วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552


“ภาวะผู้นำบกพร่อง ????”
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิ ม.เกษตรศาสตร์
อาจารย์พิเศษโครงการปริญญาเอการจัดการกีฬา ม.เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป


วันก่อนได้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่มีผู้อ่านได้เขียนมาบ่นหรือปรับทุกข์เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารในองค์กรของผู้อ่านท่านนั้น ดูเหมือนว่าผู้บริหารที่กล่าวถึง(ถ้าเป็นจริง)คงเป็นผู้บริหารที่แค่อยู่นาน(ถ้าเป็นระบบราชการ) หรืออาจจะเป็นเถ้าแก่หรือลูกเถ้าแก่ที่เป็นผู้บริหารเพราะเป็นเจ้าของกิจการเป็นแน่แท้ เพราะข้อหาทั้งหลายล้วนแต่ไม่น่าเชื่อว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรนั้นๆได้อย่างไร ก็เลยลองมาทบทวนดูว่าคุณสมบัติที่ดีของผู้บริหาร หรือผู้นำนั้นจะต้องมีคุณสมบัติ หรือแสวงหาคุณสมมาใส่ตัวอย่างไรบ้าง เพื่อที่ว่าพอเป็นผู้นำจริงๆแล้วจะได้ไม่โดนลูกน้องก่นด่ากันลับหลัง
โดยทั่วไปแล้วหากเรามาทบทวนคุณสมบัติในหน้าที่การงานใดการงานหนึ่งก็จะพบว่ามีคุณสมบัติแบ่งออกได้สามกลุ่ม 1.CORE COMPETENCY เป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง เฉพาะงาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นที่ที่จะบ่งบอกถึงความรู้ เช่น ตำแหน่งวิศวกรจะต้องจบวิศวะมา นิติกรต้องจบนิติศาสตร์มาเป็นต้น ซึ่งคุณสมบัตินี้ไม่ยากที่จะค้นหาบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งเพราะปริญญาบัตรหรือประสบการณ์ในการทำงานคงเป็นเครื่องบ่งบอกได้ สามารถทดสอบองค์ความรู้ได้ไม่ยากเย็น 2.GENERAL COMPETENCY จะเป็นคุณสมบัติอื่นๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นซึ่งจะทำให้บุคคลๆนั้นได้เปรียบ หรือสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เช่น เคยผ่านการฝึกงานในต่างประเทศ มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี เป็นต้น ซึ่งก็สามารถทดสอบว่ามีคุณสมบัติดังว่าหรือไม่ 3.SPECIAL COMPETENCY ซึ่งเป็นคุณสมบัติในกลุ่มสุดท้ายที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้การทำงานนั้นประสบผลสัมฤทธิ์ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กร เช่น ดีสนีย์แลนด์ซึ่งมีปรัชญาในการสร้างความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว โดยมีBRAND PROMISฎ ซึ่งเป็นพันธะสัญญาในการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าคือ HAPPY FAMILY ดังนั้นคุณสมบัติในข้อนี้ของดีสนีย์แลนในการรับพนักงานคือต้องเป็น ENTERTAINER เป็นผู้รังสรรค์ความสุขสนุกสนานให้กับทุกคนในครอบครัว
จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติในข้อที่สามซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษจริงๆนั้นเป็นอะไรที่ทดสอบได้ยากตรวจสอบได้อยาก ต้องอาศัยผู้รู้ผู้ชำนาญและแบบทดสอบที่ออกมาเฉพาะโดยนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์ซึ่งในบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทข้ามชาติจะมีแบบทดสอบชนิดนี้ในการที่จะวัดผลว่ามีคุณสมบัติพิเศษตามที่องค์กรต้องการหรือไม่ วกกลับมาเรื่องภาวะผู้นำกันดีกว่าเพราะจะว่าไปแล้วภาวะผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งผมขอสรุปตามตัวอักษรของคำว่า LEADER และขยายความเป็นคุณสมบัติของผู้นำดังนี้
L= Language ซึ่งในที่นี้นอกจะหมายถึงภาษาที่ต้องเข้าใจได้หลายภาษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษ เพราะโลกทุกวันนี้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล (อนาคตอาจจะต้องมีภาษาจีนอีกภาษาหนึ่ง) แต่ความหมายของภาษาในที่มีนัยที่กว้างมากกว่าความหมายข้างต้น มันครอบคลุมถึงการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับลูกน้อง ไม่ว่าคุณจะพูดได้ 12 ภาษาในโลก แต่คุณไม่สามารถพูด”ภาษาคน” ที่ทำให้ลูกน้องเข้าใจ ไม่สามารถจูงใจให้ลูกน้องปฏิบัติตามได้ก็ปล่าวประโยชน์ เรียกได้ว่าไม่มีศิลปะในการพูด ชักจูงนั่นเอง
E=Esteem ซึ่งก็คือการให้เกียรติยกย่อง ทั้งบุคคลที่สูงกว่าและบุคคลที่ต่ำกว่าเพราะมนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การให้เกียรติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำให้เขาเกิดความเกรงใจและเคารพยกย่องเราพร้อมที่จะทำงานให้เราด้วยความเต็มใจ เต็มที่ เต็มเวลา หาไม่แล้วก็จะทำไปแบบแกนๆไม่ได้ใสใจลงไปในงานนั้นถึงแม้งานจะเสร็จสิ้นตามคำสั่ง แต่คุณภาพและจิตวิญญาณของงานนั้นคงหามีไม่ ลองให้เกียรติลูกน้องดูแล้วจะรู้ว่าเกียรติที่เราได้รับคืนมานั้นมันมากมายมหาศาล
A=Atmosphere เป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงานผู้นำจะต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ต้องสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ลูกน้องนั้นมีความสุขในการทำงาน เช่น บัตรเครดิตกรุงไทย สร้างห้องทำงานให้กับพนักงานเสียสวยหรู ดูมี Lifestyle สมกับวิถีชีวิตของลูกน้อง มีเก้าอี้นวดไว้ผ่อนคลาย ฯลฯ หรือหากเป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ลองพาหนักงานไปเที่ยวแดนเนรมิตแล้วปล่อยใจให้ว่างเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นอาจจะแว๊ปความคิดดีๆออกมาก็ได้ใครจะไปรู้
D= Do it closer อยู่ใกล้ชิดกับพนักงานและงานที่ได้มอบหมายไปซึ่งก็คือติดตามงานและดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิดนั่นเอง ไม่ใช่ว่าการทำงานได้แต่สั่งการไม่เคยลงไปดูลูกน้องปฏิบัติงานเลยว่ามีความลำบาก ยุ่งยากแค่ไหน เพื่อที่จะได้หาทางปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือสมควรเปลี่ยนเครื่องจักร ฯลฯ เป็นต้น
E=Empower ต้องรู้จักมอบอำนาจ รู้จักไว้ใจลูกน้องให้ลูกน้องได้ตัดสินใจในขอบเขตที่เหมาะสม หากอะไรๆก็ต้องมาให้เราตัดสินใจแล้ว องค์กรจะขับเคลื่อนไปได้ลำบากเหมือ one man show และที่สำคัญเมื่อมอบอำนาจแล้วต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าถ้าลูกน้องตัดสินใจผิดก็ลงโทษให้ตายไปเลยแต่ถ้าหากทำถูกก็กลายว่าเป็นเพราะเรา เรียกได้ว่าอย่า “เอาดีใสตัว(ผู้นำ) เอาชั่วให้คนอื่น (ลูกน้อง) “ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้นำแบบลูกน้องตายหมด สุดท้ายต้องกินข้าวคนเดียวอย่างเหงาๆและเดียวดาย ต้องทำกลับกัน” เอาดีให้ลูกน้อง หากผิดพลาดต้องรับไว้เอง (เพราะเรามีภูมิคุ้มกันมากกว่า) “
R=Relationship ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ มีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้องทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ อย่าคุยหรือมีกิจกรรมกับลูกน้องแค่ในงาน เคยรู้หรือเปล่าว่าลูกน้องตัดผมใหม่ มีตุ้มหูคู่ใหม่ ลูกของเค้าสอบเข้าโรงเรียนสาธิตได้ วันนี้วันเกิดลูกน้อง ฯลฯ ถ้าเราได้ใส่ใจสนใจและตั้งใจแล้วข้อมูลอื่นๆที่จะทำให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ นอกเวลาทำงาน แล้วก็จะสามารถช่วยให้เราเป็น นายที่มีแต่ลูกน้องรัก เคารพ นับถือ และพร้อมจะทำงานให้อย่างสุดชีวิตอย่างแน่นอน
ลองสำรวจตัวท่านเองดูนะครับว่าเราขาดข้อไหนไป เชื่อว่าคุณสมในสองกลุ่มแรกคือ CORE & GENERAL COMPETENCY คงไม่ขาด แต่อาจจะขาดหรือยังมีไม่ถึงที่สุดในส่วนของ SPECIAL COMPETENCY ก็หาเติมเต็มในตัวท่านเองก็แล้วกันนะครับเพราะคุณสมบัตินี้ไม่มีขายอยากได้ต้องหา(ฝึก)เอาเองครับผม

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

“CREATIVE ECONOMY”


“CREATIVE ECONOMY”
ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ 12 ตุลาคม 2552
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อาจารย์พิเศษโครงการปริญญาเอการจัดการกีฬา ม.เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป

ต้นเดือนตุลาคม 2552 ที่ผ่ามาเห็นรัฐมนตรีทำงานเข้าตาและถูกใจก็ตอนที่เปิดตัวโครงการ “CREATIVE ECONOMY” เพราะเพิ่งเห็นว่ารัฐมนตรีทำงานแบบมียุทธศาสตร์ไม่ใช่สักแต่ว่าเดินสายบรรยายและเปิดงานที่เราเรียกกันว่า “PODIUM POLICY” ซึ่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีในบ้านเรามีความชำนาญในเรื่องนี้ แต่พอถามว่ายุทธศาสตร์ของประเทศ หรือของกระทรวงอยู่ที่ไหนทำหน้างงๆแล้วก็อาศัยไหวพริบหลบฉากไปได้ทุกที ดูอย่างโครงการต่างๆของไทยเข้มแข็งประรัยชาวบ้านร้านตลาดไม่เข้าใจมีแต่นักการเมืองเข้าใจว่าจะหาประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างไร ที่เห็นๆกันอยู่ไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุข หรือ กระทรวงคมนาคมสุดท้ายก็เป็นแต่ผลประโยชน์ของนักการเมืองไม่ว่าพรรคใดมาก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย พอเห็นรมต.ช่วยพานิชย์มียุทธศาสตร์เรื่องนี้เลยดีใจจนน้ำตาไหลว่าประเทศไทยคงไปรอดแล้ว แต่ก็ต้องดูก่อนนะว่าแนวทางในการปฏิบัตินั้นเป็นอย่างไรสอดคล้องและเป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือไม่ หรือว่าดีแต่เปิดงานให้ดังๆคนจะได้จำได้แล้วก็ลืมเลือนหายไป อันนี้ต้องติดตามอีกสามเดือนหกเดือนจะเห็นผลว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือไม่
เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์หรือธุรกิจเชิงสร้างสรรค์นั้นมันคล้ายกับว่าขายของอย่างเดียวกันแต่คนละแบบ อ่านแล้วคงงงๆนะครับตัวอย่างเช่นการขายกระเป๋าถือถ้าเรานำเอาลิงดูดมือไปใส่หน่อยมันไม่ใช่กระเป๋าถือแต่มันเป็นแฟชั่น หรืออย่างโรงแรมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ชื่อว่า ลาเวนเดอร์ล้านนา โรงแรมนี้บริหารและบริการโดยเกย์ ถ้าเราตัดอคติในเรื่องเกย์ต้องเป็นเรื่องเซ็กซ์ออกแล้วเราจะเห็นว่าเค้าเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากๆ เพราะผู้บริหาร พนักงานบริการ ทุกคนเป็นเกย์ ซึ่งหมายความว่าพูดจาภาษาเดียวกัน มีทัศนคติความเชื่อและวิถีชีวิตคล้ายกันดังนั้นคงจะเข้าอกเข้าใจกันได้ดีกว่าคนที่มีทัศนคติคนละอย่างกัน (ต้องตัดเรื่องเซ็กซ์ออกไปให้ได้) ถ้าท่านได้ไปที่ฮ่องกงแล้วตอนกลางคืนลองไปยืนตรงสุดถนนนาธานที่เป็นท่าเรื่อข้ามฝากซิครับ เค้าจะเอาตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมาเล่นแสงสีส่วนเสียงถ้ามีวิทยุเปิดไปก็จะได้อรรถรสครบครันเลยครับ แค่เอาตึกต่างๆ(ที่สูง) มาประดับไฟและเปิดให้ไฟเปิดปิดกระพริบตามจังหวะและเสียงดนตรีแค่นี้คนก็แห่ไปยืนดูกันมากมาย หรือใครไปมาเก๊าที่มาเก๊าทาวเวอร์นอกจากเป็นจุดชมเมือง มีร้านอาหารหมุนได้แล้ว ยังมีบริการให้กระโดดบันจี้จั๊มสำหรับคนใจถึง แต่หากใจถึงน้อยลงมาหน่อยก็มีบริการพาเดินรอบหอคอยที่ระดับความสูงหลายร้อยเมตรซึ่งก็สร้างความเสียวให้ได้ระดับละครับ ซึ่งผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันเมืองต่างๆในโลกนี้ส่วนใหญ่เค้ามีทาวเวอร์ของตนเองขนาดสุพรรณยังมีเลยก็คงขาดแค่กรุงเทพเมืองฟ้าอมรของท่านผู้ว่าสุขุมพันธ์นี้แหละ เมื่อไหร่จะมีก็ไม่รู้นะครับ นี่ก็เห็นว่ามีธุรกิจเชิงสร้างสรรค์อยู่ที่เมืองกาญจนบุรีก็เป็นโรงถ่ายหนังที่ใช้ถ่ายเรื่องสุริโยไทยนำมาเปิดให้ประชาชนเข้าชม ก็ได้บรรยากาศแต่ถ้าเพิ่มสีสันเข้าไปอีกสักนิดคงจะเรียกแขกได้อีกมากโขนะครับ ประเทศเกาหลีเป็นตัวอย่างของธุรกิจเชิงสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเกาหลีเค้าพัฒนาไปมาก โดยมีความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมขายความเป็นเกาหลี แล้วมาต่อยอดเป็นตามรอยภายพยนต์เกาหลีซึ่งเมื่อเราไปดูแล้วไม่มีอะไรเลยจริงๆ เกาะนามิสู้เขาใหญ่ของเราไม่ติด บางแห่งแค่เอาของที่เคยใช้ถ่ายประกอบฉากในภาพยนตร์มารวมกันแล้วให้เราเข้าไปดูก็เก็บตังได้แล้ว ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนโรงถ่ายสุริโยทัยยังหาตังได้นี่ต่างหากที่เป็นธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในอัฟริกาใต้เค้าเอาเหมือทองคำที่ปิดไปแล้วมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเก็บเงินเก็บทองนักท่องเที่ยวไม่รู้เท่าไหร่รู้สึกว่าจะชื่อ GOLDENLEAF ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เค้าไม่เรียกว่าเป็นการขายสินค้า หรือการขายบริการ แต่เป็น ”การขายประสบการณ์ “ ดังนั้นหาให้เจอ เจอแล้วย้ำ ย้ำแล้วปลุกกระแสแล้วเศรษฐกิจไทยจะไปโลดอย่างแน่นอน.......

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552


“แบรนด์”

มีข่าวเล็กๆในหนังสือพิมพ์รายวันเมื่อเร็วๆนี้ว่าสนามบินสุวรรณภูมิของไทยเราได้รับการโหวตจากนักเดินทางโดยนิตยสารออนไลน์ SMARTTRAVELASIA.COM ว่าเป็นสนามบินยอดเยี่ยมอันดับสาม โดยมีสนามบินสิงค์โปรและสนามบินฮ่องกงเป็นอันดับหนึ่งและสองตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้รับการประกาศจาก SKYTRAX ให้เป็นสนามบิน WORLD AIRPORT AWARD ให้อยู่ในอันดับ 16 เลื่อนจากอันดับ 37 ก็เลยลองย้อนกลับมาตอนหลังการปฎิวัติใหม่ๆก็มีผู้(คิดว่าตัวเอง)รู้ทั้งหลายเข้าไปเป็นบอร์ดบ้าง เป็นคณะกรรมาธิการคณะต่างๆบ้าง เข้าไปเดินเล่นในรันเวย์แล้วพอปัสวะเสร็จก็บอกว่าต้องปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดยยกเหตุผลร้อยแปดประการ ทั้งรันเวย์ร้าว น้ำรั่วซึมในอาคารผู้โดยสาร ห้องน้ำไม่พอ(อันนี้จริงครับ) ต้องยกเลิกสัญญาคิงพาวเวอร์ ฯลฯ จิปาถะ แล้วเป็นงัยสามปีผ่านไปไวเหมือนก็หกตอนนี้เราเป็นอันดับสามของโลกแล้วแต่ว่าภาพพจน์ของสนามบินตอนนั้นแหลกเหลวสิ้นดี แต่ปีนี้เลื่อนจากอันดับ 37 มาอยู่อันดับ 16 สงสัยปีก่อนที่อยู่อันดับ 37 เพราะสนามบินถูกปิดโดยพันธมิตรหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ปีหน้าสงสัยน่าจะเลขตัวเดียวเป็นแน่ ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะนำเข้าสู่เรื่อง “แบรนด์” ซึ่งไม่ใช่ซุปไก่แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภครับรู้ได้ ซึ่งมันสามารถสร้างได้ด้วยเวลาและทรัพยากรมหาศาล แต่สามารถทำลายได้ในพริบตาหากทีมหรือผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้เสียไม่รู้ว่าแบรนด์คืออะไร ???
คนส่วนใหญ่รวมทั้งนักการตลาดและนักธุรกิจส่วนใหญ่คิดว่าแบรนด์คือชื่อสินค้า ตราสินค้า โลโก้ ก็คงไม่ผิดแต่ยังไม่ถูกเสียทั้งหมดเพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแบรนด์เท่านั้น อย่างนั้นแล้วแบรนด์คืออะไรใครตอบได้ยกมือขึ้น ซึ่งก็มีนักคิดนักการตลาดหลายคนให้คำจำกัดความไว้หลากหลายแต่สำหรับผมแล้วถ้าถามว่าแบรนด์คืออะไรผมจะให้คำจำกัดความมันว่า “เป็นการรับรู้ และรู้สึก โสตสัมผัสต่อสินค้า บริการ องค์กร ผู้บริหารและสมาชิกขององค์กรนั้นๆ อันจะมีผลต่อการชอบไม่ชอบจนสามารถตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อในสินค้าหรือบริการนั้น” ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่ครอบคลุมทุกจุดสัมผัสที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า บริการ องค์กร และบุคลากรทุกภาคส่วนในองค์กรนั้น โดยมีชื่อสินค้า การบริการ ตราสินค้า โลโก้ โฆษณา เครื่องหมายการค้า สัญลักษณ์คุณภาพ การรับรองมาตรฐานต่างๆ กิจกรรมขององค์กรทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ฯลฯ ดั้งนั้นจะเห็นได้ว่าทุกจุดที่ผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้จากช่องทางการสื่อสาร ตลอดจนข่าวสารต่างๆก็มีผลต่อ “แบรนด์” ทั้งสิ้น หรืออาจจะสรุปได้อีคำสั้นๆคำหนึ่งว่า “แบรนด์คือชื่อเสียง” เพราะว่าในสภาวะการแข่งขันและเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนแปลงไปสินค้าต่างๆแทบจะไม่มีความแตกต่างกันจนมีนัยสำคัญ เราผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ คู่แข่งก็สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพทัดเทียมกันได้อย่างไม่ยากเย็น โปรโมชั่นต่างๆก็สามารถสร้างสรรค์ให้ดีกว่าถูกใจกว่าได้อย่างไม่ยาก ลองนึกดูซิครับเดี๋ยวนี้จะซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่องการตัดสินใจเลือกค่าโทรมือถือถ้าดูแค่ค่าแอร์ไทม์แล้วละก็แทบจะไม่ต่างกันเลยเพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานของเรา (ซึ่งก็เลือกยากมาก) หากเราเป็นประเภทมุ่งแต่เรื่องราคาและประหยัดก็คงใช้ฮัทช์ แต่หากถามกลับไปว่าแล้วส่วนแบ่งการตลาดฮัทช์เป็นเท่าไหร่ก็คงจะได้คำตอบว่าผู้บริโภคไม่ได้เลือกแค่ราคาแล้วหละครับในปัจจุบัน ค่ายทรูที่ว่าส่วนแบ่งการตลาดเติบโตนั้นหากดูให้ลึกแล้วก็มาจากทรูไลฟ์ที่เป็นแถมจานแดงดาวเทียมที่เราเห็นกันอยู่เกลื่อนเมือง แต่ทรูสามารถสร้างยอดการใช้งานได้อย่างน้อยเดือนละ 300 บาทเพราะต้องเติมเงินทุกเดือนเพื่อคงความเป็นสมาชิกและใช้จานดาวเทียมต่อไปได้เราจึงเห็นว่าผู้บริโภคตอนนี้มีสองซิมกันเพิ่มมากขึ้น เข้าใจว่าตลาดรวมโทรศัพท์มือถือของเราน่าจะอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านเลขหมาย ซึ่งถ้าหักผู้สูงวัยและเด็กออกซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 20 ล้านคนแล้วที่เหลือหากหักผู้ที่ไม่มีศักยภาพในการมีโทรศัพท์มือถือและผู้ไม่ประสงค์จะมีโทรศัพท์มือถืออกไปอีก 10 ล้านคน ก็จะเหลือแค่ 33 ล้านคน แต่จดทะเบียนมือถือถึง 40 ล้านแล้วก็แสดงว่ามีคนใช้สองซิมอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว แล้วสุดท้ายผู้บริโภคจะเลือกค่ายไหนละครับถ้าไม่เลือกที่”แบรนด์” คำตอบส่วนแบ่งการตลาดของเอไอเอสที่ 27 ล้านเลขหมายคงเป็นคำตอบสำหรับคำถามนี้ได้ดีที่สุด
ถ้าอย่างนั้นแล้วเรามาเริ่มสร้างแบรนด์กันเถอะครับเพราะสุดท้ายแล้วผู้บริโภคก็จะตัดสินใจเลือกซื้อหรือใช้บริการกันที่ชื่อเสียงของ สินค้า ตราสินค้า องค์กร ผู้บริหาร และพนักงาน โดยจากทุกสัมผัสที่ผู้บริโภคมีต่อปัจจัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเองโดยทุกจุดสัมผัสนั้นๆจะต้องสร้างสรรค์แต่ความรู้สึกที่ดีๆที่จับต้องได้ อ่านบทความนี้เสร็จต้องรีบวิ่งไปซื้อ “แบรนด์”สักขวดแต่ไม่สามารถอวดได้ว่าเรามี “แบรนด์”แล้ว เพราะ “แบรนด์”ที่ดีไม่ได้มีไว้ขายอยากได้ต้องหาและสร้างเอาเองครับพี่น้องงงงงงงง

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552


ใครๆก็บอกว่าต้องแตกต่าง (Differentiation)

ดร.พงษ์ศักดิ์ สวัสดิเกียรติ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ม.เกษตรศาสตร์
อาจารย์พิเศษโครงการปริญญาเอกการจัดการกีฬา ม.เกษตรศาสตร์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการพิสิษฐ์กรุ๊ป


แล้วเราก็ผ่านเรื่องวุ่นๆที่เป็นที่ถกเถียงกันว่าควรถวายฎีกา ในกรณี พตท.ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างเหตุผลที่รู้สึกได้ว่าอ้างเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ทั้งนั้นไม่ว่าเสื้อสีแดง สีเหลือง หรือสีน้ำเงิน แต่ที่เสียหายไปหมดก็คือประเทศไทย เขียนไปก็นึกสงสารประเทศไทยมีแต่คนที่พูดแต่หาคนปฏิบัติได้จริงสักกี่คน เพื่อไทยตอนเป็นรัฐบาลก็พูดอย่างหนึ่งแต่มาเป็นฝ่ายค้านก็พูดอีกอย่างหนึ่ง เช่นกันประชาธิปัตย์ตอนเป็นฝ่ายค้านก็ว่าภูมิใจไทยเป็นโจรแต่ตอนมาจูบปากร่วมรัฐบาลก็ดีไปหมด ดังนั้นพอสำรวจมาทีไรก็ตอบได้เหมือนกันหมดว่าใครทำร้ายประเทศไทย ก็คือนักการเมืองและผู้นำทั้งหลายนั่นเอง หารู้ไม่ว่าตอนนี้นักธุรกิจทั้งหลายกุมขมับกันไปหมดเพราะนั่งฟังแต่คำพร่ำพรรณนาของผู้นำว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วต้องถามนักธุรกิจเองดีกว่าครับว่าฟื้นแล้วหรือยัง คงจะได้คำตอบที่ชัดเจนและแท้จริงมากกว่าคำตอบจากผู้นำเป็นแน่ครับ

ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้นักธุรกิจทั้งหลายก็ต้องปรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดรับกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เป็นคุณหรือเป็นโทษ นักธุรกิจทั้งหลายก็ต้องแสวงหาโอกาสเพื่อความอยู่รอดและต้องพยายามอยู่รอดให้ได้อย่างยั่งยืนด้วย วิธีการหนึ่งก็คือการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ซึ่งนักการตลาดทั้งหลายเรียนรู้มาจากตำราเล่มเดียวกันทั้งนั้นว่าต้องสร้างความแตกต่าง เพราะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จตัวหนึ่ง ในกลยุทธ์การตลาดซึ่งประกอบไปด้วย การมุ่งให้ความสำคัญกับลูกค้า การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความแตกต่าง ซึ่งความแตกต่างนี้ส่วนใหญ่แล้วเรามุ่งเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างทางด้านสินค้า (Product Differntiation) เป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ก็ยังมีความแตกต่างอื่นๆที่สำคัญอีกที่ไม่อาจะละเลยได้ในปัจจุบันคือ ความแตกต่างทางด้านบริการ ซึ่งตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบริการจากเอไอเอส แน่นอนว่าในเบื้องต้นนั้นคุณภาพของสินค้าจะต้องดีและมีคุณภาพตามความคาดหวังของลูกค้านั่นก็คือ สถานีฐาน ความคมชัดของสัญญาณ การคลอดคลุมทุกพื้นที่ ฯลฯ แต่เมื่อทุกค่ายได้พัฒนามาทัดเทียมกันแล้ว(แต่ความคิดเห็นผมว่ายังไม่มีใครพัฒนาจนมาเทียบเท่า เอไอเอส) สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าเป็นลูกค้าถาวรและมีความภักดีในสินค้าก็คือ ความแตกต่างทางด้านบริการ(Service Differentiation) ซึ่งถ้าใครเป็นลูกค้าระดับเซเรเนดละก็จะได้รับบริการที่นอกเหนือความคาดหมายอยู่บ่อยๆ เช่น มีห้องเซเรเนดไว้บริการเป็นพิเศษเวลาติดต่อทีศูนย์บริการเอไอเอส มีที่จอดรถพิเศษตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ (ซึ่งปัจจุบันหลายค่าย หลายองค์กร ก็มีบริการแบบนี้ คือ เลียนแบบกันง่าย) ถ้าใครเป็นเซเรเนดระดับพลาตินั่มซึ่งผมบังเอญได้เป็นระดับนี้ก็จะมีการบริการพิเศษ เค้าเรียกว่าเลขานุการส่วนตัวโดยเป็นเบอร์พิเศษที่มีพนักงานคอยรองรับบริการ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครหรือยกเลิกบริการเสริมพิเศษซึ่งบางครั้งยุ่งยากสำหรับพวกเราก็ให้น้องพนักงานเลขาส่วนตัว ซึ่งพนักงานที่คอยบริการให้ผมขออนุญาตเอ่ยนามคือคุณปาริชาติก็ได้บริการอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช คุยกันเหมือนญาติหรือเพื่อนคนหนึ่งเลยจริงๆ หรืออยากส่งเอสเอ็มเอสเป็นภาษาไทยเราพิมพ์ไม่ถนัดก็ให้น้องเค้าส่งมาให้เราเป็นภาษาไทยแล้วเราส่งต่อไปยังบุคคลที่เราต้องการอีกทีหนึ่งช่างสะดวกสบายจริงๆใช่หรือไม่ครับ ?? โอ้ย เรียกว่าอยากได้อะไรคุณปาริชาติจัดให้ครับผม เร็วๆนี้บริการโปรโมชั่นผมหมดอายุปรากฏว่าหากอยากได้แบบเดิมต้องเพิ่มเงินอีก 100 บาทต่อเดือน ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมสู้ตอบเราว่าโปรโมชั่นนี้ไม่มีแล้วมีแบบอื่น หรือแบบที่คล้ายกันในราคานี้ราคานั้นก็ว่าไป แต่นี้ดันแบบเดิมเด๊ะแต่ราคาเพิ่มขึ้นในฐานะ ลูกค้าเก่าแก่และยอดการโทรไม่หน่อมแน้มก็ให้คุณปาริชาติไปเจรจากว่า ถ้าเก็บเพิ่มอีก 100 บาทต่อเดือน ก็จะได้เงินผมเพิ่มอีก 24,000 (คิดจาก 100 บาท คูณด้วย20ปีที่ผมประเมินชิวิตตัวเองไว้งัย) แต่อาจจะต้องเสียรายได้ทั้งหมด 840,000 บาท (คิดจาก เดือนละ 3,500 บาทอีก 20 ปี ) เพราะผมอาจจะย้ายค่ายเพราะรับไม่ได้กับต้องเสียเงินเพิ่ม สู้ไม่มีโปรโมชั่นนี้ดีกว่ายังพอรับได้(ทั้งที่อาจจะเสียเงินเพิ่มมากกว่า 100 บาทก็ได้) หายไปสามสี่วันคุณปาริชาติโทรมาว่าเรียบร้อยปาริชาติจัดให้ เรียบร้อยโรงเรียนเอไอเอส แถมวันเกิดที่ผ่านมายังได้รับโปรโมชั่นโทรฟรี ส่งเอสเอ็มเอสฟรี ทั้งวันเกิดซึ่งเอไอเอสไม่มีต้นทุนเลยเพราะบริการมีอยู่แล้วเพียงแต่ไปเพิ่มทราฟฟิคเท่านั้นเอง ก่อนวันเกิดก็ได้รับการ์ดอวยพรและยังได้คูปองอีก 200 บาทไปซื้อของทีร้านบีทูเอสอีก อะไรจะปานนั้น แล้วผมจะย้ายค่ายมือถือไปค่ายอื่นได้ลงคอเชียวหรือ นอกจากนี้แล้วยังมีความแตกต่างทางด้านภาพลักษณ์(Image Differentiation) ซึ่งเราก็เห็นว่าเอไอเอสมีโครงการสานรักจากเอไอเอส การนำคนพิการมาเป็นพนักงานบริการลูกค้า มีน้องอุ่นใจเป็นมาสคอตของเอไอเอส รวมทั้งโครงการซีเอสอารทั้งหลาย ฯลฯ ที่คอยช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้เอไอเอส และสุดท้ายเป็นความแตกต่างของพนักงาน (Personal Differentiation) ในการให้บริการและประทะสังสรรค์กับลูกค้านั่นเอง ก็กลับมากรณีคุณปาริชาติอีกนั่นและหากไม่นำข้อขัดข้องของผมไปบริหารจัดการดำเนินการแล้วก็อาจจะเสียลูกค้าไปตลอดชีวิตอีก 20 ปีก็ได้ เพราะไม่ว่าฝ่ายบริหารจะมีกลยุทธ์อะไรออกมาแต่หากพนักงานขาดเสียซึ่งจิตบริการและกึ๋น(ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ตรงไหนในร่างกายของเรา)แล้วละก็ ผลของงานนั้นอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ก็ได้ และท้ายที่สุดนี้อย่าเพียงแต่มุ่งมั่นในการสร้างความแตกต่างแต่เพียงอย่างเดียว ต้องถามด้วยว่าเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ?? เพราะจะเสียเงินเสียทองหรือเสียเวลาไปฟรีๆโดยไม่เกิดประโยชน์อันใดครับจ้าวนายยยยยย......

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

“ทำให้ดู”



ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ผ่านครึ่งปีแรกของปี 2552 ไปแต่ถ้าถามว่าผ่านไปด้วยสภาพอย่างไรก็คงต้องแล้วแต่อุตสาหกรรมนั้น ได้คุยกับพรรคพวกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบอกว่าตายสนิทศิษย์โอบามารค์เลยครับ เพราะว่าถึงขณะนี้ครึ่งปีแล้วนักท่องเที่ยวยังไม่เข้ามาเลย จริงอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่ถึงฤดูท่องเที่ยวที่จะมาถึงช่วงตุลาคมนี้เป็นต้นไป แต่สัญญาณมันไม่ค่อยดีเลยไม่ว่าจะเหตุการณ์ทางการเมือง หรือ การควบคุมไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่วันๆรัฐมนตรี เอาแต่เดินสายแจกผ้าปิดปากซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีเลยจิงๆ แทบจะไม่เห็นข่าวว่ารัฐมนตรีเรียกผู้เกี่ยวข้องมาประชุมโต๊ะกลม หากลยุทธ์ซึ่งหมายถึงกระบวนการวิธีการที่จะหยุดยั้งการแพร่เชื้อเลย จนท่านชวน หลีกภัย ต้องออกแรงเรียกผู้เชียวชาญทั้งหลายมาจึงเห็นมาตรการออกมา คงต้องช่วยกันภาวนาให้หวัดมันหยุดเองมั้ง ส่วนอุตสาหกรรมส่งออกก็เป็นไปตามภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างแรงทำให้เสียความสามารถทางการแข่งขัน นี่ไม่นับว่าลูกค้าของประเทศไทยเดี้ยงกันเป็นแถวๆ โดยเฉพะตลาดหลัก คืออเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป

การบริหารไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หน่วยงานเอกชน ภาครัฐบาล หรือหน่วยงานเอ็นจีโอใดๆก็ตามผู้บริหารที่ดีแต่พูด สักแต่ว่าพูดเก่ง พูดแล้วดูดีมีระดับ แต่หาวิธีปฏิบัติไม่ได้เลยเราก็เห็นกันมามากมายทั้งในหน่วยงานของเรา หรือหน่วยงานของรัฐ พอดีได้ฟังคุณธัญญา โพธิ์วิจิตร ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่าใครกัน แต่ถ้าบอกว่า เป็ด เชิญยิ้ม ละก็ทุกคนคงร้องอ๋อเป็นแน่ ซึ่งคุณเป็ดปัจจุบันเป็นนิสิตปริญญาเอก สาขาการจัดการกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของคุณเป็ด ได้เล่าให้ฟังตอนงานไหว้ครูของโครงการซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์จึงได้ขออนุญาตคุณเป็ดขอนำเรื่อง(ในครอบครัว) ที่เล่าในวันนั้นมาขยายความต่อ โดยสรุปว่าคุณเป็ดเองนับเป็นตลกคนแรกที่จะปริญญาโทและมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาต่อปริญญาเอกและเมื่อจบการศึกษา(คาดว่าในปี 2554) จะเป็นตลกคนแรกของโลกก็ว่าได้ที่จบปริญญาเอก ซึ่งมีมูลเหตุเพราะว่าลูกคนเล็กเกเรไม่ยอมเรียนซึ่งตอนนั้นคุณเป็ดเองจบอนุปริญญามา ก็เลยลงเรียนรามคำแหงเพื่อเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้ลูกหันกลับมาเรียนหนังสือและจนจบปริญญาเตรีเหมือนกับคุณพ่อ แถมยังเรียนปริญญาโทเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกคนโต นี่แกมาลงเรียนปริญญาเอกสงสัยลูกทั้งสองคงต้องศึกษาต่อปริญญาเอกแน่ๆเลย นี่แหละครับตัวอย่างที่ดีๆที่อยากจะขอนำมาเป็นอุธาหรณ์ว่า การบริหารที่ดีที่สุดก็คือ ”การทำให้ดู” ซึ่งคุณเป็ดนับเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆที่ฝึกและสอนลูกด้วย “การกระทำ” นั่นเอง หรือไม่ใช่การบริหารแต่ปากแต่ด้วยการลงมือทำ พอดีเมื่อวานเติมน้ำลงในอ่างบัวที่มีแหนลอยอยู่พอเราเติมน้ำลงไปแหนก็กระจายตัวออก แล้วก็จะกลับมารวมตัวกันอีกตามธรรมชาติของมันเปรียบไปก็คล้ายกับว่าการดีแต่พูดนั่นพูดนี่แต่ไม่ลงมือปฏิบัติก็เปรียบเสมือนกับการเติมน้ำลงไปในอ่าง พอหยุดพูดทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมแต่หากต้องการให้เกิดผลแล้วต้องลงมือในการตักแหนออกจากอ่างบัวนั้นนั่นเอง
ตอนเช้าก่อนเขียบนบทความนี้ได้ฟังการบรรยายของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งท่านเป็นเจ้าของโรงเรียนสัตยาไส ตั้งอยู่ที่ลพบุรี ท่านออกรายการทางทรูวิชั่นเล่าการบริหารงานของท่านในโรงเรียนว่าการจะฝึกให้นักเรียนเป็นอย่าไร คุณครูก็ต้องเป็นอย่างนั้นก่อน ไม่ว่าจะสอนนักเรียนไม่ให้สูบบุหรี่ คุณครูก็ต้องไม่สูบเลยไม่ใช่แค่ไม่สูบในที่ทำงานหรือไม่สูบให้นักเรียนเห็นเท่านั้น การสอนให้นักเรียนนั่งสมาธิคุณครูก็ต้องนั่งสมาธิกับนักเรียน นักเรียนถูกฝึกให้มีวินัย มีสมาธิ ช่วยเหลือตัวเอง และเพื่อนนักเรียนมีจิตใจเอื้ออาทร และปัจจัยหนึ่งแห่งความสำเร็จของโรงเรียนสัตยาไสย ก็คือบุคลากรที่ร่วมกันผลักดันในการสร้างเยาวชน ที่จะสามารถเป็นกำลังของชาติได้ เห็นโรงเรียนอย่างนี้แล้วก็อยากให้มีโรงเรียนอย่างนี้ขอไม่ต้องมากแค่จังหวัดละคนก็พอครับ ซึ่ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้บริหารแบบ “การทำให้ดู” หากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมลองเข้าไปชมรายละเอียดซึ่งทางรายการ “ตาสว่าง” ได้นำเสนอได้ที่ http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?SelectSpeed=256k&id=19146 เพราะฉะนั้นอย่าเพียงแต่พร่ำบนว่าลูกน้อง ไม่ได้เรื่อง สอนไม่รู้จักจำ ทำงานไม่ได้ตามที่เราคาดหวัง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเรายัง “ไม่ได้ทำให้ดู” ก็เป็นได้นะครับท่านผู้บริหารทั้งหลาย

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

“แรงบันดาลใจ”


ในวันที่ผมเขียนบทความนี้ปรากฏว่าหวัด2009คร่าชีวิตคนไทยไปแล้ว 16 คน และเชื่อเหลือเกินว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นลำดับเพราะว่าดูแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว บอกตรงๆว่าหน่อมแน้มเอาแต่เยี่ยมโรงพยาบาล แจกหน้ากาก ฯลฯ ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเอาแต่งานจ๊อบ มันน่าจะระดมสมองและออกมาตราการ หนึ่งสองสาม ฯลฯ ออกมาแบบจับได้จนนายกอภิสิทธิ์ต้องออกโรงเองจนมีมาตราการปิดโรงเรียนกวดวิชาสิบห้าวัน (แค่มาตราการเดียว) ก็ไม่น่าจะหยุดมหันตภัยได้เพราะมันไม่ครบวงจรก็เลยหดหู่กับวีธีการทำงานของภาครัฐจริงๆ ทั้งที่หน่วยงานเอกชนทั้งหลายเค้าปรับตัว เช่นโรงภาพยนต์ก็มีการทำความสะอาดและฉีดยาฆ่าเชื้อทุกรอบ มีแอลกอฮอล์เหลวไว้บริการ ฯลฯ การรับมือกับหวัดพันธ์นี้ต้องทำครบวงจรครับท่านมัวแต่รีๆรอๆคนไทยตายอีกหลายสิบแน่ ตอนนี้เป็นอันดับห้าของโลกแล้วเมื่อนับจำนวนผู้เสียชีวิต มันน่าจะออกมาตราการเด็ดขาดหลายๆมาตราการมาปราบให้อยู่เพราะอีกไม่นานก็เข้าฤดูท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไหนจะมาถ้ามีคนไทยติดเชื้อเพิ่มวันละเกือบสองร้อยตายวันละคนสองคน ดูที่ญี่ปุ่นซิครับเค้าติดหวัดก่อนเราอีกแต่เค้าหยุดการแพร่กระจายให้แคบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่ความฉลาดเราไม่ด้อยกว่าเค้าเท่าไหร่แต่ที่ต่างคือ “ไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหาก
ในการตัดสินใจครั้งหนึ่งๆโดยเฉพาะอย่ายิ่งการตัดสินใจนั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะในทิศทางใดๆก็ตาม จะต้องมีเหตุแห่งการตัดสินใจนั้นๆตามที่พระท่านว่า “ผลย่อมเกิดจากเหตุ” เช่นนั้นนั่นเอง และหากการตัดสินใจนั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแล้วละก็ต้องมีเหตุที่มีระดับความรุนแรงหรือมีนัยยะที่เราเรียกว่า “แรงบันดาลใจ” INSPIRATION เพราะแรงบันดาลใจจะก่อให้เกิดการกระทำซึ่งหากแรงบันดาลใจไม่เพียงพอแล้วการกระทำนั้นก็จะล้มเหลวไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นนั่นเอง ถ้าใครได้มีโอกาสได้ชมรายการทางทรูวิชั่นข่องสิบหก Hallmark ในรายการ BIGGEST LOOSER ซึ่งเป็นการเอาคนอ้วนๆ(ขอบอกว่าอ้วนมากๆ) ขนาดร้อยสองร้อยปอนด์ขึ้นไปถึงสี่ร้อยปอนด์ก็ประมาณ หลักร้อยกิโลถึงสองร้อยกิโลกรัมเลยเอามาเข้าค่ายและฝึกออกกำลังและแข่งขันกันใครจะสามารถลดได้มากกว่ากันโดยคิดเป็นเปอร์เซนต์ โดยมีรางวัลที่หนึ่งเป็นเงินถึง 250,000 เหรียญ หรือประมาณ 8.5 ล้านบาท ใครเลยจะเชื่อว่าคนเราจะลดน้ำหนักได้ถึงกว่า 50% โดยคนทีได้ที่หนึ่งสามารถลดได้มากกกว่า 200 ปอนด์ คือลดได้เกือบ 100 กก.จากคนที่เดินก็แทบจะไม่ไหวเข้าค่ายมาใหม่ๆก็มีความท้อแท้และเกือบจะถูกคัดออกก็หลายครั้ง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจทำให้เค้าต่อสู้กับความล้า ความเมื่อย ความเหนื่อย และฝ่าฝันจนได้รับรางวัลที่หนึ่งซึ่งแน่นอนเงินรางวัลคงเป็นแรงจูงใจอันหนึ่งแต่ตามที่เค้าให้สัมภาษณ์ในรายการคือกำลังใจจากครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จะมีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตปกติกับครอบครัวและอยู่กับครอบครัวไปได้นานๆเป็นสำคัญ หลังออกจากรายการแล้วเค้าก็ยังรักษาสถานะและหุ่นด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้ หากถามว่าเราจะสร้าแรงบันดาลใจได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน การสร้างสรรค์ผลงาน หรือแรงบันดาลใจในการดำรงตน แรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันเป้นความเคยชินของเราเอง สามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกอันสับสนวุ่นวายนี้ ก็เลยอยากเอาหลักคิดมาแลกเปลี่ยนกันจากต้วอักษร INSPIRE ดังนี้
I=Impact คือต้องรู้ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรถ้าทำหรือไม่ทำสิ่งนั้น เช่นถ้าต้องการลดน้ำหนักก็ต้องรู้ว่าถ้าลดแล้วสุขภาพดี หรือไม่ลดแล้วจะเกิดโรคต่างๆมากมาย คือต้องรู้และยอมรับว่ามันมีผลกระทบที่มีนัยสำคัญ แต่หากคิดว่าน้ำหนักเกิดนิดหน่อยไม่เป็นไรก็จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือการสูบบุหรี่ก็เหมือนกัน หรือการจะสร้างแผนธุรกิจใหม่ๆก็เหมือนกัน บางองค์กรก็เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นมิฉนั้นองค์กรก็อยู่ไม่ได้ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจ ดังนั้นถ้าผลกระทบมากก็จะทำให้เกิดการกระทำมาก เช่น ถ้าไม่ลดน้ำหนักจะอยู่ได้อีกสามเดือนใครจะอยากอยู่แค่สามเดือนจริงป่าวครับ
N=Noting loss ไม่มีอะไรเสีย คือถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรเสียไปมากกว่านี้แล้วเพื่อน ดังนั้นจงทำเสียเดี๋ยวนี้ เช่นการสูบบุหรีถ้าเราลองหยุดวันนี้แล้วเรามีอะไรเสียหายหรือไม่ คำตอบคือไม่มีอะไรเสียไปมากกว่านี้แล้ว ดังนั้นจงหยุดสูบเสียแต่เดี๋ยวนี้
S=Stimulate ต้องมีสิ่งเร้ามากระตุ้น เช่นการจะทำให้เพื่อนร่วมงานมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกัน ก็ต้องกระตุ้นให้เค้าได้มีเพื่อน มีทีม และได้มีโอการ่วมในการแสดงความคิดเห็น มีโอกาสร่วมในความสำเร็จ และหากผลงานเป็นความสำเร้จก็อย่าลืมแชร์ความสำเร้จให้เค้าด้วย เพื่อที่เค้าจะได้ภาคภูมิใจไปกับความสำเร็จนั้น หากเก็บความสำเร้จไว้ที่เรา หรือหัวหน้าคนเดียวอีกหน่อยก็ไม่มีใครทำงานด้วยหรอกครับเจ้านาย หรือสิ่งเร้านั้นอาจจะเป็นรางวัลที่จับต้องได้หรือเกียรติยศก็ได้ครับ เพราะเราเองก็ยังเป็นมนุษย์ที่ต้องการสิ่งตอบแทนอยู่ดีนั่นเอง เรียกว่ายังละกิเลสไม่ได้หมดหรอกโยม
P=Pratic ฝึกฝนครับ การสร้างแรงบันดาลใจฝึกฝนได้ครับ มนุษย์เราไม่ได้เป็นอะไรมาตั้งแต่เกิดหรอกครับ อยู่ที่การฝึกฝน หากมีลูกน้องก็ลองให้ลูกน้องฝึกบ่อยๆนะครับ หรือหากท่านเป็นเจ้านายก็ลองฝึกตัวเองอยู่เสมอๆนะครับ ไม่ใช่ให้ลูกน้องบอกว่าเป็นเจ้านายเพราะอยู่นาน เพราะการฝึกฝนจะทำให้เรามีเป้าหมายในชีวิตซึ่งแรงบันดาลใจนั้นจะมีจุดมุ่งหมายอยู่เสมอครับ ฝึกไปเรื่อยๆนะครับแล้ววันหนึ่งเราจะเป็นผู้ที่มีความฝันและทำความฝันให้เป็นจริงไม่ว่าฝันนั้นจะเป็นเรื่องอะไร ทั้งกิจการ งาน ทีม ตลอดจนพฤติกรรมของตนเอง ที่จะพัฒนาไปในทางที่เป็นบวกทั้งต่อตัวท่านเอง ชุมชน กลุ่มสังคม และประเทศชาติในที่สุด
E=Example คือการมีตัวอย่างที่ดี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมีบุคคล หรือสถาบันอื่นๆเป็นตัวอย่าง เช่น ถ้าใครอ้วนมากๆ ลองดูรายการ BIGGEST LOOSER ที่ผมกล่าวตอนต้นเป็นตัวอย่าง คนสองร้อยกิโลกรัมลดลงเหลือหร้อยกิโลกรัมได้แล้วทำไมเราแค่ หนึ่งร้อยยี่สิบจะลดเหลือเก้าสิบเก้ากิโลไม่ได้ครับ ดังนั้นลองหาคนเป็นต้นแบบแบบที่วัยรุ่นเค้าเรียกว่าไอดอลนะ อยากเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ก็คงต้องมีนักพูดในดวงใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์ฝึกฝนเพื่อให้ฝันนั้นเป็นจริงให้ได้ เพราะโลกนี้คงไม่มีใครที่จะเกิดมาแล้วเก่งไปเสียทุกเรื่องดังนั้น “หาแรงบันดาลใจ” ให้เจอ แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของท่านเสียเพื่อไปให้ถึง “ฝัน และ เป้าหมาย “ ของท่าน แล้ว “ใคร” คือ “ไอดอลของคุณ” มีหรือยังเอ่ย?” ……………

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

“เราอยู่ในธุรกิจอะไร” WHAT BUSINESS WE ARE IN ? ? ?



ในที่สุดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็คร่าชีวิตคนไทยไปแล้ว 5 คนในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ทั้งๆที่รมต.สาธารณสุขเพิ่งให้ข่าวว่าโรคนี้ไม่ร้ายแรงรักษาให้หายได้ เลยทำให้ประชาชนนั้นคลายความกังวลลงจนไม่ระมัดระวังเท่าที่ควรหรือเปล่า? คงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วมนุษย์โลกก็ต้องปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้ในที่สุด เหมือนกับหวัดนก หรือ ซาร์ ที่เคยระบาดเมื่อหลายปีก่อนนั้นจนมีคนถามผมเล่นๆว่าไอ้โรคใหม่นี้เป็นเพราะว่าบริษัทยา หรือบริษัทวิจัยเป็นคนพัฒนาและปล่อยเชื้อมาเพื่อขายยาหรือหวัคซีนเหมือนที่เราเคยดูในภาพยนตร์อยู่บ่อยๆ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดและก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เฉกเช่นเดียวกับธุรกิจก็ต้องปรับตัวเองให้อยู่ได้ในทุกสถานการณ์ แต่หากปรับตัวไม่ได้ก็ต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งเป็นวัฏฏะของสัตว์โลกนั่นเอง
และในการบริหารธุรกิจให้อยู่รอดได้มันมีคำถามหนึ่งว่า “เราอยู่ในธุรกิจอะไร” ถ้าเราตอบได้ว่าเราอยู่ในธุรกิจอะไร และขอบข่ายของธุรกิจนั้นคืออะไรก็เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพและเป้าหมายของธุรกิจ ที่สำคัญจะเห็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายขององค์กรได้อย่างแท้จริง หากเราตอบว่าเราอยู่ในธุรกิจอย่างแคบซึ่งก็คือเฉพาะสินค้าที่เราดำเนินกิจการอยู่ก็จะไปปิดกั้นโอกาสทางธุรกิจอื่นๆที่สามารถใช้ศักยภาพ หรือทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้กว้างขวางขึ้นได้ อันจะเป็นการต่อยอดธุรกิจ ขยายธุรกิจ ขยายขอบข่ายการบริการ ขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และในที่สุดก็จะก่อให้เกิดผลกำไรในที่สุด ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดในกรณีนี้คือ “บริษัทไปรษณีย์ไทย” ซึ่งถ้าหากให้คำตอบว่า “อยู๋ในธุรกิจไปรษณีย์ / รับส่งจดหมาย” แล้วละก็วันนี้องค์กรนี้จบเห่แน่นอน เพราะปัจจุบันจำนวนคนที่ส่งจดหมายมีน้อยลงทุกวัน อันเป็นผลมาจาก การติดต่อสือสารกันในปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นการติดต่อทางอีเลคโทรนิค เช่น e-mail / โทรศัพท์มือถือ / แฟกซ์ ฯลฯ ที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และเป็นการสื่อสารสองทาง สามารถเห็นหน้าตากันได้ ฯลฯ แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่ายอดขายตราไปรษณียากรเพิ่มมากขึ้นจากที่ปี 2546 ยอดขาย 200 กว่าล้านบาท เพิ่มเป็น 1,265 ล้านบาทในปี 2551 ถามว่าทำไมยอดขายจึงเพิ่มขึ้นในขณะที่การติดต่อสือสารทางจดหมายไปรษณีย์ลดลงทุกวัน เพราะเค้าไม่ได้จำกัดว่าแสตมป์จะต้องเอาไว้ส่งจดหมายเท่านั้น แต่เค้าทำให้ แสตมป์เป็น “สิ่งสะสม” รวมทั้งการนำเอานวตกรรมมาใส่ลงไปในแสตมป์ เช่น กลิ่นหอม หรือแค่จัดทำสแตมป์ชุดพระเครื่องเบจภาคี แสตมป์สามมิติ แสตมป์ที่เป็นรูปของตนเองหรือครอบครัว และล่าสุดเพิ่งเปิดตัว แสตมป์ออนไลน์ที่เป็นส่วนตัวท่านสามารถนำภาพของท่านมาทำเป็นแสตมป์ได้ หรือการทำแสตมป์”อักษรเบล” และแน่นอนที่สุดกระแส “แพนด้า” ไม่ถึงอาทิตย์ที่แพนด้าน้อยเกิดขึ้นก็มีแคมเปญชิงโชคตั้งชื่อแพนด้ากันเพราะว่า ไปรษณีย์ไทยจับกระแสได้โดยพิมพ์ไปรษณียบัตรถึง 150 ล้านใบๆละ 5 บาท รายได้ 750 ล้านบาทเชียว โดยมีของรางวัลจูงใจก็นั่บว่ามากโขอยู่งานนี้กำไรไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทแน่ๆ แถมกระบวนการขายนอกจากตามที่ทำการไปรษณีย์แล้วยังให้บุรุษไปรษณีย์ขายตรงอีกด้วยคนที่ไม่รู้เรื่อง หรือไม่สนใจพอถูกกระตุ้นก็มักจะไม่พลาดยอดขายจะน้อยหรือมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดซึ่งเป็นสังคมที่บุรุษไปรษณีย์รู้จักเกือบจะทุกคนในหมู่บ้าน ผมเองไปบรรยายให้พนักงานไปรษณีย์ฟังเกี่ยวกับแนวคิดการตลาด และการขายสินค้าในช่วงนั้นเป็นเทศกาลฟุตบอลโลกก็นับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติว่าบุรุษไปรษณีย์มีหน้าที่ส่งจดหมายแต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้แล้วไปรษณีย์ไทยยังอาศัยที่ว่ามีที่ทำการอยู่ในทุกอำเภอในประเทศไทยก็อาศัยมุมมองว่า ตนเองอยู่ในธุรกิจ “ขนส่ง “ แถมมีศูนย์บริการทั่วประเทศมากกว่าองค์กรใดๆในประเทศไทยก็เลยเกิดการขนส่ง เครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะไหนๆก็มีรถต้องส่งจดหมาย สิ่งพิมพ์ไปยังทั่วประเทศอยู่แล้วนี่นา เร็วๆนี้ก็เปิดบริการรับส่งอาหารชื่อดังทั่วประเทศไทยแถมส่งได้อย่างรวดเร็วเสียด้วย ตอนนี้อยากกินแหนมจากร้านแดงแหนมเนือง หรือ น้ำพริกหนุ่มร้าสนัสนันท์ ก็เพียงยกหูโทรไป 1545 คอลเซ็นเตอร์ของไปรษณีย์ไทยได้เลย หรือจะโดยสั่งผ่านทางเว็บไซต์ จ่ายเงินทาง mPay ก็ได้อะไรจะสะดวกสบายปานนั้นโฆษณาให้พรีๆนะนี่ เท่านั้นยังไม่พอยังเป็นที่จัดจำหน่ายและรับจ่ายเงินต่างๆโดยอาศัยศักยภาพของที่ทำการไปรษณีย์ไทยที่มีเน็ตเวิรค์อยู่ทั่วประเทศเป็นจุดแข็งในการรังสรรค์บริการนี้ เช่น ขายตั๋วของไทยทิกเก็ตมาสเตอร์(แต่ไม่ทุกที่ทำการ) รับเช่าพระ ชำระค่าน้ำไฟโทรศัพท์ ประกันชีวิต ฯลฯ รับฝากถอนเงินให้กับธนาคารต่างๆเช่นธนชาติเป็นต้น ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ทำให้ผลประกอบการจากการขาดทุนเป็นพันล้านบาทในปี 2546 มาเป็นกำไรถึง 1,785 ล้านบาทในปีที่ 2551 ที่ผ่านมา เพราะว่าตอบโจทย์ถูกว่า “เราอยู่ในธุรกิจอะไร” นั่นเอง แล้วท่านผู้อ่านละครับตอบโจทย์ของตัวเองได้แล้วหรือยัง

B2C By 4 C

  B2C By   4   C    12 กันยายน 2568 สัปดาห์ที่แล้วได้ดูภาพยนต์ในเน็ตฟลิคเรื่อง   4 คิงส์   ก็เลยผุดไอเดียว่าแล้วธุรกิจจะมี 4 K ได้หรือ...