล็กๆไว้ดังนี้

พื้นที่ปลูกยาพาราเพิ่มจาก 17.25 ล้านไร่ในปี 2552 เป็น 18.46 ล้านไร่ในปี 2554 ปีนี้2556 ยังไม่มีตัวเลขออกมา แต่คาดว่าไม่น้อยกว่า 19-20 ล้านไร่ เพราะส่งเสริมการปลูกไปทุกภาคทั่วไทย ทีนี้ราคายางมันผันแปรกับ 1.ราคาน้ำมันดิบ เพราะสามารถมาทำยางสังเคราะห์ซึ่งเป็น สินค้าทดแทนกับยางพาราธรรมชาติ ถ้าราคาน้ำมันดิบสูงราคายางก็สูงไปด้วย 2.ความต้องการ DEMAND และตลาดที่บริโภคใหญ่ที่สุดคือจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจจีนเติบโตชลอตัวลง ทำให้ความต้องการลดลง 3.ผลผลิต SUPPLY ซึ่งถ้าผลผลิตออกมามากๆแล้วราคามันก็เป็นไปตามกลไกตลาดคือราคาจะถูกลง แล้วก็ให้นักศึกษษคิดต่อว่า ราคามันน่าจะเป็นเช่นไร ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามส่งเสริมให้มีการผลิต “ผลผลิตจากยาง” คือเอายางมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ถุงมือยาง ฯลฯ แต่ผมถามว่าถ้าความต้องการสินค้าไม่ได้มากขึ้น รถยนต์ขายได้เท่าเดิม แล้วยางรถยนต์จะขายได้เพิ่มหรือไม่เพราะเพียงแค่ไปผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกเท่านั้น และต้องไปแย่งตลาดกกับคู่แข่งขันอีก ดังนั้นวิธีที่น่าจะทำกว่าคือเพิ่มสินค้าที่ผลิตจากยางพารา เช่น การนำไปทำถนน หรือ ทำส่วนประกอบรถยนต์ วัสดุตกแต่งบ้าน ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ (ทำได้หรือเปล่าไม่รู้ ) ซึ่งเป็นการเพิ่มตลาดใหม่ให้กับสินค้ายางนั่นเอง

รายการทีวีเรื่องหนึ่งในช่อง AXN ทางทรูวิชั่น หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ศาสตราจารย์เฮล ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายแฝงตัวมา และพูดต่อต้านสังคมในหมู่นักศึกษาสร้างอิทธิพลและทำให้นักศึกษาต่อต้าน เกลียดสังคม และก่อเหตุร้ายต่างๆนาๆ พอตำรวจจับได้ก็มีการกล่าวอ้างว่าตนเองไม่ผิดเพราะว่าเป็นเสรีภาพทางความคิด ตำรวจก็เลยบอกว่า “ รู้จักดีทริค เอ็คฮาร์ท หรือไม่..............คงไม่มีใครรู้จัก เพราะเขาคือ ครู.......ของฮิตเลอร์ ปั้นฮิตเลอร์ ให้เป็นอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน “ ถ้าไม่มีนายดีทริคคนนี้ ก็ไม่มีฮิตเลอร์ในวันนั้น

เพราะ “ความเกลียดชัง” ที่ ส่งเสริม และสะสม ไว้เป็นเวลานานมันมาประทุเอาตอนฮิตเลอร์เป็นผู้นำทำให้โลกต้องสยองกับภารกิจของฮิตเลอร์ที่เป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบัน


เราพยายามสร้าง “ความปรองดอง” แต่ผมว่าเรามา “ลดความเกลียดชัง” กันก่อนดีกว่าหรือไม่??

สังคมไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2549 เป็นสังคมที่สะสมความเกลียดชังมาถึง 6-7 ปี แล้วลูกหลานเราที่จะเติบโตขึ้นมาในอีก 10 -20 ปีข้างหน้าจะคิดอย่างไร เป็นอย่างไร และประเทศชาติของเราจะเป็นอย่างไร

ต้องถามว่า “วันนี้คุณลดความเกลียดชังลงหรือยัง ?? “ คำถามนี้ผมขอถามทุกฝ่ายในบ้านเมือง และพวกเราที่เหลือละครับ “อ่าน คิด วิเคราะห์ “ ได้หรือไม่ เราตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองทั้งสองฝัง "จริงหรือ ไม่ ?? "

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

โวยวาย

       การประกอบธุรกิจใดในภาวะที่การแข่งขันสูง และโลกแห่งนวตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น การเรียนรู้ในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด การแสวงหาเทคโนโลยี่หรือองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ แม้แต่กระทั่งการผลิตต่างๆสามารถที่จะเรียนทันกันได้ในที่สุด แต่มีสิ่งหนึ่งที่แต่ละองค์กรสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างยั่งยืนก็คือการบริการ เพราะสามารถที่จะตราตรึง (Engagement) ลูกค้าให้อยู่กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แม้ว่าการบริการนั้นๆจะสามารถสร้างได้ด้วยโปรแกรม ขั้นตอนการบริการ (Proceduer) การฝึกอบรม การตรวจสอบใดๆก็ตาม แต่หากว่าเป็นเรื่องของมนุษย์แล้ว ความบกพร่องผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้อย่ามิต้องสงสัย เพราะแม้แต่พนักงานที่เรียกได้ว่ารับรางวัลพนักงานดีเด่นในด้านบริการมากี่สมัยก็ตาม การบริการของเขาในแต่ละวัน ในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละลูกค้า ก็ย่อมมีโอกาสพลาดได้ แน่นอนย่อมพลาดน้อยกว่าพนักงานบริการโดยทั่วไป


การบริการที่ดีมิได้มีแต่เพียงว่าบริการครบตามขั้นตอบการบริการที่กำหนดไว้แต่เพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ ต้องใส่จิต (Service mind) ลงไปในบริการด้วย เปรียบเสมือนกับคนไทยทุกคนยิ้มเป็นแต่ว่าทำไมบางคนยิ้มแล้วสวยดูน่ารัก น่าทนุถนอม แต่บางคนยิ้มแล้วเราไม่รู้สึกอย่างนั้นเพราะนั่นมันเป็นศิลปของการยิ้ม การบริการก็เช่นกันมันมีศิลปะของการบริการ


แต่หากว่าแม้ว่าเราจะบริการดีเพียงใดก็อาจจะเกิดข้อบกพร่องขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะว่าลูกค้าแบบที่เขาเรียกกันว่า “ ร้อยพ่อพันแม่ “ แถมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หรืออีกอย่างหนึ่งข้อ “โวยวาย” หรือ “ข้อร้องเรียน” นั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากการบริการของพนักงานคนนั้นก็ได้ เพียงแต่เขาต้องเป็นผู้รับการติดต่อเพื่อให้แก้ไขหรือตอบสนองความต้องการนั้นๆนั่นเอง


เมื่อกลางเดือนเมษายน 2556 มีข่าวคลิปไม่หลุดแต่ว่าตั้งใจถ่ายเลยว่า เป็นกรณีของผู้จัดการโรงภาพยนต์เมเจอร์แห่งหนึ่ง ทะเลาะกับลูกค้าที่ต่อว่าเรื่องแอร์ไม่เย็น (ซึ่งไม่ใช่ความผิดของ ผจก.ท่านนั้นเลย) แทนที่จะรับเรื่องหรือแค่ดูแลให้ลูกค้าผ่อนคลาย เรื่องราวก็คงไม่ใหญ่โตพอที่จะเป็นข่าวของคุณสรยุทธ์เป็นแน่ แต่กลับเอาอารมณ์ของลูกค้าท่านนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบการสนทนาก่อนหน้านั้นว่าดุเดือดรุนแรงแค่ไหนหรือไม่ มาแบบที่เรียกว่า “อิน” กับมัน เลยทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โตจนตนเองต้องลาออกในที่สุด ผมก็เลยอยากเสนอแนวทางในการรับมือกับการ “โวยวาย” ของลูกค้า ด้วยหลัก ABCDEF


APOLOGISE อันดับแรกเลยต้อง “ขอโทษ” แม้ว่าลูกค้าจะไม่ผิดก็ตาม เพราะการขอโทษเป็นการลดแรงกดดันที่รู้ค้ามีความรู้สึกต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นความพยายามในการอธิบายโดยเริ่มต้นว่า “ผมเข้าใจครับ.......” แต่ข้อเท็จจริงก็คือเรารู้ว่าเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นแต่จะรู้สึกแบบเดียวกับลูกค้าท่านนั้น(แม้ว่าบริษัทจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม) นั้นจริงหรือ ?? ลองเอาตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำบ้างว่าเรารู้สึกอย่างไร ดังนั้นการกล่าว “ขอโทษ” ก่อนย่อมเป็นการดีกว่ามีใช่หรือ ??


BRING THEM OUT FROM THE BATTLE การมีข้อขัดแย้งในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การสนทนาจะเริ่มบานปลายทั้งๆที่ไม่อยู่ในที่สาธารณะ ก็มีเหตุให้ต้องหลบเลี่ยงจากสงครามหรือการหลุดที่อาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย เช่นเหตุการณ์ผู้จัดการเมเจอร์ข้างต้น แรกเลยก็ควรจะต้องเชิญลูกค้าไปยังสำนักงานหาน้ำหาท่าให้เพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลาย แถมยังถ้าลูกค้าโวยวายมากๆก็ยังอยู่ในที่ลับย่อมดีกว่าอยู่ในที่แจ้ง และหากว่าคุยกันแล้วยังไม่เข้าใจหรือสถานการณ์อาจบานปลายก็ต้องให้บุคคลอื่นมาคุยแทน เรียกว่าหากรู้ว่าตนเองจะไม่ไหวจะระเบิดแล้ว (ซึ่งไม่แปลก ก็หนูเป็นคนธรรมดานี่คะ) ก็ต้องเรียนบุคคลอื่นมาคุยแทนเรียกว่าหลบจากสนามรบไปก่อน แต่ในกรณีนี้ลูกค้าแค่โวยวายเรื่องแอร์ไม่เย็นซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้จัดการโดยตรง ก็แค่ขอโทษและรับจะไปดำเนินการให้โดยเร็ว


COMPENSATION อ้อ..............แต่ถ้าจะให้ดี ก็มอบบัตรดูหนังฟรีอีกซักเรื่องสองเรื่องข้อหานั้นก็จะหมดไปทันที ถึงแม้แอร์จะไม่เย็นแต่ศรีทนได้ค่า อิอิ.........เพราะบัตรฟรีนั้นทางเมเจอร์ไม่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มแม้แต่น้อยเพราะว่า ไม่ว่าจะมีคนใช้บัตรฟรีนี้มาดูหรือไม่ถึงเวลา / รอบฉาย เมเจอร์ก็ต้องฉายภาพยนต์เรื่องนั้นๆอยู่ดี ชิมิชิมิ .........ก็แค่ชดเชยความรู้สึกที่ไม่ดีของลูกค้าเสีย ซึ่งธุรกิจบริการทำได้ง่ายกว่าเพราะว่ามไม่มีต้นทุนผันแปรในค่าบริการเสียเท่าใด


DO NOT EXCUSE ในขณะที่ลูกค้ากำลังโวยวาย บ่น อย่าพยายามอธิบายและใช้คำพูดว่า “ผมเข้าใจ”...ในตอนต้นๆของเหตุการณ์.........เพราะจะดูเหมือนว่าทางเราพยายามแก้ตัวเสียมากกว่า ต้องพยายามให้ลูกค้าลดระดับความร้อนแรงของอารมณ์ลงก่อนค่อยทำการอธิบาย พร้อมทั้ง........สำคัญมาก.....ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์นั้น เช่น จะดำเนินการแก้ไขและส่งให้ภายใน X วัน (แถมฟรีอีกต่างหาก) เป็นต้น ไม่ต้องการคำอธิบายว่าเครื่องมันเสียเพราะ.......... แล้วไงต่อละครับ .....ลูกค้าต้องการรู้ตรงนี้ต่างหาก..........ว่าและจะยังไงต่อไป ##


EXLORATION บางครั้งลูกค้าก็แค่บ่นๆไปอย่างนั้นอยากให้คนมาชี้แจง แก้ไข หรือมีคำตอบ ดังนั้นการประเมินสถานการณ์หรือขุดคุ้ยความต้องการที่แท้จริงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อาจจะเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้เพราะ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆก็แค่มี “คำตอบ” ให้เรื่องก็จบ เฉกเช่นแอร์ไม่เย็นก็ ขอโทษ...........จะแก้ไขในX........แถมให้บัตรดูฟรีอีกสองใบ..........คลิปในเรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น



FUN WITH THEM สนุกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะทำใจยากสักหน่อย ก็คุณไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี่ครับ อันนี้ไม่เถียง..........แต่อยากบอกว่า สุดท้ายแล้วขอให้มีความสุข และสนุกกับงาน หรือเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา เพราะมันคือประสบการณ์ และการทดสอบตัวตนของเราแม้ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ก็แค่ “หลีกเลี่ยงจากสนามรบ” ให้เหมาะกับเวลา


“ประสบการณ์ดี ไม่มีขายอยากได้ต้องแสวงหาเอาเอง” แต่ก็คงไม่อยากมีประสบการณ์แบบในคลิปนะครับ เพราะกลัวหลุด “ชก” หน้าลูกค้า “จอมโวยวาย” นั่นเอง.........@@@@

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ งดงามแม้ยามกดดัน ”







หัวข้อเรื่องนี้อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายงงๆอยู่บ้างว่า บทความนี้จะสื่อเกี่ยวกับเรื่องอะไร เคยมีการสัมนาเรื่องธุรกิจกีฬาหรืออุตสาหกรรมกีฬาของประเทศไทยว่ามีขนาดหรือมูลค่าซักเท่าไหร่ดี ในการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนเพราะว่าเราไม่ได้มีการคำนวน หรือเห็นคุณค่าของอุตสาหกรรมกีฬา แต่ถ้าถามว่าเบียร์ เราตอบได้ว่า 125,000 ล้านบาท น้ำอัดลม 38,500 ล้านบาท ครีมอาบน้ำ 5,000 ล้านบาท ฯลฯ ก็เลยตั้งปุจฉากันไว้ว่าน่าจะมีการประสานงานกับนักเศรษฐศาสตร์หรือสถาบันวิจัยต่างๆให้ทำการสำรวจวิจัยว่าขนาดของอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทยเรา จะมีขนาดใหญ่โตซักขนาดไหนกันแน่
ในช่วงเดือน กรกฏาคมและสิงหาคมปี 2556 นี้นับเป็นปีพิเศษจริงที่เรามีทีมฟุตบอลสโมสรระดับโลก ได้มาโชว์ฝีเท้าในประเทศไทยของเราซึ่งจัดโดยบุญรอดบริวเวอร์รี่ ก็นำแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เชลซี ซึ่งสิงห์เป็นสปอนเซอร์มาเตะในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลอง 80 ปี บุญรอดบริวเวอร์รี่ นอกจากนี้แล้วเรายังได้เห็นอีกสองทีม คือ ลิเวอร์พูล และ บาร์เซโลน่า มาโชว์ฝีมือในประเทศไทยอีกด้วย ท่านทราบหรือไม่ว่าอุตสาหกรรมฟุตบอลนั้นเอาแค่ในประเทศอังกฤษ ฟุตบอลพรีเมียลีค PREMIER LEAGUE มีมูลค่า ถึง2,700 ล้านปอนด์ หรือ 135,000 ล้านบาท (ประมาณ 5 % ของงบประมาณประเทศไทยนะครับ) มูลค่าของทีมละครับ Manchester United 293 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8,790 ล้านบาทครับซึ่งเกิดจากการคำนวณของนิตสารฟอร์บ


แต่ถ้าเป็นการประเมินมูลค่าแบรนด์ แล้ว อันดับที่ 1 ได้แก่ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมจากกีฬาฟุตบอล มูลค่า 2.23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 66,900 ล้านบาท) ... อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม รีล มาดริด ทีมจากกีฬาฟุตบอล มูลค่า 1.88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 56,400 ล้านบาท)... อะไรจะมากมายมหาศาลประมาณนั้น ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อบอกว่าอุตสาหกรรมกีฬาถ้ามันเจริญเติบโตแล้วมันมีมูลค่ามหาศาลครับพี่น้อง ลองดูแค่ไทยพรีเมียลีคในปีที 2555 ที่ผ่านมาก็มีมูลค่าเฉพาะ ค่าตั๋วเข้าชมและขายของที่ระลึกก็มีมูลค่าถึง 171 ล้านบาทเศษ ไม่นับมูลค่าอื่นๆนะครับ.......
แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมกีฬานี้เติบโตอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดดนั้นคงเป็นคำถามที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันส่งเสริมและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น การกีฬาแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุดคือภาคเอกชนให้การสนับสนุน และอีกเหตุปัจจัยหนึ่งก็คือ นักกีฬาเรามีความสามารถในระดับโลก ซึ่งในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมานั้นเราเห็นว่าวงการกีฬาของเราพัฒนาไปมากพอสมควร และเป็นที่น่ายินดีว่าเรามีนักกีฬาระดับโลกเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทควันโด วอลเลย์บอลหญิง และ แบดมินตัน


11 สิงหาคม 2556 ประวัติศาตร์ของวงการแบดมินตันโลกและของประเทศไทย จะต้องจารึกไว้ว่าน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ อายุแค่ 18 ปี 6 เดือน กะ 6 วัน ได้เป็นแชมป์โลกแบดมินตัน สามารถเอาชนะมือหนึ่งของประเทศจีนได้ในประเทศจีน ความสำเร็จในวันนี้คงมีหลายเหตุปัจจัยโดยที่เราไม่ควรละเลยหรือมองข้ามไปก็คือ โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดโดยคุณกมลา ทองกร ที่เริ่มต้นจากความรักในกีฬาแบดมินตัน และอยากให้ลูกๆได้เล่นกีฬานี้และพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสถาบันที่สร้างนักแบดมินตันให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สุดเขต ประภากมล ทรงพล อนุกฤตยาวรรณ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ด้วยการสนับสนุนจากภาคเอกชน คือ SCG ที่ให้การสนับสนุนวงการแบดมินตันไทยมานักหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยวันนี้ได้มีโอกาสชื่นชมกับความสำเร็จของน้องๆนักแบดมินตันชาวไทย แม้จะยังไม่สามารถหยิบเหรียญโอลิมปิคมาได้แต่ก็เฉียดไปเฉียดมา และเชื่อได้ว่าโอลิมปิค 2516 ที่บราซิลเราน่าจะได้เหรียญใดเหรียญหนึ่งที่นอกเหนือจากเทควันโด และมวยสากลสมัครเล่นแล้ว


ไม่ทราบมีใครสังเกตุหรือเปล่าครับว่า “น้องนก” นั้นเขาเล่นกีฬาด้วยความสุข ตีไปยิ้มไปแม้จะตีเสียก็ยังยิ้มไม่เห็นว่าน้องเค้าส่ายหัวเลยตลอดการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ตรงกันข้ามเสียอีกนักแบดมือหนึ่งของจีนต่างหากที่ดูเคร่งเครียด ซึ่งถ้าว่าไปตามฟอร์มการเล่นแล้วเค้ามีภาษีดีกว่าน้องนกอยู่หลายขุม และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ทำให้รู้สึกกดดัน เพราะน้องนกถึงแพ้ก็เสมอตัวแต่ชนะละก็บะลึ้มฮึ่มเลยตีแบบสบายๆถ้าคิดแค่นั้นก็อาจจะใช่ แต่เท่าที่ได้ดูการแข่งขันของน้องนกทางทีวีอยู่บ่อยๆก็จะเห็นว่านี่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของน้องนกเค้า ไม่ว่าจะตีกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนกว่าหรือแข็งกว่าน้องเค้ายิ้มอยู่เสมอไม่ว่าจะตีดีหรือเสีย ยิ่งมาได้ฟังน้องนกมาให้สัมภาษณ์รายการเจาะข่ายเด็นในวันรุ่งขึ้นของป๋าสรยุทธ ( เสือปืนไวจริง ๆ ที่คว้าน้องเค้ามาออกรายการแรกได้) น้องนกให้สัมภาษณ์ว่าคู่ต่อสู้รู้สึกเครียดและนั่งนิ่งๆก่อนการแข่งขัน (พวกเราไม่เห็นบรรยากาศก่อนก่อนแข่งขัน) ก็เลยอนุมานเอาว่าน้องเค้าสมาธิและใจเขาเป็นสุขที่ได้เล่นกีฬาที่เขารักทำให้เขามีความมุ่งมันในการฝึกซ้อม และประสบความสำเร็จได้ในที่สุดก็น่าจะได้ประกอบการกับการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนนั้นเอง อ้อ .........อีกสองประเด็นที่เป็นความงดงามที่อยากจะฝากไว้ ก็คือในเกมส์แรกที่น้องนกตามอยู่ถึง 19 ต่อ 12 ห่างกันถึง 7 แต้ม และใครเลยจะเชื่อว่าน้องนกสามารถสู้จนมาดิวส์และชนะไปในที่สุด 22 ต่อ 20 ได้ แสดงว่าใจต้องนิ่งจริงๆ.... และการไหว้ของน้องนกนั้นถ้าเราได้สังเกตุก็จะพบว่าเธอไหว้แตกต่างจากนักกีฬาคนอื่นๆ เพราะเธอไหว้คนดู ไห้วคู่แข่งขันเพื่อขอโทษเวลาตบเข้าตัว (งดงาม) ไห้วกรรมการก่อนจับมือหลังจากการแข่งขัน ไห้วโค้ช และ ที่สำคัญเธอไห้ว...........แม้กระทั่ง คนมาเช็ดสนาม ....ไม่เรียกว่าเก่งและแสนดีแล้วเราจะเรียกเธอว่าอะไรดีละครับ เป็นวัฒนธรรมไทยๆที่แสนจะชินตาแต่มันงดงามกว่าคนอื่นๆตรงที่เธอปฎิบัติต่อทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตามเพื่อแสดงความขอบคุณ แสดงความขอโทษ แสดงความยินดี และ.........................................แสดงความเป็นไทย..........................

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ V- For THAILAND “


V- For THAILAND “

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์

กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์ กรุ๊ป

8 สิงหาคม 2556


เห็นหัวข้อบทความนี้อย่าเพิ่งคิดนะครับว่าผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดและก็เห็นแล้วว่าในสังคมเราทุกวันนี้มีความแตกแยกอยู่มากพอแล้ว และยากยิ่งที่จะประสานมีแต่คนพูดกันว่า “ปรองดอง “ “สมานฉันท์” โดยเฉพาะนักการเมืองทั้งหลาย ผมว่าเรามาเริ่มที่ “ลด / เลิก ความเกลียดชัง” กันก่อนดีกว่า เพราะถ้าความเกลียดชังยังคงอยู่สิ่งที่เราเฝ้าหาคือปรองดองก็คงไม่มาอย่างแน่นอน นึกถึงเรื่องนี้แล้วเศร้าใจ เพราะประชาชนตาดำๆ (ทำไม่ต้องมีสร้อยนี้ต่อท้ายก็ไม่รู้) ก็ตกเป็นเหยื่อยของผลประโยชน์ทางการเมืองที่มีมายาวนานตั้งแต่ 2475 นั่นเอง

มาเรื่อง V- For THAILAND ของผมดีกว่าว่าไม่เกี่ยวกับหน้ากากขาว หน้ากากเขียวแล้วมันจะหมายถึงอะไรกัน เพราะถ้าท่านได้ลองย้อนอ่านเรื่องเก่าๆของผม ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียนถึง กลยุทธ์ของประเทศ โดยได้ยกตัวอย่าง ดูไบ ที่วันหนึ่งข้างหน้าน้ำมันจะหมดไปไม่มีสินค้ามาเสนอต่อลูกค้าแล้ว ก็เนรมิตประเทศให้เป็นแหล่งการค้า การลงทุน การเงิน การท่องเที่ยว เรียกว่าลูกหลานคนดูไบในอนาคตถ้าแค่เก็บค่าต๋ง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้วบริหารประเทศเจ้งก็เป็นกรรมของดูไปไปก็แล้วกัน สิงค์โปรก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของที่ผมอยากจะกล่าวถึงในตอนนี้ ทุกท่านคงทราบดีว่าประชากรสิงค์โปร มีแค่ประมาณ 5 ล้านคนเศษ พื้นที่แค่ 700 ตารางกิโลเมตร ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆที่มากพ่อต่อการผลิตเพื่อการส่งออก แม้แต่น้ำยังต้องซื้อจากมาเลเซีย (ปัจจุบันซื้อน้อยลง เพราะว่าผลิตน้ำเองได้ รวมทั้งรีไซเคิลน้ำมาใช้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุด ) แต่ว่าจีดีพีต่อหัว เกือบ 50,000 เหรียญสหรัฐ สูงที่สุดในอาเซียน ในขณะที่พี่ไทยเราประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อคน ก็เทียบได้ประมาณ 10 % ของชาวสิงค์โปร แล้วเขามีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรท่านก็คงได้รับทราบมาจากแหล่งอื่นๆอยุ่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ กล่าวกันว่าครูสิงค์โปรนั้นมีรายได้สูงมากๆแลมีคนเก่งๆไปเป็นครูเพื่อสร้างคน และการลงทุนในประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอยู่ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจน CLMV ที่กำลังเติบโต (เขมร ลาว เมียนมาร์และ เวียดนาม) หันกลับมามองประเทศไทยซึ่งจริงๆแล้วมีศักยภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพนีและสถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์กลางของการบิน แหล่งผลิตทั้งเพื่อบริโภคในประเทสและเพื่อการส่งออก ภูมิอากาศที่เหมาะต่อการเพาะปลูก และภัยพิบัติต่างๆที่ถือว่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ แล้ว V ของประเทศไทย หรือ VALUE ของประเทศไทยจะต้องพัฒนาอย่างไร ไปในทิศทางไหน ก็ขอแสดงความคิดเห็นอันน้อยนิดที่อาจจะเป็นมุมมองของคนเล็กๆคนหนึ่งดังนี้

V of Product คือคุณค่าของสินค้าและบริการ ที่เราจะต้องใส่ไปในสินค้าของประเทศไทย ตัวอย่างเช่นการท่องเที่ยว เรามีแหล่งท่องเที่ยวมากมายแต่การบริหารจัดการรู้สึกว่าจะล้มเหลว ลองดูตัวอย่าง “อัมพวา” เมื่อก่อนเงียบเหงาแต่พอบูมขึ้นมาท่านที่ไปอัมพวาตอนนี้ ลองถามว่าจริงๆแล้วท่านอยากให้อัพวาเป็นอย่างทุกวันนี้เหรือ คือไปซื้อของที่ผลิตจาก กรุงเทพ เสียเป็นส่วนใหญ่ความเป็น ออริจินอลอัมพวาแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย

V of Service คุณค่าของการบริการ ซึ่งตรงนี้นับได้ว่าคนไทยมีพรสวรรค์เป็นพิเศษสำหรับ รอยยิ้มและจิตบริการ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมาปรับให้สอดคล้องกับบรรดาเหล่าลูกค้า และให้เป็นจิตบริการที่เกิดจากจิตวิญญาณที่แท้วจริง

V of Personal ทุนมนุษย์ที่คนไทยจะต้องพัฒนาเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราการศึกษาต่อของคนไทยจะสูงขึ้น การศึกษาเฉลี่ยสูงขึ้น แต่คุณภาพกลับลดลงเพราะระบบการศึกษาเป็นเหตุ ครั้งหนึ่งผมเคยออกข้อสอบโดยให้นักศึกษาปริญญาโท บริหาธุรกิจ เอาหนังสือพิมพ์ธุรกิจมาคนละฉบับ แล้วให้อ่านหลังจากนั้นให้เลือกเรื่องที่คิดว่าตนเองจะสามารถแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ เสนอแนะ ได้เพียงเรื่องเดียวมาเป็นคำตอบ ก็พบได้ว่าไบ้รับประทานเป็นแถวๆ คงไม่ปฏิเสธว่าคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก มากขึ้นแต่ว่าความรู้ และการแสวงหาความรู้กับลดน้อยลง มีนตึ๊บ สิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนก็คือการสอนให้รู้จักคิด และ วิเคราะห์ ตลอดจนการนำเสนออย่างมีเหตุผล สามารถโน้มน้าวผู้คนให้คล้อยตามหรือเห็นพ้องต้องกันได้

V of Human (TOUCH) คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะใส่อะไรเข้าไปในสินค้า หรือบริการก็ตาม แต่ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ต่างหากคือของจริงที่จะต้องมีอยู่ เพราะจะเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน ตัวอย่างเช่น เราอาจจะฝึกพนักงานให้กล่าวสวัสดีทุกครั้งที่มีเสียงลูกค้าเดินเข้าร้าน แต่ไม่เคยมองหน้าลูกค้า ไม่เคยสบตา ไม่มีรอยยิ้ม แล้วจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร เพราะแม้จะทำตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้อง 100 % แต่ขาดความเป็นมนุษย์ไปเสีย ก็เปรียบเสมือนหุ่นยนต์นั่นเอง

V of Creation ความคิดสร้างสรรค์ที่มันจะทำให้สินค้าและบริการการ ตลอดจนกลยุทธ์ หรือยุทธวิธี ของเราแตกต่างและโดนใจผู้บริโภค เรามี ECO TOURUSM ซึ่งเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ HEALTH TOURISM ทำไมเราไม่มี SPIRITUAL TOURISM ที่เน้นเรื่องการบริหารจิต (ที่ไม่ได้แค่ การนั่งสมาธิ) ที่นับวันมนุษย์จะแสวงหาและโหยหา มิใช่แค่การแชร์ บทความ ข้อความดีๆ ข้อคิดเตือนใจ แล้วเคยถามมั๊ยว่าไอ้ที่แชร์ ที่ไลค์ กันอยู่ทุกวัน ทุกชั่วโมงนั้น คุณทำกันอะป่าววววววว และขอเสนอแนะผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้ “สมีคำ ” รับรองไปสวรรค์ และนิพพานกันทุกคน อมิตพุทธิ ไปก่อนนะโยมเครื่องบินเจ็ตรออยู่...............................................

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...